NamX รถยนต์ไฮโดรเจนที่มาในรูปทรง SUV มาพร้อมจุดเด่นที่สามารถเปลี่ยนหลอดไฮโดรเจนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที และยังสามารถเติมเชื้อเพลิงได้เต็มภายในเวลา 4 นาทีเท่านั้น ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ราวๆ 2.34 ล้านบาท

NamX รถไฮโดรเจนอีกหนึ่งคันที่มีความน่าสนใจมาก เนื่องจากบริษัทนัมเอ็กซ์ สตาร์ทอัปรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส-โมร็อกโก ได้เปิดแนวคิดรูปแบบใหม่เกี่ยวกับรถไฮโดรเจน ซึ่งได้ใช้หลอดเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบรีฟิล สามารถถอดและเปลี่ยนได้สะดวกและง่าย แถมยังสามารถเติมไฮโดรเจนในหลอดรีฟิลในเวลาเพียงไม่กี่นาที

แนวคิดของ NamX นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทสตาร์ทอัปได้พูดถึงขั้นตอนการผลิตแร่ลิเธียมที่ต้องใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งพลังงานใหม่สำหรับรถในอนาคตที่น่าสนใจก็คือไฮโดรเจนนั่นเอง เรามาดูกันว่ารถไฮโดรเจนของนัมเอ็กซ์น่าสนใจอย่างไรบ้าง

รถไฮโดรเจน NamX ถูกพัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Pininfarina จากประเทศอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์การออกแบบที่สวยงามโดดเด่นและยังตอบโจทย์กับเทคโนโลยีใหม่ๆของตัวรถอีกด้วย 

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

NamX ประกอบด้วยหลอดเซลล์เชื้อเพลิงแบบรีฟิล 6 หลอด ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านท้ายของรถ โดยบริษัทเคลมว่าสามารถเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที และถอดสับเปลี่ยนได้ทันที

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้เมื่อเติมไฮโดรเจนจนเต็มทั้ง 6 หลอดจะสามารถวิ่งได้ไกล 800 กิโลเมตร และหากเชื้อเพลิงหมดระหว่างทาง บริษัทยังมีบริการจัดส่งหลอดรีฟิลไฮโดรเจนให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้รถไฮโดรเจนได้มาก

หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX
หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX

NamX จะผลิตรถไฮโดรเจนมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน รถยนต์รุ่นมาตรฐาน ราคาเริ่มต้นราวๆ 2,344,000 บาท ขับเคลื่อนล้อหลัง พละกำลัง 300 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 6.5 วินาที

NamX รุ่น GTH ราคาเริ่มต้น 3,423,000 บาท พละกำลังสูงถึง 500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.5 วินาที

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของรถไฮโดรเจนที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น สามารถถอดเปลี่ยนและเติมรีฟิลก๊าซไฮโดรเจนได้ และยังเติมได้เต็มเร็วสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย

ที่มา : NamX

Source : Spring News

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Huawei และ Seres ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์และถือเป็น Full-Size SUV ไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นเรือธง โดย Huawei และ Seres ได้เปิดตัวในจีน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง อัจฉริยะแค่ไหน เรามาจะพาไปดูกัน

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

สเปค Aito M9 

ขนาดตัวรถ ยาว 5,230 มม. ความกว้าง 1,999 มม. ความสูง 1,800 มม. และมีระยะฐานล้อ 3,110 มม.

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

ภายใน Aito M9 แผงแดชบอร์ดจะประกอบไปด้วย 3 หน้าจอได้แก่ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟนเมนเมนต์ขนาด 15.6 นิ้ว และหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 16 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Harmony OS ของ Huawei อีกทั้งยังได้รับหน้าจอ AR-HUD ขนาด 75 นิ้ว

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 จะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว (4WD) ให้กำลัง 523 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.3 วินาที มากับแบตเตอรี่ NMC จาก CATL ความจุ 97 kWh ชาร์จไฟเต็มวิ่งไกลสุด 630 กม.   

ราคา Aito M9

Aito M9 ได้เปิดตัวราคาอย่างเป็นทางการในจีน เริ่มต้นอยู่ที่ 509,800 หยวน หรือประมาณ 2.53 ล้านบาท จนไปถึง  569,800 หยวน หรือประมาณ 2.83 ล้านบาท

Aito M9 มาพร้อมไฟหน้าเมทริกซ์แบบโต้ตอบอัจฉริยะ ที่แสดงได้ทั้งภาพและวิดีโอและยังสามารถฉายเรดาร์ได้ด้วย โดยความแม่นยำไกลถึง 1.2 เมตร และไฟหน้ายังสามารถจับภาพคนเดินได้อีกด้วย ซึ่ง Aito M9 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ Huawei ADS 2.0 อีกด้วย

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

มาต่อที่ไฟท้าย LED ดีไซน์โดดเด่นของ Aito M9 ที่วางพาดเต็มพื้นที่ส่วนท้าย นอกจากนั้นในส่วนของไฟท้ายยังสามารถแสดงข้อความ ภาพกราฟฟิคต่างๆเหมือนกับชุดไฟหน้าอีกด้วย 

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 กำลังจะมาตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดใหญ่อย่าง Mercedes-Benz EQE SUV และ BMW iX และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 6 ที่นั่งที่น่าสนใจมาก ด้วยระบบอัจฉริยะครบครันและยังไม่ทิ้งความหรูหรา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคงต้องรอลุ้นกันอีกทีว่ามีโอกาสจะเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยหรือไม่ 

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

จากแนวคิดในการต้องการเปลี่ยนยานพาหนะที่มีมากในประเทศกำลังพัฒนา อย่าง จักรยาน ให้สามารถบรรทุกสินค้าได้ บวกกับต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ทั่วถึง จึงเปลี่ยนจักรยานธรรมดาเป็นจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรูปร่างคล้ายๆ ซาเล้งบ้านเรา

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ รถซาเล้งบ้านเรา แต่อยู่ในเวอร์ชั่นซาเล้ง EV ซึ่งเป็นไอเดียของ Soof Azani และ Lir Braverman 2 ดีไซน์เนอร์ชาวอิสราเอล 

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen
จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen

รถซาเล้งไฟฟ้าหรือจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีชื่อเรียกว่า D50 มีเป้าหมายที่จะผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับการเคลื่อนย้ายขนาดเล็ก เพื่อปรับปรุงการกระจายสินค้าในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อีกด้วย

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen
จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการออกแบบมาเพื่อบรรทุกของได้จำนวนเยอะๆ เพื่อเร่งการขนส่งในระยะทางสุดท้ายสำหรับผู้ค้าและธุรกิจ จักรยานบรรทุกสินค้ามีรูปร่างหน้าที่เหมือนรถซาเล้ง EV มีหลังคารับพลังงานแสงอาทิตย์และมีล้อที่ไร้อากาศ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ยางจะแบน มีความทนทานและทนทานต่อสภาพภูมิประเทศต่างๆ ซาเล้งไฟฟ้าออกแบบมาให้ถอดแยกชิ้นส่วนได้ง่ายดาย ทำให้สามารถปรับแต่งและกำหนดค่าให้เหมาะกับความต้องการของผู้ขับขี่ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสินค้าที่จะบรรทุก แถมจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีแบตเตอรี่แบบถอดได้เพื่อให้สามารถป้องกันการโจรกรรม ซาเล้งไฟฟ้า หรือ จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ D50 เป็นวิธีการขนส่งรูปแบบใหม่ ที่มีความสามารถในการถอดประกอบและประกอบได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้สามารถจัดส่งได้ในราคาถูกและปลอดภัย ซาเล้งไฟฟ้า D50 เป็นยานพาหนะที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุกของหนัก มอบโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้คนทั่วไป นอกจากจะบรรทุกสินค้าได้เยอะ ประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถปรับแต่งรถได้ตามต้องการ 

ที่มา : Dezeen

Source : Spring News

ช่วงนี้กระแสของรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงมาก ยอดขายในงาน MotorExpo 2023 ที่ผ่านมาก็เรียกได้ว่ากวาดยอดขายไปได้เกือบ 40% ของทั้งงาน แน่นอนว่าการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานนั้น จะไม่เหมือนกับการซื้อรถน้ำมันแบบเดิมๆ อีกต่อไป ต้องพิจารณาในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดนั่นก็คือ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อชาร์จ ที่ในปัจจุบันนี้จะมีระบุเอาไว้ในรายละเอียดทางเทคนิคของรถยนต์แต่ละรุ่นกันเลย พร้อมกับตัวอักษรสั้นๆ กำกับเอาไว้ ซึ่งเป็นมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า แต่ละยี่ห้อก็ใช้ไม่เหมือนกันด้วย วันนี้ทางทีมงานเลยขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้ามาให้รู้จักกัน เผื่อว่าใครที่กำลังจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือซื้อมาแล้ว จะได้ทราบว่า รถที่กำลังจะซื้อนั้น จริงๆ แล้ววิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ เท่ากับตัวเลขที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบุเอาไว้หรือไม่

มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า คืออะไร

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Range) คืออะไร อธิบายกันแบบง่ายๆ ได้ว่า เป็นการวัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ครั้งเดียว ก็คือชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้ววิ่งได้กี่กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานที่ใช้วัดกันอยู่หลายตัวด้วยกัน และที่นิยมใช้ตอนนี้ก็จะมี EPA , CLTC , WLTP และ NEDC แต่ละตัวก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เนื่องจากมีการทดสอบที่แตกต่างกัน และความแม่นยำในการวัด รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการวัดก็แตกต่างกันอีกด้วย ทีนี้เรามาดูกันว่าแต่ละมาตรฐานนั้นเป็นมาอย่างไร และใช้วิธีในการวัดแบบไหนบ้าง

EPA (Environmental Protection Agency)

เป็นมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการทดสอบนั้นจะทำภายในห้องแลปทั้งหมด เริ่มจากการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เต็มก่อน แล้วจอดรถทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็จะนำรถขึ้นวิ่งบนไดโน่ (Dyno) โดยใช้วิธีการจำลองการวิ่งในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวิ่งในเมือง (UDDS) และ การทดสอบวิ่งนอกเมือง (HWFET) ซึ่งจะทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าแบตเตอรี่จะหมด และรถไม่สามารถวิ่งต่อไปได้แล้ว จากนั้นก็จะทำการบันทึกระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้สูงสุดเอาไว้

NEDC (New European Driving Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าของทางฝั่งยุโรป ซึ่งใช้กันมานานแล้วตั้งแต่ปี 1997 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป (EU) สำหรับรถที่ใช้งานในเมือง และถนนบริเวณชานเมือง เท่านั้น ทำให้ตัวเลขที่ออกมานั้น มีค่าที่สูงกว่าการวิ่งจริงๆ ของรถพอสมควร ซึ่งค่าตัวเลขอาจจะไม่ค่อยแม่นยำมากนัก ปัจจุบันทางฝั่งยุโรปได้เปลี่ยนมาตรฐานการวัดระยะทางมาเป็น WLTP แล้ว เพราะมีตัวเลขมีความแม่นยำมากกว่า แต่ปัจจุบันก็ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ ยี่ห้อ ยังคงเลือกมาตรฐาน​ NEDC กันอยู่ เช่น MG, GWM และ NETA ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure)

มาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ที่เป็นมาตรฐานต่อจาก NEDC ที่มีความแม่นยำมากกว่า หากเทียบกับมาตรฐาน NEDC แล้ว WLTP จะวัดระยะทางได้น้อยกว่าประมาณ 20 – 30% การทดสอบระยะทางนั้นจะทดสอบทั้งสภาวะการวิ่งในเมือง และนอกเมือง ทำให้ได้ระยะทางวิ่งที่ไกล้กับความเป็นจริงมากกว่า โดยรถค่ายยุโรปส่วนใหญ่ก็ใช้มาตรฐานนี้ อาทิเช่น BMW, Audi , Volvo และ Mercedes ซึ่งจะระบุ WLTP กำกับไว้กับตัวเลขระยะทางวิ่งสูงสุด

CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศจีน มาตรฐานใหม่ที่อ้างอิงผลการทดสอบจากมาตรฐาน NEDC และเน้นให้มีความแม่นยำมากกว่าเดิม เริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2020 CLTC ถูกพัฒนาขึ้นโดย China Automotive Technology & Research Center (CATARC) มีการทดสอบใน 3 รูปแบบความเร็ว คือ ต่ำ กลาง และเร็ว โดยใช้ระยะเวลาในการทดสอบ 30 นาที ความเร็วก็เริ่มจากหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุดที่ 114 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง TESLA ที่จำหน่ายในประเทศจีน ก็ใช้มาตรฐาน CLTC เช่นกัน หากเทียบกับรถรุ่นเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานอื่น ก็จะเห็นได้ว่าตัวเลขนั้นสูงกว่า

หลังจากที่เราทราบมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ แล้ว ทีนี้เวลาเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก็จะพิจารณาเรื่องระยะทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคคงไม่สามารถให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระบุมาตรฐานระยะทางตามที่เราต้องการได้ครับ ก็ได้แต่ดูมาตรฐานที่เขาเลือกใช้ แล้วก็พิจารณาถึงตัวเลขจริงๆ ที่ควรจะทำได้ ซึ่งถ้าถ้าว่ามาตรฐานไหนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ก็เห็นจะเป็น EPA ของทางฝั่งอเมริกา รองลงมาก็จะเป็นมาตรฐาน WLTP ของทางฝั่งยุโรป ต่อไปก็จะเป็น CLTC ของประเทศจีน และที่ไม่ค่อยใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดก็จะเป็น NEDC ครับ ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อที่ใช้มาตรฐานวัดระยะทางแบบ NEDC ก็ให้เราประเมินให้ต่ำกว่าตัวเลขที่แจ้งไว้โดยลบระยะทางออกไปประมาณ 20% ก็น่าจะได้ระยะทางที่ไกล้เคียงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

BMW iX รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายยุโรป ได้พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ที่มีชื่อว่า Gemini ซึ่งให้ผลทดสอบดีเกินคาด เมื่อจับคู่กับ SUV ไฟฟ้าอย่าง BMW iX สามารถทำระยะการวิ่งต่อชาร์จได้ในระดับ 965 กม. เรามาดูกันมันจะเจ๋งแค่ไหน

BMW iX หนึ่งในรถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ที่น่าจับตามอง และในขณะนี้ BMW Group ได้มีการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 แบตเตอรี่ชนิดใหม่ของ Our Next Energy จะมีระยะทางที่วิ่งได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 965 กม.

ซึ่งเมื่อแบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่ ได้จับคู่กับ BMW iX ซึ่งจากผลการทดสอบที่ออกมาล่าสุดเกินคาด เพราะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 608.1 ไมล์ หรือประมาณ 978 กม. (มาตรฐาน WLTP) ด้วยขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ แต่แบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่ของ BMW สามารถจุไฟได้มากกว่าถึง 185kWh 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

ซึ่งนี่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของวงการรถ EV เลยก็ว่าได้ เพราะแบตเตอรี่ Gemini ชนิดนี้ ให้พลังงานได้มากถึง 185 kWh ในขนาดที่เท่ากับแบตเตอรี่ EV ทั่วๆไป เรื่องระยะทางอาจเป็นข้อกังวลของใครหลายคนเช่น ไม่ชอบชาร์จบ่อยๆ ไม่อยากแวะชาร์จ แต่เมื่อใช้แบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่นี้แล้วรถยนต์ไฟฟ้ายุโรปอย่าง BMW iX จะสามารถวิ่งได้ถึง 978 กม. จากการชาร์จเพียง 1 ครั้ง 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

จุดเด่นของแบตเตอรี่ Gemini ของ Our Next Energy คือ การวางโครงสร้างที่ใช้เซลล์แบตเตอรี่ไว้ 2 รูปแบบ หรือที่เรียกว่า Dual-chemistry battery architecture 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

ซึ่งเป็นการนำจุดเด่นของเซลล์ 2 รูปแบบ ที่แตกต่างกันมารวมเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ชนิดแรกกก็คือ Lithium iron phosphate (LFP) เซลล์แบตเตอรี่พื้นฐานที่นิยมใช้ในรถ EV ยุคปัจจุบัน ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รวมถึงสามารถตอบสนองการใช้งานทั่วๆ ไป ที่โดยเฉลี่ยแล้ว จะครอบคลุมระยะทาง 240 กม. ใน 1 วัน

ส่วนเซลล์ชนิดที่ 2 ที่ถูกนำมาจับคู่ในแบตเตอรี่ Gemini ก็คือ Anode free cells ที่เป็นเซลล์พลังงานความหนาแน่นสูงในระดับ 1,000 วัตต์/ลิตร เพื่อช่วยในการเพิ่มระยะการเดินทางได้อีก 450 ไมล์ หรือประมาณ 728 กม.

โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้เซลล์แบตเตอรี่ 2 รูปแบบนี้ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Our Next Energy จะต้องพัฒนาตัวแปลงกระแสไฟ DC to DC หรือแปลงกระแสตรงเป็นกระแสตรง ที่มีความหนาแน่นสูงขึ้น เพื่อจัดการพลังงานภายในเซลล์แบตเตอรี่ทั้ง 2 ชนิด อย่างเหมาะสม

BMW iX พัฒนาแบตเตอรี่ Gemini ชาร์จเต็มวิ่งได้ 978 กม. ตอบโจทย์คนชอบเดินทางไกล

หากสังเกตจากภาพ จะเห็นได้ว่า ภายในชุดแพคแบตเตอรี่ Gemini จะมีเซลล์ในรูปแบบ Anode free มากกว่าเซลล์ LFP ประมาณ 2 เท่า ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จะให้พลังงานได้ถึง 75% ของพลังงานทั้งหมดที่แบตเตอรี่แพคนี้ให้ได้ โดย Our Next Energy ยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า หากเทียบกับแบตเตอรี่ของรถ EV ทั่วๆ ไป ที่มีขนาดประมาณ 3-400 ลิตร Gemini เป็นแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานได้สูง และใช้งานได้ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

นอกจากแบตเตอรี่ Gemini จะมีประสิทธิภาพด้านการให้พลังงานในระดับสูงแล้ว ยังเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ เช่น ลดการใช้ลิเธียมลง 20%, ลดการใช้กราไฟท์ 60%, ลดการใช้นิเกิล 75% รวมถึงลดการใช้โคบอลต์ถึง 100% ซึ่งถือว่าแบตเตอรี่ EV นี้น่าสนใจมาก

ที่มา : ONE

Source : Spring News