“พลังงาน” ชี้แผน PDP 2024 ดึงเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท  โดยเป็นการลงทุนช่วงก่อนปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 650,000 ล้านบาท  

นายประเสริฐ  สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่นักลงทุนกังวลต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2024) ว่าจะลดความสำคัญของโรงไฟฟ้าหลักจากฟอสซิลนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ภาพรวมกิจกรรมการลงทุนในแผน PDP 2024 กระทรวงพลังงานได้เน้นให้เกิดการเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่สามารถรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมและมีเสถียรภาพในระยะยาว เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และแม้ว่าระดับค่าไฟฟ้าไม่ได้สูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้กิจกรรมการลงทุนในภาคไฟฟ้าลดลงแต่อย่างใด เพราะมีการเพิ่มสัดส่วนการก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีมูลค่าสูงกว่ากิจกรรมการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิล ซึ่งมีข้อสนับสนุนจากข้อมูลการวิเคราะห์การลงทุนจากหน่วยงานด้านพลังงานในต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนสูงกว่าด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามแผน PDP ฉบับใหม่ ยังคงมีกิจกรรมการลงทุนในภาคไฟฟ้าตามแผน PDP อย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนของโรงไฟฟ้าที่มีข้อผูกพันไว้แล้วและที่จะเปิดรับเพิ่มเติมตามแผนในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2573 มากกว่า 650,000 ล้านบาทประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียนประมาณ 13,300 MW คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 525,000 ล้านบาท และการลงทุนโรงไฟฟ้าฟอสซิลประมาณ 5,300 MW คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งการเข้ามาของ​ RE​ ที่มากขึ้นจะ​นำไปสู่โครงสร้างระบบไฟฟ้า​แบบกระจายศูนย์และธุรกิจไฟฟ้ารูปแบบใหม่​ที่จะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน​ให้สามารถรองรับได้​ ซึ่งก็จะมีอีกแผนคือแผนสมาร์ท​กริดที่จะมารองรับการเปลี่ยนผ่านนี้​ โดยมีแผนงานที่คิดเป็นเงินลงทุนตลอดทั้งแผนอีกประมาณ​ กว่า 400,000 ล้านบาท​

ซึ่งแผนดังกล่าวยังได้ตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นไปตามทิศทางของโลกที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการลดคาร์บอนในระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) โดยมีเป้าหมายในการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

อย่างไรก็ตาม แผนพีดีพี 2024 ที่จะประกาศใช้ได้กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ โดยนอกจากสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ค่าไฟฟ้าของไทยมีราคาคงที่ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงตลาดโลกอีกด้วย 

นอกจากการพิจารณาปัจจัยเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แผน PDP 2024 ยังจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยสำคัญอื่นๆ ได้แก่ โอกาสการเกิดไฟฟ้าดับ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ “LOLE” หรือดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ โดยมีมาตรฐานว่าไฟฟ้าจะดับได้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หมายความว่าแม้จะส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่กระทรวงพลังงานก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าด้วย โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติยังถือว่าเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับบทบาทของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ยังคงมีบทบาทสำคัญในภาคการผลิตไฟฟ้าในฐานะระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation :DG) ที่จะช่วยเสริมความมั่นคง ลดภาระการลงทุนในระบบไฟฟ้า และทำให้การใช้พลังงานในระบบไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตภาครัฐก็ยังคงมีแนวทางในการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ต่อไป แต่อาจจะต้องปรับแนวทางการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมของลูกค้า SPP เอง ที่มีแรงกดดันที่จะต้องลดการปล่อย CO2 ตามทิศทางโลกด้วยเช่นกัน โดยภาครัฐต้องส่งเสริม DG ที่เป็นพลังงานสะอาดผ่านนโยบายและกลไกหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าไมโครกริดจากพลังงานหมุนเวียน กลไกการรับซื้อพลังงานสีเขียว การรับซื้อไฟฟ้าแบบ Direct PPA การส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือกใหม่ๆ เป็นต้น

Source : Energy News Center

มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อพัฒนาโครงการสำหรับครัวเรือนที่ติดตั้ง Solar Cell โดยสามารถนำ Carbon Credit จากการผลิต Solar Cell ที่ได้รับรองมาตรฐาน T-VER มาแลกเป็นคะแนน The 1 ของเครือเซ็นทรัลได้ฟรี โครงการนำร่องคือบ้านพลังงานเป็นศูนย์ของเสนา มีเป้าไม่น้อยกว่า 300 ครัวเรือน หรือคะแนน The 1 มากกว่า 4 ล้านคะแนน

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานมูลนิธิฯ ระบุว่า โครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ที่ได้รับงบจาก บพข. ร่วมกับ ม.เชียงใหม่ เซ็นทรัล และบริษัทเสนา เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และครัวเรือน เป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงาน ลดก๊าซเรือนกระจก และมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนครัวเรือน นำไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว อนาคตสะอาด และความยั่งยืน

ติด Solar Cell ที่บ้าน ช่วยลดโลกร้อน-รับคะแนน The 1 ฟรี

ศาสตราจารย์ ดร.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ให้ทุนโครงการ วิจัยและพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำภายใต้แผนงานพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์พลังงานสะอาด พัฒนาระบบเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-GreenEconomy: BCG) ในด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน วัสดุชีวภาพ และเคมีชีวภาพให้เป็นระบบเศรษฐกิจมูลค่าสูง มีความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศพัฒนาเศรษฐกิจไทย มีความสามารถในการแข่งขัน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตโดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม และดำเนินการร่วมกับการทำแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ

โดยสามารถติดตามข้อมูลการผลิตพลังงานจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงสามารถนำก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการของภาคธุรกิจที่เข้าร่วม รวมถึงการจัดทำระบบนิเวศของแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้แพลตฟอร์ม เช่น ภาคครัวเรือนต้องการผลตอบแทนจากการใช้พลังงาน ภาคธุรกิจต้องการปริมาณคาร์บอน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่จูงใจในการทำธุรกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน กล่าวว่า โครงการวิจัยและพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินโครงการเนื่องจาก นโยบายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ซึ่งตอบรับกับความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนของนานาประเทศ การสนับสนุนตลาดคาร์บอนทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ การเติบโตของจำนวนผู้ใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด

ปัจจุบันมีการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในภาคธุรกิจ โดยในโครงการจะพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ด้วยการจัดทำแพลตฟอร์มในการติดตามการผลิตพลังงานทดแทนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมุ่งเน้นครัวเรือนที่ติดตั้ง Solar Cell ก่อน เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานมากและมีนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน ทั้งนี้แพลตฟอร์มที่จะพัฒนาขึ้นจะสามารถแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้ไปเป็นสินค้าหรือบริการกับภาคธุรกิจที่เข้าร่วม

ภาคธุรกิจสามารถนำคาร์บอนที่ได้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และการดำเนินการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องดังนี้

ภาคครัวเรือน มีช่องทางการสร้างรายได้จากการใช้พลังงานสะอาด หรือสามารถแลกเป็นสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้น ทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้พลังงานสะอาดในการเป็นส่วนหนึ่งของการลดภาวะโลกร้อน

ภาคธุรกิจ สามารถดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในส่วนการใช้พลังงานสะอาด โดยการซื้อคาร์บอนเครดิต หรือแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของการดำเนินธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มยอดขาย สร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว

ประเทศไทย สามารถพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนแบบภาคสมัครใจให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย โดยจะส่งผลให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานสะอาดรวมถึงการดำเนินการด้านอื่นที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้มากขึ้น และยังสร้างผลประโยชน์ร่วมในหลายด้าน เช่น การบรรเทาผลกระทบของมลพิษทางอากาศ, การรักษามั่นคงทางพลังงาน, นวัตกรรมเทคโนโลยี การลดต้นทุนทางพลังงาน การจ้างงาน และลดการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง เป็นต้น ส่งผลให้ประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

ติด Solar Cell ที่บ้าน ช่วยลดโลกร้อน-รับคะแนน The 1 ฟรี

รศ.วงกต วงศ์อภัย ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจของประเทศไทย ได้ดำเนินการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรฐานต่าง เช่น Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) หรือที่รู้จักในวงกว้างว่า คาร์บอนเครดิต  ที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กำหนด โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเบื้องต้น 6 ขั้นตอน คือ

  1. การจัดทำเอกสารโครงการ
  2. การตรวจสอบเอกสาร หรือ Validation
  3. การขึ้นทะเบียนโครงการ Solar ดังกล่าวกับ อบก. 
  4. การดำเนินการโครงการพร้อมการตรวจวัดต่างๆ
  5. การจัดทำเอกสารขอทวนสอบผลคาร์บอนเครดิตที่ได้ ก่อนที่จะนำไป
  6. ยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากทาง อบก.

การตรวจสอบเอกสารและทวนสอบต่างๆ ถือเป็นความสำคัญและจำเป็นที่ประเทศต้องการ รวมถึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในอนาคต

คุณพิชัย จิราธิวัฒน์  ตำแหน่ง กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล  กล่าวว่า  ปัจจุบันประเทศไทยต้องการคาร์บอนเครดิตเป็นอย่างมาก ในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูง จากกระแสความตื่นตัวและความมุ่งมั่นทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กรที่มีการตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions  และกระแสโลกเรื่อง Climate Change

ภาคธุรกิจ เป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ กลุ่มเซ็นทรัล จึงมีความต้องการที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยในการจัดกิจกรรมอีเวนท์ต่างๆ โดยผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถนำ Carbon Credit 1 ตันคาร์บอน มาแลกเป็นคะแนน The 1 ได้ 1,600 คะแนน เพื่อนำไปเป็นส่วนลดสินค้าและบริการ รวมถึงรับสิทธิประโยชน์ในกลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัลมีความมุ่งหวังการเติบโตของธุรกิจจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน และตระหนักว่าต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทานตลอดจนถึงปลายทางของการจัดการอย่างถูกหลัก โดยหนึ่งในเป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนหันมาใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังช่วยลดปัญหามลพิษด้วยพลังงานสะอาด และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของโลก 

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสนาฯ ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่เริ่มสร้างบ้านพร้อมติดโซลาร์รูฟให้พร้อมใช้งานตั้งแต่ซื้อบ้านทั้งโครงการเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ขณะนั้นมองว่าการใช้พลังงานทดแทนคือเทรนด์ของอนาคต ที่นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของลูกบ้านแล้ว ยังลดการสร้างคาร์บอนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทั้งนี้สิ่งที่เสนาให้ความสำคัญคือการพัฒนาโครงการและสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการใช้พลังงานทดแทนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกบ้าน

สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนขององค์กร โดยเฉพาะการนำแนวคิดบ้านพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy Housing) ซึ่งสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าของบ้านได้สูงสุดถึง 38% และการส่งเสริม Decarbonized Lifestyle ให้ลูกบ้านสามารถใช้ชีวิตรักษ์โลกได้ง่ายๆ เพียงอยู่กับเราเท่านั้น ปัจจุบันเสนาติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับลูกบ้าน ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมแล้วทั้งหมดทุกโครงการรวมกว่า 1,000 หลัง

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ลูกบ้านเสนาที่ติดโซลาร์ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะสามารถนำไปแลกคะแนนเพื่อใช้เป็นส่วนลดหรือซื้อของต่อไปได้ เช่น ลูกบ้านที่ติดตั้งโซลาร์ 5kw คาร์บอนเครดิตจะถูกคำนวณและสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนน The 1 ได้ 600 คะแนนต่อเดือน หรือ 7,200 คะแนนต่อปี โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีลูกบ้านเข้าร่วมโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 300 หลังคาเรือน ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณโครงการดีๆ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงให้โอกาสทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บทความในสัปดาห์นี้ขอหยิบเอา 9 พันธุ์ไม้มาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้องบอกว่า ปลูกได้ง่ายๆ เพียงใช้ต้นกล้า และยังให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ และดอก สามารถปลูกภายในบ้านได้เพื่อให้ร่มเงา เป็นพันธุ์ไม้ที่ได้รับความนิยม หาซื้อต้นกล้าได้ง่าย และที่สำคัญตอนนี้ทาง ศูนย์เพาะชำกล้าไม้กรุงเทพฯ ส่วนผลิตกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ มีแจกต้นกล้าฟรีด้วย ไปดูหน้าตา และทำความรู้จักพันธุ์ไม้ทั้งหมดกันได้เลย

1. พะยูง

พะยูง เป็นต้นไม้เนื้อแข็งที่เนื้อไม้มีลวดลายสวยงามชนิดหนึ่ง จัดเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูงอย่างหนึ่งและมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ อีกคือ ขะยุง, พยุง, แดงจีน และประดู่เสน พะยูงเป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15–25 เมตร เปลือกสีเทาเรียบ ใบเป็นช่อแบบขนนกปลายใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยเรียงสลับจำนวน 7–9 ใบ ขนาดกว้าง 3–4 เซนติเมตร ยาว 4–7 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจาง ดอก ขนาดเล็กสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อตามง่ามใบ และตามปลายกิ่ง ผล เป็นฝักรูปขอบขนานแบน พะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดหนองบัวลำภู ต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ชนิดที่มีไม้เนื้อแข็งมีราคา พบในกัมพูชา, ลาว, ไทย และเวียดนาม ใน ค.ศ. 2022 มีการเลื่อนสถานะไปเป็นเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ โดยมีสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้และนำเข้าหรือส่งออกอย่างผิดกฎหมาย นักอนุรักษ์คาดการณ์ว่าต้นไม้ชนิดนี้จะสูญพันธุ์ภายใน 10 ปี

2. พะยอม

พะยอม เป็นไม้ยืนต้นประเภทพืชใบเลี้ยงคู่ชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae พบได้ใน กัมพูชา, อินเดีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย และเวียดนาม มีลักษณะใบที่เรียงสลับกัน ดอกมีสีขาว กลิ่นหอม นิยมนำเนื้อไม้ไปใช้ในการก่อสร้าง ลักษณะคล้ายกับต้นตะเคียน พะยอมมีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ อีก คือ กะยอม (เชียงใหม่) ชะยอม (ลาว) กะยอม (อีสาน) ขะยอมดง พะยอมดง (ภาคเหนือ) แคน (ร้อยเอ็ด) เชียง เชี่ยว (กะเหรี่ยง – เชียงใหม่) พะยอม (ภาคกลาง) พะยอมทอง (สุราษฎร์ธานี, ปราจีนบุรี) ยางหยวก (น่าน) พะยอมเป็นไม้ต้นสูง 15–30 เมตร เปลือกสีเทาเข้มแตกเป็นร่อง ใบเดี่ยวออกสลับ รูปขอบขนานกว้าง 3.5–6.5 เซนติเมตร ยาว 8–15 เซนติเมตร ปลายมนหรือเป็นติ่งสั้น ๆ โคนมน ขอบเป็นคลื่นผิวเกลี้ยงเป็นมัน ดอกสีขาว กลิ่นหอมจัด ออกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่งและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ เรียงเวียนกันแบบกังหันเมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–2 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 15 อัน ผลรูปรีกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปลีกยาว 3 ปีกสั้น 2 ปีกคล้ายผลยาง

3. ยางนา

ยางนา เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อน อาจมีความสูงถึง 40 เมตร ผลของมันต้องใช้แมลงผสมเกสร และออกผลระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน เมล็ดของมันกระจายไปตามลม เติบโตในขอบเขตระหว่างเบงกอลตะวันตกและบังกลาเทศผ่านพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม และในมาเลเซียตะวันตกกับฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังเป็นพืชพื้นเมืองของศรีลังกาและหมู่เกาะอันดามันด้วย มีชื่อพื้นเมืองอื่นๆ อีก คือ กาตีล (เขมร ปราจีนบุรี) ขะยาง (ชาวบน นครราชสีมา) จ้อง (กะเหรี่ยง) จะเตียล (เขมร) ชันนา (ชุมพร) ทองหลัก (ละว้า) ยาง (กลาง, ตะวันออกเฉียงเหนือ) ยางกุง (เลย) ยางขาว (กลาง, ลำปาง) ยางควาย (หนองคาย) ยางตัง (ชุมพร, ใต้) ยางเนิน (จันทบุรี) ยางแม่น้ำ (กลาง) ยางหยวก (กลาง, หนองคาย) ราลอย (ส่วย สุรินทร์) และ ลอยด์ (โซ่ นครพนม)

นอกจากนี้ ยางนายังเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคล ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ต้นยางนาขึ้นเป็นหมู่ในป่าดิบและตามที่ราบชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200 – 600 เมตร ออกดอกเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นผล เมษายน – มิถุนายน ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ยางนาเป็นไม้หวงห้าม นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้าง ไม้แปรรูปใช้ทำฝาบ้านเรือน ไม้อัด เครื่องเรือน เรือขุดและเรือขนาดย่อม คนอีสานใช้น้ำมันจากต้นยางทำขี้กะบอง (ขี้ใต้จุดไฟ) น้ำมันผสมกับชันใช้ทาไม้ เครื่องจักรสาน ยาเรือ

4. มะฮอกกานี

มะฮอกกานีที่พบในประเทศไทย มี 2 สปีชีส์ คือ มะฮอกกานีใบใหญ่ และมะฮอกกานีใบเล็ก แต่ส่วนมากเป็นมะฮอกกานีใบใหญ่ ต้น สูง 30-40 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 3-4 เมตร ในสภาวะที่เหมาะสม สูงได้ถึง 60 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร ต้องการแสง สามารถอยู่ในที่ได้รับแสงบางเวลาได้เช่นกัน เช่น ในป่า

การขยายพันธุ์ เป็นพืชที่มีสองเพศในต้นเดียว ต้นตรง ทรงกระบอก มีรากพูพอนที่โคน เปลือกไม้ขรุขระ และหลุดล่อนเป็นชิ้นเล็ก มะฮอกกานีมีอายุได้มากกว่า 200 ปี เป็นที่อยู่ของสัตว์และแมลง มีโพรงเป็นที่อยู่อาศัยของนกเช่น นกทูแคน และนกมาคอว์ การออกดอกแต่ละมีมีเรณูและหวานสำหรับผีเสื้อ ผีเสื้อกลางคืน ผึ้ง นกมาคอว์และนกแก้ว กินผลแก่ได้หลายเดือนในฤดูฝน สัตว์ฟันแทะที่อาศัยอยู่ตามพื้นหลายชนิดรวมถึงปาคาสและคูเทียกินเมล็ดที่ตกบนพื้นในปลายฤดูแล้ง แมลงนักล่ามีหลายชนิด ผีเสื้อกลางคืน Steniscadia poliophaea มีวงจรชีวิตอยู่กับมะฮอกกานี การเจริญที่รวดเร็วแต่มีอายุขัยยาวนานทำให้ไม้เลื้อยมาอาศัยที่ให้ดอกและผลเป็นอาหารของให้สัตว์และแมลงต่างๆ

5. ตะเคียนทอง

ตะเคียน หรือ ตะเคียนทอง เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ไม้ตะเคียน สามารถพบในประเทศบังกลาเทศ, ประเทศกัมพูชา, ประเทศอินเดีย, ประเทศลาว, ประเทศมาเลเซีย, ประเทศพม่า, ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม[1] ตะเคียนเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20-40 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบกลมหรือรูปเจดีย์ต่ำ เปลือกหนาสีน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ด กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีน้ำตาลแดง ใบรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบ กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 6-14 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้องหนา ปลายใบเรียว โคนใบบนป้านและเบี้ยว หลังใบที่ตุ่มเกลี้ยง ๆ อยู่ตามง่ามแขนงใบ เส้นแขนงใบมี 9-13 คู่ ปลายโค้ง แต่ไม่จรดกัน ดอกเล็ก ออกเป็นช่อยาว สีขาว ตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ โดยเชื่อมติดกัน มีกลิ่นหอม ผล กลม หรือรูปไข่เกลี้ยง ปลายมน เป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร ปีกยาว 1 คู่ รูปใบพาย ตะเคียนมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ในแถบประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ และอินเดีย พบในป่าดิบชื้น

ไม้ตะเคียน จัดเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศ เพราะเนื้อไม้มีความทนทาน ทนปลวกดี เลื่อย ไสกบ ตกแต่งและชักเงาได้ดีมาก นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน หน้าต่าง วงกบประตู ทำพื้นกระดาน ฝ้าหลังคา รั้วไม้ หีบใส่ของ ด้ามเครื่องมือกสิกรรมต่างๆ พานท้ายและรางปืน หรือใช้ทำสะพาน ต่อเรือ ทำเรือมาด เรือขุด เรือแคนู เสาโป๊ะ กระโดงเรือ ทำรถลาก ทำหมอนรองรางรถไฟ ตัวถังรถ กังหันน้ำ เกวียน หูกทอผ้า ทำไม้ฟืน ฯลฯ ไม้ชนิดนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานไม้ได้ทุกอย่างที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน เหนียวและเด้ง

6. แดง

แดง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร (สูงสุด 37 เมตร) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เป็นไม้ที่ชอบขึ้นในป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ และป่าสัก กระจายพันธุ์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยขึ้นได้ทั่วทุกภาค ลำต้นค่อนข้างเปล่า ตรง หรือเป็นปุ่มปม เรือนยอดรูปทรงกลม หรือเก้งก้าง ไม่ค่อยแน่นอน สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบสีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบาง ๆ รอบลำต้น เมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น แดง เป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์ ด้วยการใช้เนื้อไม้ในเชิงอุตสาหกรรมป่าไม้ ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ เนื้อไมีสีแดงเรื่อ ๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นลูกคลื่น หรือมักสน เนื้อละเอียดพอประมาณ มีความแข็งแรง มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.18 ดอก เปลือกและแก่นใช้บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ช้ำใน

7. ประดู่ป่า

ประดู่ป่า เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในสกุล Pterocarpus วงศ์ Leguminosae ประดู่ชนิดนี้เป็นพรรณไม้พื้นเมืองในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, พม่า, ลาว และเวียดนาม และเป็นพรรณไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ในไทยพบตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ (ประดู่บ้านจะพบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้ด้วย) โดยขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร ส่วนในพม่าพบขึ้นอยู่ตามพื้นที่ราบหรือเนินสูงต่ำ และพบขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร

ประดู่มีเนื้อไม้สีแดงอมเหลือง เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง มีลวดลายสวยงาม ใช้ทำเสา พื้นต่อเรือ เครื่องเรือน เครื่องดนตรี แก่นสีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า และเปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง ประดู่เป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ยังเป็นต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง

8. มะค่าโมง

มะค่า เป็นชื่อของไม้เนื้อแข็งยืนต้นที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นไม้ทางเศรษฐกิจได้ เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดสุโขทัย ผลัดใบช่วงสั้น ๆ สูงได้ถึง 30 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง เปลือกต้นสีเทาอ่อน หรือสีชมพูอมน้ำตาล ผิวต้นขรุขระ กิ่งอ่อนมีขนประปราย ต้นแก่มักมีปุ่มปม

เนื้อไม้มีลวดลายสวยงามสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคู่ ออกเรียงสลับ ใบกว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 5-9 เซนติเมตร ผิวเปลือกเรียบไม่มีหนาม เปลือกแข็งหนาเป็นเนื้อไม้ ปลายเป็นจะงอยสั้น ๆ ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ พอแห้งแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดแข็ง มี 2-4 เมล็ด รูปรี ยาว 2.5-3 ซม. สีดำ ผิวมัน มีเนื้อหุ้มที่โคนเมล็ดสีเหลืองสด หุ้มเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 1.5 ซม. พบตามป่าดิบแล้ง แนวเชื่อมต่อระหว่างป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณชื้น ออกดอกราวเดือนกุมภา

9. ชมพูพันธุ์ทิพย์

ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นพืชในวงศ์แคหางค่าง (Bignoniaceae) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโก ไปจนถึงประเทศเวเนซุเอลา และประเทศเอกวาดอร์ เป็นต้นไม้ประจำชาติประเทศเอลซัลวาดอร์ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตรเป็นผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อ ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลม แผ่กว้างเป็นชั้น ๆ เปลือกต้นเรียบสีเทาหรือสีน้ำตาล เมื่ออายุมากเปลือกแตกเป็นร่อง กิ่งเปราะหักง่าย ใบเป็นใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ก้านใบรวมยาว 5-30 เซนติเมตร ก้านใบย่อยยาว 0.5-2.5 เซนติเมตร ใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 7.5-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม ดอกมีสีชมพูอ่อน ชมพูสดถึงสีขาว กลางดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก

ชมพูพันธุ์ทิพย์นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีสีดอกที่สวยงาม ใบต้มแก้เจ็บท้องหรือท้องเสีย หรือตำให้ละเอียดพอกใส่แผล ลำต้นใช้ทำฟืนและเยื่อใช้ทำกระดาษได้ ในประเทศไทยมีปลูกเป็นจำนวนมากที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม ชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ปลูกที่นั่นประมาณ 600 ต้นจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูงดงาม และได้มีการจัดเป็นงานเทศกาลท่องเที่ยวประจำทุกปี

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 9 พันธุ์ใหม่ ที่ปลูกแล้วนอกจากจะมีประโยชน์มากมาย ให้ร่มเหงาได้แล้ว ยังช่วยลดโรคร้อนได้อีกด้วย ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถหาซื้อมาปลูกได้ เป็นต้นไม้ที่มีกล้าไม่จำหน่าย หรือสามารถขอรับต้นกล้าฟรี ได้ที่ ศูนย์เพาะชำกล้าไม้กรุงเทพฯ ส่วนผลิตกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ ในวันและเวลาราชการ เริ่มวันแรก 20 มิถุนายน 2567 นี้ จนกว่ากล้าไม้จะหมด เตรียมพื้นที่ เตรียมที่ดินให้พร้อมได้เลย ลดโลกร้อนด้วยกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่ 9 พันธุ์ไม้ที่แนะนำนี้เท่านั้นยังมีพันธุ์ไม้อื่นๆ ด้วย อาทิเช่น เสลา สะเดา มะขามกระดาน กัลปพฤกษ์ ทองอุไร ทรงบาดาล เหลืองเชียงราย เหลืองปรีดียาธร และ หว้าลูกใหญ่ หลักฐานที่ใช้ในการรับกล้าไม้ฟรี ตามรายละเอียดตามภาพด้านล่างนี้

Source : Wikipedia

ไทยเดินหน้าให้ภาคธุรกิจไปสู่.. Net Zero ให้ได้ ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับ Carbonwize พัฒนาแพลตฟอร์มกลางจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน ให้ง่ายต่อการใช้งาน ถูกต้องแม่นยำ และเป็นที่ยอมรับในสากล

เป้าหมายสู่ Net Zero ของไทย คือ ภายในปี 2065 ทำให้หลายหน่วยงานต้องเร่งทำงานกันอย่างหนัก เพื่อให้ทันกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ล่าสุด ‘Carbonwize’ (คาร์บอนไวซ์) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พัฒนา ‘SET Carbon’ แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกกลาง ที่ทำให้การรายงานก๊าซเรือนกระจกแบบเดิม สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ถูกต้องแม่นยำ และเป็นที่ยอมรับในสากล โดยต่อยอดเพื่อการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

ทั้งนี้สำหรับการร่วมมือของทั้งสองฝ่าย เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะเร่งเครื่องบริษัทจดทะเบียนบนกระดาน SET และ mai รวมกว่า 840 บริษัท มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านก้าวแรกที่สำคัญ คือ การจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ด้วยระบบดังกล่าวที่จะช่วยอำนวยความสะดวกบริษัทจดทะเบียนในการจัดเตรียมข้อมูล ผ่านการจัดหมวดหมู่ข้อมูลตามประเภทอุตสาหกรรม ระบบการคำนวณแบบอัตโนมัติ ระบบการบูรณาการข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่างๆ การทำรายงานตามมาตรฐาน และการรับรองความถูกต้องของข้อมูล

ลุยปั้น SET Carbon “แพลตฟอร์มจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ดันบจ.สู่.. Net Zero

อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาจัดทำรายงานประจำปี ‘56-1 One Report’ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดไว้ อีกทั้งบริษัทยังสามารถนำรายงานไปเผยแพร่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักลงทุนได้อีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา Carbonwize ได้เริ่มทดสอบระบบ SET Carbon ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และอีก 20 บริษัทจดทะเบียน จากทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว

“นัชชา เลิศหัตถศิลป์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carbonwize เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการเตรียมระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่จะช่วยบริษัทจดทะเบียนในตลาด SET และ mai รวมกว่า 840 แห่ง สอดคล้องกับพันธกิจของ Carbonwize ที่มีเป้าหมายในการขยายผลสู่บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนในประเทศไทยกว่า 700,000 ราย เพื่อมุ่งสู่เส้นทาง Net Zero

ซึ่งข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่ถูกรวบรวมไว้บนแพลตฟอร์ม จะช่วยให้บริษัททั้งหลาย เข้าใจถึงแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจ เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ สร้างแผนปฏิบัติการในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังตามมาด้วยการลงมือปฏิบัติตามแผนการเหล่านั้น เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินการสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

ลุยปั้น SET Carbon “แพลตฟอร์มจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ดันบจ.สู่.. Net Zero

พร้อมกันนี้ได้มีการวางรากฐานระบบการรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เข้มแข็งให้กับบริษัทจดทะเบียนของไทย ยังเป็นการดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน ที่ปัจจุบันเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใสและชัดเจนโดย PwC คาดการณ์ว่า สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันที่โฟกัสประเด็นเรื่องความยั่งยืนจะสูงถึง 33.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.24 พันล้านล้านบาท ในปี 2026 เติบโตขึ้น 12.9% คิดเป็นสัดส่วน 21.5% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด

“ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับวางรากฐานระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน และการวัดประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เป็นอีกก้าวสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 และยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ ที่จะเข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น”

ดังนั้นนับว่าเป็นเรื่องราวดีๆที่ประเทศไทยจะเดินหน้าปั้นแพลตฟอร์มจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ผลักดันให้บจ.ไปสู่.. Net Zero ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

Source : Spring News

เซ็นทรัล รีเทล ผู้นำค้าปลีก-ค้าส่งในไทย เวียดนาม และอิตาลี ที่มุ่งสร้างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมมาโดยตลอด ผ่านกลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ โดยมีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปี 2023 ดังนี้

  1. Reduce Greenhouse Gas Emissions การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 12.2% จากการใช้พลังงานทั้งหมด ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 142 แห่ง ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม และสถานีประจุไฟฟ้า 62 สาขา รองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ 793 คัน ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า, ส่งเสริมการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า, การติดตั้งตู้เย็นประหยัดพลังงานกว่า 1,195 ตู้ เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด 30% ในปี 2030
  2. Navigate Environmental Responsibility สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ ผ่านโครงการ Future Skills Development และ Strategic Camp ที่มีการสอดแทรกประเด็นด้านการจัดการพลังงานและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีผู้เข้าอบรมมากกว่า 24,000 คน รวมทั้งร่วมมือกับซัพพลายเออร์กว่า 135 ราย จัดโครงการ Central Retail Logistics for SME and Sustainability Program เพื่อส่งเสริมการจัดการด้านความยั่งยืน 
  3. Eco-Friendly Materials การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการขยายร้านค้าสีเขียวจำหน่ายสินค้ารักษ์โลกจำนวนกว่า 76 แห่ง เช่น ร้าน Healthiful โดยตั้งเป้าเดินหน้าเปิดเพิ่มเป็น 200 แห่ง รวมทั้งสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ถึง 28% ด้วยการเพิ่มตัวเลือกสินค้าที่เป็นกรีนโปรดักส์ สินค้าออร์แกนิค สินค้าวีแกน และอื่นๆ พร้อมตั้งเป้าให้ได้ 100%
  4. Waste Management Solutions การบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 8.1% (98,201 ตัน) ด้วยการแปลงขยะเป็นปุ๋ยหรือแก๊สหุงต้มเพื่อลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ รวมถึงการประยุกต์เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 3Rs เช่น การรีไซเคิลฝาและขวดพลาสติก, การส่งเสริมให้ลูกค้านำถุงผ้ามาใช้เอง และการรณรงค์คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายการนำขยะมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 30% เป็นต้น และเนื่องในโอกาสที่วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เซ็นทรัล รีเทล จึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เซ็นทรัล รีเทล และบริษัทในเครือได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและสังคม ดังนี้ 
  1. Wonderfruit 2023 เซ็นทรัล รีเทล ได้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน Wonderfruit 2023 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในฐานะพันธมิตรที่มีจุดยืนด้านความยั่งยืนร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภายในงานได้เนรมิตพื้นที่ CRC Sensory Space ซึ่งมีไฮไลท์เป็นประติมากรรม Happiness Forward ดอกไม้ยักษ์สีสันสดใส ที่ทำมาจากวัสดรีไซเคิลและของเหลือใช้จากงานเทศกาลต่าง ๆ ทั่วไทย โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ 100% พร้อมทั้งสอดแทรกเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติให้กับผู้เข้าร่วมงาน ผ่านการทำกิจกรรมและเวิร์กชอปมากมาย
  2. โครงการแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เซ็นทรัล รีเทล ได้ช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ชุมชนแม่แจ่ม เพื่อการพัฒนาระบบผลิตอาหารที่ยั่งยืน โดยให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อเพิ่มคุณภาพดินและน้ำในพื้นที่ ช่วยฟื้นฟูป่า รวมทั้งยังได้ทำการตลาดเพื่อสนับสนุนสินค้าจากชุมชนโดยนำไปจัดจำหน่ายผ่านร้านในเครือเซ็นทรัล รีเทล อีกด้วย
  3. แคมเปญ Central/Robinson Love the Earth 2023 ซึ่งส่วนหนึ่งของภารกิจปลูกป่า 50,000 ไร่ ภายในปี 2573 โดยที่ผ่านมาได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 100,000 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 490 ไร่ เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักรู้และการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่คู่ค้าและองค์กรในท้องถิ่น ผ่านการจัดกิจกรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและ โรบินสัน อาทิ การเสวนาเรื่องความยั่งยืนและการปกป้องสิ่งแวดล้อม, การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสร้างแบรนด์ เวิร์กช็อป DIY และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนภารกิจปลูกป่าให้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
  4. ร้าน Everyday Everywhere Shop เซ็นทรัล รีเทล สนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่นขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ โดยจัดสรรพื้นที่เฉพาะภายใต้ชื่อ “ร้าน Everyday Everywhere Shop” ให้แก่วิสาหกิจดังกล่าว โดยในปี 2566 มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากจังหวัดกรุงเทพฯ, นนทบุรี, นครปฐม, เชียงใหม่, เพชรบุรี และสงขลา นำสินค้ามาจำหน่ายใน 2 สาขา คือ สาขาราชพฤกษ์และสาขาฉลอง
  5. ตกแต่งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ด้วยการจับมือกับ LaRocca  แบรนด์แฟชั่นอัปไซเคิล สร้างสรรค์งานศิลปะจัดวางอย่างสวยงาม เพื่อตกแต่งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาเมกาบางนา ด้วยถุงผ้าใบมือสองกว่า 1,600 ใบ รวมถึงการร่วมมือกับชุมชนหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี จัดแสดงผลงานประติมากรรมจากเส้นใยรีไซเคิล ณ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังได้ร่วมกันกับ CTRL+R Collective จัดแสดงนิทรรศการป๊อปอัพเกี่ยวกับวัสดุหมุนเวียน วัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และวัสดุรีไซเคิล ทำให้ผู้เข้าชมได้ตระหนักถึงความยั่งยืนในภาคการค้าปลีกมากขึ้น
  6. โครงการรีไซเคิลและอัพไซเคิล เซ็นทรัล รีเทล จัดกิจกรรม “ส่งฝา แลกฝัน ปันอนาคตให้น้องอย่างยั่งยืน” ด้วยการเชิญชวนพนักงานมาร่วมบริจาคฝาขวดน้ำพลาสติก เพื่อนำมารีไซเคิลเป็นชั้นวางหนังสือ พร้อมส่งต่อให้โรงเรียนที่ขาดแคลน ซึ่งตลอด 5 เดือนของการจัดกิจกรรม มีพนักงานเข้าร่วมกว่า 5,000 คน และสามารถรวบรวมฝาขวดน้ำพลาสติกได้กว่า 274,200 ฝา หรือราว 457 กิโลกรัม นอกจากนี้ในกลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์อย่างเพาเวอร์บายและออฟฟิศเมท ยังได้มีการรวบรวมขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเส้นใยแล้วทอเป็นผ้าไตรจีวรสำหรับพระภิกษุ โดยในปี 2566 ขวดพลาสติกจำนวน 20,009 ขวด ถูกนำไปรีไซเคิลเป็นผ้าไตรจีวรได้ 333 ชิ้น รวมทั้งเพาเวอร์บายยังได้ร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จัดตั้งจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อนำไปรีไซเคิลและกำจัดอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล 
  7. ร่วมมือกับสตาร์ทอัป “ใจกล้า” เปลี่ยนขยะอาหารเป็นขนมสัตว์เลี้ยง โดยการรวบรวมขยะอาหาร เช่น ขนมปัง ผัก และผลไม้ ที่กินไม่ได้แล้วจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 10 สาขาในกรุงเทพฯ ที่ได้ผ่านการคัดและตรวจสอบคุณภาพ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสำหรับแมลง ก่อนที่แมลงดังกล่าวจะกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตขนมสัตว์เลี้ยงจากโปรตีน เพื่อนำไปวางจำหน่ายในท็อปส์ โดยโครงการนี้สามารถช่วยลดขยะอาหารได้มากถึง 23,589 กิโลกรัม
  8. ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ บนหลังคาของห้างสรรพสินค้า, ศูนย์การค้า และศูนย์กระจายสินค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล เพื่อช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงาน ซึ่งในปี 2566 ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไปแล้ว 112 แห่งในประเทศไทย ครอบคลุมทุกหน่วยธุรกิจ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไทวัสดุ, ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์, ศูนย์กระจายสินค้า และอีก 30 แห่งในประเทศเวียดนาม โดยโครงการนี้ช่วยผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากถึง 87,824 เมกะวัตต์ หรือ 316 จิกะจูล สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 43.90 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้เซ็นทรัล รีเทล 388,331 บาทต่อปี
  9. การเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงาน โดยได้เริ่มโครงการระบบควบคุมการจัดการเครื่องทำความเย็น (Chiller Plant Manager System: CPMS) และระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงาน (Energy Management Information System: EMIS) ที่ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จำนวน 7 สาขา โดยเทคโนโลยีนี้ช่วยตรวจสอบและจัดการเครื่องทำความเย็นสำหรับระบบปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อระบุพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูง โดยระบบ CPMS และ EMIS สามารถลดการใช้พลังงานได้ 1,897 เมกะวัตต์/ชั่วโมง คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 948.31 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ 
  10. ส่งเสริมการขนส่งและการเดินทางอย่างยั่งยืน โดยในปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล ได้เปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกไฟฟ้าจำนวน 24 คัน เพื่อรองรับงานโลจิสติกส์ของหน่วยธุรกิจต่าง ๆ โดยโครงการนี้สามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลได้ถึง 355,588 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 970 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้มีการติดตั้งสถานีสำหรับชาร์จรถไฟฟ้าที่ห้างสรรพสินค้า โดยสามารถรองรับการชาร์จรถไฟฟ้าได้ถึง 793 คัน  

โครงการทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของเซ็นทรัล รีเทล ภายใต้ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ “CRC Care” ในมิติ Care for the Environment ที่มุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีก-ค้าส่งต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งเอเชีย นอกจากนี้เซ็นทรัล รีเทล ยังให้ความสำคัญกับพาร์ทเนอร์และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายผ่านมิติ Care for the Partner ที่ร่วมมือกับสตาร์ทอัพขนาดเล็กไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน 

    Source : กรุงเทพธุรกิจ