“แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างสั้นเพียง 1,000-3,000 รอบการชาร์จ ซึ่งเมื่อเสื่อมสภาพแล้วมักกลายเป็นขยะอันตรายที่จัดการได้ยากและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทีมนักวิจัยจึงพยายามหาวิธีการแก้ปัญหานี้ หนึ่งในนั้นคือการใช้ “แบตเตอรี่แบบใช้น้ำ” ที่ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองฮ่องกง (CityUHK) และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคใต้ ร่วมกันพัฒนาแบตเตอรี่แบบใช้น้ำที่มีความทนทานสูงเป็นประวัติการณ์ แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันหลายสิบปี โดยใช้น้ำเกลือซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแบตเตอรี่แบบเดิม

น้ำเกลือเต้าหู้อุดมไปด้วยโซเดียม แมกนีเซียม และแคลเซียม จะทำให้สภาพแวดล้อมภายในแบตเตอรี่ให้มีความเป็นกลาง ซึ่งช่วยลดการกัดกร่อนที่มักเกิดขึ้นในแบตเตอรี่ทั่วไป ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและมีสารเคมีอันตราย แต่แบตเตอรี่แบบใช้น้ำนี้ทำงานในสภาพที่ปลอดภัยระดับน้ำเกลือทั่วไป และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด

จากการทดสอบพบว่า แบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถชาร์จได้มากกว่า 120,000 ครั้งโดยที่ประสิทธิภาพแทบไม่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปที่มักจะเริ่มเสื่อมสภาพหลังจากผ่านไปเพียง 1,000-3,000 รอบเท่านั้น ด้วยความเสถียรสูงเช่นนี้ จึงทำให้แบตเตอรี่นี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการใช้งานในระยะยาวที่ต้องการความเสถียรสูง

ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากการเลือกใช้ขั้วไฟฟ้าแบบอินทรีย์แทนที่ขั้วไฟฟ้าโลหะแบบเดิม ซึ่งถูกออกแบบมาให้เลียนแบบกระบวนการเก็บสะสมพลังงานตามธรรมชาติในสิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถขยายตัวและหดตัวระหว่างการชาร์จได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้าง อีกทั้งยังใช้สารประกอบอะนาล็อกของพรัสเซียนบลู (PBAs) เป็นสารประกอบเชิงซ้อนโลหะอินทรีย์ในขั้วไฟฟ้าบวกยังช่วยให้การแลกเปลี่ยนไอออนเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงแม้จะผ่านการใช้งานอย่างหนักหน่วงในน้ำ

ศ.หลี่เว่ย หัวหน้าทีมวิจัยได้เปรียบเทียบการทำงานของแบตเตอรี่ทั่วไปกับการวิ่งมาราธอนท่ามกลางฝนกรดที่สภาพแวดล้อมจะทำลายตัวนักวิ่งเอง แต่สำหรับระบบใหม่นี้เหมือนกับการวิ่งในสภาพอากาศที่เหมาะสม ช่วยให้นักวิ่งสามารถรักษาศักยภาพได้ยาวนานกว่ามาก ช่วยลดปฏิกิริยาข้างเคียงที่คอยกัดกินขั้วไฟฟ้าจนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

นอกจากนี้ แบตเตอรี่แบบใช้น้ำแทบจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการติดไฟหรือการเกิดความร้อนสะสมจนระเบิดเหมือนแบตเตอรี่ลิเธียม เนื่องจากสารอิเล็กโทรไลต์ไม่เป็นพิษและไม่ติดไฟ จึงสามารถทิ้งหรือทำลายได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ มาตรฐานความปลอดภัยนี้อยู่ในระดับเดียวกับน้ำเกลือที่สามารถพบได้ทั่วไป ทำให้ลดความยุ่งยากและต้นทุนในการจัดการขยะอันตรายจากแบตเตอรี่ในอนาคต

ในเชิงทฤษฎี หากเรานำแบตเตอรี่ที่มีความทนทาน 120,000 รอบนี้มาใช้งานกับอุปกรณ์ที่ชาร์จเพียงวันละครั้ง มันจะสามารถใช้งานได้นานกว่า 300 ปีเลยทีเดียว แม้ในสภาพการใช้งานจริงที่อาจมีความหนักหน่วงกว่านั้น อายุการใช้งาน 100 ปีจึงเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูง ความทนทานระดับศตวรรษนี้จะช่วยลดภาระในการบำรุงรักษาและการเปลี่ยนอุปกรณ์ในโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องตั้งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

ที่สำคัญ ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้ถูกกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้การเคลือบป้องกันสารกัดกร่อนราคาแพง อีกทั้งวัตถุดิบอย่างแมกนีเซียมและแคลเซียมสามาหารหาได้ในดินและธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาแร่ธาตุหายากที่มีราคาผันผวน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่แบบเดิม

ทางด้าน ดร.เควิน จาง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี มองว่านวัตกรรมนี้จะเปลี่ยนวิธีที่เราออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ไปอย่างสิ้นเชิง เขาตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องสร้างสินค้าที่ถูกกำหนดวันหมดอายุไว้ล่วงหน้า ในเมื่อแหล่งพลังงานสามารถอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ความคิดนี้อาจบีบให้ภาคธุรกิจต้องคิดทบทวนรูปแบบโมเดลธุรกิจที่เคยพึ่งพาการซื้อซ้ำเนื่องจากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่แบบใช้น้ำยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความหนาแน่นของพลังงานที่ยังต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะมีขนาดใหญ่และหนักกว่าเมื่อเทียบกับพลังงานที่จ่ายได้ในปริมาณเท่ากัน ด้วยเหตุนี้ ในช่วงแรกของการทำตลาด นักวิจัยจึงมุ่งเป้าไปที่การใช้งานในระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเก็บสำรองพลังงานสำหรับฟาร์มโซลาร์เซลล์หรือกังหันลม

รวมถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในการสำรองข้อมูลสำหรับศูนย์ข้อมูล หรือคลังแสงทางการทหารก็เป็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่าเรื่องของน้ำหนัก ความเสถียรในสภาวะที่ไม่มีการติดไฟยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลและอุปกรณ์สำคัญในจุดยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับก้าวต่อไปในการพัฒนา ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถขยายขนาดการผลิตให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมภายใน 5-7 ปีข้างหน้า ความท้าทายหลักคือการรักษาสม่ำเสมอของโครงสร้างรูพรุนในขั้วไฟฟ้าอินทรีย์เมื่อผลิตในปริมาณมาก เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ทุกลูกจะมีประสิทธิภาพที่คงที่ หากสามารถข้ามผ่านอุปสรรคด้านการผลิตไปได้ แบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต

นวัตกรรมแบตเตอรี่น้ำเกลือเต้าหู้ไม่เพียงจะมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นเรื่องของจริยธรรมในการรับผิดชอบต่อโลก การลดการปล่อยมลพิษและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในการสร้างแหล่งพลังงาน คือคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เมื่อแบตเตอรี่หนึ่งก้อนสามารถอยู่ได้นานชั่วอายุคน มันคือการสร้างมรดกทางเทคโนโลยีที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้อย่างดีที่สุด


ที่มา: EarthGreen MattersInteresting EngineeringSouth China Morning Post
Source : กรุงเทพธุรกิจ

เมื่อโลกหมุนไปสู่ยุค EV น้ำมันดีเซลอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชาวสวนปาล์มอีกต่อไป EA เปิดกลยุทธ์เหนือชั้น เปลี่ยนน้ำมันปาล์มเป็น “Bio-PCM” และน้ำมันเครื่องบินสีเขียว (SAF) สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล พร้อมปักธงส่งออกญี่ปุ่น-เกาหลี ชูเป็น Product Champion ใหม่ที่ช่วยทั้งโลกและช่วยทั้งเกษตรกรไทย

ในวันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว

ฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวว่า อุตสาหกรรมน้ำมันดีเซลและไบโอดีเซลแบบเดิมกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะความต้องการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม แต่ล่าสุด EA (Energy Absolute) ได้เผยหมัดเด็ดในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากเพียงแค่ “ผู้ผลิตเชื้อเพลิง” สู่การเป็น “ผู้นำนวัตกรรมวัสดุสีเขียว” ด้วยการผลักดัน Bio-PCM (Phase Change Material) หรือวัสดุเปลี่ยนสถานะอัจฉริยะ

Bio-PCM จากน้ำมันปาล์มสู่ “วัสดุอัจฉริยะ” ความน่าสนใจที่เป็นจุด “Wow” คือการที่ EA ไม่ได้มองน้ำมันปาล์มเป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับเติมเครื่องยนต์อีกต่อไป แต่นำมาพัฒนาเป็น Bio-PCM ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำจากปาล์ม 100% ทำให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) สูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียม

โดย PCM มีคุณสมบัติในการดูดซับและคายความร้อน นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งถือเป็นการสร้าง New S-Curve ที่มี Margin สูงกว่าไบโอดีเซลแบบเดิมที่กำไรค่อนข้างบางและต้องพึ่งพานโยบายรัฐเป็นหลัก

กู้วิกฤติชาวสวนปาล์มในยุค EV

เป้าหมายสำคัญของการผลักดันผลิตภัณฑ์นี้คือการทำให้ประเทศไทยมี Product Champion ใหม่ที่มาจากปาล์ม เพื่อรองรับสถานการณ์ที่รถยนต์หันไปใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนปาล์มไม่ต้องเผชิญกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำจากการที่ความต้องการใช้ดีเซลลดลง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังสามารถทำเรื่อง Carbon Credit Certificate ได้ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

บุกตลาดโลก

ญี่ปุ่น-เกาหลี คือเป้าหมายแรก ปัจจุบัน EA เริ่มขยายตลาด Bio-PCM ไปยังต่างประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ก่อนจะขยายไปสู่ยุโรป แม้ในปัจจุบันรายได้จากส่วนนี้จะยังอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ายังไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้รวมของบริษัท แต่ EA มั่นใจว่านี่คือ “ธุรกิจแห่งอนาคต” ที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยโรงงานของ EA มีกำลังการผลิตรวมสำหรับผลิตภัณฑ์พิเศษกลุ่มนี้ (Bio-PCM, SAF, HVO) อยู่ที่เกือบ 1,000 ตันต่อวัน

ไม่ใช่แค่ PCM แต่คือ “นิเวศพลังงานสะอาด” นอกเหนือจาก Bio-PCM แล้ว EA ยังเตรียมพร้อมสำหรับการผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน และ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) เพื่อตอบโจทย์ภาคการบินและการขนส่งที่ต้องการลดคาร์บอน ซึ่งการมี พ.ร.บ. โลกร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้กลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาด

การขยับตัวของ EA ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขายน้ำมัน แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้กลายเป็น “วัสดุเชิงยุทธศาสตร์” บนเวทีโลก ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งธุรกิจและเกษตรกรไทยไปพร้อมๆ กัน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของ พลังงานสะอาด ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของ พลังงานหมุนเวียน อย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมก็คือความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ในวันที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด การผลิตไฟฟ้าก็จะหยุดชะงักลง ส่งผลให้ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การผลิตไฟฟ้า แต่อยู่ที่เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานเพื่อนำมาใช้ในยามที่ต้องการ

หลายคนอาจคุ้นเคยกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในสมาร์ทโฟนหรือรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงลิ่ว การเสื่อมสภาพ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ แต่ในปัจจุบัน โลกของเราได้ต้อนรับ นวัตกรรมพลังงาน ชิ้นใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพอย่าง แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) ซึ่งกำลังกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาอุดช่องโหว่ของ พลังงานทดแทน และพลิกโฉมวงการพลังงานโลกไปตลอดกาล

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ทราย ตั้งแต่จุดกำเนิด หลักการทำงาน ข้อดีที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงในระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในขณะนี้

แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) คืออะไร

แบตเตอรี่ทราย หรือ Sand Battery คือระบบ กักเก็บพลังงานความร้อน (Thermal Energy Storage) อุณหภูมิสูง ที่ใช้ทรายหรือวัสดุแข็งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเป็นสื่อกลางในการกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีนี้ไม่ได้กักเก็บพลังงานในรูปแบบของปฏิกิริยาเคมีเหมือนแบตเตอรี่ทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้จาก พลังงานหมุนเวียน ให้กลายเป็นความร้อน จากนั้นจึงนำความร้อนดังกล่าวไปเก็บสะสมไว้ในเม็ดทรายเพื่อรอการดึงมาใช้งานในอนาคต

นวัตกรรมนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกโดยบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติฟินแลนด์ชื่อว่า Polar Night Energy ซึ่งได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาวที่มีความต้องการใช้พลังงานความร้อนสูงมากในช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน การมีแหล่งเก็บความร้อนที่กักเก็บได้ข้ามฤดูกาลจึงเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบที่สุด

หลักการทำงานของการเก็บพลังงานด้วยทราย

แม้ชื่อจะฟังดูล้ำสมัย แต่หลักการทำงานของ การเก็บพลังงานด้วยทราย นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่เข้าใจได้ง่ายมาก โดยมีกระบวนการทำงานหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. การรับพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน เมื่อกังหันลมหรือแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากเกินกว่าความต้องการของระบบในขณะนั้น กระแสไฟฟ้าส่วนเกินนี้จะถูกส่งเข้าสู่ระบบของแบตเตอรี่ทราย
  2. การแปลงไฟฟ้าเป็นความร้อน ระบบจะใช้หลักการให้ความร้อนด้วยความต้านทานไฟฟ้า (Resistive Heating) ซึ่งคล้ายคลึงกับการทำงานของขดลวดในเตาผิงไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะทำให้อากาศร้อนจัด
  3. การถ่ายเทความร้อนสู่ทราย อากาศที่ร้อนจัดจะถูกเป่าหมุนเวียนผ่านท่อที่ฝังอยู่ภายในไซโลเหล็กขนาดใหญ่ที่บรรจุทรายเอาไว้จนเต็ม ความร้อนจะถ่ายเทจากท่อไปยังเม็ดทราย ทำให้ทรายมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 500 ถึง 600 องศาเซลเซียส
  4. การกักเก็บระยะยาว ด้วยคุณสมบัติความเป็นฉนวนตามธรรมชาติของทราย ประกอบกับการบุฉนวนกันความร้อนที่ผนังไซโลอย่างหนาแน่น ทำให้ความร้อนแทบจะไม่เล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก ระบบนี้สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้นานเป็นสัปดาห์หรือยาวนานหลายเดือนโดยมีการสูญเสียความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  5. การนำพลังงานออกมาใช้ เมื่อมีความต้องการใช้พลังงาน ระบบจะสูบอากาศเย็นเข้าไปรับความร้อนจากทราย และนำอากาศร้อนที่ได้ไปต้มน้ำเพื่อส่งเข้าสู่ระบบทำความร้อนของเมือง (District Heating) เพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือน สระว่ายน้ำ หรือนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม

ทำไมถึงต้องเป็น “ทราย”

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมวิศวกรจึงเลือกใช้ “ทราย” แทนที่จะเป็นวัสดุอื่น เหตุผลหลักประกอบด้วยหลายปัจจัยที่ทำให้ทรายกลายเป็นพระเอกในงานนี้

  • ความจุความร้อนสูง ทรายสามารถทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงมากระดับ 1,000 องศาเซลเซียสได้โดยไม่หลอมละลายหรือระเหยกลายเป็นไอ ซึ่งแตกต่างจากการใช้น้ำเป็นสื่อกลางในการเก็บความร้อน เพราะน้ำจะเดือดและกลายเป็นไอเมื่ออุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียส การใช้ทรายจึงทำให้สามารถเก็บสะสมพลังงานความร้อนในปริมาณมหาศาลไว้ในพื้นที่ที่จำกัดได้
  • ความปลอดภัยขั้นสูงสุด ทรายเป็นวัสดุเฉื่อยทางเคมี ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด และไม่มีส่วนประกอบของสารพิษ ทำให้ปราศจากความเสี่ยงด้านอัคคีภัยที่มักพบในแบตเตอรี่เคมี
  • ราคาถูกและหาได้ง่าย ทรายเป็นวัสดุที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติและมีราคาถูกมาก นอกจากทรายก่อสร้างทั่วไปแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมมาใช้แทนด้วย เช่น หินสบู่บด (Crushed Soapstone) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเตาผิง การนำวัสดุเหล่านี้มาใช้จึงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปในตัว
  • อายุการใช้งานยาวนาน เม็ดทรายไม่มีการเสื่อมสภาพเหมือนสารเคมีในแบตเตอรี่ทั่วไป ทำให้ไซโลแบตเตอรี่ทรายมีอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปีโดยไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุภายใน

เปรียบเทียบแบตเตอรี่ทราย กับ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้แสดงการเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทรายและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักในปัจจุบัน

คุณสมบัติแบตเตอรี่ทราย (Sand Battery)แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-ion)
รูปแบบพลังงานที่เก็บพลังงานความร้อนพลังงานไฟฟ้า (ปฏิกิริยาเคมี)
ระยะเวลาการกักเก็บยาวนาน (หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน)สั้นถึงปานกลาง (หลายชั่วโมงถึงหลักวัน)
วัสดุหลักที่ใช้ทราย หินสบู่ หรือวัสดุเหลือทิ้ง (หาง่าย ราคาถูก)ลิเธียม โคบอลต์ นิกเกิล (หายาก ราคาแพง)
ความปลอดภัยสูงมาก ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิดมีความเสี่ยงเรื่องความร้อนสะสมและเพลิงไหม้
การเสื่อมสภาพแทบไม่มีการเสื่อมสภาพของวัสดุกักเก็บรอบการชาร์จจำกัด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพตามเวลา
ต้นทุนการก่อสร้างต่ำมาก (เฉลี่ยน้อยกว่า 10 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง)สูงกว่ามาก
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุรีไซเคิลได้ 100%มีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่และการกำจัดขยะพิษ
จุดประสงค์การใช้งานหลักภาคอุตสาหกรรม ระบบทำความร้อนของเมืองอุปกรณ์พกพา ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบกริดไฟฟ้าระยะสั้น

ประโยชน์ของแบตเตอรี่ทรายที่มีต่อโลก

การมาถึงของแบตเตอรี่ทรายไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางวิศวกรรม แต่ยังมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก

1. แก้ปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีนี้ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้เราสามารถกักเก็บพลังงานที่ผลิตได้ล้นเหลือในฤดูร้อน เอาไว้ใช้ให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวที่มืดมิดและหนาวเย็นได้ ถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยปกติแล้ว ภาคอุตสาหกรรมและระบบทำความร้อนระดับเมืองมักพึงพาการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา หรือก๊าซธรรมชาติ การเปลี่ยนมาใช้ความร้อนที่ได้จากกระแสไฟฟ้าสะอาดผ่านแบตเตอรี่ทราย จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มหาศาล โครงการนำร่องบางแห่งรายงานว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึงร้อยละ 60 ถึง 70

3. ลดต้นทุนด้านพลังงาน เมื่อระบบสามารถชาร์จความร้อนในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีราคาถูกที่สุด (เช่น ช่วงกลางคืนหรือช่วงที่มีแดดจัดลมแรง) และจ่ายความร้อนในช่วงที่พลังงานขาดแคลนและมีราคาแพง จึงช่วยให้ผู้ให้บริการด้านพลังงานและภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมหาศาล

4. ยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักนำมาซึ่งปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง เทคโนโลยีนี้ช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพึ่งพาพลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองภายในประเทศ ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินจากต่างชาติ เพิ่มความมั่นคงและเอกราชทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน

ความคืบหน้าและโครงการระดับโลกในปัจจุบัน

ประเทศฟินแลนด์ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มตัว ภายใต้การนำของ Polar Night Energy ซึ่งได้มีการขยายสเกลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ ข้อมูลความคืบหน้าของโครงการที่น่าสนใจมีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้

ชื่อโครงการ / สถานที่ปีที่เปิดใช้งานขนาดความจุ (Capacity)รายละเอียดที่สำคัญ
Kankaanpää (ฟินแลนด์)ค.ศ. 20228 MWh (กำลังจ่าย 100 kW)แบตเตอรี่ทรายเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก ให้ความร้อนกับบ้านเรือนและสระว่ายน้ำสาธารณะของเมือง
Pornainen (ฟินแลนด์)ค.ศ. 2025100 MWh (กำลังจ่าย 1 MW)อดีตแบตเตอรี่ทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้หินสบู่บดกว่า 2,000 ตัน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้เมืองได้ถึง 160 ตันต่อปี
Vääksy (ฟินแลนด์)ค.ศ. 2027 (อยู่ระหว่างดำเนินการ)250 MWh (กำลังจ่าย 2 MW)โครงการยักษ์ใหญ่ร่วมกับ Lahti Energia คาดว่าจะใช้ทรายธรรมชาติกว่า 2,400 ตัน และกลายเป็นแบตเตอรี่ทรายที่ใหญ่ที่สุดเมื่อสร้างเสร็จ
Valkeakoski (ฟินแลนด์)โครงการนำร่องในอนาคตระบุในเฟสถัดไปโครงการพิเศษแบบ Power-to-Heat-to-Power (P2H2P) ที่กำลังทดสอบการแปลงความร้อนกลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าอีกครั้ง

จากตารางจะเห็นได้ว่า ขนาดของแบตเตอรี่ทรายมีการพัฒนาและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการที่ Pornainen ซึ่งเพิ่งเริ่มเดินเครื่องอย่างเต็มรูปแบบไปเมื่อต้นปี ค.ศ. 2025 มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นแรกที่ Kankaanpää ถึงกว่าสิบเท่าตัว และโครงการใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นในเมือง Vääksy ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมต่อเทคโนโลยีนี้ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและใช้งานได้จริง

แนวโน้มตลาดและการเติบโตในอนาคต

อุตสาหกรรมการกักเก็บพลังงานด้วยความร้อนกำลังถูกจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก ข้อมูลจากสถาบันวิจัยตลาดหลายแห่งประเมินว่า ตลาดแบตเตอรี่ทรายระดับโลกมีมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วจนอาจพุ่งสูงถึงกว่า 4.3 ถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงปี ค.ศ. 2033 ถึง 2034 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 15

ปัจจัยเร่งที่สำคัญคือความต้องการพลังงานความร้อนในภาคอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมเคมี โลหะ และอาหาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานมหาศาลระดับโลก นอกจากนี้ ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี P2H2P (Power-to-Heat-to-Power) เพื่อเปลี่ยนความร้อนที่เก็บไว้ให้กลับมาเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนกลับเข้าสู่สายส่ง จะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถและขยายตลาดของแบตเตอรี่ทรายให้กว้างไกลกว่าเดิม ไม่จำกัดอยู่แค่ในเขตหนาวที่ต้องการระบบทำความร้อนเท่านั้น แต่จะสามารถนำไปใช้ได้กับทุกประเทศทั่วโลก

บทสรุป

แบตเตอรี่ทราย (Sand Battery) ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในนวนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือ นวัตกรรมพลังงาน ที่มีอยู่จริง ทำงานได้จริง และกำลังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้ ด้วยการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่แสนธรรมดาและมีอยู่ดาดดื่นอย่าง “ทราย” ผสานเข้ากับองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมความร้อน ทำให้เราได้ระบบกักเก็บพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) การเก็บพลังงานด้วยทราย จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่แข็งแกร่ง ทำให้ พลังงานสะอาด อย่างแสงอาทิตย์และสายลมกลายเป็นพลังงานที่พึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งเจ็ดวันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าโลกจะต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่มืดมิดเพียงใดก็ตาม

จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบ “S2000” ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก โดยสามารถลอยตัวที่ระดับความสูง 2,000 เมตร ในมณฑลเสฉวนเพื่อผลิตไฟฟ้าและเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นวัตกรรมนี้ใช้ประโยชน์จากกระแสลมในชั้นบรรยากาศที่แรงและสม่ำเสมอกว่าระดับพื้นดิน ช่วยลดการใช้วัสดุลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับกังหันลมแบบดั้งเดิมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยหลายแห่ง นำโดยมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และบริษัทสตาร์ทอัพ Beijing SAWES Energy Technology หรือที่รู้จักในชื่อ Beijing Linyi Yunchuan Energy Technology พวกเขาได้พัฒนาระบบต้นแบบที่เรียกว่า S2000 Stratosphere Airborne Wind Energy System (SAWES) ซึ่งเป็นระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้าขนาดเมกะวัตต์เครื่องแรกของโลก

การทดสอบครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2026 ที่เมืองอี๋ปิน มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระบบ S2000 ลอยตัวขึ้นไปที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 385 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยปริมาณไฟฟ้านี้เพียงพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับบ้านพักอาศัยขนาดเฉลี่ยในสหรัฐได้นานถึง 13 วัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้ การทดสอบแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถไต่ระดับขึ้นสู่ความสูงเป้าหมายได้ในเวลาเพียง 30 นาที และรักษาระดับการลอยตัวได้อย่างเสถียรในขณะที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า

‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม

โครงสร้างทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย

S2000 มีรูปลักษณ์คล้ายกับเรือเหาะในจินตนาการ โดยมีขนาดความยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร โครงสร้างนี้ใช้ก๊าซฮีเลียมในการช่วยยกตัว และมีการติดตั้งกังหันลมจำนวน 12 ตัวไว้ภายในโครงสร้าง  ระบบมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมสูงสุดถึง 3 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าระบบลอยฟ้าอื่น ๆ ที่เคยมีการทดสอบมาก่อนหน้านี้

เหวง แฮงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทผู้พัฒนา อธิบายว่าความท้าทายสำคัญคือการออกแบบอากาศยานขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างไม่ธรรมดาให้มีความสมดุลทางอากาศพลศาสตร์ เขาระบุว่าทีมวิศวกรประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันปานกลางที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ซึ่งช่วยให้ระบบมีน้ำหนักเบาแต่ยังคงประสิทธิภาพในการส่งพลังงานกลับลงมายังพื้นดินผ่านสายเคเบิล

นอกจากนี้ S2000 ยังถูกออกแบบลักษณะทรงท่อ (Ducted Design) เพื่อบีบอัดและรวมกระแสลมให้ไหลผ่านใบพัดกังหันอย่างมีประสิทธิภาพ เหวงอธิบายว่ามันเหมือนกับการห่อหุ้มลมจากทุกด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าลมจะถูกดักจับโดยใบพัดมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมหาศาล

เหตุผลที่ต้องขึ้นไปผลิตไฟฟ้าที่ความสูง 2,000 เมตร เนื่องจากพลังงานลมจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามความเร็วลมที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น ลมในระดับความสูงนี้มีความสม่ำเสมอและแรงกว่าลมที่ระดับพื้นดิน ทำให้ระบบ SAWES สามารถผลิตพลังงานได้ในพื้นที่ที่กังหันลมแบบเดิมไม่สามารถทำได้

‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม

ดีต่อสิ่งแวดล้อม

ศ.หวัง เจี้ยนเฉา จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ผู้มีส่วนร่วมในโครงการ ชี้ให้เห็นว่าระบบลอยฟ้านี้มีข้อดีด้านสิ่งแวดล้อมที่เหนือกว่ากังหันลมทั่วไปอย่างมาก โดยใช้ปริมาณวัสดุน้อยกว่ากังหันลมแบบดั้งเดิมถึง 90% และไม่จำเป็นต้องมีฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่หรือหอคอยเหล็กที่รบกวนระบบนิเวศของหน้าดิน

นอกจากนี้ ระบบยังไม่มีเสียงรบกวนจากการทำงาน และไม่บดบังทัศนียภาพที่ขอบฟ้า อีกทั้งยังปลอดภัยต่อสัตว์ปีกมากกว่า เพราะนกสามารถมองเห็นและหลีกเลี่ยงอากาศยานขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่าใบพัดกังหันลมที่หมุนด้วยความเร็วสูง

ระบบนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจ่ายไฟในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่นอกโครงข่าย หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินและเขตภัยพิบัติ รวมถึงเกาะที่มีพื้นที่จำกัดและเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบสามารถขนส่งได้ง่ายในสภาพที่ไม่มีก๊าซและติดตั้งได้รวดเร็ว

ทีมพัฒนายังมีแผนที่จะเพิ่มฟังก์ชันการทำงานให้เป็นมากกว่าแค่สถานีไฟฟ้า ที่เรียกว่า “AeroMatrix” ระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มอเนกประสงค์ลอยฟ้าที่สามารถบรรทุกอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย ให้บริการชาร์จไฟสำหรับโดรน หรือแม้แต่เป็นสถานีประมวลผลข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อดาวเทียมเข้ากับเครือข่ายภาคพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม มาร์ค ซี เคลลี่ รองศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งเดนมาร์กให้ความเห็นว่ายังมีความท้าทายที่ต้องพิสูจน์อีกมาก แม้ลมในที่สูงจะแรงจริง แต่พฤติกรรมของลมที่ความสูงเกิน 1,000 เมตรนั้นมีความซับซ้อนและยังไม่มีข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ มากนักสำหรับโครงการ S2000 นี้

เคลลี่ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสายเคเบิลยึดโยง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญในระบบพลังงานลมลอยฟ้าอื่น ๆ มาโดยตลอด นอกจากนี้ การนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ยังต้องเผชิญกับกฎระเบียบด้านการบินที่เข้มงวดในแต่ละประเทศ ซึ่งมักจะมีข้อจำกัดในการใช้น่านฟ้าเหนือระดับ 500 ฟุต

แม้จะมีข้อกังขา แต่จีนยังคงเดินหน้าด้วยความมั่นใจ โดยมีการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องไปแล้วถึง 51 รายการ ณ สิ้นปี 2025 ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มการผลิต S2000 แล้ว และได้รับความสนใจจากเมืองชายฝั่งหลายแห่งที่ต้องการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โลกจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตพลังงานลมให้มากกว่าเดิม 4 เท่าภายในปี 2030 ความสำเร็จของ S2000 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยทีมวิจัยกำลังเตรียมการทดสอบรุ่นถัดไปที่จะไต่ระดับความสูงมากขึ้นและทำงานได้นานขึ้นภายในปีนี้ เพื่อพิสูจน์ความเสถียรและความคุ้มค่าในระยะยาว

ที่มา: CNNEuro NewsInteresting EngineeringSouth China Morning Post

‘จีน’ เปิดตัว ‘ระบบผลิตพลังงานลมลอยฟ้า’ แห่งแรกในโลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่าเดิม

Source : กรุงเทพธุรกิจ

หลักสูตรพลังงานสำหรับผู้บริหาร Executive Energy Program (EEP) รุ่นที่ 11 ประจำปี 2026

เป็นหลักสูตรที่ต้องการยกระดับความรู้ และเสริมมุมมองด้านพลังงาน ผ่านการบรรยาย แลกเปลี่ยนความเห็น และประสบการณ์กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จำนวน 10 ครั้ง และเยี่ยมชมดูงาน 5 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องทิศทางพลังงานโลก พลังงานไทย กฎระเบียบที่กระทบต่อภาคธุรกิจ เทคโนโลยีพลังงาน ตลอดจนแนวทางพัฒนาธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย เพื่อขับเคลื่อนสู่ Sustainability รวมถึงสร้างเครือข่ายด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน

🗓️ เปิดรับสมัคร วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569
📍 ระยะเวลาอบรม กรกฎาคม – พฤศจิกายน 2569

ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://iie.fti.or.th/?p=12329
สอบถามข้อมูล คุณกัญญา / คุณอภิชญา
โทร 0-2345-1187, 0-2345-1248
Email: eepconnection@gmail.com
Line ID: @EEP_IIE
ดูรายละเอียดหลักสูตรฯ เพิ่มเติม https://iie.fti.or.th

สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คลิ้กรูปปกด้านล่างเพื่อดาวน์โหลดโบร์ชัวร์