เวลาจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ เรื่องของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เราซื้อจะสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเวลาชารจ์จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเต็ม ซึ่งแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันก็จะเป็นแบตลิเทียมไอออน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องของความปลอดภัยที่มีความเสี่ยงต่อการไหม้หรือระเบิด โดยเฉพาะเมื่อมีความร้อนสูง หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง รวมไปถึงการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนระหว่างการใช้งาน อายุการใช้งานที่น้อยลงตามระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงการชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิตสเตทออกมา เพื่อเป็นทางออกให้กับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าแก้ปัญหาของแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนได้เกือบทั้งหมด ถือว่าเป็นอนาคตใหม่ของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Solid State Battery (แบตเตอรี่โซลิตสเตท) คืออะไร

แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery – SSB) เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้อิเล็กโทรไลต์ในรูปของแข็งแทนอิเล็กโทรไลต์แบบเหลว ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูงขึ้นเนื่องจากโอกาสติดไฟต่ำ มีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ข้อดีของแบตเตอรี่โซลิตสเตท

  • ความปลอดภัย: แบตเตอรี่แบบ Solid-State นั้นปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า เพราะอิเล็กโทรไลต์แบบของแข็งไม่ติดไฟ
  • ประสิทธิภาพ: สูญเสียพลังงานน้อยลง
  • ความจุพลังงาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State เก็บพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • อายุการใช้งาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • ความเร็วในการชาร์จ: แบตเตอรี่แบบ Solid-State ชาร์จไฟได้เร็วกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า

ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ หากมีการนำแบตเตอรี่แบบ Solid-State มาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เราจะได้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น ใช้เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ในระดับที่ชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับแบตเตอรี่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างแบตลิเทียมไอออน ก็จะทำได้มากกว่าถึง 2.4 เท่า ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอไปได้เลย และแน่นอนว่าใช้เวลาพอๆ กับการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

ค่ายรถยนต์ กับแบตเตอรี่แบบ Solid-State

ตอนนี้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ได้ลงทุนและมีแผนในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาหลายค่ายเลย อย่างเช่น โตโยต้า ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้วว่า ทางโตโยต้าเองก็ได้มีการทดสอบแบตเตอรี่แบบใหม่นี้กับรถยนต์ไฮบริจของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2020 และจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาในเร็วๆ นี้

ส่วนทางนิสสันก็มีการเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน ว่าได้มีแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-State ในปี 2024 นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเร่งทำการผลิตและทดสอบ เพื่อพร้อมใช้งานจริงภายในปี 2028 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้ โดยทางนิสสันคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนเรื่องของแบตเตอรี่ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน

นอกจากทั้ง 2 ค่ายนี้แล้ว ก็ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า ที่กำลังเร่งวางแผน และทำการวิจัยแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด ส่วนทางค่ายรถยุโรป ก็ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ว่าจะเป็น โฟล์สวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และฟอร์ด ก็ได้มีการวางแผนเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตในปี 2025

สำหรับแบตเตอรี่แบบ Solid-State ค่ายรถไหนที่นำมาใช้ก่อน ก็จะเป็นการพลิกเกมในตลาดได้เลย หลังจากที่ปล่อยให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เปิดค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่ตอนนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์จากประเทศจีน กำลังกินส่วนแบ่งการจำหน่ายรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาพร้อมกับราคาที่ถูก และออปชั่นแบบอัดแน่น แบบที่รถญี่ปุ่นให้ไม่ได้ ซึ่งหากค่ายรถญี่ปุ่น สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกสู่ตลาดได้ก่อน จะช่วยพลิกสถานการณ์ให้คนกลับมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน

ส่วนค่ายรถยนต์จากจีน ก็เร่งพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Guangzhou Automobile Group หรือ GAC Group คาดว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ออกสู่ตลาดได้ในปี 2026 Changan Automobile ก็ได้มีการลงทุนในส่วนนี้ พร้อมพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ราวๆ ปี 2027 ส่วน BYD ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลกตอนนี้ก็ประกาศว่าอยู่ระหว่างพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตด้วยเช่นกัน

ด้วยข้อดีต่างๆ ของ แบตเตอรี่แบบ Solid-State ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เราก็คงจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัยมากขึ้น ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลกว่าเดิม ตอนนี้ใครไม่อยากรอ ก็ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันได้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้มีปัญหาในการรอ แนะนำว่าอดใจไว้อีก 3 – 5 ปี รับรองว่าได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State อย่างแน่นอน ก็รอดูกันครับว่า จะมีค่ายรถยนต์ค่ายไหน เปิดจำหน่ายเป็นรายแรกของโลก

Photo : Freepik , Thermofisher

คาร์บอนเครดิตเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการซื้อขายต่างๆ เพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไป แต่การทำคาร์บอนเครดิตนั้นยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างงบประมาณในการประเมินที่สูงซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากการช่วยเหลือจากภาคต่างๆ จะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า  โครงการ BAAC Carbon Credit  เป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ การครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก  การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจาก อบก. เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าว ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน  และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยนำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น 

ซึ่งจำนวนคาร์บอนเครดิต 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ซื้อและขายกึ่ง CSR (ความรับผิดชอบทางสังคมเชิงบรรษัท)  ในราคาตันละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก  โดยคิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ 842,100 บาท โครงการนี้ช่วยสร้างรายได้กลับคืนผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทย สามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้

ต้นไม้

ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกร “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้ จนปัจจุบันมีชุมชนธนาคารต้นไม้ 6,814 ชุมชน มีสมาชิก 124,071 คน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนในโครงการกว่า 12.4 ล้านต้น มูลค่าต้นไม้กว่า 43,000 ล้านบาท และการยกระดับไปสู่ชุมชนไม้มีค่า มีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน และนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้

ในปัจจุบัน ธ.ก.ส. สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. จึงได้ร่วมกับชุมชนธนาคารต้นไม้ดำเนินโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อเดินหน้าแนวทางการส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ ด้านหลักการคิดคำนวณต้นไม้ 1 ต้น สร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี    

ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน บนอัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70/30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อย่าง ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น 30% ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ 70% ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี 

หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี โดยปัจจุบันมีชุมชนที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ LESS จาก อบก. แล้ว 84 ชุมชน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้กว่า 2.7 ล้านตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ในการกักเก็บคาร์บอนแล้ว จำนวนกว่า 3.8 ล้านบาท

ต้นไม้

และยังขยายผลการสร้างคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไปยังชุมชนที่เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ โดยสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มในที่ดินของตนเองและชุมชน ปีละประมาณ 108,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะนำมาซื้อ – ขายได้กว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายใน 5 ปี การส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  

การทำนาเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดพื้นที่การเผาตอซังข้าว อ้อย และข้าวโพด เพื่อลด PM 2.5 การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ให้กับชุมชนทั้งทางตรง และทางอ้อม อย่าง การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 

 โครงการ BAAC Carbon Credit

สำหรับโครงการ BAAC Carbon Credit เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ ซึ่งนอกจากหน่วยงานจะได้รับประโยชน์ในด้านธุรกิจ ที่มีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุน และให้กำลังใจชุมชนในการดูแล และปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการปกป้องโดยคนในชุมชน สะท้อนถึงความเข้มแข็งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโลกอีกด้วย และสำหรับหน่วยงานที่สนใจในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ และสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งให้กับชุมชน และมีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นทั้งปัจจุบัน และอนาคต  

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ทอท.เร่งให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จ หนุน “สุวรรณภูมิ” ต้นแบบ Green Airport ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์ 1 คันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ตันต่อปี ซึ่งในประเทศไทยมีรถยนต์มากกว่า 10 ล้านคัน ในส่วนของ ทอท. ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย มุ่งสนองนโยบายกระทรวงคมนาคม ผลักดันความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งของไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ 

โดย ทอท.ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งขับเคลื่อนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport หรือท่าอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนรถยนต์ที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) ได้ จะทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี 

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้างสาธารณะ (EV Taxi) นั้น ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ เริ่มให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนมาใช้ EV Taxi เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก ทอท. ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบใช้สายโดยการอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charge) ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 40 kW ต่อเครื่อง จำนวน 16 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่องจำนวน 2 เครื่อง บริเวณลานจอดรถระยะยาวโซน E ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรองรับการให้บริการแก่รถแท็กซี่ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และอนาคต 

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งเครื่อง DC Fast Charge ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 360 kW ต่อเครื่อง จำนวน 10 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง เพื่อรองรับการให้บริการแก่รถบริการรับ – ส่งผู้โดยสาร (Shuttle Bus) รถบริการสาธารณะ รถส่วนกลาง และรถส่วนงานของ ทอท.ภายในพื้นที่ Support Facilities บริเวณตรงข้ามศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ 

ทอท.เร่งบริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า หนุน ‘สุวรรณภูมิ’ ต้นแบบ Green Airport

อีกทั้ง ทอท.ยังมีโครงการติดตั้ง EV Charging Station ทั้งในพื้นที่ Airside, Landside และ Custom Free Zone รวม 7 จุด เพื่อรองรับแนวโน้มที่ยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมในวงกว้าง ตามทิศทางที่ทั่วโลกหันมาสนใจการใช้ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดอีกด้วย

นายกีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท.มีความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบภายใต้หลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งสู่การเป็น “ท่าอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือ Green Airport เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคง และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผลการดำเนินงาน ปตท. ปี 2566 กำไรโต 3.6 % ทำให้รัฐมีรายได้จากเงินปันผลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และจากภาษีเงินได้รวมประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย ลงทุนต่อเนื่อง เสริมความมั่นคงประเทศ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อย ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 112,024 ล้านบาท  คิดเป็น 3.6% ของยอดขาย สูงกว่าปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของกลุ่ม ปตท. ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 13,000 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2566 กลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปี 2566 แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ของกลุ่ม ปตท. จะปรับลดลง โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ที่มีกำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) ลดลงจากปี 2565 อีกทั้งในปี 2566 กลุ่ม ปตท. มีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลง รวมทั้งผลการดำเนินงานของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมปรับลดลงจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ก็มีผลการดำเนินงานลดลงด้วย

โดยสัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นธุรกิจที่แข่งขันเสรีทั้งในและต่างประเทศ โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจได้เป็น ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 45% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 9% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่น ๆ 17% ซึ่งมีผลการดำเนินงานจากธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น จากบริษัท Avaada Energy Private Limited (Avaada) ที่มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอินเดีย และจากบริษัท Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาสามัญ ในประเทศไต้หวัน และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก 7% ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจน้ำมันและธุรกิจ Non-Oil เช่น กาแฟ และร้านสะดวกซื้อ ที่มีกำไรต่อรายได้แค่เพียง 1% ขณะที่เป็นกำไรจากการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพียง 22% 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้คณะกรรมการ ปตท. มีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 2.00 บาท โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.80 บาท เมื่อเดือนกันยายน 2566 คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตราหุ้นละ 1.20 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และกองทุนวายุภักษ์รับเงินปันผลรวมประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท. และบริษัทในเครือ อีกประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท รวมกลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้จากการดำเนินธุรกิจปี 2566 ให้กับรัฐแล้วประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท 

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ปตท. มีส่วนร่วมสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน จุดพลังพัฒนาคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน ด้านธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตมีการต่อยอดสถานีเชื้อเพลิงไฮโดรเจน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ให้รองรับรถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก จัดตั้งโรงงาน NV Gotion ผลิตชุดแบตเตอรี่ ร่วมกับ KYMCO Group จัดตั้ง Aionex จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพิ่มจุดติดตั้ง EV Charging Station แบรนด์ on-ion ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้านธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน NRPT เปิดตัว Plant & Bean ประเทศไทย โรงงานรับจ้างผลิตโปรตีนพืช 100% ที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารระดับโลก BRCGS Plant-based ที่แรก และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Innobic Nutrition เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย สำหรับในด้านธุรกิจโลจิสติกส์ เปิดการขนส่งสินค้าทางรางเส้นทาง ไทย-ลาว-จีน เชื่อมโยงระบบขนส่งไทยและภูมิภาคอาเซียน และเตรียมงบลงทุน ประจำปี 2567 – 2571 จำนวน 89,203 ล้านบาท มุ่งผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า  

.

ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ปตท. ปลูกป่าไปแล้วทั้งสิ้น 86,173 ไร่ ใน 25 จังหวัด กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน ผ่านโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้มที่ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมของกลุ่ม ปตท. ถ่ายทอดให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมใน 45 พื้นที่ 29 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเพิ่มรายได้ชุมชนกว่า 31.59 ล้านบาท และโครงการสานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ อีกกว่า 5.75 ล้านบาท

ที่ผ่านมา ปตท. ได้ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนให้ก้าวข้ามช่วงวิกฤต ผ่านการดำเนินงาน อาทิ โครงการลมหายใจเดียวกันและลมหายใจเพื่อน้อง การสำรองน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรล การตรึงราคา NGV การช่วยเหลือราคา LPG แก่หาบเร่แผงลอยผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสนับสนุนเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การขยายเครดิตเทอมแก่ กฟผ. เป็นต้น คิดเป็นมูลค่าการช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2563 – 2566 รวมแล้วกว่า 31,060 ล้านบาท 

Source : Energy News Center

EP กดปุ่ม COD วินด์ฟาร์ม HL3 ขนาด 30 เมกะวัตต์ เป็นทางการ พร้อมบุ๊กรายได้ทันที คาดเดินเครื่องครบ 160 เมกะวัตต์ ภายใน Q2/ 2567 ดันผลประกอบการปี 67 เพิ่ม 900 ล้านบาท ยังไม่รวมคาร์บอนเครดิต

นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ กรณี EPVN W1 (HIK) Company Limited (“EPVN W1”) และ EPVN W2 (HK) Company Limited (“EPVN W2”) บริษัทย่อยทางอ้อมของ บริษัท อีเทอร์นิดี้ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (“ETP”) ที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 และ บริษัทฯถือหุ้นใน ETP สัดส่วนร้อยละ 81.40 ได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 160 เมกะวัตต์

โดย 2 โครงการ

  • คือ HI3 และ HL 4 กำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่จังหวัดกว๋างจิ
  • และอีก 2 โครงการ ตั้งอยู่ที่จังหวัดยาไล กำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าเวียดนาม (“VietamElectricity’ หรือ “EVN”) ระยะเวลา 20 ปี 

EPVN W1 ได้รับหนังสือแจ้งจาก EVN เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ให้โครงการ HL3 ขนาดกำลังการผลิต 30.00 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operating Date : COD) ให้การไฟฟ้าเวียดนาม โดยเริ่มนับวัน COD ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ในอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed in Tariff หรือ FIT) ระยะแรกที่ 1.587.12 ดองเวียดนามต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง และเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เปีนต้นไป  ส่วนโครงการที่เหลืออีก 3 โครงการ คาคว่าจะทยอย COD ตามลำดับ และบริษัทฯจะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศทราบต่อไป

เดินเครื่องครบ 160 MW Q2 ดันผลประกอบการปี 67 เกือบ 4 เท่า  

ขณะที่ นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EP) ระบุว่า จากที่การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 กำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ (MW) ในจังหวัดกว๋างจิ เชื่อมต่อสายส่งของโครงการเข้ากับสถานีไฟฟ้า Lao Bau 110KV และเดินเครื่องตัวกังหันลม Wind turbine เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบสายส่ง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 นั้น

การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ได้อนุมัติรับรองความถูกต้องของโครงการ และออกเอกสารรับรองวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพณิชย์ (COD) ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2566 ครบถ้วนแล้วโดยบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้ในทันที โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม HL3 ปี 2567 รายได้ประมาณ 220 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังคาดว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ลงทุนทั้งหมดในเวียดนามกำลังการผลิตรวม 160 MW จะสามารถ COD ครบภายในไตรมาส 2/2567 ภายในเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสนับสนุนให้รายได้รวมปี 2567 กลับมาเติบโตได้เกือบ 4 เท่าจากปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น 900 ล้านบาท ยังไม่รวม Carbon Credit ประมาณ 75 ล้านบาท 

“หลังโรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการ HL3 ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับทาง EVN อย่างเป็นทางการ และมีการกำหนดวัน COD  เรียบร้อยแล้ว คาดว่าโครงการ ที่เหลือจะใช้เวลาอีกไม่นาน โดยโครงการในจังหวัดยาไลกำลังการผลิตรวม 100 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส1/2567 ประมาณเดือนมีนาคม และโครงการ HL4 กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ จะสามารถกำหนดวัน COD ได้ภายในไตรมาส2/2567 อย่างแน่นอน”.

Source : ฐานเศรษฐกิจ