ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2566

เรียงตามลำดับ ได้แก่ BYD (สัญชาติจีน) 30,467 คัน  Neta (สัญชาติจีน) 12,777 คัน MG (สัญชาติจีน) 12,462 คัน Tesla (สัญชาติสหรัฐ) 8,206 คัน และ GWM (ORA) (สัญชาติจีน) 6,746 คัน 

โดยการที่ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศของรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2566 การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ การลงทุนก่อสร้างโรงงานและไลน์การผลิตในประเทศ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยยังคงเป็นรถยนต์นำเข้าแทบทั้งสิ้น 

ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์ไฟฟ้าของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้า อาทิ อัตราส่วน 1:1 ในปี 2567 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศ 1 คัน) และอัตราส่วน 1:1.5 ในปี 2568 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน)       ดังนั้น หากกำลังการผลิต ของโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติต่าง ๆ สามารถผลิตได้ตามเงื่อนไขของมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนไฟฟ้าที่สำคัญของโลกได้

เช็คลิสแบรนด์อีวี แชมป์ครองท้องถนนไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

Volvo FM Low Entry รถบรรทุกไฟฟ้า 100% ที่เปิตตัวเป็นรุ่นแรกของ Volvo Trucks ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่วิ่งได้ไกล 200 กม. ต่อการชาร์จ ซึ่งนี่ถือเป็นรถที่น่าจับตามองเพราะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้ารุ่นที่ 8 ของวอลโว่แล้ว

Volvo FM Low Entry รถบรรทุกไฟฟ้า 100% รุ่นที่ 8 ของวอลโว่ ซึ่งรถรุ่นนี้ไม่ได้เน้นการขับขี่ระยะทางไกล เพราะพัฒนาและปรับมาเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานในเมือง แม้จะเป็นรถบรรทุกไฟฟ้าแต่รถรุ่นนี้ก็สามารถบรรทุกหนักได้ ซึ่งในอนาคตทางวอลโว่หวังว่าจะลดการใช้น้ำมันดีเซลและช่วยลดมลพิษภายในเมืองได้เป็นอย่างดี

Credit : Volvo

Volvo FM รุ่น Low Entry ได้ถูกออกแบบและพัฒนามาให้เหมาะกับงานหลากหลาย เช่น การจัดการของเสียหรือขยะ , การจัดส่งสินค้า, การก่อสร้าง ซึ่งรองรับน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 19-32 ตัน 

Credit : maakindustrie

รถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย เน้นใช้ในเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ห้องคนขับที่กว้างเป็นพิเศษ ถูกปรับให้ต่ำลงและเลื่อนไปด้านหน้า ช่วยให้เข้าออกรถบรรทุกได้ง่ายกว่ารถบรรทุกทั่วไป 

Volvo FM Low Entry มาพร้อมสเปคแบตเตอรี่ขนาด 360kWh จำนวน 4 แพ็ค พร้อมพละกำลัง 531 แรงม้า จะทำให้รถบรรทุกไฟฟ้าคันนี้วิ่งได้ไกล 200 กม./ชาร์จ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่, น้ำหนักบรรทุก​และสภาพท้องถนนด้วย Volvo FM คันนี้ยังสามารถชาร์จเต็มใน 8.5 ชม. ด้วย AC (43 kW) และชาร์จเต็มใน 1.5 ชม. ด้วย DC (250kW)

ขณะนี้ Volvo FM Low Entry เริ่มต้นผลิตและจำหน่ายก่อนในยุโรปและตุรกี รวมถึงเกาหลีใต้ ซึ่งจะกำหนดวันผลิตภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ซึ่งนี่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมของรถบรรทุกทั่วโลก เนื่องจากวอลโว่อาจจะทำการตลาดในหลากหลายประเทศทั่วโลก และประเทศไทยคงยังต้องรอลุ้นอีกครั้งว่าจะมีโอกาสได้เห็น Volvo FM ในประเทศไทยหรือไม่

ที่มา : Volvo

Source : Spring News

เวลาจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ เรื่องของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เราซื้อจะสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเวลาชารจ์จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเต็ม ซึ่งแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันก็จะเป็นแบตลิเทียมไอออน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องของความปลอดภัยที่มีความเสี่ยงต่อการไหม้หรือระเบิด โดยเฉพาะเมื่อมีความร้อนสูง หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง รวมไปถึงการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนระหว่างการใช้งาน อายุการใช้งานที่น้อยลงตามระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงการชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิตสเตทออกมา เพื่อเป็นทางออกให้กับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าแก้ปัญหาของแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนได้เกือบทั้งหมด ถือว่าเป็นอนาคตใหม่ของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Solid State Battery (แบตเตอรี่โซลิตสเตท) คืออะไร

แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery – SSB) เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้อิเล็กโทรไลต์ในรูปของแข็งแทนอิเล็กโทรไลต์แบบเหลว ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูงขึ้นเนื่องจากโอกาสติดไฟต่ำ มีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ข้อดีของแบตเตอรี่โซลิตสเตท

  • ความปลอดภัย: แบตเตอรี่แบบ Solid-State นั้นปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า เพราะอิเล็กโทรไลต์แบบของแข็งไม่ติดไฟ
  • ประสิทธิภาพ: สูญเสียพลังงานน้อยลง
  • ความจุพลังงาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State เก็บพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • อายุการใช้งาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • ความเร็วในการชาร์จ: แบตเตอรี่แบบ Solid-State ชาร์จไฟได้เร็วกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า

ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ หากมีการนำแบตเตอรี่แบบ Solid-State มาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เราจะได้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น ใช้เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ในระดับที่ชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับแบตเตอรี่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างแบตลิเทียมไอออน ก็จะทำได้มากกว่าถึง 2.4 เท่า ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอไปได้เลย และแน่นอนว่าใช้เวลาพอๆ กับการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

ค่ายรถยนต์ กับแบตเตอรี่แบบ Solid-State

ตอนนี้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ได้ลงทุนและมีแผนในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาหลายค่ายเลย อย่างเช่น โตโยต้า ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้วว่า ทางโตโยต้าเองก็ได้มีการทดสอบแบตเตอรี่แบบใหม่นี้กับรถยนต์ไฮบริจของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2020 และจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาในเร็วๆ นี้

ส่วนทางนิสสันก็มีการเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน ว่าได้มีแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-State ในปี 2024 นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเร่งทำการผลิตและทดสอบ เพื่อพร้อมใช้งานจริงภายในปี 2028 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้ โดยทางนิสสันคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนเรื่องของแบตเตอรี่ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน

นอกจากทั้ง 2 ค่ายนี้แล้ว ก็ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า ที่กำลังเร่งวางแผน และทำการวิจัยแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด ส่วนทางค่ายรถยุโรป ก็ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ว่าจะเป็น โฟล์สวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และฟอร์ด ก็ได้มีการวางแผนเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตในปี 2025

สำหรับแบตเตอรี่แบบ Solid-State ค่ายรถไหนที่นำมาใช้ก่อน ก็จะเป็นการพลิกเกมในตลาดได้เลย หลังจากที่ปล่อยให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เปิดค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่ตอนนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์จากประเทศจีน กำลังกินส่วนแบ่งการจำหน่ายรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาพร้อมกับราคาที่ถูก และออปชั่นแบบอัดแน่น แบบที่รถญี่ปุ่นให้ไม่ได้ ซึ่งหากค่ายรถญี่ปุ่น สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกสู่ตลาดได้ก่อน จะช่วยพลิกสถานการณ์ให้คนกลับมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน

ส่วนค่ายรถยนต์จากจีน ก็เร่งพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Guangzhou Automobile Group หรือ GAC Group คาดว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ออกสู่ตลาดได้ในปี 2026 Changan Automobile ก็ได้มีการลงทุนในส่วนนี้ พร้อมพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ราวๆ ปี 2027 ส่วน BYD ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลกตอนนี้ก็ประกาศว่าอยู่ระหว่างพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตด้วยเช่นกัน

ด้วยข้อดีต่างๆ ของ แบตเตอรี่แบบ Solid-State ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เราก็คงจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัยมากขึ้น ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลกว่าเดิม ตอนนี้ใครไม่อยากรอ ก็ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันได้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้มีปัญหาในการรอ แนะนำว่าอดใจไว้อีก 3 – 5 ปี รับรองว่าได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State อย่างแน่นอน ก็รอดูกันครับว่า จะมีค่ายรถยนต์ค่ายไหน เปิดจำหน่ายเป็นรายแรกของโลก

Photo : Freepik , Thermofisher

ทอท.เร่งให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จ หนุน “สุวรรณภูมิ” ต้นแบบ Green Airport ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์ 1 คันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ตันต่อปี ซึ่งในประเทศไทยมีรถยนต์มากกว่า 10 ล้านคัน ในส่วนของ ทอท. ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย มุ่งสนองนโยบายกระทรวงคมนาคม ผลักดันความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งของไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ 

โดย ทอท.ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งขับเคลื่อนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport หรือท่าอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนรถยนต์ที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) ได้ จะทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี 

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้างสาธารณะ (EV Taxi) นั้น ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ เริ่มให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนมาใช้ EV Taxi เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก ทอท. ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบใช้สายโดยการอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charge) ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 40 kW ต่อเครื่อง จำนวน 16 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่องจำนวน 2 เครื่อง บริเวณลานจอดรถระยะยาวโซน E ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรองรับการให้บริการแก่รถแท็กซี่ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และอนาคต 

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งเครื่อง DC Fast Charge ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 360 kW ต่อเครื่อง จำนวน 10 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง เพื่อรองรับการให้บริการแก่รถบริการรับ – ส่งผู้โดยสาร (Shuttle Bus) รถบริการสาธารณะ รถส่วนกลาง และรถส่วนงานของ ทอท.ภายในพื้นที่ Support Facilities บริเวณตรงข้ามศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ 

ทอท.เร่งบริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า หนุน ‘สุวรรณภูมิ’ ต้นแบบ Green Airport

อีกทั้ง ทอท.ยังมีโครงการติดตั้ง EV Charging Station ทั้งในพื้นที่ Airside, Landside และ Custom Free Zone รวม 7 จุด เพื่อรองรับแนวโน้มที่ยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมในวงกว้าง ตามทิศทางที่ทั่วโลกหันมาสนใจการใช้ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดอีกด้วย

นายกีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท.มีความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบภายใต้หลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งสู่การเป็น “ท่าอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือ Green Airport เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคง และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

วันนี้ทีมงานขอนำเสนออุปกรณ์ที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีสักที ล่าสุดก็มีแล้วครับ กับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ ซึ่งตอบโจทย์คนใช้รถไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน แต่เดิมเวลาต้องชาร์จไฟแบบเร็วๆ ก็ต้องไปชาร์จตามปั๊มน้ำมัน หรือจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC ซึ่งเมื่อเรามีเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้แล้ว ก็สามารถนำไปติดตั้งได้ตามต้องการ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็สามารถขนกลับไปเก็บไว้ได้อีกด้วย

แบบนี้ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ น่าจะเหมาะกับใคร อันนี้ก็ต้องบอกว่า น่าจะเหมาะกับการนำไปให้บริการเชิงพาณิชย์มากกว่า เช่น นำไปให้บริการบริเวณจุดแคมปิ้ง หรือจะเป็นภายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงคอนโดรุ่นเก่าที่ไม่มีจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 800 กิโลกรัม มิติตัวเครื่อง 1,200 x 800 x 2,000 มม. ก็อาจจะไม่สะดวกเรื่องการพกพาไปใช้งานสักเท่าไหร่ เหมาะกับเคลื่อนย้ายไปวางในสถานที่ต่างๆ มากกว่า เช่น กรณีเราไปจัดงานแคมปิ้ง ก็สามารถนำไปเปิดให้บริการผู้ที่เข้าร่วมงานได้ หรือบางสถานที่ไม่มีสถานีชาร์จเลย เราก็สามารถนำไปตั้งเป็นจุดบริการชาร์จด่วนได้เช่นกัน และหากบริเวณนั้นเราได้ทำพวกร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ก็จะช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

สำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs ตามสเปคบอกเอาไว้ว่า สามารถชาร์จรถไฟฟ้าได้พร้อมๆ กันถึง 6 คัน มีกำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 180 กิโลวัตต์ แบตเตอรืแบบ EFP ความจุ 184 kWh ซึ่งเพียงพอต่อการชาร์จรถไฟฟ้าในระดับ 60% เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปได้ และยังสามารถนำไปบริการที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่อีกต่อไป สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับระบบการติดตาม และการจัดการแบบออนไลน์ได้ด้วย แต่ว่าต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย

ราคาของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ 3.5 ล้านบาท หากเทียบกับการก่อสร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบปกติแล้ว จะใช้งบประมาณที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs มีข้อดีมากกว่าในเครื่องของการเป็นสถานีชาร์จที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ย้ายไปติดตั้งได้ตามต้องการ และไม่ได้ต้องการพื้นที่ในการจัดวางมากมายอะไร เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าแบบเดิมๆ

สรุปสิ่งที่น่าสนใจของ Eplvs

  • สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็ว โดยชาร์จได้สูงสุดถึง 180 กิโลวัตต์
  • รองรับการชาร์จรถพร้อมกันได้สูงสุดถึง 6 คัน
  • ขนาดกระทัดรัดสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
  • ใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เสียบหัวชาร์จกับเข้ารถก็จะเริ่มการชาร์จให้ทันที
  • ตัวเครื่องชาร์จมีการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ทันที
  • ใช้เงินลงทุนไม่มาก ไม่ต้องปรับปรุงสถานที่เหมือนกับสถานีชาร์จแบบเดิมๆ
  • รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

รายละเอียดทางเทคนิค

  • กำลังไฟ: สูงสุด 180 กิโลวัตต์
  • แรงดันไฟฟ้า: 380-415V AC
  • กระแสไฟ: สูงสุด 320A
  • ประเภทปลั๊ก: CCS2, CHAdeMO
  • ระยะเวลาการชาร์จ: ประมาณ 30 นาทีสำหรับการชาร์จเต็ม (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ของรถ EV)
  • ขนาด: 1,200 x 800 x 2,000 มม.
  • น้ำหนัก: 800 กก.

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuvo Plus