นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป นั้น อ้างถึงหนังสือจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถึงนายกรัฐมนตรีเลขที่ 031 /2568 (ลว.30 เมย. 2568)

ทั้บนี้ ภาคเอกชนขอแสดงความกังวลและขอความอนุเคราะห์โปรดพิจารณาทบทวนมติ กพช. ดังกล่าว 

โดยขอให้ คงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติแบบ Single Pool Gas แบบปัจจุบันที่เฉลี่ยเป็นราคาเดียวกันในทุกภาคส่วนไปก่อน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

สร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรพื้นฐานของประเทศก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยถือเป็นทรัพยากรภายในประเทศที่เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนและทุกภาคส่วน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ย่อมส่งผลให้ต้นทุนก๊าซฯ ของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับโครงสร้างปัจจุบันที่ใช้ Single Pool Gas ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยร่วมกันทุกภาคส่วน

บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในสภาวะที่เปราะบาง การปรับโครงสร้างใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ราคา Pool Price ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและรุนแรงต่อประเทศ

ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ การปรับราคาจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนการผลิตจากราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาสินค้าที่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตามต้นทุน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน การจ้างงานและการลงทุน

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

เอกชนค้านมติ กพช. ปรับราคาก๊าซฯใหม่ ห่วงสินค้าแพง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง

การปรับต้นทุนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การขยายโครงการลงทุนในประเทศจะชะลอตัว และกระทบกับการจ้างงาน

ดังนั้น เอกชนจึงขอความอนุเคราะห์ท่านโปรดพิจารณาคงการใช้โครงสร้างราคาแบบ Single Pool Gas ไปก่อน เพื่อช่วยประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือ การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลดค่าน้ำมันไปแล้ว 2 ครั้ง และมีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจึงถึง 31 ม.ค.2569 รวมทั้งได้เตรียมนโยบายต่างๆ อย่าง Quick Big Win ที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคประชาชน ภาครัฐ เพื่อให้ภาพรวมของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประเทศลดลง 

สำหรับค่าไฟฟ้าในงวดเดือนม.ค. – เม.ย.2569 ได้สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการร่วมกันพิจารณาเพื่อให้ค่าไฟฟ้าในงวดดังกล่าวมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาพเศรษฐกิจ และไม่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่ง กกพ. ได้พิจารณาตามข้อเสนอของ กฟผ. ที่คำนวณค่า Ft ตามราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. คาดว่าจะลดลงจากการที่ราคา LNG ปรับจาก 12.5 ดอลลาร์ล้านบีทียู ลงมาเหลือ 11.6 ดอลลาร์/ล้านบีทียู

รวมทั้งพิจารณาจากค่าภาระต้นทุนคงค้าง (ค่า AF) ที่แม้จะยังมีหนี้คงค้าง แต่จำเป็นต้องใช้หนี้บางส่วนเพื่อรักษาวินัยทางการเงินควบคู่กันไปด้วย เป็นผลให้อัตราค่าไฟฟ้าปรับลดจาก 3.94 บาท ลดเหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยคิดเป็นค่า Ft สำหรับเรียกเก็บในงวดประจำเดือนม.ค. – เม.ย.2569 ลดลงจากเดิม 15.72 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 9.72 สตางค์ต่อหน่วย

“ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ บนพื้นฐานกฎหมาย และหลักวิชาการเป็นสำคัญ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการลดค่าน้ำมันไปแล้ว 2 ครั้ง และมีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมจนถึง 31 ม.ค.2569 ซึ่งในส่วนของค่าไฟฟ้าในงวดเดือนม.ค. – เม.ย. 2569 ผมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานช่วยกันบริหารจัดการเพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าในงวดปัจจุบัน”

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้อีกทาง ซึ่งจากการบริหารจัดการของ กฟผ. ปตท. และ กกพ. ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าจากงวดปัจจุบันที่ 3.94 บาทต่อหน่วย เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย นอกจากนั้น ก็ได้เร่งนโยบาย Quick Big Win ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟให้กับภาพรวมของประเทศได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ทริสตัน เดปเป้ (Tristan Deppe) และ เจเรมี มันเดย์ (Jeremy Munday) ทีมนักวิจัยจากสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส (University of California, Davis) ในสหรัฐอเมริกา เผยผลงานที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับวงการวิศวกรรม ด้วยการสร้าง ต้นแบบเครื่องยนต์ที่ใช้การแผ่ความร้อนในอากาศของโลก เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน

หลักการทำงานของเครื่องยนต์ใหม่จากอเมริกา

เครื่องยนต์สเตอร์ลิง (Stirling Engine) คืออะไร

เครื่องยนต์ดังกล่าวเรียกว่า เครื่องยนต์สเตอร์ลิง (Stirling Engine) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ความร้อน ที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของกระบอกลูกสูบ 2 ลูก ที่มีอุณหภูมิต่างกันเป็นตัวชักลูกสูบในวัฎจักรของเครื่องยนต์ และพลังงานที่เกิดขึ้นจะนำไปหมุนเพื่อปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกลได้

โดยทั่วไปแล้ว เครื่องยนต์ประเภทนี้ มีจุดเด่นที่ความเงียบ และทนทาน แต่เพราะพลังงานที่ผลิตได้นั้นน้อยเมื่อเทียบกับความร้อนที่ต้องให้กับตัวเครื่องยนต์ ส่งผลให้ถูกใช้งานในวงจำกัด เช่น เรือดำน้ำที่ต้องลดเสียงรบกวนใต้น้ำให้น้อยที่สุด รวมถึงโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก

การออกแบบเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทั้งสองพบว่า จากการแผ่รังสีความร้อนของอากาศภายในโลก ที่เกิดขึ้นจากดวงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน ทำให้เกิดความต่างของอุณหภูมิกับช่วงกลางคืนมากถึง 10 องศาเซลเซียส และคิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 6 วัตต์ต่อตารางเมตร

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงได้สร้างต้นแบบเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่ ที่แบ่งกระบอกลูกสูบ 2 ตัว ด้วยแผ่นฉนวนความร้อนจากวัสดุพิเศษที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ เพื่อให้สามารถใช้การแผ่รังสีความร้อนในอากาศ เป็นแหล่งพลังงานของเครื่องยนต์ และทำงานในช่วงกลางคืนได้

การทดสอบใช้งานเครื่องยนต์สเตอร์ลิงแบบใหม่

เครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นได้นำไปทดสอบในเรือนกระจก ด้วยการทิ้งไว้กลางแดด เพื่อสะสมความร้อนตอนกลางวัน และเมื่อถึงกลางคืน กระบอกลูกสูบที่อยู่เหนือแผ่นฉนวนจะเย็นลง แต่กระบอกลูกสูบใต้แผ่นฉนวนจะยังร้อนเท่าช่วงกลางวัน ก็จะทำให้เกิดความต่างอุณหภูมิ และสร้างพลังงานขึ้นมา

ผลการทดสอบพบว่า เครื่องยนต์ที่สร้างขึ้น สามารถสร้างพลังงานได้มากกว่า 400 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร (mW/m2) เพียงพอที่จะทำให้พัดลมขนาดเล็กทำงาน เพื่อสร้างกระแสลมช่วยพัดพาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นสารสำคัญสำหรับการเติบโตของพืชในเรือนกระจกในช่วงเวลากลางคืน

แม้ว่าผลงานดังกล่าวจะเป็นเพียงต้นแบบพิสูจน์แนวคิด (Proof-of-concept) แต่ทั้งสองเชื่อว่าหลักการใช้เครื่องยนต์สเตอร์ลิง จากการแผ่รังสีความร้อนจะกลายเป็นแนวทางการผลิตไฟฟ้าทางเลือก โดยเฉพาะการเสริมการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่โซลาร์เซลล์ไม่สามารถทำงานได้

โดยปัจจุบัน ผลงานวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการชื่อดังอย่างไซแอนซ์ แอดวานซ์ (Science Advances) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Source : TNN

นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทนรับมอบประกาศนียบัตรแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย (Thailand’s Most Valuable Brand 2025) ในงาน Asia Brand Gala 2025 ภายใต้ธีม “The Brand Frontier: Asia’s Rise to Global Dominance”  ที่จัดโดย Brand Finance จาก Mr. Alex Haigh Managing Director, Brand Finance Asia Pacific ณ ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และติดอันดับ 12 ของโลกในกลุ่มธุรกิจ Oil & Gas อีกด้วย

Source : Energy News Center

การลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างความคุ้มค่าของการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของไทย กับผลตอบรับต่อประเทศในการสัมมนาประจำปีหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model : ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 รวมถึงข้อเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยโมเดลใหม่

ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่าการลงทุน Data Center เข้ามาจำนวนมาก โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.2568 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุน ดังนี้

  • กิจการ Data Center มูลค่าลงทุน 603,4621 ล้านบาท รวม 37 โครงการ
  • กิจการ Cloud Service มูลค่าลงทุน 671 ล้านบาท รวม 2 โครงการ

ขณะที่ในช่วงปี 2565-2567 คำขอรับส่งเสริมการลงทุนกิจการ Data Center และ Cloud Service รวม 27 โครงการ มูลค่าลงทุน 290,000 ล้านบาท

ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ TDRI กล่าวในหัวข้อ “นโยบายอุตสาหกรรมใ หม่เพื่อสร้างการเติบโต” ว่า นโยบายอุตสาหกรรมใหม่ คือ เครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้แทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้าง Good Jobs 

แต่ไทยต้องมีโมเดลพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เร่งด่วน เพราะโมเดลเดิมพึ่งทุนต่างชาติและแรงงานราคาถูกไม่เพิ่มขีดความสามารถคนไทยได้ และไม่ตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ทั้งนี้ แม้ไทยลงทุนเติบโตโดย BOI รับส่งเสริมการลงทุนระดับ 1 ล้านล้านบาท ติดต่อกัน 3 ปี แต่คุณภาพชีวิตคนไทยมีคุณภาพชีวิตตกต่ำ และถดถอยจากภาวะ “หนี้ครัวเรือน” พุ่งสูงถึง 86.3% ขณะที่เด็กจบใหม่อายุ 20-24 ปี เป็นกลุ่มหางานยากที่สุด และจำนวน SME ที่อยู่รอดเกิน 3 ปีลดต่อเนื่อง สะท้อนความล้มเหลวของโมเดลการเติบโตเดิมที่ไม่สร้างความเข้มแข็งจากภายใน

รวมทั้งนโยบายอุตสาหกรรมล้มเหลวไม่สร้างคน-ไม่สร้าง SME-ไม่นำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยช่องว่างทางเศรษฐกิจไทยเกิดจากนโยบายอุตสาหกรรมในอดีตที่ไม่สร้างฐานภายในให้แข็งแรง ไทยดึงการลงทุนต่างชาติเป็นฐานการส่งออกได้ แต่เชื่อมโยง SME เข้าห่วงโซ่มูลค่าสูงไม่ได้ โดยระบบทักษะแรงงานไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย และนวัตกรรมไทยไม่ถูกต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ แม้ไทยยังดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่กิจกรรมมูลค่าสูงกลับไม่เกิดขึ้นในประเทศ เช่น Qualcomm ที่ตั้งบริษัทในไทยเพื่อการตลาด และสนับสนุนเทคนิคเท่านั้น ขณะที่งานวิจัย และพัฒนาชิปกลับทำในเวียดนาม

ขณะเดียวกัน ดัชนีการผลิตในประเทศกลับทรุดตัวอย่างช้าๆ สวนทางกับการนำเข้า-ส่งออกที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องจากฐานปี 2018 สัญญาณนี้ชี้ว่าไทยกำลังกลายเป็นเพียง “ทางผ่านสินค้า” โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมากพอภายในประเทศ

โมเดลเดิมเน้นปริมาณไม่สร้างศักยภาพ

นอกจากนี้ โมเดลเดิมวัดความสำเร็จจากปริมาณผลผลิตในประเทศ และการส่งออก โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรงจะทำให้ความมั่งคั่งไหลลงสู่ฐานรากเอง แต่ความเหลื่อมล้ำยังสูง และคนไทยไม่มีทักษะดีขึ้นตามการเติบโตเศรษฐกิจ อีกทั้งมาตรการสนับสนุนไม่ตอบโจทย์โลกใหม่ และลดหย่อนภาษีไม่ได้จูงใจลงทุน โดยมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักยัง “ไม่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น” อาทิ

1.อุตสาหกรรมไฮเทค ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเป็นหลัก แต่ไม่สร้างทักษะ และไม่ดึง SME เข้าระบบ 

2.ภาคเกษตร มีการพึ่งการประกันรายได้ และการเยียวยาจนลดแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภาพ 

3.ภาคท่องเที่ยว เน้นการตลาด แต่ยังขาดการยกระดับมาตรฐานแรงงาน

ทั้งนี้ การศึกษาของ รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบการลดหย่อนภาษีไม่เพิ่มแรงจูงใจลงทุนใหม่อย่างมีนัยสำคัญ และระเบียบโลกใหม่อย่าง Global Minimum Tax 15% จะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบด้านภาษี และอาจทำให้รายได้ภาษีไหลออกสู่ต่างประเทศ ดังนั้นไทยต้องเร่งปรับไปสู่โมเดลสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน

ชี้ลงทุนดาต้าเซนเตอร์ได้ไม่คุ้มเสีย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมักเลือกอุตสาหกรรมใหม่โดยขาดการศึกษาความเป็นไปได้ที่ลึกซึ้ง ทำให้ผลประโยชน์ต่อคนไทยไม่ชัดเจน เช่น 

1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มุ่งเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออก แต่ไม่มีนโยบายช่วยผู้ผลิตไทยอย่างจริงจัง ขาดการศึกษาความพร้อมของผู้ผลิตชิ้นส่วน 

2.เปิดกาสิโนถูกกฎหมาย แต่ไม่มีการประเมินความคุ้มค่า และผลกระทบด้านลบ ทั้งปัญหาฟอกเงิน และการเสพติดพนัน

ทั้งนี้ หากคิดแบบเดิมต่อให้มีอุตสาหกรรมใหม่อาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” จากกรณีศึกษา Data Center ที่ลงทุนมหาศาล แต่คนไทยได้อะไรจากการลงทุน แม้จะได้รับส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 2 ปีซ้อน แต่เงินลงทุนจำนวนมากกำลัง “รั่วไหล” ไปกับการนำเข้าเครื่องจักร และระบบสำคัญ เช่น GPU, ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ความปลอดภัยไซเบอร์

สำหรับการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ 100 MW ลงทุนสูง 33,000 ล้านบาท โดยต้องให้สิทธิประโยชน์มากแต่เงินรั่วไหลไปกับเครื่องจักรนำเข้า โดยมีผู้ดูแลระบบ 50 คน ขณะที่การใช้ไฟฟ้าต่อปี 1,140 GWh ใช้ไฟฟ้าทับกับ 1.3 ล้านคน รวมถึงการใช้น้ำต่อปี 2,550 ล้านลิตร ใช้น้ำเท่ากับ 35,000 คน

“หากไม่มีแผนดึงธุรกิจไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น AI หรือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไทยอาจได้ผลประโยชน์ต่ำกว่าคาด และอาจกระทบการใช้ทรัพยากรอุตสาหกรรมอื่นหรือชุมชนรอบข้าง ดังนั้น โมเดลใหม่ต้องสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างอุตสาหกรรมจากภายใน”

ดร.พุทธิพันธุ์ กล่าวว่า การพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ไม่ควรมองเพียงความทันสมัยหรือเม็ดเงินลงทุนสูง แต่ต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์จะตกกับคนไทยอย่างไร และจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยกระดับทักษะ เสริม SME เพิ่มผลิตภาพ ตอบโจทย์โลกใหม่ได้อย่างไร

“โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การไล่ตามอุตสาหกรรมทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือ การสร้างความแข็งแกร่งภายใน เพื่อให้การเติบโตในอนาคตเป็นการเติบโตที่คนไทยได้ประโยชน์จริงแท้ และยั่งยืน”

อุตสาหกรรมเดิมเน้นวัดผลด้วยปริมาณ

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ TDRI กล่าวว่า ไทยต้องเร่งปรับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ครั้งใหญ่ โดยต้อง “เปลี่ยนเป้าหมาย-ปรับเครื่องมือ-พัฒนากระบวนการ” ให้การพัฒนาเศรษฐกิจนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง และทั่วถึงสำหรับประชาชน

รวมทั้งที่ผ่านมาไทยมักใช้นโยบายอุตสาหกรรมที่วัดผลด้วยตัวเลขเชิงปริมาณ เช่น มูลค่าการส่งออก การลงทุนใหม่ หรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ในโลกยุคใหม่ รัฐควรให้ความสำคัญกับการสร้าง “งานที่ดี” (Good Jobs) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้คนไทยโดยตรง

ทั้งนี้ งานที่ดีคือ กลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ และยกระดับโอกาสของคนไทย โดยงานดังกล่าวต้องมีค่าตอบแทนเพียงพอมีความมั่นคง และเป็นบันไดพัฒนาทักษะสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นการเติบโตประเทศยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาไทยมักใช้มาตรการภาษี เป็นเครื่องมือหลัก แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ SME ที่จ่ายภาษีน้อย การให้สิทธิประโยชน์จึงไม่จูงใจ

สำหรับกระบวนการทำงานของรัฐมักขาดขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 

1.การวิเคราะห์ความคุ้มค่า (Cost–Benefit) ต้องคำนึงถึงทั้งผลประโยชน์ต่อคนไทย ต้นทุนงบประมาณ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม 

2.การติดตาม และประเมินผล (Monitoring & Evaluation) เพื่อให้สามารถปรับปรุงหรือยกเลิกนโยบายที่ไม่เวิร์ก 

3.การบูรณาการหน่วยงานรัฐ-เอกชน เช่น BOI ประสานงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือภาคอุตสาหกรรมที่รู้โจทย์จริง

ชงโมเดลทางรอด 3 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

นอกจากนี้ ข้อเสนอเชิงลึกสำหรับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 

1.กลุ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยไทยขึ้นแท่นท็อป 5 ฐานผลิต PCB โลก ซึ่ง BOI เผยยอดลงทุนแตะ 2 แสนล้านบาท ถือเป็นโอกาสทอง 

แต่อดีตมักดึงลงทุนด้วยการยกเว้นภาษี ซึ่งมีต้นทุนสูง และไม่ยั่งยืน ดังนั้น ควรเน้นพัฒนาแรงงานทักษะสูง ดึงดูดการผลิตมูลค่าสูง เจรจาเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ตามการสร้าง Good Job จำกัดการยกเว้นภาษีเฉพาะกรณีจำเป็น โดยมีเป้าหมายให้แรงงานไทยอยู่ในตำแหน่งงานมูลค่าสูงในห่วงโซ่โลก

2.กลุ่มลงทุนภายในประเทศ (DDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีศักยภาพสูง และเป็นผู้นำโลกด้านการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง แต่ที่ผ่านมาเน้นมาตรการภาษีที่เอื้อบริษัทใหญ่เป็นหลัก 

ดังนั้น จึงเสนอให้เพิ่มการส่งเสริมด้านการวิจัย-นวัตกรรม และพัฒนาแบรนด์ไทย หนุน SME เข้าถึงเทคโนโลยีผ่านคูปองนวัตกรรม และการพัฒนาห่วงโซ่วัตถุดิบที่เชื่อมโยงเกษตรกรไทย เพื่อสร้าง Good Jobs และเพิ่มกำไรให้ผู้ประกอบการไทย

3.กลุ่มบริการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ปัจจุบันไทยเน้นการตลาด แต่ขาดนโยบายด้าน “อุปทาน” เช่น การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพ ดังนั้นควรเร่งผลิตบุคลากรด้านสุขภาพเฉพาะทาง เช่น นักกายภาพบำบัด ยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพ วางมาตรการป้องกันบุคลากรภาครัฐไหลออกสู่ภาคเอกชน ซึ่งไทยมีศักยภาพสร้างรายได้ และงานบริการคุณภาพสูงให้คนไทยจำนวนมาก

“คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยควรหา Growth Engine ตัวใหม่อะไร แต่ไทยต้องทำอย่างไรให้ได้มาซึ่ง Growth Engine นั้น โดยมีนโยบายอุตสาหกรรมเป็น “แผนที่นำทาง” ที่จะพาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีงานดี รายได้มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง”

Source : กรุงเทพธุรกิจ