300 ครัวเรือนบนเกาะหมากน้อย จังหวัดพังงา จะมีไฟฟ้าใช้และจ่ายค่าไฟถูกลงจากโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และโครงข่ายสายส่งขนาดเล็กภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงพลังงานผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 

เกาะหมากน้อย ขนาดพื้นที่รวม 9,500 ไร่ เป็นเกาะที่อยู่ในเขตจังหวัดพังงาแต่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือแหลมสัก จังหวัดกระบี่ เดินทางด้วยเรือเพียงประมาณ 20 นาที  แต่ชุมชนบนเกาะที่มีอยู่ กว่า 358 ครัวเรือน มีไฟฟ้าใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพียง 30 ครัวเรือน อย่างไรก็ตามด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานผ่านกลไกของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในปีงบประมาณ 2565และ2566 จะทำให้ชุมชนบนเกาะแห่งนี้ครอบคลุม 300 ครัวเรือน พร้อมด้วย โรงเรียนและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน  จะมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมงและจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนถูกลง


ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เมื่อปี 2546 สำหรับโรงเรียนเกาะหมากน้อย ซึ่งปัจจุบันชำรุดและเลิกใช้งานแล้ว

ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ของโรงเรียนเกาะหมากน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2561 ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้งานได้

ในอดีตเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เข้ามาสนับสนุนให้โรงเรียนเกาะหมากน้อย มีไฟฟ้าใช้ด้วยระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว แต่ชุดอุปกรณ์ติดตั้งดังกล่าวมีความชำรุดและต้องหยุดใช้งาน จนในปี 2561 กระทรวงพลังงานผ่านกลไกสนับสนุนของกองทุนฯ ได้อนุมัติให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์  ระบบอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ชุดใหม่ ที่ยังมีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน  และเมื่อปี 2564 ชุมชนเกาะหมากน้อย ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนอีก 21 ล้านบาท สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ Solar Floating กำลังผลิตติดตั้ง 200 กิโลวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่ลิเทียมขนาดความจุ 300 กิโลวัตต์ชั่วโมง และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าระยะทาง 2.2 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้ครัวเรือน จำนวน 30 ครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ตลอด 24 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเฉลี่ย 600-1000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน จากช่วงก่อนหน้าที่จะมีการติดตั้งโครงการดังกล่าว  ชาวบ้านจะมีไฟฟ้าใช้ เฉพาะช่วง 18.30-22.30 น. ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 800 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน 


ปลัดกระทรวงพลังงานถ่ายรูปร่วมกับตัวแทนชุมชนเกาะหมากน้อยและคณะสื่อมวลชน

โดยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ  สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะซึ่งประกอบด้วย นายเพทาย หมุดธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  พลังงานจังหวัดพังงา พลังงานจังหวัดกระบี่ และสื่อมวลชนสายพลังงาน เยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ของเกาะหมากน้อย ตำบลเกาะปันหยี จังหวัดพังงา ที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะหมากน้อย ให้การต้อนรับ  


ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระหว่างเยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ที่โรงเรียนเกาะหมกน้อย

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน (ที่สองจากขวา) และ เพทาย หมุดธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน มอบพัดลมไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะหมากน้อย

นายประเสริฐ  กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมโครงการว่า ปัจจุบันบนเกาะหมากน้อยมีการผลิตไฟฟ้าจาก 3 แหล่ง คือ 1. ระบบMicro-Grid ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ (Solar Floating) ที่สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ปีงบประมาณ 2564 ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว  2. ระบบโซลาร์โฮม ที่ชุมชนลงทุนติดตั้งเอง และระบบโซลาร์โฮมแบบเติมเงินที่เอกชนลงทุนผ่านกลุ่มบริหารจัดการโดยชุมชนนำร่อง 10 ครัวเรือน 3. ระบบผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟฟ้าน้ำมันดีเซลของเอกชน ซึ่งระบบนี้มีเวลาบริการจำกัดเพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน ระหว่าง 18.30 – 22.30 น. ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่สาธารณะและถนน ทำให้ไม่มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตเท่าที่ควร ในขณะที่ยังมีหน่วยงานส่วนราชการบนเกาะที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ด้วย


ระบบMicro-Grid ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ (Solar Floating) ที่สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ปีงบประมาณ 2564.

ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมีแนวทางที่จะขยายผลด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบนเกาะหมากน้อย ให้ 300 ครัวเรือนบนเกาะ รวมทั้ง โรงเรียน โรงพยาบาลส่วนตำบล ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง 

โดยในเฟสที่สองได้ดำเนินการของบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติม ภายใต้งบประมาณปี 2565  เพื่อเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งอีก  100 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ลิเทียม ขนาดความจุ 200 กิโลวัตต์ชั่วโมง โครงข่ายสายส่งขนาดเล็ก ระยะทาง 4.2 กิโลเมตร ที่จะจ่ายไฟฟ้าครอบคลุม เพิ่มเป็น 200 ครัวเรือน ปัจจุบันส่วนนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ  เนื่องจากอยู่ระหว่างการขอขยายเวลาก่อหนี้ผูกพัน 

ส่วนแนวทางการดำเนินการเฟสสาม ได้ของบจากกองทุนฯปี 2566 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 50 กิโลวัตต์  แบตเตอรี่อีก 300 กิโลวัตต์ชั่วโมง  ระบบสายส่งขนาดเล็กระยะทาง 0.8 กิโลเมตร  ครอบคลุม 300 ครัวเรือน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการ

ทั้งนี้การจะให้ทั้ง 358 ครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ทั้งหมดจะต้องดำเนินการรวม 4 เฟส โดยจะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าให้ได้ขนาดกำลังผลิตรวม 400 กิโลวัตต์  แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดรวม 1,200 กิโลวัตต์ชั่วโมงและสายส่งรวมทั้งสิ้น 9.5 กิโลเมตร 


ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระหว่างตรวจความดันที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน พร้อมรับฟังประเด็นปัญหาความจำเป็นที่โรงพยายาลต้องมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24ชั่วโมง รองรับอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยบนเกาะ

ในภาพรวมระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน นั้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนเกาะหมากน้อยให้ดีขึ้น โดยในส่วนของโรงเรียน ที่จะมีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับสื่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน  ก็มีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการรักษาคนในชุมชนที่ต้องการไฟฟ้าตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง  อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์นั้นจำเป็นต้องมีการใช้งานและบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญที่คนในชุมชนจะต้องได้รับการฝึกอบรมด้วยความช่วยเหลือจากพลังงานจังหวัดพังงา ที่จะต้องช่วยเป็นพี่เลี้ยง  ซึ่งผู้นำชุมชนเกาะหมากน้อย สะท้อนความคิดเห็นว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เชลล์ที่ชุมชนได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพลังงานในครั้งนี้นั้น ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชน ที่จะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัว จากที่คุ้นเคยกับระบบเครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมัน มายาวนาน

Source : Energy News Center

กระแสการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งประชาชนทั่วไปต่างก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายราคาสูงจากค่าไฟต่อหน่วยที่เพิ่มมากซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA คือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มองเห็นแนวโน้มความต้องการดังกล่าว และมีการพัฒนารูปแบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” กรรมการผู้จัดการ SENA ถึงแนวโน้มการใช้งานโซลาร์ และแผนการพัฒนาในระยะต่อไป  

เพิ่มประสิทธิภาพโซลาร์

ผศ.ดร.เกษรา ระบุว่า ปี 2567 เสนาฯ มีเป้าหมายการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ที่มุ่งเน้นการหานวัตกรรมใหม่ ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ศึกษาในด้านประสิทธิภาพ และชนิดของแผงโซลาร์รุ่นใหม่ พบว่า ปัจจุบันมีความหลากหลายต่อการติดตั้ง สำหรับอาคารประเภทต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์แปลงไฟ (Inverter) ที่จากเดิมมีขนาดใหญ่ ก็มีสเกลลดลง ทำให้ตอบสนองต่อการใช้งานที่ประสิทธิภาพสูง รวมถึงราคาที่ลดลง 
 

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาส่งเสริมการทำตลาดอสังหาฯ ในอนาคต ที่มีทิศทางและแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นของตลาดพลังงานสะอาด ทั้งในรูปแบบติดตั้งในที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จากต้นทุนค่าพลังงานต่อหน่วยที่ลดลง รวมถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง 

"เสนา" เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
“เสนา” เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
  
“เสนาฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นทดลองศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ในการนำแผงโซลาร์แบบงอได้ และแผงโซลาร์ที่ผลิตพลังงานจากแสงนีออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ติดตั้งกับตึกและอาคารต่างๆ ที่มีพื้นในการติดตั้งจำกัด ทำให้แผงโซลาร์สามารถเป็นส่วนประกอบของการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานได้มากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักที่เบา และไม่จำเป็นต้องติดบนหลังคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เสนาฯ ให้ความสนใจและต้องเร่งศึกษา เนื่องจากในอนาคตอาคารขนาดใหญ่มีเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการใช้พลังงานของอาคาร” 

นอกจากประชาชนต้องการติดตั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญในเรื่องของนโยบาย หรือการสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐในนโยบายการรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนราคา 2.20 บาท /หน่วย ซึ่งมองว่ายังไม่เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากเท่าที่ควร หากเพิ่มราคารับซื้อที่แพงกว่านี้ หรือ 3 บาท/หน่วย จะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

บ้านพลังงานเป็นศูนย์-คอนโด Low Carbon

การขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ได้มีการนำโซลูชั่นมาพัฒนาธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯได้ก้าวข้ามบ้านโซลาร์สู่การเป็นบ้านประหยัดพลังงาน หรือการทำกรีนโซลูชั่นเพิ่ม ซึ่งเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นบ้านพลังงานเป็นศูนย์ หรือ Zero Energy House (ZEH) และคอนโด Low Carbon โดยนำวิธีคิดต่างๆ มาผสมผสาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสอดรับกับภูมิอากาศของประเทศ ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และสุขภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้บริการ EV Ready หรือการติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV Charger) เพื่อรองรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโครงการต่างๆ ของเสนาฯ โดยคำนึงถึงหลักการออกแบบ 3 ขั้นตอน ดังนี้   

"เสนา" เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
“เสนา” เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ

  • Active Design การออกแบบอาคารให้มีความยั่งยืนด้านการใช้พลังงาน โดยการนำเทคโนโลยี 
  • หรืออุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยในการออกแบบ เช่น เซนเซอร์ควบคุมระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง, การใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน 
  • Passive design การออกแบบอาคารให้มีความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น ทิศทางลม และแสงแดด เป็นต้น
  • การมีระบบผลิตพลังงานใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การนำพลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาสร้างเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศของเมืองไทย และการอยู่อาศัยภายในบ้าน ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมแต่ละฤดูกาล ผสมผสานการใช้พลังงานที่ใช้ได้เองอย่างมีประสิทธิผล 

ผศ.ดร.เกษรา ระบุอีกว่า ปัจจุบันเสนาได้ทำการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับลูกค้า ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม กว่า 1,000 หลัง คิดเป็นการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าปีนี้จะติดตั้งโซลาร์ สำหรับกลุ่ม B2C จำนวน 1,800 หลัง ปัจจุบันมีโรงผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม 2 แห่ง คือ จ.สระบุรี และ จ.นครปฐม มีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวมขนาดการติดตั้งอยู่ที่ 46.5 เมกะวัตต์ โดยปีนี้ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 20 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เสนาพยายามศึกษาและพัฒนาไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งโซลาร์ แต่เสนาต้องการทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตแบบ Sustainability Way Long life เพื่อการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน และทุกคนเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน ที่ไม่ต้องจ่ายแพงขึ้น โดยเสนาฯ ได้คิดค้นนวัตรกรรม บริหารต้นทุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงองค์ประกอบที่สมดุล (Compromise) ทั้งในด้านการออกแบบ  การเลือกวัสดุอุปกรณ์การติดตั้ง และเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ให้บ้านประหยัดพลังงานได้ เพื่อคนทุกกลุ่ม แม้จะเป็นความท้าท้ายของการพัฒนาโครงการก็ตาม เพื่อปิดโจทย์ความเชื่อว่า “การรักษ์โลก ต้องจ่ายแพงขึ้น” สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราได้พยายามคิดโซลูชั่นต่างๆ เพื่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัยรักษ์โลกอย่างแท้จริง

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Subaru ร่วมมือกับ Toyota สองค่ายยักษ์ใหญ่นี้จะผลิตรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้ามากถึง 3 รุ่น เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนารถ EV ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวภายในปี 2026 ซึ่งขณะนี้ Toyota ถือหุ้น 20% ของซูบารุอยู่ด้วย

Subaru แบรนด์รถญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของช่วงล่าง สมญานามว่า “ดาวลูกไก่” ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ Toyota ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่โด่งดั่งไปทั่วโลก เพื่อเตรียมแผนการผลิตและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าประเภทครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า โดยจะออกมาถึง 3 รุ่นด้วยกัน ภายในปี 2026 ซึ่งนี่ถือเป็นการลดความเสี่ยงและเร่งการพัฒนาการผลิตรถ EV ให้กับสองบริษัท

ซูบารุ ภายใต้การบริหารของ CEO คนใหม่ Atsushi Osaki ได้ตั้งเป้าบริษัทว่าจะจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือราวๆ 600,000 คัน ภายในปี 2030

Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

โดยแผนดังกล่าวกำหนดให้บริษัทสร้างรถ SUV ไฟฟ้าล้วน 4 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึงรถรุ่น Subaru Solterra ที่วางจำหน่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งแผนถัดไปของ Subaru คือการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อีก 4 รุ่น ภายในสิ้นปี 2028 รวมแล้วทั้งหมดเป็น 8 รุ่นด้วยกัน

Subaru Solterra ถือเป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Subaru ที่พัฒนาร่วมกับ Toyota โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2021 เมื่อปีที่แล้วสามารถทำยอดขายได้ 8,872 คันในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันรถรุ่น Solterra ถูกผลิตที่โรงงานของ Toyota ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง Atsushi Osaki ได้เปิดเผยว่าหลังจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนใหม่อีก 3 รุ่นจะพัฒนาร่วมกับ Toyota ด้วยเช่นกัน

Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    ปัจจุบัน Toyota ถือหุ้น 20% ในบริษัท Subaru โดย Atsushi Osaki ยังกล่าวเสริมว่า ในขณะที่ตลาดรถยนต์มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น บริษัทจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการศึกษาสถานการณ์อย่างระมัดระวัง

    Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    ถ้าหาก Subaru ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ก็จะทำให้บริษัทเข้าร่วมเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มยอดขายและความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

    แผนการผลิตของ Subaru จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นที่โรงงาน Yajima ในประเทศญี่ปุ่น โดยวางแผนเริ่มการผลิตในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และจะเพิ่มสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 200,000 คันภายในปี 2027

    ส่วน Toyota ก็จะผลิตรถ SUV ไฟฟ้าใหม่อีก 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานรัฐเคนตักกี้ ซึ่งจะเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru หลังจากที่เปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่ของตนเอง

    นอกจะร่วมมือกับ Toyota ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่แล้ว Subaru ยังมีแผนขยายกลุ่มรถยนต์ไฮบริดด้วย เนื่องจากบริษัทยังมองว่าการขายรถยนต์สันดาปยังคงมีความสำคัญ และอาจจะไม่เสี่ยงเท่ากับขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว

    Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    สำหรับรถยนต์รุ่นที่ขายดีของ Subaru ในอเมริกาเหนืออย่าง Forester ก็เตรียมที่จะเพิ่มทางเลือกขุมพลัง Hybrid โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota พร้อมด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อให้สอดรับกับนโยบายต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา

    ที่มา : electrek
    Source : Spring News

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ได้มีการใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดภาวะโลกร้อน กำหนดนโยบาย Smart Energy and Climate Action (SECA) ให้หน่วยงานในสังกัดติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ล่าสุดติดตั้งแล้ว 1,496 แห่ง ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 43,137.43 tonCo2/ปี ลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 392 ล้านบาท/ปี

    นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด การเกิดโรคติดต่อ และภัยจากสภาพอากาศที่รุนแรงต่างๆ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบาย Smart Energy and Climate Action (SECA) : พลังงานอัจฉริยะ และการดำเนินการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ป้องกันการสูญเสียพลังงานอย่างไร้ประโยชน์ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งข้อมูลล่าสุดถึงเดือนเมษายน 2567 หน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งหมด 1,857 แห่ง

    ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,496 แห่ง คิดเป็น 82.02 % ขนาดกำลังการผลิตรวม 75,806.09 กิโลวัตต์ ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 43,137.43 tonCo2/ปี สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 392,238,903 บาท/ปี โดยยังมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 206 แห่ง

    ภายใต้นโยบาย SECA ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงาน 20% ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV), การปรับปรุง และก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงาน (Energy Building), การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโรงพยาบาล, การเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ทางไกลเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่ไปรับบริการแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล, การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการมูลฝอย/น้ำเสีย โดยใช้หลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle)

    รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ทั้งนี้ มีงานวิจัยของหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่า หากการลดก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 2-3 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษนี้ ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะเรือนกระจก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG)

    จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย

    • การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
    • การขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม 423 บาท ต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567
    • การลดค่าไฟที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ในงวดเดือนพฤษภาคม  ถึง สิงหาคม 2567

    เช็คมาตรการช่วย "ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล" ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 

    ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว 

    หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป 

    อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    “ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” 

    Source : ฐานเศรษฐกิจ