กรมการขนส่งทางบก เผยการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 100% ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนม.ค. – ก.ย. 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน อันดับ 1 BYD Atto3 เข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี รวม 15,924 คัน  สนนราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

นาทีนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้าดูจะมาแรงเป็นพิเศษ จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง ล่าสุดบอร์ดอีวีชุดใหม่ อนุมัติมาตรการ EV 3.5 โดยรัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EICฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตลาด EV โลก หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายเละยอดผลิตรถ EV ทั่วโลกในช่วงระหว่างปี 2022 – 2030 จะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% และ 33% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจาก 

1.นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ไทย บราซิล และอินเดีย ที่ต่างมุ่งส่งเสริมการใช้งานและการลงทุนในอุตสาหกรรม EV 

2. การเปิดรับจากฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะหลังเผชิญราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ก็ทยอยลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าในระยะยาวจะต่ำกว่ารถสันดาปจากค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา และ 

3.การรุกตลาดของค่ายรถยนต์จีนที่ทำให้ตัวเลือกในตลาดรถยนต์ EV มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน และระดับราคา

ทั้งนี้ ผู้ผลิตยานยนต์สันดาปจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยปรับตัวให้สอดรับกับกระแสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป SCB EIC ได้ศึกษาแผนการลงทุนของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกและพบว่า ค่ายรถจากฝั่งตะวันตก อาทิ BMW Mercedes-Benz และ Volkswagen มีการเปลี่ยนผ่านที่เท่าทันกับกระแส EV ทั้งในด้านการเพิ่มความหลากหลายของโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่เจ้าตลาดเดิมจากฝั่งตะวันออก เช่น Toyota Honda และ Nissan กลับมีแนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

โดยคาดว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ทั่วโลกจะทวีความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ปรับตัวได้ช้าจะเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งทางตลาด ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลือกในตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ประเมินว่า ทุก ๆ 1 แสนคันของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ภายในประเทศจะทำให้ GDP ไทย เติบโตขึ้นราว 0.2% นัยต่อเศรษฐกิจไทยจากการก้าวไปเป็น Regional EV hub ไม่เพียงแต่จะมาจากภาคการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงกับมูลค่าเพิ่มจากภาคธุรกิจที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม EV ที่กำลังทยอยเกิดขึ้นอย่างครบวงจรภายในประเทศอีกด้วย ทั้งอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนบางประเภท ซึ่งเดิมเป็น Supplier ให้กับผู้ผลิตรถสันดาป

อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้าก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์บางกลุ่มแม้ว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์บางกลุ่มมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มความต้องการที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังและเชื้อเพลิง โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปรับลดลง 3.8 พันล้านบาท หรือราว 10% จากปี 2022 หากรถ EV สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 15% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกภายในปี 2025

สำหรับ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือ การเร่งพัฒนาระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า และการส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวได้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยประเมินว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1.การสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศน์ EV ให้เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างครบวงจร เพื่อลดการนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเป็นหลัก และ 

2.การส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและมีความพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาด EV อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า ยางล้อ และชุดสายไฟ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรมีแนวทางการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ ชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV คาดว่าจะเกิดขึ้นช้ากว่า รวมถึงการเจาะตลาดอะไหล่ (REM) ซึ่งอุปสงค์ยังเติบโตได้ตามอายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้นในหลายประเทศ

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สำรวจข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก กรณีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน

อันดับ 1  BYD Atto3  รวม 15,924 คัน  

เริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 1,040 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 2,068 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 2,434 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 1,743 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 2,025 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 1,857 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,377 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,770 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,610 คัน

BYD Atto3
BYD Atto3

อันดับ 2  NETA V  รวม 9,294 คัน

เริ่มต้น 5.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 555 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1,254 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 693 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 564 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 686 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 2,203 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,234 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,251 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 854 คัน

NETA V
NETA V

อันดับ 3  Tesla Model Y รวม  4,753 คัน

เริ่มต้น 1.69 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 25 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 534 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 1,034 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 391 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 840 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 814 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 201 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 664 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 250 คัน

Tesla Model Y
Tesla Model Y

อันดับ 4  ORA Good Cat รวม 4,362 คัน

เริ่มต้น 8.28 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 494 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 282 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 214 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 92 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 430 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 959 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 643 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 598 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 650 คัน

ORA Good Cat
ORA Good Cat

อันดับ 5 MG EP รวม  3,110 คัน

เริ่มต้น 9.98 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 356 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 306 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 275 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 346 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 348 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 384 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 513 คัน

MG EP
MG EP

อันดับ 6 MG 4 Electric รวม 2,860 คัน

เริ่มต้น 8.69 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 107 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 318 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 447 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 271 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 298 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 292 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 340 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 380 คัน

MG 4 Electric
MG 4 Electric

อันดับ 7  BYD Dolphin รวม  2,103 คัน

เริ่มต้น 6.99 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 481 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,621 คัน

BYD Dolphin
BYD Dolphin

อันดับ 8  Tesla Model 3 รวม 1,843 คัน

เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 7 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 488 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 143 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 232 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 411 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 71 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 191 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 125 คัน

Tesla Model 3
Tesla Model 3

อันดับ 9  MG ZS EV รวม 1,389 คัน

เริ่มต้น 9.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 372 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 241 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 155 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 105 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 145 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 107 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 86 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 82 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 96 คัน

MG ZS EV
MG ZS EV

อันดับ 10  Volvo XC40 EV รวม 858 คัน

เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 78 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 76 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 121 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 66 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 98 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 121 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 100 คัน

Volvo XC40 EV

Volvo XC40 EV

Source : กรุงเทพธุรกิจ

StoreDot EV Battery คือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิดใหม่ ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท StoreDot สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล มีความพิเศษกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดิมๆ ที่เด่นชัดมากทึ่สุดคือ ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น และยังมีการทดสอบชาร์จมากถึง 1,000 ครั้ง โดยไม่มีการเสื่อมของแบตเตอรี่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ StoreDot EV Battery ยังได้มีการนำไปทดสอบกับรถยนต์ไฟฟ้าในการใช้งานจริง พบว่าแม้ชาร์จแบตเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถขับขี่ไปได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตรแล้ว ซึ่งผลทดสอบนี้ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก แก้ปัญหาของการชาร์จแล้วต้องมีการรอเป็นระยะเวลานานๆ ให้หมดไปได้เลย เกือบเทียบกับการขับรถเข้าปั๊มไปเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

คุณสมบัติที่น่าสนใจของ StoreDot EV Battery

  • ใช้เทคโนโลยีการชาร์จเร็วที่มีความเร็วสูงถึง 70% ของรอบการชาร์จ
  • ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น
  • ความเร็วในการชาร์จแบตแบบชาร์จช้า ตั้งแต่ 0 – 100% ใช้เวลาเพียง 28 นาที
  • สามารถชาร์จโดยใช้เวลา 5 นาที วิ่งได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตร
  • แบตเตอรี่มีความทนทานสูง มีการทดสอบชาร์จกว่า 1,000 รอบ โดยแบตเตอรี่ไม่เสื่อม

ล่าสุดทาง StoreDot ได้มีการร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Volvo ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเร็วๆ เราน่าจะได้เห็นการนำ StoreDot EV Battery ไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าของ Volvo รุ่นใหม่ๆ ที่น่าจะชูจุดเด่นเรื่องการชาร์จไว และอายุของตัวแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ตามคุณสมบัติของ StoreDot EV Battery แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างแน่นอน โดยมีการคาดการณ์กันว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ากับแบตรุ่นใหม่นี้ในช่วงปี 2024 สำหรับพันธมิตรในการพัฒาแบตเตอรี่ StoreDot EV Battery นี้ก็มีบริษัทชั้นนำมากมายอาทิเช่น BP, Daimler, VinFast, Volvo Cars, Polestar, Ola Electric, Samsung และ TDK

นอกจากนี้ทาง StoreDot ก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในการพัฒนา StoreDot EV Battery เอาไว้ด้วย โดยในปี 2024 นี้จะชาร์จไฟเพียง 5 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร ในปี 2023 จะพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้ชาร์จเพียง 3 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร และในปี 2032 จะใช้เวลาชาร์จเหลือเพียง 2 นาทีเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟได้ไม่ต่างจากการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย และ Geely ค่ายรถจีน กำลังพิจารณาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

Proton หนึ่งในค่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย กำลังพิจารณาในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในประเทศไทย ซึ่งเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า แบรนด์ Proton มีที่มาที่ไปอย่างไร และน่าสนใจแค่ไหนถ้าหากจะเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยจริง

Proton เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำลังหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยภายใต้การเป็นเจ้าของบางส่วนของ Zhejiang Geely Holding Group ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ หรือเรียกสั้นๆว่า Geely นั่นเอง 

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ Geely Holding Group ยังเป็นเจ้าของ Volvo และ Lotus และมีหุ้นใน Mercedes Benz ด้วย ทำให้การตั้งโรงงานในครั้งนี้เราอาจได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่คนเฝ้ารอคอยอย่าง Smart#1 ในประเทศไทยด้วย

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เพื่อดึงดูดผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทย รัฐบาลไทยยังได้เสนอเงินอุดหนุนให้สูงถึง 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยภายใต้โปรแกรมนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องเริ่มผลิตรถ EV ในประเทศตั้งแต่ปี 2024 เชื่อว่าข้อเสนอนี้จะทำให้หลากหลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอาจทยอยเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

ค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD ในปัจจุบันมีสัดส่วน 30% ของยอดขายรถ EV ในประเทศไทย และก็มีแผนที่จะสร้างโรงงานรถ EV ในจังหวัดระยองด้วย ส่วน GWM และ SAIC Motor Group อีกสองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ต่างก็ต้องการจะผลิตรถ EV ในประเทศไทยเช่นกัน 

อนาคตประเทศไทยอาจกำลังกลายเป็น Regional EV hub หรือศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคแถบอาเซียน เนื่องจากมีอัตราการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น และนโยบายส่วนลดจากรัฐบาลที่จะช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสามารถซื้อและจำหน่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะมีค่ายรถยนต์ต่างๆเข้ามาพิจารณาในการตั้งโรงงานผลิต EV เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน 

ที่มา : nikkei-asia

Source : Spring News

บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเช่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดกิจกรรมทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ใช้ EV หรือกำลังมองหา EV และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจ EV เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์สำหรับการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION อย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ดูแลด้านบริการซ่อมบำรุงยานยนต์

นายสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. กล่าวถึง การได้รับเลือกให้เป็นหน้าร้านออนไลน์ (Official Online Store)  เพื่อจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์  AION  อย่างเป็นทางการ  พร้อมเปิดตัวด้วยจัดกิจกรรมทดลองขับ AION Y Plus

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

EVme เพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV

อีวี มี พลัส จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ช่วยผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้เกิดการใช้รถ EV มากขึ้นในประเทศไทย ผ่านการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น บริการให้เช่ายานยนต์ไฟฟ้าสำหรับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร และบริการข้อมูลเกี่ยวกับสถานีอัดประจุไฟฟ้าผ่านเเอปพลิเคชัน

เราตั้งใจให้ EVme เป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เป็นที่ปรึกษาด้าน EV ทั้งเรื่องตัวรถ การชาร์จ เเละการดูแลรักษา เราเป็น Multi-brand platform ที่จะให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการรถ EV หลากหลายรุ่นตามความชื่นชอบ รวมทั้งยังสามารถซื้อและเป็นเจ้าของรถ EV ได้ง่าย และตรงใจมากยิ่งขึ้น

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ตอกย้ำความมุ่งมั่นขององค์กรในการก้าวขึ้นเป็น ‘ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการเดินทางอย่างยั่งยืนของอาเซียน’ และถือเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รับเลือกจาก บริษัท โกลด์ อินทิเกรท จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ AION รายแรกในประเทศไทย ให้เป็นหน้าร้านออนไลน์อย่างเป็นทางการสำหรับการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ AION ซึ่งจะช่วยเสริมการบริการของ EVme ให้มีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่กว้าง และยืดหยุ่นมากขึ้น

แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ อีวี มี พลัส ยังร่วมมือกับศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ให้บริการซ่อมบำรุงยานยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง เพื่อรองรับต่อการขยายตัวของตลาด EV และความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นายสุวิชชา  กล่าวเสริมอีกว่า ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม EV Lifestyle ที่ทุกคนนึกถึง สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการชาร์จ ได้ลองขับรถหลายรุ่น จากที่บ้านไปที่ทำงาน หรือขับไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งหากใครกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อยากศึกษา อยากรู้จัก อยากทดลอง แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี

“อยากให้ลองมาทําความรู้จักกับ EVme แพลตฟอร์มที่ทําให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ในชีวิตประจําวัน และรวมถึงทําให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) อีกด้วย  และผมพูดเสมอว่าเราไม่ได้อยากแข่งขันกับใคร ผมอยากให้ทุกคนเป็นพันธมิตรกันมากกว่า เทคโนโลยีของรถ EV ทุกวันนี้ล้ำหน้าใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างจากรถสันดาปอย่างสิ้นเชิง ทุกวันนี้รถ EV ไม่ได้แข่งขันกับรถ EV ด้วยกันเอง แต่กำลังแข่งขันกับรถสันดาปมากกว่า”

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus  ที่เพิ่งเปิดตัวไปจะเป็นรุ่น Standard Range Plus โดยจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์สไตล์ Crossover แบบ 5 ประตู ที่มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED ที่มีการเล่นลายเส้นภายในโคมไฟที่ดูสวยงาม ซึ่งทาง AION ได้ให้คำนิยามไว้ว่า ‘ปีกนางฟ้า’ พร้อมด้วยกระจังหน้าแบบปิดทึบในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับกันชนด้านล่างที่มีการเว้นช่องระบายอากาศ ช่วยเพิ่มมิติด้านหน้าของตัวรถได้เป็นอย่างดี ในส่วนของแบตเตอรี่ จะเป็นชนิดลิเธียมฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) ที่ใช้เทคโนโลยี Magazine ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ตัวแบตเตอรี่มีความจุอยู่ที่ 60 Kwh สามารถทำระยะทางสูงสุดต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ 490 กิโลเมตร ตามมาตรฐานทดสอบจาก NEDC ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง และยังมีจอสัมผัสมัลติฟังก์ชันมีขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ใช้ควบคุมระบบต่าง ๆ ของตัวรถ ส่วนผู้ขับขี่จะมีหน้าจอขนาด 10.25 นิ้ว ด้านหลังพวงมาลัย เพื่อช่วยบอกข้อมูลด้านการขับขี่

อีวี มี พลัส เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่สังคม EV อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นายหวัง หย่ง เจี่ย ประธานกรรมการ บริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด 1 ใน 4 ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถ GAC ในประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2566 คาดว่ายอดจำหน่ายรถ GAC ในไทยของตัวแทนจำหน่ายทุกเจ้าจะอยู่ที่ 4,000 – 6,000 คัน ส่วนในปี 2567 จะอยู่ที่ 18,000 คัน สำหรับบริษัท โกล์ด อินทิเกรท จำกัด คาดว่าปี 2566 จะจำหน่ายรถ GAC ได้ 1,000 คัน โดยปีนี้จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 รุ่นก่อน และในปี 2567 จะนำรถเข้ามาจำหน่าย 2 – 3 รุ่น คาดว่าจะเปิดโชว์รูมในไทยประมาณ 20 แห่ง 

นายสุรเชฏฐ์ พรพิพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับ FIT Auto จะเข้ามาช่วย EVme ในบริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบเบาและดูแลรักษารถยนต์ตามระยะทาง (Light Maintenance) โดยปัจจุบัน FIT Auto มีสาขา 91 สาขาทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และในปีหน้ามีแผนจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้ยานยนต์ทุกเส้นทาง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเปิดประสบการณ์ EV และสัมผัสสมรรถนะ รวมถึงระบบต่างๆ ของ AION Y Plus สามารถติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ https://giaion.evme.io/  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-028-2686 อีเมล aion@evme.io

Source : กรุงเทพธุรกิจ

“บีโอไอ”กางแผนดึงลงทุนโรงงานแบตเตอรี่ EV เป้าหมาย 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2030 เน้นเทคโนโลยีระดับเซลล์หลังส่งเสริมในไทยแล้วกว่า 14 โครงกาารเตรียมดันมาตรการEV 3.5 เสนอรัฐบาลใหม่รักษาโมเมนตั้มตลาดรถในประเทศ ชี้ค่ายรถเตรียมเพิ่มการลงทุน EV อีกหลายรายวางไทยเป็นฐาน

“อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ “อีวี” ของไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากมาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ BEV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเดินบนเส้นทางอุตฯอีวียังมีต่อ 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตลาดรถอีวีในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยใน 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตเกิน 100%  การขยายตัวนี้ยังทำให้ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตรถอีวีของภูมิภาค โดยปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรถอีวีในไทยแล้วกว่า 14 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 2.76 แสนคันหากมีการผลิตครบเต็มจำนวน รวมทั้งมีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในสถานีชาร์จอีวีซึ่งปัจจุบันมีการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 10 โครงการ รวม 11,600 หัวจ่าย

โครงการแบ่งเป็นโครงการที่ภาคเอกชนจะลงทุนผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถอีวีและโครงการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นุปกรณ์กักเก็บพลังงาน (energy storage)

'บีโอไอ' กางแผนดึงโรงงาน 'เซลล์แบต EV' เป้าหมายกำลังผลิต '40GWh' ในปี2030

เน้นส่งเสริมโรงงานแบตเตอรี่ระดับเซลล์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการส่งเสริมการลงทุนการผลิตแบตเตอรี่หลายโครงการแล้วแต่ปัจจุบันการเข้ามาลงทุนในไทยยังเป็นเทคโนโลยีที่เป็นการประกอบแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถอีวีในลักษณะที่เป็น Cell to Pack และ Cell to Module ซึ่งประเทศไทยมีการส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ประเภทนี้ แต่เป้าหมายหลักของไทยในระยะต่อไปคือส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีต้นน้ำคือส่งเสริมให้มีการลงทุนโรงงานที่ผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์แบตเตอรี่

เป้าหมายมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 40 GWh ภายในปี 2030 

ทั้งนี้ โรงงานแบตเตอรี่ที่เป็นเทคโนโลยีระดับเซลล์สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศหรือเป้าหมาย “30@30” หรือการมีการผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 30% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศหรือต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)ได้ประมาณ 7.25 แสนคัน นั้นหมายความว่าต้องมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศเพื่อรองรับการผลิตรถอีวีประมาณ 40 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) โดยขนาดของแต่ละโรงงานการผลิตแบตเตอรี่ควรจะมีขนาดโรงงานละไม่ต่ำกว่า 8 GWh

ถือว่าเป็นเป้าหมายในการทำงานของคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่จะสร้างระบบนิเวศน์การเป็นฐานการผลิตรถอีวีอย่างครบวงจรในประเทศไทย ซึ่งมาตรการสนับสนุนที่บอร์ดอีวีจะให้เงินสนับสนุนผู้ผลิตแบตเตอรี่จะเน้นไปที่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 8 GWh

ตั้งเป้าดึงรายใหญ่สร้างโรงงานเซลล์แบตฯในไทย

โดยในประเทศไทยมีการให้การส่งเสริมการลงทุนไปหลายราย สำหรับ บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลกบางรายที่เข้ามาลงทุนผลิตโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในไทย เช่นบริษัท Contemporary Amperex Technology Co. Limited (CATL) และบริษัท SVOLT Energy Technology (SVOLT) ต่างก็มีเทคโนโลยีในระดับเซลล์ แต่จากการหารือถึงโอกาสที่จะเข้ามาตั้งโรงงานมที่ผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ในไทยนั้นจำเป็นที่จะต้องมีดีมานต์รถอีวี ในประเทศไทยในระดับ 1 – 1.5 แสนคันต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูง แต่ประเทศไทยต้องพยายามผลักดันให้ดีมานต์ของรถอีวีในประเทศให้อยู่ในระดับที่มากเพียงพอ

ค่ายรถตบเท้าลงทุน EV ในไทย

ล่าสุดมียอดจดทะเบียนรถอีวี แล้วประมาณ 6 หมื่นคัน และตามมาตรการส่งเสริมอีวี 3.0 การผลิตรถอีวีในประเทศไทยเพื่อทดแทนการนำเข้ามาจำหน่ายก็จะเริ่มขึ้นในปี 2567 – 68 ซึ่งก็จะเริ่มมีความต้องการใช้แบตเตอรี่รถอีวี ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ

“มีอีกหลายค่ารถยนต์จากประเทศต่างๆที่จะเข้ามาเริ่มลงทุนสร้างโรงงาน เช่น บริษัทฉางอัน ออโตโมบิล บริษัท GACAION  จากประเทศจีนซึ่งจีนนั้นจะมีอีกหลายรายที่เข้ามาลงทุนในไทยเนื่องจากตามยุทธศาสตร์จีนให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถอีวีพวงมาลัยขวานอกประเทศ”

'บีโอไอ' กางแผนดึงโรงงาน 'เซลล์แบต EV' เป้าหมายกำลังผลิต '40GWh' ในปี2030

ขณะที่ค่ายรถยนต์จากที่อื่นๆก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนผลิตรถอีวีในประเทศยุโรป โดยบริษัทเมอร์ซิเดสเบนท์เริ่มลงทุนแล้ว บริษัท BMW มีแผนที่จะเริ่มการลงทุน ส่วนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทยก็มีความสนใจที่จะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากรถสันดาปไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นซึ่งบีโอไอก็พร้อมให้การสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น

เตรียมเสนอแผนอีวี 3.5 ให้รัฐบาลใหม่พิจารณา 

สำหรับมาตรการการส่งเสริมรถอีวี 3.0 ที่จะหมดอายุลงในปีนี้บอร์ดอีวีเตรียมจะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณามาตรการอีวี 3.5 ซึ่งยังคงมีมาตรการในการสนับสนุนและอุดหนุน เพื่อเป็นการรักษาโมเมนตั้มของตลาดรถอีวีในประเทศให้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาตรการสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์ในประเทศที่จะมีการให้เงินสนับสนุนซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการเสนอผ่านมาตรการและได้ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดอีวีแล้วแต่จะต้องรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาตามที่บอร์ดอีวีเสนอ

ตามแผนส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งในส่วนของอีวีการส่งเสริมการตั้งโรงงานและเทคโนโลยีแบตเตอรี่  การส่งเสริมการผลิตอีวี และการส่งเสริมการใช้อีวี ทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกัน ขณะนี้รอเพียงรัฐบาลใหม่จะมาเป็นผู้เชื่อมโยงแผนต่างๆให้เดินหน้าสู่เป้าหมายได้ตามความตั้งใจ

Source : กรุงเทพธุรกิจ