CALB บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV สัญชาติจีน โดยการตั้งโรงงานนอกจีนของ CALB ถือว่าไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลกที่ได้เข้ามาลงทุนจดทะเบียนมูลค่า 2 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มงบขึ้นอีกหลังขออนุมัติ BOI

CALB หนึ่งในบริษัท Top 5 ของโลกในด้านการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยขณะนี้ได้เข้ามาจดทะเบียนลงทุนในไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท ซี เอ แอล บี (ประเทศไทยจํากัด) ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท โดยทาง TDR (Thailand Development Report) คาดการณ์ว่า CALB จะขออนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ก่อน แล้วจึงเพิ่มทุนจดทะเบียนในภายหลัง

CALB บริษัท Top 5 จีน ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย ชี้ประเทศก้าวสู่ EV Hub อาเซียน

CALB มีดีกรีเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ระดับท็อป 5 ของจีน โดยประธาน Liu Jingyu ของ CALB ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนในการลดการปล่อยคาร์บอนและความต้องการแบตเตอรี่ยานยนต์คุณภาพสูงที่ยั่งยืน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ BEV ในตลาดตะวันตกจะชะลอตัวลง แต่ Liu ก็ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของภาคส่วนนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง

CALB บริษัท Top 5 จีน ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย ชี้ประเทศก้าวสู่ EV Hub อาเซียน

ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมระยองถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่ต้องการมาสร้างฐานการผลิตและส่งออกในไทยหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BYD, MG และค่ายรถอื่นๆก็มีความสนใจที่จะลงทุนสร้างโรงงานในไทย เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลต่างๆมีการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี, สนับสนุนการลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย

ขณะนี้ CALB ก็ได้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในไทย แม้จะเป็นงบเริ่มต้นที่ 2 ล้านบาท แต่เชื่อว่าหลังการพูดคุยและเซ็นสัญญา BOI จะทำให้ CALB เพิ่มงบการลงทุนและเข้ามาผลิตแบตเตอรี่ EV ในไทยอย่างเต็มรูปแบบ 

ซึ่งอย่างไรก็ตามการก้าวสู่ EV Hub ของอาเซียนยังคงต้องพึ่งพาปัจจัยต่างๆอีกมากที่รัฐบาลและองค์กรต่างๆต้องสนับสนุน โดยประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนก็มีความต้องการจะเป็น EV Hub เช่นกัน 

การลงทุนครั้งนี้ของ CALB มีแนวโน้มว่าอาจทำให้รถ EV ในไทยมีราคาถูกลงก็เป็นได้ เนื่องจากฐานการผลิตในไทยเริ่มมีจำนวนมาก ซึ่งอนาคตประเทศไทยเราจะมีแหล่งการผลิตทั้งการประกอบรถ, ผลิตชิ้นส่วนต่างๆของรถ EV ซึ่งการที่ CALB บริษัทติดท็อป 5 มาตั้งฐานการผลิตเพิ่มในไทย ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Source : Spring News

ททท.ชี้ตลาดรถอีวีเติบโตในไทยช่วยหนุนการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ชี้พฤติกรรมคนหันมาใช้รถอีวีในการขับท่องเที่ยวมากขึ้น แนะภาครัฐเพิ่มการปรับปรุงถนน อบรมอู่ ช่างซ่อมแต่ละพื้นที่ให้ซ่อมรถอีวีเบื้องต้นได้ ชี้ช่วยหนุนท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สร้างอาชีพ

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าจากกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในประเทศไทยที่มีความนิยมมากขึ้น เห็นจากยอดสั่งซื้อและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 – 3 ปีทีผ่านมาทำให้ ททท.เตรียมที่จะจัดทำแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับผู้ใช้รถอีวีโดยจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2568

‘ททท.’ จับจังหวะตลาด ‘รถEV’ โต  หนุนเพิ่มโอกาสท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้เทรนด์การใช้รถอีวีจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศได้เนื่องจากปัจจุบันรถอีวีมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นสามารถวิ่งได้ในระยะทาง 400 กิโลเมตรหรือมากกว่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง  ขณะที่สถานีชาร์จก็มีให้บริการมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าทำให้ต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยวลดลงเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมา ททท.ได้ร่วมกันทำแคมเปญกับเครือข่ายเช่นเกรทวอลล์มอเตอร์ (GWM) ที่มีการจัดคาราวานอีวี Green Road Trip 5 เส้นทาง 5 ภูมิภาค ภายใต้แนวคิด สุขกาย สุขใจ สุขทันที ที่เที่ยวไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการลดคาร์บอนซึ่งเป็นแนวทางที่ ททท.สนับสนุน

อย่างไรก็ตามจากการหารือกับภาคเอกชนยังมีข้อที่จะต้องส่งเสริม และปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อให้การท่องเที่ยวโดยรถอีวีเติบโตขึ้น ส่วนแรกคือการพัฒนาถนน โดยเฉพาะถนนเมืองรองให้อยู่ในสภาพดี เพื่อให้ผู้ใช้รถมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของรถอีวี  

 ขณะที่อีกส่วนที่สำคัญคือการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซ่อม ดูแลรถอีวี ให้กระจายไปในทุกพื้นที่ของประเทศเนื่องจากในพื้นที่เมืองรองหลายจังหวัดยังไม่มีศูนย์ที่จะรองรับการซ่อมรถอีวีได้จึงควรจะมีช่าง หรืออู่รถที่สามารถแก้ปัญหา หรือซ่อมรถอีวี ซึ่งอาจเป็นการซ่อมแซมเบื้องต้น หากรถมีปัญหาสามารถที่จะช่วยซ่อมและแก้ปัญหาให้ผู้ใช้รถอีวีได้

“ตอนนี้มีบางค่ายรถจากยุโรปที่ทำอยู่ โดยให้มีอู่ในต่างจังหวัดที่สามารถซ่อมรถยี่ห้อนี้ได้หากไปเสีย หรือมีปัญหาในต่างจังหวัด การส่งเสริมให้ผู้ใช้รถอีวีในการท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีแผนในการเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ด้วย เพราะตอนนี้เทรนด์รถไฟฟ้าในไทยกำลังเติบโต หากสามารถทำได้ก็จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มขึ้นด้วย”          นางสาวสมฤดี กล่าว

ตัวอย่างเส้นทางขับรถอีวีเที่ยว 5 เส้นทาง

สำหรับ 5 เส้นทาง 5 ภูมิภาคที่ ททท.เคยทำ กับ GWM ภายใต้แนวคิด “สุขกาย สุขใจ สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ในการขับรถอีวีเที่ยวประกอบด้วย

เส้นทางที่ 1 ภูมิภาคภาคกลาง เส้นทาง ลุยธรรมชาติ กับรถ GWM TANK off road SUV สุดเท่ จังหวัดกาญจนบุรี

เส้นทางที่ 2 ภูมิภาคภาคเหนือ เส้นทาง UNESCO อโยธยา สู่ ทวาราวดี ศรีเทพ ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับ GWM HAVAL H6 HEV จังหวัดพระนครศรีอยุธยา – ลพบุรี – เพชรบูรณ์

เส้นทางที่ 3 ภูมิภาคภาคอีสาน เส้นทาง GEO PARK ตามรอยจูราสสิคพาร์ค มุ่งหน้าสู่ภาคอีสานกับ GWM HAVAL JOLION HEV จังหวัดสระบุรี – นครราชสีมา

เส้นทางที่ 4 ภูมิภาคภาคใต้ เส้นทางตามหาสมบัติบนเขาใต้ท้องทะเลอ่าวไทย กับ GWM HAVAL H6 HEV จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ

เส้นทางที่ 5 ภูมิภาคภาคตะวันออก เส้นทาง 3 สมุทร กับน้องแมวสุดคิ้วท์ GWM

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในปัจจุบันถือเป็นเทรนด์ทั่วโลกที่คนให้ความสนใจ ในปี 2027 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

รถ EV จะถูกลงและถูกกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้Gartnerคืออนาคต แต่ในปัจจุบันเราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งกันบนถนนบ่อยๆหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นจากค่าย BYD, MG หรือ Tesla และยังมีแบรนด์อื่นๆอีกมากมายที่เข้ามาจำหน่ายในไทย

ซึ่งในประเทศไทยในหลายพื้นที่ก็มีจุดชาร์จและศูนย์บริการรองรับแล้ว ซึ่งล่าสุด Gartner ได้มีการวิเคราะห์ว่า รถ EV จะถูกกว่ารถสันดาปทั่วไปในปี 2027 หรืออีกภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก

Credit : ArenaEV

หากพูดถึงรถ EV ก็คงต้องพูดถึง แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุด แต่สิ่งที่เรียกว่า “gigacasting” ได้สร้างผลกระทบกับวงการรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการสร้างชิ้นส่วนตัวถังจากโลหะชิ้นเดียวเท่านั้ นแทนที่จะต้องเชื่อมและติดชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยตัวอย่างคือ Tesla ได้ใช้เทคนิคนี้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในกระบวนการนี้ได้เป็นจำนวนมาก

นักวิเคราะห์กำลังแนะนำว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ราคาของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าอาจพอๆ กันและอาจลดลงต่ำกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปด้วยซ้ำ 

ในกระแสที่ไม่เอื้ออำนวย รถ EV เหล่านี้มีการออกแบบที่ซับซ้อนและเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบรวมอาจทำให้ผู้ใช้ต้องคอยกังวล โดยมีรายงานคาดการณ์ว่าหากคุณประสบอุบัติเหตุร้ายแรง การซ่อมแซมรถ EV จะมีราคาสูงกว่าการซ่อมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถึง 30%

อย่างไรก็ตามตลาดรถ EV มีแนวโน้มที่จะน่าดึงดูดมากขึ้นจากนักลงทุนทั่วโลก แต่การแข่งขันกลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายในสงครามครั้งนี้ โดยในที่สุดผู้ผลิตรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นก็เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน แบรนด์จีนที่มีความทะเยอทะยานอย่าง BYD และ MG กำลังสนใจผลิตและจำหน่ายรถโมเดลที่มีราคาสูง แต่สุดท้ายแล้วจะเหลือผู้เล่นที่สามารถทำได้ทั้งราคาที่เข้าถึงง่าย และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Credit : ArenaEV

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีแบรนด์หรือค่ายรถยนต์น้องใหม่ออกมาเปิดตัวโชว์ความล้ำสมัยของรถ EV มากมาย เช่น Lucid, Nio หรือ Rivian ไม่ว่าจะเป็นรถบินได้ เทคโนโลยีรถไร้คนขับต่างๆ ถึงแม้จะน่าตื่นเต้นกับเทคโนโลยีก็จริง แต่ในด้านราคาและการใช้งานจริงอาจทำให้แบรนด์เหล่านี้ต้องยอมแพ้ไปในการแข่งขันที่สูงมากในตลาดโลก 

Credit : ArenaEV

อย่างไรก็ตามการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันถือว่าตอบโจทย์ใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดค่าเชื้อเพลิง สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ที่บ้านในช่วง Off-Peak ซึ่งสะดวกและประหยัดกว่าการเติมน้ำมัน, เทคโนโลยีการขับขี่ที่สะดวกสบาย พร้อมไปด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์มากมาย

แต่สุดท้ายแล้วผู้ใช้งานรถหลายคนก็ยังคงมีข้อกังวลในด้านการซ่อมแซม ประกัน หรือศูนย์บริการต่างๆ ยังคงต้องถูกบ่มเพาะและพัฒนาอีกมาก เพื่อให้คนลดข้อสงสัยเกี่ยวกับรถ EV และเปลี่ยนจากรถสันดาปทั่วไปมาเป็นรถ EV ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากในอนาคต

ที่มา : ArenaEV

Source : Spring News

ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครจะซื้อรถใหม่ตอนนี้ ต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 ในตัวเลือกอย่างแน่นอน มีรถยนต์ไฟฟ้าเปิดจำหน่ายในบ้านเรามากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิมๆ ที่จำหน่ายรถน้ำมันมาก่อน และแบรนด์น้องใหม่ ที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ก็เข้ามาเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรามากมายหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และล่าสุดก็ยังมีการปรับราคาลงเพื่อแข่งขันกันอีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะกับการซื้อหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เป็นอย่างมาก

และในบทความนี้ ทางทีมงาน ก็ขอรวบรวมรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มาให้ทุกท่านไว้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเป็นรุ่นยอดนิยมในบ้านเรา ช่วงต้นปี 2024 นี้ ไปดูกันเลยครับว่ามีรุ่นอะไรบ้าง

1.BYD DOLPHIN ราคา 699,999 – 859,999 บาท

มาเริ่มกันที่ BYD DOLPHIN กันก่อน หลายคนก็เรียกว่าน้องโลมา ด้วยการออกแบบให้มีดีไซน์เหมือนโลมา มีความน่ารัก พร้อมสีสันที่มีให้เลือกมากมาย ตัวรถมีขนาดที่เหมาะกับการใช้เป็นซิตี้คาร์ พร้อมสเปคที่ถือว่าเกินตัวไปมากเลยทีเดียว สำหรับ BYD DOLPHIN ตอนนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่น คือ Standard Range ราคา 699,999 บาท และ Extended Range ราคา 859,999 บาท โดยทั้ง 2 รุ่นจะมีขนาด และน้ำหนักที่เท่ากัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางการขับขี่ ระบบความปลอดภัย และพวกอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งถ้าใครที่งบไม่เยอะ และส่วนใหญ่ใช้งานในเมืองโดยมีระยะทางการขับขี่โดยปกติไม่ไกลมากนักในแต่ละครั้ง แนะนำเป็น Standard Range ก็พอ ส่วนใครที่เน้นใช้งานจริงจัง และต้องการพละกำลังในการขับขี่ อาจจะต้องไปเลือกเป็นรุ่น Extened Range แทนครับ สำหรับสเปคโดยรวมก็สรุปไว้ให้แล้วดังนี้

Standard Range ราคา 699,999 บาท
กำลังสูงสุด 70 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 180 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 44.9 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 410 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

Extened Range ราคา 859,999 บาท
กำลังสูงสุด 150 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 310 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 60.48 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

2.NETA V ราคา 549,000 บาท

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า NETA V ต้องบอกว่า ราคาดีมาก เพราะขายที่ 549,000 บาท เท่านั้น เล่นเอารถน้ำมันเดิมๆ ดูแพงไปเลย การออกแบบของ NETA V ก็จะเป็นซิตี้คาร์ ที่ดูรูปทรงแล้ว ก็จะดูเล็กๆ หน่อย แต่ไม่ได้เล็กแบบในภาพ เพราะสามารถจุของได้ค่อนข้างเยอะ และปรับพับเบาะลงเพื่อบรรทุกของเพิ่มได้อีกด้วย มีสีให้เลือกมากถึงว 6 สีกันเลย สำหรับออปชั่นต่างๆ นั้น ก็จัดให้มาเต็มมาก ตั้งแต่จอกลางขนาด 14.6 นิ้ว ขนาดใหญ่มาก ทำให้กดหน้าจอเพื่อสั่งงานได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีจอแบบแนวนอนขนาด 12 นิ้ว สำหรับแสดงผลการขับขี่ติดตั้งมาให้อีกด้วย

พละกำลังของรถรุ่นนี้ ก็ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร แบบเตอรี่ขนาด 40.7 กิโลวัตต์ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดที่ 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC จาก 30 – 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน V2L (Vehicle to load) เพื่อจ่ายไฟรถให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ที่กำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นก็เรียกว่ามาให้แบบครบๆ แบบเดียวกับรถน้ำมันรุ่นท็อปกันเลย ใครสนใจรถซิตี้คาร์ แบบงบประหยัด NETA V เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

NETA V ราคา 549,999 บาท
กำลังสูงสุด 95 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 150 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 40.7 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

3. ORA Good Cat ราคา 799,000 – 899,000 บาท

ORA Good Cat หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี และการดีไซน์นั้นบอกเลยว่า น่ารักมากกก เป็นน้องแมวที่สาวๆ ชอบกันเลยทีเดียว สำหรับ ORA Good Cat ที่เปิดจำหน่ายในบ้านเรานั้น ก็จะมีด้วยกัน 3 รุ่นก็คือ Pro , Ultra และ GT แต่ว่าจะมีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ Pro และ Ultra ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีสเปคในส่วนของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางในการขับขี่นั้นเท่ากัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของพวกการตกแต่ง ออปชั่น และระบบความปลอดภัย โดยรุ่น Ultra จะได้ไฟหน้า LED อัจฉริยะ ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ กระจกมองข้างพับด้วยไฟฟ้า มีเบาะนวดคนขับ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ ลำโพง 6 ตำแหน่ง รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่มากกว่ารุ่น Pro เยอะเลยทีเดียว ดูจากราคาค่าตัวแล้ว บอกตรงๆ เลยว่า ถ้าจะซื้อ แนะนำเป็นรุ่น Ultra ไปเลยดีกว่าครับ คุ้มค่ากว่ามาก เอาเฉพาะส่วนของระบบความปลอดภัยก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่มแล้ว

กำลังสูงสุด 143 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 210 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 57.70 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

4.MG 4 ELECTRIC ราคา 869,000 – 969,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าจาก MG ดีไซน์ออกแบบมาในแนวสปอร์ต มีให้เลือกถึง 6 สี ในรุ่น X มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่มีประสิทธิภาพในการส่งกำลังได้ดียิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบแบตเตอรี่ให้ติดตั้งเป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้างตัวรถ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กประสิทธิภาพสูง ระบบช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้ง การเกาะถนน และการขับขี่ดีขึ้น 

สำหรับสมรรถนะของทั้ง 2 รุ่นนี้จะเหมือนกันเกือบทั้งหมด จะแตกต่างกันในเรื่องของออปชั่นต่างๆ และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่รุ่น X จะมีมาให้มากกว่า รวมถึง ระบบ i-Smart ที่จะมีเฉพาะรุ่น X

ห้องโดยสารเน้นความเรียบโปร่งในแบบ Mininal Sportiness มีจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วเพื่อความบันเทิง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น เบาะด้านหลังพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่การใส่ของ สำหรับคันนี้ก็เหมาะกับคนที่เน้นเรื่องของการขับขี่เป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นรถที่ขับสนุกอีกคันเลยก็กว่าได้ แรง หนึบ ออปชั่นครบ

รุ่น D ราคา 869,000 บาท
รุ่น X ราคา 969,000 บาท

มอเตอร์ไฟฟ้า 170 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 51 kWh
ระยะทางสูงสุด 425 กม. (มาตรฐาน NEDC)

5. AION ราคา 899,900 – 995,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Crossover ที่บอกได้เลยว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยตัวรถความยาวมากถึง 4,535 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,650 มม. ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ตัวรถจะเน้นความกว้างขวางเป็นพิเศษ เหมาะเป็นรถครอบครัวมากๆ ประตูหลังเปิดได้กว้างมาก ขึ้นลงรถได้สะดวก การเก็บเสียงทำได้ค่อนข้างดี พร้อมออปชั่นต่างๆ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นอื่นๆ กันเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับรถที่ราคาเกิน 1 ล้านบาทแล้ว บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มกว่ามาก รถใหญ่ แบตใหญ่ ขับได้ไกลกว่า

AION Y PLUS ราคา 899,900 บาท
AION Y Plus 490 Elite ราคา 995,000 บาท 

มอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 63.2 kWh
ระยะทางสูงสุด 490 กม. (มาตรฐาน NEDC)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลแบบสรุปสำหรับ 5 รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ช่วงต้นปี 2024 ใครที่มีงบไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ และใครที่มีงบมากกว่านี้จะขยับไปรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มีสเปคสูงๆ กว่านี้ก็ถือว่ายังน่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะตอนนี้หลายๆ รุ่นปรับราคาลงมามากมาย บางรุ่นราคาแค่ล้านต้นๆ แต่ได้ออปชั่นแบบเต็มๆ ก็มีเช่นกันครับ ก็ขอให้ทุกท่านได้รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกใจไปใช้งานกันนะครับ

โรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า กำลังเป็นโจทย์หลักที่ทำให้ไทยกลายเป็น EV Hub ของอาเซียน ล่าสุดมีบริษัทต่างชาติกว่า 10-20 เข้ามาสนใจลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ชวนมาดูกันว่ามีบริษัทอะไรและแบรนด์ไหนบ้าง

ธุรกิจโรงงานผลิตแบตเตอรี่ EV ในไทย ถือเป็นจุดมุ่งหมายหลักหากต้องการที่จะเป็น EV Hub หรือศูนย์กลางการผลิตของรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆที่ส่งเสริมให้แบรนด์ต่างชาติเช่น จีน, อเมริกา หรือประเทศอื่นๆเข้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในประเทศไทย

ไทยก้าวสู่ EV Hub อาเซียน งบลงทุนรวม "2 แสนล้านบาท" ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายบริษัทที่เข้ามาเซ็นสัญญาลงทุนและมีแผนที่จะเข้ามาลงทุนหลากหลายแบรนด์ เราได้รวบรวมข่าวสารข้อมูลต่างๆมาให้ดูกันว่า มีบริษัทหรือแบรนด์ไหนที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยบ้าง

รายชื่อ 9 บริษัท ลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

  1. BYD บริษัทจากจีน ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุน 17,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 24 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2567
  2. GWM บริษัทจากจีน ลงทุน 22,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  3. CATL บริษัทจากจีน ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อีกราย ลงทุน 23,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 35 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568
  4. Gotion High-Tech บริษัทจากจีน ลงทุน 1,200 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 5 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  5. AESC บริษัทจากญี่ปุ่น ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 35 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ร่วมลงทุนกับ Nissan และ NEC ยังไม่มีการประกาศตัวเลขการลงทุนและกำหนดการเริ่มผลิต
  6. PTT บริษัทจากไทย ร่วมทุนกับ Foxconn จากไต้หวัน ลงทุน 22,500 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568
  7. GPSC บริษัทจากไทย ร่วมทุนกับ CATL จากจีน ลงทุน 12,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 15 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2567
  8. Indorama Ventures บริษัทจากไทย ลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตสารตั้งต้นสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2566
  9. บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ลงทุน 24,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน กำลังการผลิต 40 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คาดว่าจะเริ่มผลิตในปี 2568

ขณะนี้ทำให้งบลงทุนทั้ง 9 บริษัทรวมกันกว่า 200,000 ล้านบาทและยังมีบริษัทอื่นๆ ที่สนใจและวางแผนจะตั้งโรงงานแบตเตอรี่ EV ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในประเทศไทย มากกว่า 500,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

ไทยก้าวสู่ EV Hub อาเซียน งบลงทุนรวม "2 แสนล้านบาท" ตั้งโรงงานผลิตแบตฯ EV ในไทย

รายชื่อบริษัทที่จะเข้ามาวางแผนลงทุนและผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังคงมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่กำลังตัดสินใจเข้ามาลงทุนอยู่ เช่น

  • Tesla มีข่าวลือว่า Tesla กำลังมองหาพื้นที่สำหรับสร้างโรงงาน Gigafactory ในประเทศไทย คาดว่าจะสรุปแผนภายในปี 2567
  • Hyundai แสดงความสนใจลงทุนในไทย คาดว่าจะประกาศแผนอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้
  • Volkswagen อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะตัดสินใจภายในปี 2566
  • Honda วางแผนลงทุน 33,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ในปี 2568
  • Toyota ร่วมลงทุนกับ Primearth EV Energy คาดว่าจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ในปี 2568

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็น EV Hub ของอาเซียน ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายของรัฐบาล สนับสนุนอุตสาหกรรม EV อย่างจริงจัง มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการลงทุน, ฐานการผลิตรถยนต์ ไทยมีฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มี skilled labor และ ecosystem ที่พร้อมรองรับ, แรงจูงใจ รัฐบาลมีมาตรการจูงใจทั้งภาษี เงินอุดหนุน และไทยมีตลาด EV ที่เติบโตเร็วอีกทั้งมีบริษัทชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาลงทุน

แต่ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆที่ต้องแก้ไขปัญหาเช่น ราคารถยนต์ไฟฟ้ายังสูง, มีสถานีชาร์จไม่เพียงพอ, ไทยยังขาดแคลนเทคโนโลยีบางด้าน, และประเทศอื่นๆในอาเซียนก็พยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม EV เช่นกัน 

สุดท้ายนี้ประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะเป็น EV Hub ของอาเซียน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมเทคโนโลยี และสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภค

Source : Spring News