มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง – ไทยคม ดึงเทคโนโลยีอวกาศ ประเมินปริมาณมวลชีวภาพพื้นที่ป่าชุมชน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศ

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำแพลตฟอร์ม “คาร์บอนเครดิต” ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประเมินปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมทำกับชุมชนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปใช้สร้างประโยชน์ในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศไทยต่อไป 

สำหรับความร่วมมือของแม่ฟ้าหลวงฯ และ ไทยคม ครั้งนี้ จะนำความเชี่ยวชาญด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ และวิเคราะห์กับเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต 

ส่วนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้ในด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้เข้าสู่โครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) พัฒนาขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

ภาพประกอบป่าชุมชน แปลงคาร์บอนเครดิต
ภาพประกอบป่าชุมชน แปลงคาร์บอนเครดิต

สำหรับโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนรวม 194,850 ไร่ โดยร่วมมือกับกรมป่าไม้ รวมทั้งมีภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ 14 องค์กร ให้กับชุมชน 77 แห่ง และในปี 2567 ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีแผนจะขยายผลอีก 150,000 ไร่ และมากขึ้นในปีถัดไป 

“ความร่วมมือกับไทยคมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถประเมินมวลชีวภาพในป่าได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การประเมินคาร์บอนเครดิตที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศของการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ของประเทศไทย และจะช่วยให้การร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็วขึ้น มีความชัดเจนขึ้น และสามารถตรวจสอบได้”

แม่ฟ้าหลวง-ไทยคม ดึงดาวเทียมช่วยประเมิน “คาร์บอนเครดิต” ป่าชุมชน

ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า ไทยคม ได้นำเทคโนโลยีมาผสานกับฐานข้อมูลการประเมินมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และจากนี้ เมื่อเทคโนโลยีได้รับการยอมรับจาก อบก. แล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะได้นำเทคโนโลยีนี้ไปสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและดูแลป่า รวมถึงขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใน พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน พ.ศ. 2608 ด้วย

นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า ไทยคม จะใช้ความเชี่ยวชาญของเราในด้านดาวเทียมสำรวจระยะไกล และข้อมูลภูมิสารสนเทศ (Geospatial) มาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยี AI และ ML เพื่อตรวจสอบสุขภาพป่าไม้ และประเมินปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อไป

Source : ฐานเศรษฐกิจ

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ในประเทศไทยนั้นได้มีการทำโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด กันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งแตกต่างจากโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำปกติ ตรงที่มีการผสมผสานระหว่างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำร่วมกันนั่นเอง ในบ้านเราก็มีการทำกันมาตั้งแต่ปี 2654 ในช่วงนั้นก็ถือได้ว่าเป็นโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี

ในช่วงแรกของการเปิดตัวโครงการนั้น มีดราม่าเกิดขึ้นพอสมควร หลายคนกังวลว่า การเอาแผงโซลาร์เซลล์ไปวางไว้บนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาหรือไม่ มีผลต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน พวกปลา พืช และสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้น้ำจะได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมถึงแสงสะท้อนจากแผงโซลาร์เซลล์ จะมีผลต่อพวกสัตว์ปีกหรือเปล่า รวมถึงเรื่องของค่าไฟที่หลายคนกังวลว่าจะสูงขึ้นหรือไม่

ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร มีขนาดประมาณสนามฟุตบอล 70 สนาม มีแผงโซลาร์เซลล์มากถึง 145,000 แผง แบ่งออกเป็น 7 ชุด บนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนไม่ถึง 1% ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด โดยเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์ และทุ่นลอยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยมีการวางแผงโซลาร์เซลล์ให้มีมุมเอียง มีช่องว่างระหว่างแผงและทุ่นลอยน้ำ แสงแดดสามารถลอดผ่านลงในน้ำได้ จึงไม่กระทบกับระบบนิเวศใต้น้ำ และล่าสุดยังได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มจ่ายกระแสไฟมาตั้งแต่ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 กำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 45 เมกะวัตต์

โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด แห่งที่ 2

ในปี 2566 ทางกฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด แห่งที่ 2 ขึ้นแล้ว ซึ่งอยู่ที่ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 24 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการนี้มีการต่อยอดเพิ่มเติมจากโครงการเดิม คือ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แบบลิเธียมไอออนขนาด 6 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของระบบการจ่ายไฟที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนระบบการผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานน้ำ สำหรับโครงการแห่งนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเสร็จในช่วงปลายปี 2567 นี้ ตัวโครงการใช้พื้นที่ผิวน้ำประมาณ 320 ไร่ ใช้แผงโซลาร์เซลล์จำนวน 48,000 แผงเชื่อมต่อเข้ากับทุ่นลอยน้ำ แล้วก็เชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าเข้ากับสถานีไฟฟ้าแรงสูงอุบลรัตน์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 47,000 ตันต่อปี 

ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ที่นำมาใช้เป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิด Double Glass ที่มีทนทานสูง ทนความชื้นได้ดี สามารถออกแบบวางชิดผิวน้ำซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 10 – 15 และใช้ทุ่นลอยน้ำเป็นทุ่นพลาสติกชนิด High Density Poly Ethylene (HDPE) เป็นวัสดุประเภทเดียวกับท่อส่งน้ำประปาจึงเป็นมิตรต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม สามารถทนต่อรังสี UV ได้เป็นอย่างดี มีอายุการใช้งานนานประมาณ 25 ปี

ข้อดีของโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

  • เป็นกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจึงไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
  • ช่วยลดการระเหยของน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งช่วยรักษาปริมาณน้ำและลดความต้องการน้ำ
  • ช่วยลดอุณหภูมิของน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำบางชนิด
  • สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • สามารถลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
  • สามารถเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดนั้น ถือได้ว่าเป็นโรงไฟฟ้าแห่งอนาคตที่จะเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าแบบเดิมๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อนให้เกิดมลภาวค่อนข้างมาก โดยโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานจากน้ำ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนไดออกไซค์ และยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอีกด้วยเพราะสามารถใช้อุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้ทั้งหมด

กฟผ. ยังมีแผนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ในอ่างเก็บน้ำอีกกว่า 16 โครงการทั่วประเทศ ได้แก่ เขื่อนสิรินธร เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนบางลาง เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งถ้าดำเนินการเสร็จทั้งหมดจะมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 2,725 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

ภาพประกอบ : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

จากแนวคิดในการต้องการเปลี่ยนยานพาหนะที่มีมากในประเทศกำลังพัฒนา อย่าง จักรยาน ให้สามารถบรรทุกสินค้าได้ บวกกับต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ทั่วถึง จึงเปลี่ยนจักรยานธรรมดาเป็นจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรูปร่างคล้ายๆ ซาเล้งบ้านเรา

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ รถซาเล้งบ้านเรา แต่อยู่ในเวอร์ชั่นซาเล้ง EV ซึ่งเป็นไอเดียของ Soof Azani และ Lir Braverman 2 ดีไซน์เนอร์ชาวอิสราเอล 

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen
จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen

รถซาเล้งไฟฟ้าหรือจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีชื่อเรียกว่า D50 มีเป้าหมายที่จะผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับการเคลื่อนย้ายขนาดเล็ก เพื่อปรับปรุงการกระจายสินค้าในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อีกด้วย

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen
จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครดิต : Dezeen

จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการออกแบบมาเพื่อบรรทุกของได้จำนวนเยอะๆ เพื่อเร่งการขนส่งในระยะทางสุดท้ายสำหรับผู้ค้าและธุรกิจ จักรยานบรรทุกสินค้ามีรูปร่างหน้าที่เหมือนรถซาเล้ง EV มีหลังคารับพลังงานแสงอาทิตย์และมีล้อที่ไร้อากาศ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ยางจะแบน มีความทนทานและทนทานต่อสภาพภูมิประเทศต่างๆ ซาเล้งไฟฟ้าออกแบบมาให้ถอดแยกชิ้นส่วนได้ง่ายดาย ทำให้สามารถปรับแต่งและกำหนดค่าให้เหมาะกับความต้องการของผู้ขับขี่ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสินค้าที่จะบรรทุก แถมจักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีแบตเตอรี่แบบถอดได้เพื่อให้สามารถป้องกันการโจรกรรม ซาเล้งไฟฟ้า หรือ จักรยานบรรทุกสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ D50 เป็นวิธีการขนส่งรูปแบบใหม่ ที่มีความสามารถในการถอดประกอบและประกอบได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้สามารถจัดส่งได้ในราคาถูกและปลอดภัย ซาเล้งไฟฟ้า D50 เป็นยานพาหนะที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุกของหนัก มอบโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้คนทั่วไป นอกจากจะบรรทุกสินค้าได้เยอะ ประหยัดพลังงานแล้ว ยังสามารถปรับแต่งรถได้ตามต้องการ 

ที่มา : Dezeen

Source : Spring News

ปี 2565 การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต มีมูลค่า 128 ล้านบาท ปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่า 68 ล้านบาท แต่ในปี 2567 ประเมินว่าจะมีมูลค่าที่ 55 ล้านบาท โดยมีราคาซื้อขายเฉลี่ยที่ 332 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า (tCO2eq)

ซึ่งเป็นราคาที่สูงย้อนหลัง 10 ปี  จากเม็ดเงินในตลาดคาร์บอนเครดิตชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยงการทำความเข้าใจเป็นสิ่งจำเป็น

เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต ความหมายตรงตัวเลยก็คือ การมี “เครดิต”ที่สามารถนำไปหัก”ลบ”กรณีธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆปล่อยคาร์บอนสูง   ซึ่งเป็นเรื่องของภาคสมัครใจที่ประเทศไทยใช้อยู่คือ ไม่มีกฎหมายบังคับแต่เป็นการแสดงตัวว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ดูดซับคาร์บอนผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ มี carbon allowance   หรือสิทธิในการปล่อย -แลก เป็นเรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เป็นสาเหตุที่ว่าทำให้ราคาคาร์บอนในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศไทย เพราะ ในต่างประเทศเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่กำหนดว่าต้องมีสิทธิในการปล่อยเท่าไหร่ หากสิทธิเต็มก็ต้องไปซื้อสิทธิในตลาดเพิ่ม หรือ แลกกับกิจกรรมหรือการลงทุนต่างๆ และมีการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ที่ชัดเจนเป็นตัวควบคุมอีกทางหนึ่ง ทำให้ดีมานด์จะสูงกว่าในไทย แต่ตลาดในไทยมีเพียงการต่อรองราคาตามความพอใจในตลาดกลางเท่านั้น 

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฟอกเขียวเพราะถ้าฟอกเขียวต้องไม่เกิดการลงทุนจริง ไม่ยั่งยืน ตรวจสอบไม่ได้ แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยได้สร้างมาตรฐานที่ตรงข้ามกับเรื่องการฟอกเขียว”

สำหรับขั้นตอนการเข้าเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ได้แก่ ผู้ประสงค์ซื้อคาร์บอนเครดิตยื่นคำขอเปิดบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต โดยTGO เป็นผู้พิจารณาภายใน 15 วันทำการ  จากนั้นก็เสนอซื้อในตลาด หากตกลงกับผู้ประสงค์ขายคาร์บอนเครดิตได้ ก็ทำสัญญากัน และผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตชำระราคา เสร็จสิ้นแล้วผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตแจ้งความประสงค์ใช้คาร์บอนเครดิต สำหรับขั้นตอนนี้ TGO จะตรวจสอบการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการของวัตถุประสงค์การใช้ดังกล่าวและบันทึกการใช้คาร์บอนเครดิต พร้อมยกเลิกคาร์บอนเครดิตดังกล่าวจากบัญชีผู้ซื้อ 

ด้านผู้สนใจเข้าตลาด T-VERโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program)  ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก ผู้พัฒนาโครงการ (Project Participant) คือบุคคลซึ่งเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการพัฒนา

โครงการ T-VER และมีความรับผิดชอบในกระบวนพัฒนาโครงการ T-VER เช่น จัดทำเอกสำรประกอบการขอขึ้นทะเบียนโครงการ และการเปิดบัญชี จัดทำเอกสารประกอบการขอรับรองคาร์บอนเครดิต  เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้พัฒนาโครงการอาจเป็นเจ้าของโครงการด้วยก็ได้  

7 สิ่งควรรู้ก่อนเข้าสู่ "ตลาดคาร์บอนเครดิต"

ส่วนที่สอง เจ้าของโครงการ (Project Owner) บุคคลที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการ และ ส่วนที่สาม ผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: VVB) คือ นิติบุคคลที่สาม (Third Party) ที่ดำเนินการด้วยความเป็นกลางมีมาตรฐานการทำงานอย่างเป็นระบบได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าหน่วยรับรองมีความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ โดยได้รับการรับรองระบบงาน (Accreditation) และต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจกับอบก. 

สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิต ที่รวบรวมมา มี 3 แห่ง ตลาด European  Climate Exchange (ECX) ตั้งอยู่ที่สหราชอาณาจักร และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM แบบล่วงหน้า (Futures) เมื่อเดือนพ.ค. 2551

ตลาด Climate Impact (CIX)  ตั้งอยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเดครดิตจากมาตรฐานทั่วโลก แบบส่งมอบทันที (Spot) เมื่อเดือนพ.ค. 2564

ตลาด FTIX  ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER แบบส่งมอบทันที เมื่อ ก.พ. 2566

อย่างไรก็ตาม ก่อนกระโดดเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต ต้องพึงระวังว่า กิจกรรมที่จะทำ T-VER  ได้นั้น กำหนดไว้ 7 ข้อใหญ่ๆได้แก่

  1. ต้องตั้งอยู่ในเมืองไทย
  2. ไม่เป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย
  3. มีการดำเนินการเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติ(BAU)
  4. สามารถตรวจสอบได้จริง (Real)
  5. ไม่มีการนับซ้ำ (No Double Counting) 
  6. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
  7. มีการป้องกันผลกระทบด้านลบ 

ตลาดคาร์บอนเครดิต ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของไทย แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีโอกาสเติบโตสูงเพราะเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะคาร์บอนเครดิตคืออีกช่องทางที่จะไม่ทิ้งผู้ที่ทำความดีดูแลรักษาโลกให้ต้องหลุดออกไปจากระบบเศรษฐกิจแต่เป็นการรวมกันเข้ามาอย่างมีเงื่อนไขและตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่28 (COP28) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ COP28 Debrief ที่ผ่านมา โดย ทส. สรุปภาพรวมของการประชุม COP28 และแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย ในระยะต่อไปเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน

ายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในงานสัมมนา COP28 Debrief “Unite. Act. Deliver.” ว่ามีการสรุปภาพรวมของการประชุม COP28 และแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทย ในระยะต่อไปโดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.Global Stocktake พิจารณาผล GST ครั้งแรก ยกระดับการดำเนินการทั้งภายใน และระหว่างประเทศ หรือการประเมินสถานการณ์ และการดำเนินงานระดับโลก ซึ่งผลการประเมินพบว่าการทำงานยังดีไม่พอที่จะทำให้อุณหภูมิได้มากสุดแค่ 2.6 องศา ในขณะที่เป้าหมายคือ 1.5 องศา ถ้าจะบรรลุเป้าหมาย 2050 จะต้องลดก๊าซเรือนกระจกลง 43% ในปี 2030 และต้องลด 60%ในปี 2035 ซึ่งประเทศไทย จะลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 ลง 30% 

2.Mitigation เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม

– เพิ่มสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน (RE) 3 เท่า เพิ่ม Emission Factor (EF) 2 เท่า
– ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

3.Adaptation จัดทำ UAE Framework for Global Climate ResilienceUAE 7 สาขาสำคัญ อย่าง การเกษตร การจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ การท่องเที่ยว การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ รวมถึงทุกประเทศต้องมีระบบเตือนภัย และการให้บริการข้อมูลภูมิอากาศ ที่ครอบคลุมภายในปี 2027 

4.Finance เร่งติดตามความก้าวหน้าการสนับสนุนของประเทศพัฒนาแล้วตามเป้าหมาย 1 แสนล้านดอลลาร์/ปี จนถึงปี 2025 

5.Loss and Damage โดยมีเงินสนับสนุน Loss and Damage Fund 792 ล้านดอลลาร์ เริ่มดำเนินการในปี 2024 

6. Just Transition คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจากพลังงานฟอสซิล ไปเป็นพลังงานสีเขียว

7. Technology ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีในการลดก๊าซเรือนกระจก GHG

8. Related Issue

– ด้านสุขภาพ  รวมถึงวิกฤติสุขภาพ และวิกฤติจากสภาพภูมิอากาศ
– ด้านเกษตรกรรม ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมปฏิญญาว่าด้วยการเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ระบบอาหารที่ฟื้นตัวได้ และการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ > ACE /การสร้างขีดความสามารถ / เพศ และสร้างเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

รวมถึงมีแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทยให้สู่ความเป็นการทางคาร์บอน ดังนี้

  1. สื่อสารกับทุกภาคส่วน สร้างการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน
  2. ตั้งเป้า NDC Action Plan 2021-2030
  3. เร่งจัดทำ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยฟังเสียงจากประชาชน ภาครัฐ และเอกชน
  4. พัฒนาศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้มากขึ้น
  5. พัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  6. พัฒนาระบบติดตามการดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Source : กรุงเทพธุรกิจ