เอเซอร์ เดินแผนขยายไลน์โปร์ดักส์ไลฟ์สไตล์รักษ์โลกเต็มสตรีม พุ่งสู่เป้า Net Zero 2050 นำวัสดุ PCR ใช้ในผลิตภัณฑ์หลักทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และมอนิเตอร์ พร้อมร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก ประกาศคำมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035

Acer Group ได้ให้คำมั่นว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งปีที่แล้ว นายอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า เอเซอร์ในปี พ.ศ.2565 สามารถเติบโตได้กว่า 40% กลับมาครองตำแหน่งผู้นำในตลาดคอมพิวเตอร์ด้วยส่วนแบ่งกว่า 23% ขณะเดียวกันได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการก้าวข้ามธุรกิจพีซี สู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์แบรนด์” สร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น จากสินค้าที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องฟอกอากาศ จนถึงเครื่องดื่มชูกำลัง

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เอเซอร์ กล่าวว่า การทรานสฟอร์มเอเซอร์สู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ดำเนินการภายใต้เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ที่ครอบคลุมถึงพันธมิตร อีโคซิสเต็มพาร์ตเนอร์ และสิ่งแวดล้อม โดยเอเซอร์ได้เข้าร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก และประกาศคำมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี พ.ศ.2578 (ค.ศ.2035) และยังสร้างความท้าทายให้กับองค์กรด้วยการประกาศเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 60% ภายในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ.2025) หลังประสบความสำเร็จกับการปรับใช้พลังงานหมุนเวียน 45% ในปี พ.ศ.2564 (ค.ศ.2021)

  • เอเซอร์ กรุ๊ป Net Zero 2050

เมื่อเมษายนที่ผ่านมา เอเซอร์ กรุ๊ป ที่ไต้หวัน ได้ประกาศให้คำมั่นที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และประกาศกลยุทธ์ 9 ประการ ภายใต้ 3 เสาหลักของการปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์และบริการ และห่วงโซ่คุณค่า

ACER ปักหมุด Net Zero ท้าพิสูจน์ใช้พลังงานหมุนเวียน 60% ปี 2025

กลยุทธ์ 9 ประการ ได้แก่ ลดการใช้พลังงานให้เหลือน้อยที่สุด ใช้พลังงานทดแทน การกำจัดและการชดเชยคาร์บอน ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคาร์บอนตํ่า เลือกวัสดุที่ยั่งยืน แอปพลิเคชันอัจฉริยะ หมุนเวียน และหมุนเวียน มุ่งมั่นที่จะลดคาร์บอน การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโลจิสติกส์ และตระหนักถึงเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยรวม

เอเซอร์ ยังได้ลงนามในข้อตกลงการซื้อพลังงานระดับองค์กร (CPPA) ระยะยาวเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนกับ Energy Helper TCC Corp. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Taiwan Cement Corp. จะจัดหาพลังงานลมประมาณ 10 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการจัดหาไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ภายในปี พ.ศ. 2578 และมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593

พร้อมกันนี้ ยังดำเนินการนำวัสดุ PCR หรือพลาสติกรีไซเคิล กลับมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลักทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และมอนิเตอร์ เริ่มจาก Acer Vero ที่วางจำหน่ายและได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยมีเป้าใช้วัสดุที่เป็นพลาสติก PCR ในผลิตภัณฑ์หลักสูงถึง 30% ในปี พ.ศ.2568

นายนิธิพัทธ์ กล่าวอีกว่า เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เดินเครื่องโครงการ Earthion พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดตัว Acer Aspire Vero โน้ตบุ๊กรักษ์โลกที่เป็น Eco Design ใช้วัสดุ PCR (Post-Consumer Recycled) โดยเอเซอร์คิดว่า ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความยั่งยืน ที่แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ Climate change มุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มีการใช้พลังงาน น้อยลง 45% ภายในปี 2025 โดยเทียบกับปี 2016 เอเซอร์มีส่วนผลักดันให้ ซัพพลายเออร์ มุ่งมั่นในการปฏิบัติตาม RE100 และ SBT เพื่อช่วยลดคาร์บอน, Circular Economy เพิ่มปริมาณการนำพลาสติก PCR 20-30% มาใช้ในสินค้ากลุ่มต่างๆ และ Social Impact พนักงานมีส่วนร่วมในโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคมมากกว่า 90%

เอเซอร์ยังได้ขยายไลน์การผลิตในกลุามสินค้ารักษ์โลก ไม่เพียงแต่ โน๊ตบุ๊ค Acer Aspire Vero แต่ยังมีเครื่องฟอกอากาศ Router Wifi โปรเจอเตอร์ และอื่นๆ ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต รวมถึงการปรับเปลี่ยนแพคเกจจิิ้งไปสู่วัสดุรีไซเคิลทั้งหมด

  • อัดกิจกรรมลด E-Waste

นอกจากการปรับแผนการผลิตในองค์กร เอเซอร์ยังจัดกิจกรรมร่วมกับคู่ค้า เพื่อลดปริมาณขยะอิเลคทรอนิกส์ (E-Waste) อาทิ “ถูกทิ้ง | ทิ้งถูก” โครงการด้าน E-Waste ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยตั้งจุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ ศูนย์บริการเอเซอร์กว่า 10 สาขา และมีแผนจะเพิ่มจุดวางให้ได้มากขึ้น คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นปริมาณการจัดเก็บได้อีก 20%

อีกหนึ่งกิจกรรมคือ “ทอใหม่ (จาก) เส้นใย ขวดเก่า” รวบรวมและนำส่งขวดนํ้าพลาสติก สให้กับศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชน “วัดจากแดง” เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใยพลาสติกและผลิตเป็นผ้าไตรจีวรสำหรับพระสงฆ์ ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนถึงขณะนี้ได้ส่งต่อขวดนํ้าพลาสติกไปยังวัดจากแดง รวมแล้วมากกว่า 1,800 ขวด ช่วยผลิตผ้าไตรจีวรได้มากว่า 120 ชุด และกิจกรรม“เหลือขอ : ขอที่เหลือ เพื่อแบ่งปัน” ร่วมกับมูลนิธิบ้านนกขมิ้นสร้างคุณค่าให้กับของเหลือใช้ ส่งต่อเป็นโอกาส รายได้สำหรับค่าอาหาร ค่าเทอมให้กับเด็ก ๆ

นอกจากนี้ ยังร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เก็บข้อมูลขยะต่าง ๆ และจัดทำเสื้อยูนิฟอร์มเอเซอร์ ที่ทำจากขวดพลาสติก ให้กับพนักงานของเอเซอร์ รวมทั้งแคมเปญลดการใช้ลิฟท์ ลดการใช้ขวดพลาสติก เป็นต้น

นายนิธิพัทธ์ ยํ้าว่า การเลือกผลิตสินค้าออกสู่ตลาด รวมทั้งการสร้างสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้ใช้งาน และต้องเป็นสินค้าที่มีโอกาสในการทำตลาดได้ เป้าของบริษัทแม่ดูเรื่องความยั่งยืน ตัวไหนที่สามารถแทนด้วยวัสดุรีไซเคิลได้ เอเซอร์ทำแน่นอน และต้องขยายไลน์ออกไปเรื่อย ๆ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

หลายท่านคงคุ้นเคยกับ ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า เขามีการปรับปรุงฉลากประหยัดไฟกันมาหลายรุ่นแล้ว ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีการปรับเรื่องของการแสดงข้อมูลที่ดีขึ้น เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ล่าสุดตอนนี้มี ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รุ่นปี 2024 ออกมาแล้ว ซึ่งจะเปิดให้ในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้าครับ บทความนี้ทางทีมงานก็เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาแนะนำกัน

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นฉลากที่ออกมาเพื่อแจ้งข้อมูลของระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น รับทราบถึงข้อมูลเบื้องต้น และค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายต่อปี เรียกว่าช่วยในการตัดสินใจได้ดีเป็นอย่างมาก

สำหรับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้นก็มีมานานแล้ว ในรุ่นแรกที่มีการใช้งานจะเริ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวแรกที่ติดฉลากก็คือ ตู้เย็น ซึ่งในแบบแรกนั้นจะใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียวเป็นตัวบอกว่าระดับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวนั้นๆ ตัวเลขก็จะมีตั้งแต่ 1 – 5 ตัวเลขยิ่งมาก ก็หมายถึงว่า ประหยัดไฟมากที่สุดนั่นเอง พร้อมข้อความกำกับตัวเลขอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ 1 (ต่ำ) , 2 (พอใช้) , 3 (ปานกลาง) , 4 (ดี) และ 5 (ดีมาก) นอกจากนี้จะมีระบุเพิ่มเติมเรื่องของค่าไฟฟ้าต่อปีที่จะเกิดขึ้น จำนวนหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อไป ส่วนข้อมูลอื่นๆ ก็จะเป็นพวก ชื่อสินค้า ปีผลิต กำลังไฟที่ใช้ พวกนี้เป็นต้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ก็ได้มีการออกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ใหม่ออกมาอีก 1 รุ่น แทนของเดิม ซึ่งรุ่นนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ตัวเลขระดับ 1 – 5 ที่เคยใช้ในแบบแรกนั้นจะหายไป จะกลายเป็นตัวเลขที่ระบุไปเลยว่าได้ระดับไหน และมีการเพิ่มดาวเข้ามาแทน โดยส่วนของดาวนั้นก็จะมีตั้งแต่ 1 – 3 ดาว ยิ่งได้ดาวมาก ก็ยิ่งประหยัดไฟมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ส่วนอื่นๆ ก็จะมีข้อมูลคล้ายกับแบบแรก ไม่ว่าจะเป็นประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า ยี่ห้อ รุ่น ขนาด ค่าไฟฟ้าต่อปี และเพิ่มเว็บไซต์ของโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ไว้ด้านล่าง แบบนี้จะดูค่อนข้างง่ายมากกว่าเดิม เพราะมีการจัดเรียงข้อมูลจำเป็นให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ล่าสุด

สำหรับแบบใหม่ล่าสุดนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยน เรียกได้ว่าใหม่ๆ จริง เพราะหน้าตาแทบจะไม่เหมือนเดิมเลยครับ แต่ว่ายังคงพวกข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นไว้ทั้งหมด สิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปก็มีดังนี้

  • เพิ่มดาว จากเดิม 1 – 3 ดาว ให้เป็น 1 – 5 ดาวแทน เพื่อให้ข้อมูลของประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
  • มีการแสดงข้อมูลของการลดการปล่อย Co2 ระบุเอาไว้ด้วย ซึ่งค่าที่แสดงนั้นจะเป็นค่าตลอดช่วงการใช้งาน สำหรับสายรักษ์โลกเห็นตัวเลขนี้จะได้ตัดสินใจเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  • เพิ่มสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Circular Economy)
  • เพิ่ม QR CODE เพื่อให้ผู้บริโภคสแกนดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เช่น การติดตั้ง การใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์
  • ค่าใช้ไฟ้าต่อปี ที่ระบุหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่า ใช้จากฐานค่าไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่ ในปีไหน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด ก็เรียกว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ได้ประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่ม ข้อมูลการลดการปล่อย Co2 ที่ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น รวมถึงการมี QR CODE ให้เราสแกนเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านออนไลน์​ แน่นอนว่าข้อมูลก็สามารถปรับปรับอัพเดตให้ทันสมัยได้ตลอดเวลาอีกด้วยครับ

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ครอบคลุมเรื่องใช้ไฟฟ้าประเภทไหนบ้าง

  • ตู้เย็น
  • เครื่องปรับอากาศ
  • พัดลมไฟฟ้า
  • หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
  • หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า
  • เตารีดไฟฟ้า
  • เครื่องซักผ้า
  • หลอด LED
  • เตาไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ
  • กาต้มน้ำไฟฟ้า
  • ตู้แช่เย็นแสดงสินค้า
  • กระทะไฟฟ้า
  • เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ
  • ตู้น้ำร้อน และตู้น้ำเย็น
  • เครื่องอบผ้า
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • เครื่องเสียง
  • เครื่องฟอกอากาศ
  • จักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอื่นๆ เช่น เครื่องปั่นน้ำ เครื่องปั่นผลไม้ เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าครั้งต่อไป ไม่ว่าจะซื้อใหม่ หรืออยากจะเปลี่ยนของเดิมทีกินไฟมากๆ แล้ว อย่าลืมดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันแบบละเอียดด้วยนะครับ ให้ได้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟมากที่สุด และยังช่วยลด Co2 ได้มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งในฝั่งของผู้บริโภคเองก็มีแต่ได้ประโยชน์ ตั้งแต่การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าถ้าฉลากระบุข้อมูลขนาดนี้ ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็ต้องปรับปรุงพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดไฟมากขึ้น ลด Co2 ได้มากขึ้นตามไปด้วย

ภาพประกอบ : โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

Tesla ประกาศเตรียมขยายโรงงาน Gigafactory ในจีน เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในราคาเพียง 8 แสนบาท และคาดว่าจะมีโอกาสเข้ามาในไทยในราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท เนื่องจากไทยจะสามารถนำเข้าได้ที่ภาษี 0% ซึ่งนี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทยเลยก็ว่าได้

Tesla กำลังวางแผนที่จะขยายโรงงาน Gigafactory ในจีน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีราคาเพียง 8 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งข่าวสารเกี่ยวกับการขยายโรงงานในจีนได้เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ล่าสุดได้มีการอัปเดตเพิ่มเติมที่เราอาจมีลุ้นว่าเทสลาจะมาผลิตจำนวนมากในประเทศจีน

ซึ่งนั่นอาจเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหากเทสลารุ่นใหม่ผลิตในจีนจริง เราจะมีโอกาสได้ซื้อเทสลาในราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท เพราะสามารถนำเข้าได้ที่ภาษี 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทยและจีน นั่นอาจทำให้เทสลาเข้ามาตีตลาดในไทยได้อย่างง่ายดาย

ในเดือนเมษายน Tesla ประกาศว่าจะสร้างโรงงานกักเก็บพลังงานแห่งใหม่ในเซี่ยงไฮ้ ด้วยกำลังการผลิต 40 GHw ต่อปี โดยเริ่มการผลิตในไตรมาสที่สองของปี 2024 ซึ่งขณะนี้เทสลายังไม่ได้ประกาศแผนใดๆสำหรับเฟสที่ 3 ของโรงงาน Gigafactory ในจีน เราเพียงได้แต่คาดเดาเท่านั้น

ตามรายงานของ Late Auto Post กำลังการผลิตในส่วนที่สามของ Giga Shanghai จะทุ่มเทให้กับการพัฒนาและผลิตรถยนต์คันใหม่ที่มีมูลค่าเพียง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 8 แสนบาท ซึ่งTesla ได้เคยพูดถึงในปี 2020 และยังมีแผนที่จะต้องรบรรลุเป้าหมายของบริษัทที่ขายรถ EV จำนวน 20 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2023

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

โรงงาน Gigafactory ในเซี่ยงไฮ้ของ Tesla ผลิตเฉพาะ Model 3 และ Model Y โดยมีกำลังการผลิต 1.1 ล้านคันต่อปี และระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มีการส่งมอบรถยนต์ 853,603 คัน เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

เซี่ยงไฮ้เป็นโรงงานผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเทสลา โรงงานในเท็กซัสของ Tesla ใช้เวลา 76 วินาทีในการเคลื่อนตัวออกจากรถ ในขณะที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้ใช้เวลาเพียง 37 วินาที ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมว่า “มีความก้าวหน้าอย่างมาก” ในการผลิตจำนวนมากของโมเดลใหม่นี้ที่ราคาเพียง 8 แสนบาท 

Tesla กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่โหดร้ายในจีน ยอดขาย Tesla Model 3 ลดลงในช่วงปี 2566 เนื่องจากรถเก๋งไฟฟ้าอื่นๆ หลายสิบคันที่มีมูลค่า 200,000 – 300,000 หยวนกินส่วนแบ่งการตลาด เช่น BYD Seal, BYD Han และ Deepal SL03

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

“การลดปลดปล่อยคาร์บอน”เป็นวาระที่ทุกประเทศให้ความสำคัญสู่การประชุม Conference of the Parties ซึ่งเป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28

ที่มีความคาดหวังให้เกิดแรงผลักดันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและต่อประเทศไทย ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ“ภาคการลงทุน” ในงานสัมมนาออนไลน์ “Thailand-Japan Sustainable Business Seminar (online) for Carbon Neutrality” จัดโดย 

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO)

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า โอกาสในด้านการลงทุนแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยบทบาทของ EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)ในการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) มีเป้าหมายยกระดับ ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นสาขา Decarbonization ผ่านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ในการลงทุนในพื้นที่ EEC ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงเดือนส.ค.พบว่ามูลค่าการลงทุนที่ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ BCG แล้วกว่า 140,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนของภาคเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 11,200 ล้านบาท หรือ 8% ของการลงทุนในเศรษฐกิจ BCG  และมีแนวโน้ม เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาEECเห็นชอบแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ระหว่างปี 2566-2570 ว่าด้วยการสร้างปัจจัยการลงทุนสำหรับการลงทุนต่อเนื่อง และการลงทุนใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 1.ส่งสริมการวิจัยในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สอดรับกับความต้องการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง 4.พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

ในส่วนสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการในเขต พื้นที่ EEC นั้นมีปัจจัยที่จะใช้ในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ นอกจาก ความสำคัญของการลงทุนต่อห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable) การลดหรือกักเก็บปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิต และการมีส่วนช่วยเหลือชุมชนโดยรอบ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ด้วย

รวมถึงผลักดันให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนในการลงทุนที่ยั่งยืน โดยกำหนดธุรกิจ เป้าหมาย ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านพลังงานเช่นพลังงานสะอาด Smart Grid จนถึงพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว 2.เทคโนโลยีด้านรีไซเคิล โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ End of life management 

3.เทคโนโลยีด้านการจัดการคาร์บอน เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture utilization and storage: CCUS) รวมถึง การส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

“สิทธิประโยชน์-พลังงานสะอาด”  ดึงการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

นฤตม์ เทอดสถรีศักดิ์ เลขาธิการBOI กล่าวว่า  บริษัทญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมากในกลุ่ม BCG โดยเฉพาะในธุรกิจอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ที่มีการวิจัยและพัฒนาโดยใช้เซลล์จุลินทรีย์ เซลล์พืชและสัตว์ ในการผลิตสารชีวโมเลกุลและสารออกฤทธิ์ชีวภาพ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับ อุตสาหกรรม BCG ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด สามารถ ตอบโจทย์บริษัทชั้นนําที่มีความต้องการพลังงานสะอาดได้อย่างดี โดยกระทรวงพลังงานกําลัง พัฒนากลไกที่ชื่อว่า Utility Green Tariff ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการจัดหาพลังงานสะอาด ให้กับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 12,000 GWh (กิกะวัตต์-ชั่วโมง)ภายในปี 2030

นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เริ่มตั้งแต่ EV3 ต่อเนื่อง มาถึง EV3.5 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ BOI ให้ความสําคัญกับการสนับสนุน ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน(Internal Combustion Engine: ICE)ไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ที่จะช่วยให้เกิดการประหยัด พลังงาน หรือใช้พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Hybrid, PHEV, BEV, Fuel Cell, หรือ Hydrogen 

ภาคการลงทุนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ของความยั่งยืนแต่การจะดึงเม็ดเงินลงทุนมาสู่เป้าหมายนี้ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งสิทธิประโยชน์-เทคโนโลยี-พลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยกำลังจัดวางทุกองค์ประกอบเพื่อบรรลุแผนดึงการลงทุนใหม่ที่มีความยั่งยืนเป็นโจทย์ใหญ่

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐมนตรีพลังงาน เร่งดำเนินทุกมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเปราะบาง หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟฟ้างวด ม.ค.- เม.ย. 2567 ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย ยืนยันเร่งเดินหน้าเต็มที่ พร้อมผลักดันให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นและความกังวลเกี่ยวกับค่าไฟฟ้างวดใหม่ (ม.ค.- เม.ย. 2567) หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศราคาค่าไฟฟ้าออกมาที่ 4.68 บาทต่อหน่วยนั้น  ตัวเองได้เร่งให้ทุกหน่วยงานหาทุกมาตรการเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงให้ได้

โดยที่ผ่านมาได้จัดประชุมสั่งการในเบื้องต้นให้ลดค่าไฟฟ้า ซึ่งค่าไฟฟ้าที่ลดได้จะเกิดจาก 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1) การขยายเวลาชำระหนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไปอีก 1 งวด 2) การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และ 3) การกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้แม้ว่าการดำเนินการทั้ง 3 มาตรการ จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ กกพ. เสนอ แต่ทุกฝ่ายก็ยังจะพยายามหาช่องทางลดค่าไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด

“หลังจากที่มีการประชุมในหลายๆ ครั้ง ทำให้เราได้เห็นตัวเลขและข้อมูลต่างๆ ที่จะนำมาประกอบการพิจารณาค่าไฟฟ้าได้มากขึ้น สิ่งที่ผมเพิ่งได้ดำเนินการซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ เป็นการปรับโครงสร้างที่จะมีความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย และไม่เป็นการสร้างภาระในอนาคต ส่วนมาตรการขยายภาระหนี้ กฟผ. ถือว่าเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น แต่ผมก็มีแผนที่จะเตรียมแก้ปัญหาให้ กฟผ. เพื่อปลดภาระหนี้ด้วย ส่วนการกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดราคาค่าไฟฟ้าลงได้

ซึ่งทั้ง 3 มาตรการที่จะดำเนินการนี้ แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงจากที่ทาง กกพ. เสนอ แต่ผมยังต้องการจะให้ลดลงมากกว่านี้ ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนและเอกชน ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะใช้งบกลางเพื่อให้ค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ขอให้มั่นใจว่าทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และทำอย่างเร็วที่สุดเพื่อให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้แก่คนไทยทุกคน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

Source : Energy News Center