News & Update

7 สิ่งควรรู้ก่อนเข้าสู่ “ตลาดคาร์บอนเครดิต”

ปี 2565 การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต มีมูลค่า 128 ล้านบาท ปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่า 68 ล้านบาท แต่ในปี 2567 ประเมินว่าจะมีมูลค่าที่ 55 ล้านบาท โดยมีราคาซื้อขายเฉลี่ยที่ 332 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า (tCO2eq)

ซึ่งเป็นราคาที่สูงย้อนหลัง 10 ปี  จากเม็ดเงินในตลาดคาร์บอนเครดิตชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยงการทำความเข้าใจเป็นสิ่งจำเป็น

เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต ความหมายตรงตัวเลยก็คือ การมี “เครดิต”ที่สามารถนำไปหัก”ลบ”กรณีธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆปล่อยคาร์บอนสูง   ซึ่งเป็นเรื่องของภาคสมัครใจที่ประเทศไทยใช้อยู่คือ ไม่มีกฎหมายบังคับแต่เป็นการแสดงตัวว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ดูดซับคาร์บอนผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต

อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ มี carbon allowance   หรือสิทธิในการปล่อย -แลก เป็นเรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เป็นสาเหตุที่ว่าทำให้ราคาคาร์บอนในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศไทย เพราะ ในต่างประเทศเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่กำหนดว่าต้องมีสิทธิในการปล่อยเท่าไหร่ หากสิทธิเต็มก็ต้องไปซื้อสิทธิในตลาดเพิ่ม หรือ แลกกับกิจกรรมหรือการลงทุนต่างๆ และมีการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ที่ชัดเจนเป็นตัวควบคุมอีกทางหนึ่ง ทำให้ดีมานด์จะสูงกว่าในไทย แต่ตลาดในไทยมีเพียงการต่อรองราคาตามความพอใจในตลาดกลางเท่านั้น 

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฟอกเขียวเพราะถ้าฟอกเขียวต้องไม่เกิดการลงทุนจริง ไม่ยั่งยืน ตรวจสอบไม่ได้ แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยได้สร้างมาตรฐานที่ตรงข้ามกับเรื่องการฟอกเขียว”

สำหรับขั้นตอนการเข้าเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ได้แก่ ผู้ประสงค์ซื้อคาร์บอนเครดิตยื่นคำขอเปิดบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต โดยTGO เป็นผู้พิจารณาภายใน 15 วันทำการ  จากนั้นก็เสนอซื้อในตลาด หากตกลงกับผู้ประสงค์ขายคาร์บอนเครดิตได้ ก็ทำสัญญากัน และผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตชำระราคา เสร็จสิ้นแล้วผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตแจ้งความประสงค์ใช้คาร์บอนเครดิต สำหรับขั้นตอนนี้ TGO จะตรวจสอบการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการของวัตถุประสงค์การใช้ดังกล่าวและบันทึกการใช้คาร์บอนเครดิต พร้อมยกเลิกคาร์บอนเครดิตดังกล่าวจากบัญชีผู้ซื้อ 

ด้านผู้สนใจเข้าตลาด T-VERโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program)  ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก ผู้พัฒนาโครงการ (Project Participant) คือบุคคลซึ่งเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการพัฒนา

โครงการ T-VER และมีความรับผิดชอบในกระบวนพัฒนาโครงการ T-VER เช่น จัดทำเอกสำรประกอบการขอขึ้นทะเบียนโครงการ และการเปิดบัญชี จัดทำเอกสารประกอบการขอรับรองคาร์บอนเครดิต  เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้พัฒนาโครงการอาจเป็นเจ้าของโครงการด้วยก็ได้  

7 สิ่งควรรู้ก่อนเข้าสู่ "ตลาดคาร์บอนเครดิต"

ส่วนที่สอง เจ้าของโครงการ (Project Owner) บุคคลที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการ และ ส่วนที่สาม ผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: VVB) คือ นิติบุคคลที่สาม (Third Party) ที่ดำเนินการด้วยความเป็นกลางมีมาตรฐานการทำงานอย่างเป็นระบบได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าหน่วยรับรองมีความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ โดยได้รับการรับรองระบบงาน (Accreditation) และต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจกับอบก. 

สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิต ที่รวบรวมมา มี 3 แห่ง ตลาด European  Climate Exchange (ECX) ตั้งอยู่ที่สหราชอาณาจักร และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM แบบล่วงหน้า (Futures) เมื่อเดือนพ.ค. 2551

ตลาด Climate Impact (CIX)  ตั้งอยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเดครดิตจากมาตรฐานทั่วโลก แบบส่งมอบทันที (Spot) เมื่อเดือนพ.ค. 2564

ตลาด FTIX  ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER แบบส่งมอบทันที เมื่อ ก.พ. 2566

อย่างไรก็ตาม ก่อนกระโดดเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต ต้องพึงระวังว่า กิจกรรมที่จะทำ T-VER  ได้นั้น กำหนดไว้ 7 ข้อใหญ่ๆได้แก่

  1. ต้องตั้งอยู่ในเมืองไทย
  2. ไม่เป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย
  3. มีการดำเนินการเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติ(BAU)
  4. สามารถตรวจสอบได้จริง (Real)
  5. ไม่มีการนับซ้ำ (No Double Counting) 
  6. สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
  7. มีการป้องกันผลกระทบด้านลบ 

ตลาดคาร์บอนเครดิต ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของไทย แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีโอกาสเติบโตสูงเพราะเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะคาร์บอนเครดิตคืออีกช่องทางที่จะไม่ทิ้งผู้ที่ทำความดีดูแลรักษาโลกให้ต้องหลุดออกไปจากระบบเศรษฐกิจแต่เป็นการรวมกันเข้ามาอย่างมีเงื่อนไขและตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผลิต ‘น้ำมัน’ จากแล็บ แทนการปลูกพืช ลดการทำลายป่า ติดตามแหล่งที่มาได้

ยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าในเดือนธันวาคม และอาจมีการปรับเงินสูงถึง 4% ของยอดขายทั่วโลกที่บริษัทสำหรับสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด “น้ำมันพืช” ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้ามากมาย ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์พลาสติก…

หยุด ค่าไฟแพง! ร้องศาลปกครอง ยกเลิก “กินเปล่า”

สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต่อศาลปกครอง ยกเลิกเงินกินเปล่า สาเหตุ ค่าไฟแพง ทำประชาชนแบกภาระปีละกว่า…

รถม้า EV คันแรกของโลก! ออกให้บริการแล้ว ที่กรุง “บรัสเซลส์” ในเบลเยียม

หลังจากนี้ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จะไม่มีรถม้าที่ใช้ "ม้า" ในการลากเลื่อนอีกต่อไป แต่จะหันไปใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ไม่ต้องใช้แรงงานม้า ตอบโจทย์ความยั่งยืน กรุงบรัสเซลส์ ในเบลเยียม…