ข่าวดี!บางจากไม่ขึ้นราคาน้ำมันยาว 6 วันช่วงปีใหม่ พร้อมปรับลดตามตลาดโลก มุ่งร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว เริ่ม 28 ธ.ค. 66 –2 ม.ค. 67

นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ บางจากฯจะตรึงราคาน้ำมันไม่ปรับขึ้นแม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้น และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง บางจากฯ จะปรับลดราคาลงด้วย

ทั้งนี้ เพื่อร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2566  –  2 มกราคม 2567

สำหรับราคาน้ำมันปั๊มบางจากปัจจุบัน เป็นดังนี้ 

กลุ่มน้ำมันเบนซิน

  • เบนซิน ออกเทน 95 ลิตรละ 42.64 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 46.44 บาท 
  • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.75 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.98 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.64 บาท
  • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 32.79 บาท

กลุ่มน้ำมันดีเซล

  • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS B7 ลิตรละ 42.34 บาท (บางจาก)
  • ดีเซล B7  ลิตรละ 29.94 บาท
  • ดีเซล B10 ลิตรละ 29.94 บาท 
  • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ตรวจรถฟรี ขับขี่ ปลอดภัยกับ FURiO Care ซึ่งบางจากฯ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก บริการตรวจเช็ครถฟรี 11 รายการ ที่ศูนย์ FURiO Care และ WASH PRO ในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 มกราคม 2567 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ช่วงนี้กระแสของรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงมาก ยอดขายในงาน MotorExpo 2023 ที่ผ่านมาก็เรียกได้ว่ากวาดยอดขายไปได้เกือบ 40% ของทั้งงาน แน่นอนว่าการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานนั้น จะไม่เหมือนกับการซื้อรถน้ำมันแบบเดิมๆ อีกต่อไป ต้องพิจารณาในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดนั่นก็คือ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อชาร์จ ที่ในปัจจุบันนี้จะมีระบุเอาไว้ในรายละเอียดทางเทคนิคของรถยนต์แต่ละรุ่นกันเลย พร้อมกับตัวอักษรสั้นๆ กำกับเอาไว้ ซึ่งเป็นมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า แต่ละยี่ห้อก็ใช้ไม่เหมือนกันด้วย วันนี้ทางทีมงานเลยขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้ามาให้รู้จักกัน เผื่อว่าใครที่กำลังจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือซื้อมาแล้ว จะได้ทราบว่า รถที่กำลังจะซื้อนั้น จริงๆ แล้ววิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ เท่ากับตัวเลขที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบุเอาไว้หรือไม่

มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า คืออะไร

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Range) คืออะไร อธิบายกันแบบง่ายๆ ได้ว่า เป็นการวัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ครั้งเดียว ก็คือชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้ววิ่งได้กี่กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานที่ใช้วัดกันอยู่หลายตัวด้วยกัน และที่นิยมใช้ตอนนี้ก็จะมี EPA , CLTC , WLTP และ NEDC แต่ละตัวก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เนื่องจากมีการทดสอบที่แตกต่างกัน และความแม่นยำในการวัด รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการวัดก็แตกต่างกันอีกด้วย ทีนี้เรามาดูกันว่าแต่ละมาตรฐานนั้นเป็นมาอย่างไร และใช้วิธีในการวัดแบบไหนบ้าง

EPA (Environmental Protection Agency)

เป็นมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการทดสอบนั้นจะทำภายในห้องแลปทั้งหมด เริ่มจากการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เต็มก่อน แล้วจอดรถทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็จะนำรถขึ้นวิ่งบนไดโน่ (Dyno) โดยใช้วิธีการจำลองการวิ่งในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวิ่งในเมือง (UDDS) และ การทดสอบวิ่งนอกเมือง (HWFET) ซึ่งจะทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าแบตเตอรี่จะหมด และรถไม่สามารถวิ่งต่อไปได้แล้ว จากนั้นก็จะทำการบันทึกระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้สูงสุดเอาไว้

NEDC (New European Driving Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าของทางฝั่งยุโรป ซึ่งใช้กันมานานแล้วตั้งแต่ปี 1997 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป (EU) สำหรับรถที่ใช้งานในเมือง และถนนบริเวณชานเมือง เท่านั้น ทำให้ตัวเลขที่ออกมานั้น มีค่าที่สูงกว่าการวิ่งจริงๆ ของรถพอสมควร ซึ่งค่าตัวเลขอาจจะไม่ค่อยแม่นยำมากนัก ปัจจุบันทางฝั่งยุโรปได้เปลี่ยนมาตรฐานการวัดระยะทางมาเป็น WLTP แล้ว เพราะมีตัวเลขมีความแม่นยำมากกว่า แต่ปัจจุบันก็ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ ยี่ห้อ ยังคงเลือกมาตรฐาน​ NEDC กันอยู่ เช่น MG, GWM และ NETA ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure)

มาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ที่เป็นมาตรฐานต่อจาก NEDC ที่มีความแม่นยำมากกว่า หากเทียบกับมาตรฐาน NEDC แล้ว WLTP จะวัดระยะทางได้น้อยกว่าประมาณ 20 – 30% การทดสอบระยะทางนั้นจะทดสอบทั้งสภาวะการวิ่งในเมือง และนอกเมือง ทำให้ได้ระยะทางวิ่งที่ไกล้กับความเป็นจริงมากกว่า โดยรถค่ายยุโรปส่วนใหญ่ก็ใช้มาตรฐานนี้ อาทิเช่น BMW, Audi , Volvo และ Mercedes ซึ่งจะระบุ WLTP กำกับไว้กับตัวเลขระยะทางวิ่งสูงสุด

CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศจีน มาตรฐานใหม่ที่อ้างอิงผลการทดสอบจากมาตรฐาน NEDC และเน้นให้มีความแม่นยำมากกว่าเดิม เริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2020 CLTC ถูกพัฒนาขึ้นโดย China Automotive Technology & Research Center (CATARC) มีการทดสอบใน 3 รูปแบบความเร็ว คือ ต่ำ กลาง และเร็ว โดยใช้ระยะเวลาในการทดสอบ 30 นาที ความเร็วก็เริ่มจากหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุดที่ 114 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง TESLA ที่จำหน่ายในประเทศจีน ก็ใช้มาตรฐาน CLTC เช่นกัน หากเทียบกับรถรุ่นเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานอื่น ก็จะเห็นได้ว่าตัวเลขนั้นสูงกว่า

หลังจากที่เราทราบมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ แล้ว ทีนี้เวลาเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก็จะพิจารณาเรื่องระยะทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคคงไม่สามารถให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระบุมาตรฐานระยะทางตามที่เราต้องการได้ครับ ก็ได้แต่ดูมาตรฐานที่เขาเลือกใช้ แล้วก็พิจารณาถึงตัวเลขจริงๆ ที่ควรจะทำได้ ซึ่งถ้าถ้าว่ามาตรฐานไหนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ก็เห็นจะเป็น EPA ของทางฝั่งอเมริกา รองลงมาก็จะเป็นมาตรฐาน WLTP ของทางฝั่งยุโรป ต่อไปก็จะเป็น CLTC ของประเทศจีน และที่ไม่ค่อยใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดก็จะเป็น NEDC ครับ ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อที่ใช้มาตรฐานวัดระยะทางแบบ NEDC ก็ให้เราประเมินให้ต่ำกว่าตัวเลขที่แจ้งไว้โดยลบระยะทางออกไปประมาณ 20% ก็น่าจะได้ระยะทางที่ไกล้เคียงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

BMW iX รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายยุโรป ได้พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ที่มีชื่อว่า Gemini ซึ่งให้ผลทดสอบดีเกินคาด เมื่อจับคู่กับ SUV ไฟฟ้าอย่าง BMW iX สามารถทำระยะการวิ่งต่อชาร์จได้ในระดับ 965 กม. เรามาดูกันมันจะเจ๋งแค่ไหน

BMW iX หนึ่งในรถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ที่น่าจับตามอง และในขณะนี้ BMW Group ได้มีการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 แบตเตอรี่ชนิดใหม่ของ Our Next Energy จะมีระยะทางที่วิ่งได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือประมาณ 965 กม.

ซึ่งเมื่อแบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่ ได้จับคู่กับ BMW iX ซึ่งจากผลการทดสอบที่ออกมาล่าสุดเกินคาด เพราะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 608.1 ไมล์ หรือประมาณ 978 กม. (มาตรฐาน WLTP) ด้วยขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้ออื่นๆ แต่แบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่ของ BMW สามารถจุไฟได้มากกว่าถึง 185kWh 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

ซึ่งนี่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของวงการรถ EV เลยก็ว่าได้ เพราะแบตเตอรี่ Gemini ชนิดนี้ ให้พลังงานได้มากถึง 185 kWh ในขนาดที่เท่ากับแบตเตอรี่ EV ทั่วๆไป เรื่องระยะทางอาจเป็นข้อกังวลของใครหลายคนเช่น ไม่ชอบชาร์จบ่อยๆ ไม่อยากแวะชาร์จ แต่เมื่อใช้แบตเตอรี่ Gemini รุ่นใหม่นี้แล้วรถยนต์ไฟฟ้ายุโรปอย่าง BMW iX จะสามารถวิ่งได้ถึง 978 กม. จากการชาร์จเพียง 1 ครั้ง 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

จุดเด่นของแบตเตอรี่ Gemini ของ Our Next Energy คือ การวางโครงสร้างที่ใช้เซลล์แบตเตอรี่ไว้ 2 รูปแบบ หรือที่เรียกว่า Dual-chemistry battery architecture 

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

ซึ่งเป็นการนำจุดเด่นของเซลล์ 2 รูปแบบ ที่แตกต่างกันมารวมเข้าด้วยกัน โดยเซลล์ชนิดแรกกก็คือ Lithium iron phosphate (LFP) เซลล์แบตเตอรี่พื้นฐานที่นิยมใช้ในรถ EV ยุคปัจจุบัน ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องความทนทาน รวมถึงสามารถตอบสนองการใช้งานทั่วๆ ไป ที่โดยเฉลี่ยแล้ว จะครอบคลุมระยะทาง 240 กม. ใน 1 วัน

ส่วนเซลล์ชนิดที่ 2 ที่ถูกนำมาจับคู่ในแบตเตอรี่ Gemini ก็คือ Anode free cells ที่เป็นเซลล์พลังงานความหนาแน่นสูงในระดับ 1,000 วัตต์/ลิตร เพื่อช่วยในการเพิ่มระยะการเดินทางได้อีก 450 ไมล์ หรือประมาณ 728 กม.

โดยสิ่งสำคัญที่จะทำให้เซลล์แบตเตอรี่ 2 รูปแบบนี้ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Our Next Energy จะต้องพัฒนาตัวแปลงกระแสไฟ DC to DC หรือแปลงกระแสตรงเป็นกระแสตรง ที่มีความหนาแน่นสูงขึ้น เพื่อจัดการพลังงานภายในเซลล์แบตเตอรี่ทั้ง 2 ชนิด อย่างเหมาะสม

BMW iX พัฒนาแบตเตอรี่ Gemini ชาร์จเต็มวิ่งได้ 978 กม. ตอบโจทย์คนชอบเดินทางไกล

หากสังเกตจากภาพ จะเห็นได้ว่า ภายในชุดแพคแบตเตอรี่ Gemini จะมีเซลล์ในรูปแบบ Anode free มากกว่าเซลล์ LFP ประมาณ 2 เท่า ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้ว จะให้พลังงานได้ถึง 75% ของพลังงานทั้งหมดที่แบตเตอรี่แพคนี้ให้ได้ โดย Our Next Energy ยังให้ข้อมูลเสริมอีกว่า หากเทียบกับแบตเตอรี่ของรถ EV ทั่วๆ ไป ที่มีขนาดประมาณ 3-400 ลิตร Gemini เป็นแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานได้สูง และใช้งานได้ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Credit : Our Next Energy (ONE)
Credit : Our Next Energy (ONE)

นอกจากแบตเตอรี่ Gemini จะมีประสิทธิภาพด้านการให้พลังงานในระดับสูงแล้ว ยังเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ เช่น ลดการใช้ลิเธียมลง 20%, ลดการใช้กราไฟท์ 60%, ลดการใช้นิเกิล 75% รวมถึงลดการใช้โคบอลต์ถึง 100% ซึ่งถือว่าแบตเตอรี่ EV นี้น่าสนใจมาก

ที่มา : ONE

Source : Spring News

ปตท.-ตรีเพชรอีซูซุเซลส์-มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ผนึกกำลังผุดโปรเจคทดสอบรถพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr.Takashi Hata, President of Tri Petch Isuzu Sales Company Limited และ Mr. Shigeru Wakabayashi, EVP, Group CEO, Automotive & Mobility Group Misubishi Corporation ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการทดสอบรถพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ และบริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) โดยโครงการดังกล่าวประกอบด้วยการทดสอบการวิ่งใช้งานจริงของรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV Ecosystemของ ปตท. นอกจากนี้ ยังมีโครงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับรถยนต์ดีเซล โดยการทดสอบใช้ HVO (Hydro Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว รวมทั้งร่วมกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ศึกษาวิจัยน้ำมัน e-fuels ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสามารถใช้งานในเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยให้สำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

Source : Energy News Center

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับลดน้ำมันดีเซลเหลือ 2 ชนิด คือ ดีเซล B7 เป็นหลัก และ ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก เริ่มมีผล 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป เชื่อช่วยเพิ่มยอดการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) มากขึ้น ย้ำ 1 ม.ค. 2567 นี้ เริ่มใช้ข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐาน ยูโร 5 คาดใช้เวลาเปลี่ยนผ่านครบทุกปั๊มทั่วประเทศภายใน 4 เดือน 

น.ส. นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป การจำหน่ายน้ำมันดีเซลในประเทศจะเหลือเพียง 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล B7 (น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร) ซึ่งจะเป็นน้ำมันดีเซลหลักในการจำหน่าย และน้ำมันดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) ซึ่งจะเป็นน้ำมันทางเลือกในการจำหน่าย

โดยข้อกำหนดการปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลดังกล่าว อยู่ระหว่างรอให้กระทรวงพลังงานนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 13  ธ.ค. 2566 ที่เห็นชอบปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เหลือ 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล B7  ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดที่สามารถใช้กับน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ที่ค่ายรถยนต์ให้การยอมรับและไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ และให้มีน้ำมันดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก

อย่างไรก็ตามการปรับลดชนิดน้ำมันดังกล่าว จะไม่ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มลดลง เนื่องจากน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในปัจจุบันมีสัดส่วนผสมไบโอดีเซลอยู่ที่ 7% อยู่แล้ว โดยมีการใช้ไบโอดีเซลอยู่ที่ 4.33 ล้านลิตรต่อวัน และการใช้น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 3.77 ล้านกิโลกรัมต่อวัน และคาดว่าในปี 2567 จะมีการใช้ไบโอดีเซล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.66 ล้านลิตรต่อวัน และการใช้น้ำมันปาล์มจะอยู่ที่ 3.88 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ตามปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น โดย กพช. ได้มอบหมายให้ ธพ. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการอุปทานน้ำมันปาล์มหากได้รับผลกระทบจากการปรับลดชนิดน้ำมันดีเซลดังกล่าว

นอกจากนี้กรม ธพ. ยังได้เสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ขยายระยะเวลาคงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 ไว้เช่นเดิม โดยให้ผู้ค้าสามารถผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ได้ระหว่าง 6.6-7% ในดีเซลทุกลิตร ส่วนดีเซล B20 ให้ปรับสัดส่วนการผสม B100 จาก 6.6-20% เพิ่มเป็น 19-20% ในดีเซลทุกลิตรแทน  

เนื่องจากการกำหนดสัดส่วนการผสม B100 เดิม จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นี้ และการปรับสัดส่วนการผสม B100 ใหม่ดังกล่าวจะกำหนดให้ใช้เป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ซึ่งหลังจากนั้นก็จะต้องพิจารณาปรับสัดส่วนกันใหม่อีกครั้งซึ่งจะไปพอดีกับการกำหนดให้น้ำมันดีเซลในไทยเหลือ 2 ชนิด และเป็นมาตรฐานยูโร 5 ด้วย

อย่างไรก็ตามหลังจาก กบง.พิจารณาเห็นชอบไปแล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปคือการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป       

นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังได้มีการบังคับใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ลดฝุ่น PM 2.5 เพื่อสุขภาพของประชาชน  ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลพิษ PM 2.5 เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดย ครม. ได้มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งกำหนดมาตรการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมไปกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ใหม่เป็นระดับยูโร 5 และยูโร 6 และมอบให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงานไปบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถันไม่เกิน 10 ppm)

ทั้งนี้จะเริ่มจำหน่ายน้ำมัน ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป ซึ่งในเขตกรุงเทพฯ คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือนทางสถานีบริการ(ปั๊ม)น้ำมัน จึงจะเปลี่ยนมาจำหน่ายน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 ได้ครบทุกปั๊ม และภายใน 3-4 เดือน ทุกปั๊มทั่วประเทศจึงจะสามารถเปลี่ยนมาจำหน่ายน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 ได้ทั้งหมด

“ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถยนต์มั่นใจว่า น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ โดยไม่เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ และช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยจากข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ พบว่า รถยนต์มาตรฐานยูโร 3 และรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้งานมากที่สุดเมื่อใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงถึง 20 – 24% อีกด้วย”

ส่วนต้นทุนราคาน้ำมันตามมาตรฐาน ยูโร 5 นั้น ขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลก่อนหน้านี้ พบว่า กลุ่มโรงกลั่นฯ ได้แจ้งว่า ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันตามมาตรฐาน ยูโร 5 มีวงเงินลงทุนรวมราว 50,000 ล้านบาท

Source : Energy News Center