กสิกรไทยเดินหน้าแผน Net Zero ขอบเขตที่ 1-2 ภายในปี 2573 ลุยอัดฉีดปล่อยสินเชื่อและการลงทุนยั่งยืนราว 1.75 แสนล้านบาท ใน 7 ปี ล่าสุดสนับสนุน GC 10,000 ล้าน และอินโดรามา เวนเจอร์สอีก 3,000 ล้าน ลุยต่อขอบเขตที่ 3 จัดทำแผนกลยุทธ์ให้ความรู้ลด CO2 ใน 5 กลุ่มธุรกิจ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ด้วยเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร Scope 1 และ 2 ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) พร้อมกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศในปี 2608 และยังจัดสรรเงิน 1-2 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนดังกล่าว ด้วยการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ ปรับกระบวนการทำงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าและพนักงาน เช่น ปี 2566 เปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้ภายใน กิจการธนาคารเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 175 คัน ทั้งรถยนต์ที่ใช้ในสาขาและรถยนต์ของผู้บริหารธนาคาร และเปลี่ยนนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

นอกจากนี้ จะทยอยติดตั้ง Solar Cell ในอาคารสำนักงานหลักทั้ง 7 แห่ง และพื้นที่สาขา 7 สาขา โดยตั้งเป้าไว้จะทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ครบทุกสาขาที่เป็นพื้นที่ของธนาคารรวม 278 แห่ง ภายใน 2 ปีนี้ และซื้อใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) การซื้อคาร์บอนเครดิต

“กสิกรไทย” อัดสินเชื่อสีเขียว 1.75 แสนล้าน หนุนธุรกิจลด CO2

รวมถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนวัสดุในการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนลดลงให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรและทุกภาคส่วนให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมบนหลักปฏิบัติที่ถูกต้องและยั่งยืน

อีกทั้ง ได้ดำเนินการบริหารจัดการขยะใน 4 อาคารหลัก ได้แก่ สำนักงานใหญ่พหลโยธิน อาคารราษฎร์บูรณะ อาคารแจ้งวัฒนะ และอาคาร KBTG เพื่อให้มีของเสียไปสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี พ.ศ.2566 โดยติดตั้งถังขยะ 6 ประเภท ได้แก่ เศษอาหาร วัสดุรีไซเคิล ขยะเผาเป็นพลังงาน ขยะปนเปื้อน ขยะอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกำหนดระบบการจัดการขยะของแต่ละถังอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามหลัก Zero Waste และยังสนับสนุนให้เกิดการแยกขยะอย่างเป็นระบบ ด้วยการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในวงกว้าง

นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า ธนาคารยังมีการสนับสนุนลูกค้าให้เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ.2050) ด้วยการตั้งเป้าหมายสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในช่วงปี 2567-2573 ราว 1.75 แสนล้านบาท หรือประมาณปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท (ปี 2566-2573) ในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (ขอบเขตที่ 3) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้สนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan : SLL) จำนวน 10,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนอีก 3,000 ล้านบาทให้กับ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลย์และเดินหน้าสู่ ESG อย่างยั่งยืน

ล่าสุดกสิกรไทย ยังจับมือกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ลงนามร่วมโครงการ  GoGreen Plus เพื่อสนับสนุนการขนส่งเอกสารทางการค้าข้ามประทศด้วยเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life-cycle Carbon Footprint) ได้ราว 70-80% เทียบกับการใช้นํ้ามันเครื่องบินทั่วไป

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยังได้เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 และเป็นวิทยากรร่วมเสวนาในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) การประชุมรัฐภาคีฯ ในหัวข้อ “Driving Higher Education for Global Action” นำเสนอในเรื่อง “Explore opportunities for collaboration between banks and educational institution in driving climate action” พร้อมทั้ง จัดนิทรรศการเสนอการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่ธนาคารปรับการทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) และการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอ (Scope 3) ด้วยการจัดทำแผนกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) การพัฒนาบริการ Beyond Banking Carbon Credit Solutions เพื่อสนับสนุนให้เกิด Ecosystem และส่งเสริมตลาดการซื้อขาย Carbon Credit ของประเทศไทย

ที่ผ่านมาได้จัดงาน Decar bonize Now สัมมนาเชิงลึกให้กับลูกค้าธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมตลอดเดือนพฤศจิกายน 2566 ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจส่งออก เพื่อช่วยธุรกิจวางแผนงาน เพิ่มโอกาสแก่ธุรกิจด้วยเครื่องมือและโซลูชันหลากหลายตอบโจทย์แบบเจาะลึกรายธุรกิจ และกระตุ้นภาคธุรกิจให้ปรับตัวสอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) รวมทั้งคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนผ่าน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ในประเทศไทยได้มีการเริ่มบังคับใช้ มาตรฐานน้ำมันใหม่ EURO 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 นี้ ซึ่งในบทความนี้ ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “น้ำมัน EURO 5” ที่จะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทุกวันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว

น้ำมัน EURO 5 คืออะไร

สำหรับน้ำมันยูโร 5 นั้นเป็นมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนดโดยกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวางกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่ง โดยกลุ่มประเทศยุโรปจะมีกฎระเบียบกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ไม่ให้มลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานไล่มาตั้งแต่ EURO 1, EURO 2, EURO 3, EURO 4, EURO 5 และ EURO 6

น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 5 คือน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจน นอกจากตัวสารกำมะถันแล้ว ไพลีโซคลิก อะโรมาติก ไฮโดคาร์บอนจะมีการปรับให้ลดจาก 11% เหลือเพียง 8% เท่านั้น โดยในน้ำมันเบนซินได้มีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) ซึ่งการปรับเปลี่ยนในส่วนของปริมาณกำมะถันนั้นก็จะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศลดลงได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว และในส่วนของน้ำมันดีเซล ก็จะมีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) และยังมีการปรับลดในส่วนของปริมาณสาร Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ให้ไม่สูงกว่า 8% โดยน้ำหนัก ซึ่งก็จะช่วยลดการระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจนอีกด้วย

น้ำมัน EURO 5 ในประเทศไทย

สำหรับน้ำมัน EURO 5 ในไทยนั้น มีการเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งแต่เดิมนั้นจะเริ่มกันตั้งแต่ปี 2564 แต่ก็มีการเลื่อนมาจนถึงปี 2567 โดยก่อนหน้าที่จะมีการบังคับใช้นั้น ในประเทศไทยก็ใช้มาตรฐานน้ำมัน EURO 4 ซึ่งมีกำมะถันต่ำกว่า 50 ppm หรือ 50 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก ซึ่งในการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน EURO 5 ครั้งนี้ ส่งผลต่อโรงกลั่นโดยตรง เพราะว่าทำให้โรงกลั่นนั้นมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ใช้เม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้ราว 5 หมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งก็มีข่าวที่ปรากฏตามสื่อออกมาในเรื่องนี้ว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มีต้นทุนที่สูงมาก แต่มีการปรับค่าการตลาดขึ้นไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร อาจจะไม่สอดคล้องกันสักเท่าไหร่ ทำให้ทาง ประธานสภาอุดสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำการส่งหนังสือถึง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพื่อให้มีการปรับราคาหน้าโรงกลั่นให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนนับจากวันประกาศ เพื่อให้เป็นไปตามที่ภาครัฐได้กำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดีหากมีการปรับเพิ่มราคาหน้าโรงกลั่นสูงขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ก็คงต้องรอดูราคาว่าจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่

สำหรับสถานีบริหารน้ำมันบางจา และเอสโซเดิม ก็จะมีการเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 5 ในสถานีจำนวน 224 สาขาในเขตกรุงเทพมหานครก่อน และยังมีสถานีบริการน้ำมันพีทีวี สเตขั่น ก็จะเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเบนซิน มาตรฐาน EURO 5 ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จำนวน 226 สถานี ทั้งนี้เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปใช้บริการเติมน้ำมัน อาจจะยังไม่ทราบเลยว่า หลายสถานีบริการเริ่มให้บริการน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 กันไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันว่าสุดท้ายแล้วจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์โดยตรง เพราะได้เติมน้ำมันที่มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเดิม แถมยังช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย ส่วนทางโรงกลั่นก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไป และก็พยายามต่อรองในเรื่องของการปรับราคาหน้าโรงกลั่นเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปได้ๆ ก็คงต้องรอดูความชัดเจนจากทางกระทรวงพลังงานกันต่อไป

FAQ กับ น้ำมัน EURO 5

Q : น้ำมันยูโร 5 ใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์ (รุ่นรถยนต์) ใดบ้าง?
A : รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีการปล่อยมลพิษระดับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : ถ้ารถยนต์พัฒนาเป็นมาตรฐานยูโร 6 สามารถใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ได้หรือไม่?
A : สามารใช้ได้ เนื่องจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 เป็นมาตรฐานน้ำมันสูงสุดที่สามารถใช้ได้กับทั้งรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : มีประเทศใดบ้างที่ใช้ น้ำมันยูโร 5 ?
A : กลุุุ่มอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ภูมิภาคอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และกลุ่มยุโรป

Source : กรมธุรกิจพลังงาน
Photo : freepik

NamX รถยนต์ไฮโดรเจนที่มาในรูปทรง SUV มาพร้อมจุดเด่นที่สามารถเปลี่ยนหลอดไฮโดรเจนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที และยังสามารถเติมเชื้อเพลิงได้เต็มภายในเวลา 4 นาทีเท่านั้น ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ราวๆ 2.34 ล้านบาท

NamX รถไฮโดรเจนอีกหนึ่งคันที่มีความน่าสนใจมาก เนื่องจากบริษัทนัมเอ็กซ์ สตาร์ทอัปรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส-โมร็อกโก ได้เปิดแนวคิดรูปแบบใหม่เกี่ยวกับรถไฮโดรเจน ซึ่งได้ใช้หลอดเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบรีฟิล สามารถถอดและเปลี่ยนได้สะดวกและง่าย แถมยังสามารถเติมไฮโดรเจนในหลอดรีฟิลในเวลาเพียงไม่กี่นาที

แนวคิดของ NamX นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทสตาร์ทอัปได้พูดถึงขั้นตอนการผลิตแร่ลิเธียมที่ต้องใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งพลังงานใหม่สำหรับรถในอนาคตที่น่าสนใจก็คือไฮโดรเจนนั่นเอง เรามาดูกันว่ารถไฮโดรเจนของนัมเอ็กซ์น่าสนใจอย่างไรบ้าง

รถไฮโดรเจน NamX ถูกพัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Pininfarina จากประเทศอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์การออกแบบที่สวยงามโดดเด่นและยังตอบโจทย์กับเทคโนโลยีใหม่ๆของตัวรถอีกด้วย 

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

NamX ประกอบด้วยหลอดเซลล์เชื้อเพลิงแบบรีฟิล 6 หลอด ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านท้ายของรถ โดยบริษัทเคลมว่าสามารถเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที และถอดสับเปลี่ยนได้ทันที

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้เมื่อเติมไฮโดรเจนจนเต็มทั้ง 6 หลอดจะสามารถวิ่งได้ไกล 800 กิโลเมตร และหากเชื้อเพลิงหมดระหว่างทาง บริษัทยังมีบริการจัดส่งหลอดรีฟิลไฮโดรเจนให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้รถไฮโดรเจนได้มาก

หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX
หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX

NamX จะผลิตรถไฮโดรเจนมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน รถยนต์รุ่นมาตรฐาน ราคาเริ่มต้นราวๆ 2,344,000 บาท ขับเคลื่อนล้อหลัง พละกำลัง 300 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 6.5 วินาที

NamX รุ่น GTH ราคาเริ่มต้น 3,423,000 บาท พละกำลังสูงถึง 500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.5 วินาที

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของรถไฮโดรเจนที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น สามารถถอดเปลี่ยนและเติมรีฟิลก๊าซไฮโดรเจนได้ และยังเติมได้เต็มเร็วสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย

ที่มา : NamX

Source : Spring News

ในวันที่ทั่วโลกหันมามองเรื่องของ Sustainability ทำให้เรื่องของความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่ถูกฝังอยู่ในตัวองค์กร ในผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งนั่นทำให้เทรนด์งานใหม่แห่งอนาคตอย่าง Green Job

ถูกพูดถึงกันมากขึ้น และ “ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน” เป็น 1 ใน 10 อันดับ งานเติบโตเร็ว ปี 2566–2570

การสำรวจทิศทางอาชีพในอนาคต (Future of Jobs Survey) ของโลก โดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ร่วมกับ World Economic Forum (WEF) รวบรวมมุมมองจาก 803 บริษัท ซึ่งจ้างงานมากกว่า 11.3 ล้านคน ใน 27 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 45 ประเทศ พบว่า ตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของงานภายใน 5 ปีนี้ (2566-2570) คือ การเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืน (Green transition) มาตรฐาน ESG ห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Localization of supply chains)

“green job” งานแห่งอนาคต  1 ใน 10 อันดับ โตเร็ว 5 ปีข้างหน้า

อีกทั้ง สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มขึ้นของงานที่เกี่ยวกับความยั่งยืน การศึกษา และการเกษตร ในช่วงปี 2566–2570 อาชีพที่เกี่ยวกับความยั่งยืน ในเชิงธุรกิจ คือ ทำแบรนด์ให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก แต่ทำให้องค์กรเติบโต ไม่ใช่กำไรระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ต้องมองว่าทำอย่างไรให้มองถึงผลกระทบสังคม ประเทศชาติ ความยั่งยืนคือระยะยาว 

สอดคล้องกับข้อมูลภาพรวมของ MEGA TREND ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 ซึ่งมองว่า เรื่องของ Green Focused จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ความต้องการของคนที่มีความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมีอัตราเพิ่มขึ้น 38.5% แต่กลับกันในช่วง 2015 – 2021 มีเพียง 13% เท่านั้น ดังนั้น ทักษะที่เกี่ยวกับ Green talent จะมีความจำเป็นมากขึ้น

“Green” ที่มากกว่าสิ่งแวดล้อม

“ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าแต่เดิมเราเข้าใจว่าฝ่ายที่ดูแลเรื่องของความยั่งยืน รักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม เป็นหน้าที่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพราะวัตถุประสงค์ คือการทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้เรื่อง Green ไม่ใช่การสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป และที่สำคัญต้องอยู่ในตัวสินค้า ฝังในธุรกิจ รูปแบบการทำงาน และโครงสร้างการทำงานใหญ่ขึ้น เป็นแผนก ESG ขึ้นมา เป็นแผนกที่ดูแลเรื่องของ Governance โดยเฉพาะ หรือที่เราเรียกว่า Green Job

อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า Green Job แต่ขอบเขตมากกว่าเรื่องของรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม แต่ความจริงเป็นเรื่องของสังคม ทำอย่างไรให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และมีหลักธรรมาภิบาล เป็นที่มาของงานรูปแบบใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นและโตขึ้น เพราะฉะนั้น ในบริษัทใหญ่ๆ จึงเริ่มให้ความสำคัญในการมีแผนกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

“การสำรวจตำแหน่งงานที่น่าสนใจในอนาคต จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) , ESG Expert เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเราให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งมี 17 เป้าหมาย ดังนั้น จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง ภาพลักษณ์องค์กรเด่นชัดมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนในองค์กรเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วม ดังนั้น จะเห็นว่าขอบข่ายการทำงานจะใหญ่ขึ้นเพิ่มกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ แม้ความยั่งยืนจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง ศ.ดร.วิเลิศ มองว่า เรายังต้องเพิ่มกำลังคน ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น จะผลิตสินค้า Green ต้องคำนึงตั้งแต่ฝ่ายผลิต ฝ่ายสื่อสาร และการตลาดที่ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า ทำอย่างไรให้มีมูลค่าและน่าสนใจ เพราะฉะนั้น ความสำคัญมีมากขึ้น เป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ คนที่ทำงานปัจจุบัน ต้องมีความรู้ความสามารถมากกว่าการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์

“ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวกับความยั่งยืน แปลว่าเราสามารถอยู่บนโลกใบนี้โดยมีกำไร และไม่ใช่ผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผลตอบแทนด้านสังคม และเป็นองค์กรที่เป็นที่ยอมรับด้วย สังเกตว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมีโครงการที่นำเสนอเรื่องของ ESG อย่างต่อเนื่อง เพราะแสดงว่ากำลังสร้างธุรกิจที่มีความ Sustainability ความยั่งยืนที่ไม่ได้แปลว่าองค์กรอยู่รอดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้โลก ประเทศชาติ อยู่รอดไปด้วย”

ท้ายนี้ ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า สำหรับ CBS ในฐานะสถาบันการศึกษา มุ่งสร้างผู้นำแห่งอนาคต และให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว ล่าสุด มีการแต่งตั้งรองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและความยั่งยืนขึ้นมา เพื่อให้มีคนทำงานในด้านนี้อย่างจริงจัง อีกทั้ง ยังมีโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ให้นิสิต ทำบัญชีให้กับระบบชุมชน และมีโครงการสร้างธุรกิจร่วมกับชุมชน ให้ผู้ประกอบการสามารถมีกำไร ขณะเดียวกัน ก็ช่วยสังคมได้เช่นกัน และนี่คือ Chula business model ที่เราให้ความสำคัญและเป็นจุดเริ่ม ที่จะทำให้องค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท.สผ. พร้อมร่วมศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน กับบริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น โดยเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระดับประเทศของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ประเทศญี่ปุ่น

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า จากการที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ลงนามในขอบเขตความร่วมมือ (Term of Collaboration) ระดับรัฐในโครงการศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบน (Northern Gulf of Thailand CCS Exploration project) กับ Japan Organization for Metals and Energy Security (JOGMEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น ปตท.สผ. ในฐานะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ของประเทศไทย พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยจะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาร่วมกับ บริษัท อินเป็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (INPEX CORPORATION) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากการศึกษาประสบผลสำเร็จ ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ของประเทศไทย

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ร่วมมือกับบริษัทภายในกลุ่ม ปตท. ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ภายใต้โครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. ใน EEC จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมในกลุ่ม ปตท. และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดย ปตท.สผ. จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการดังกล่าว 

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย ถือได้ว่าเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนา CCS ครั้งแรกของประเทศไทย โดยได้เสร็จสิ้นขั้นตอนของการออกแบบด้านวิศวกรรม (FEED) แล้ว ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ได้ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้ประมาณ 700,000-1,000,000 ตันต่อปี

ผลการศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง Eastern Thailand CCS Hub ของกลุ่ม ปตท. และผลการดำเนินโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ รวมทั้งโครงการศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บคาร์บอนบริเวณอ่าวไทยตอนบนใน (Northern Gulf of Thailand CCS Exploration project) ครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีข้อมูลด้านธรณีวิทยาที่จำเป็นต่อการวางแผนพัฒนาโครงการ CCS ในอ่าวไทย เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emissions) ในปี 2608

Source : Energy News Center