แท็กซี่-รถสาธารณะเฮ พลังงานขยายเวลาช่วย”ค่าก๊าซ NGV” มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากราคาที่สูงขึ้นจนกระทบการประกอบอาชีพ หลังตั้งคณะทำงานดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว (พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – Pirapan Salirathavibhaga) โดยระบุว่า ส่งท้ายปีตามที่พี่น้องผู้ประกอบการรถบรรทุก รถสาธารณะ และรถแท๊กซี่ได้มาร้องเรียนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาให้ตนแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากค่าก๊าซ NGV ที่มีราคาสูงขึ้นจนกระทบการประกอบอาชีพนั้น 

ตนได้ตั้งคณะทำงานดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา โดยท่านประธานที่ปรึกษา ณอคุณ สิทธิพงศ์ เป็นประธานและทำข้อเสนอไปยังบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการบริษัท ปตท. 

โดยปลัดกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ในฐานะประธานบอร์ด ปตท. พิจารณามีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอไป นับเป็นของขวัญปีใหม่อีกชิ้นสำหรับพี่น้องผู้ประกอบการรถแท๊กซี่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก และรถทั่วไป ตามรายละเอียดดังนี้

รถแท๊กซี่

ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว โดยแบ่งเป็นสองระยะดังนี้

  • ระยะที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 – วันที่ 30 มิถุนายน 2567 จำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 14.62 บาทต่อกิโลกรัม
  • ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 – วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะเดียวกันก็เปิดให้มีการสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในเดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ 2567 โดยผู้ที่สมัครสิทธิประโยชน์ใหม่ในช่วงนี้จะสามารถซื้อก๊าซในราคาเดียวกับผู้ที่มีบัตรสิทธิประโยชน์เดิมได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ปตท. จะพิจารณาเพิ่มวงเงินซื้อก๊าซ NGV จากเดิม 10,000 บาทต่อเดือนต่อคัน เป็นวงเงิน 12,000 บาทต่อเดือนต่อคัน

รถโดยสารสาธารณะ

  •  ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 จำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 18.59 บาทต่อกิโลกรัม
  •  เปิดรับสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม สำหรับรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และ หมวด 4 ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567
  •  ให้การช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ดังนี้

รถหมวด 1 และหมวด 4 (กทม.) แบ่งเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567 จำหน่ายในราคา 14.62 บาทต่อกิโลกรัม และวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่  31    ธันวาคม 2568 จำหน่ายที่ราคา 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

รถหมวด 2 และ 3 (ต่างจังหวัด) ที่ได้รับสิทธิประโยชน์เดิม  ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงวันที่  31 ธันวาคม 2568 จำหน่ายที่ราคา 18.59 บาทต่อกิโลกรัม
 โดยมีวงเงินช่วยเหลือรถขนาดเล็กที่ 10,000 บาทต่อเดือนต่อคัน และรถขนาดใหญ่ที่ 40,000 บาทต่อคันต่อเดือน

รถบรรทุก

  • เปิดรับสมัครรถบรรทุกที่ร่วมโครงการรณรงค์ความปลอดภัย โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน
  • ให้ส่วนลดราคาจำหน่ายก๊าซ NGV เป็นระยะเวลา 6 เดือน  หลังจากการรับสมัครแล้วเสร็จ โดยแบ่งเป็นสถานีนอกแนวท่อ ให้ส่วนลดประมาณ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาประกาศสถานีบริการ และสถานีแนวท่อให้ส่วนลดประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาประกาศสถานีบริการ
  • เมื่อการช่วยเหลือครบ 6 เดือนแล้ว ราคาขายปลีกก๊าซ NGV จะเป็นตามโครงสร้างราคา

รถทั่วไป

  • ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยจำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 19.59 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นราคาขายปลีกก๊าซ NGV จะเป็นไปตามโครงสร้างราคาเพื่อให้สอดคล้องกับรถบรรทุก

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ถ้าพูดถึงกังหันลม เราคงจะนึกภาพกังหันลมที่มีขนาดใหญ่ พร้อมใบพัดที่หมุนเพื่อไปสร้างกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้มีบริษัทที่คิดค้นพัฒนากังหันลมแบบใหม่ออกมา เป็นกังหันลมแบบไร้ใบพัด (Bladless Wind Turbines) ที่มีการพัฒนามาสักระยะหนึ่งแล้ว อาทิเช่น Enercon, Vortex Bladeless และ X-Wind และมีหน้าตาที่แตกต่างจากกังหันลมแบบเดิมๆ ที่มีใบพัด เรียกว่าดูแล้วไม่รู้เลยว่าเป็นกังหันลม ล่าสุด Katrick Technologies หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนากังหันลมแบบไร้ใบพัด ก็ได้เปิดตัวกังหันลมรุ่นใหม่ออกมา โดยมุ่งเป้าไปที่การติดตั้งไว้ตามบ้านพักอาศัย และอาคารต่างๆ ในเมือง

สำหรับกังหันลมแบบไร้ใบพัดที่ทาง Katrick Technologies พัฒนาขึ้นมานั้น ออกแบบมาเป็นลักษณะรูปทรงคล้ายรวงผึ้ง สามารถนำไปติดตั้งเข้ากับบ้าน หรืออาคารต่างๆ ได้ทันที และด้วยการออกแบบในลักษณะนี้ทำให้ดูกลมกลืนไปกับตัวบ้านหรืออาคารอีกด้วย และควรจะมีตำแหน่งติดตั้งที่มีความสูงกว่า 10 เมตรขึ้นไป และจุดเด่นของกังหันลมตัวนี้ก็คือ การเปลี่ยนจากการใช้ใบพัด มาเป็นการใช้แอโรฟอยล์ในการรับลมซึ่งจะเกิดแรงต้านหรือแรงยกในอากาศ จากนั้นก็ทำการแปลงแรงสั่นที่เกิดขึ้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

แอโรฟอยล์คืออะไร

แอโรฟอยล์ (Aerofoil) คือ วัตถุที่มีรูปร่างเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดแรงต้านหรือแรงยกในอากาศ วัตถุเหล่านี้มักใช้ในงานวิศวกรรมการบินหรืออากาศยาน เช่น ใบพัดเครื่องบิน ปีกเครื่องบิน เรือใบ เป็นต้น

แอโรฟอยล์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามแรงที่เกิดขึ้นในอากาศ ได้แก่ แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงต้าน (Drag-producing aerofoil) มักใช้เพื่อลดความเร็วของวัตถุ เช่น ใบพัดเรือใบ และ แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงยก (Lift-producing aerofoil) มักใช้เพื่อยกวัตถุขึ้น เช่น ปีกเครื่องบิน

แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงต้านมักจะมีรูปร่างแบนราบ มีลักษณะคล้ายใบมีดหรือมีดโกน ส่วนแอโรฟอยล์ที่สร้างแรงยกมักจะมีรูปร่างโค้งมน มีลักษณะคล้ายปีกนก แอโรฟอยล์ทำงานโดยใช้หลักการของแรงยก (Lift) ซึ่งเป็นแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนวตั้งขึ้น แรงยกเกิดจากความแตกต่างของความดันอากาศเหนือและใต้แอโรฟอยล์ เมื่อลมพัดผ่านแอโรฟอยล์ ความดันอากาศเหนือแอโรฟอยล์จะน้อยกว่าความดันอากาศใต้แอโรฟอยล์ ความแตกต่างของความดันนี้ทำให้เกิดแรงยกขึ้น

ประสิทธิภาพของแ Aerofoil ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปร่าง ขนาด และความหนาของแอโรฟอยล์ ความเร็วลม และมุมของแอโรฟอยล์กับทิศทางลม แอโรฟอยล์เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในวงการวิศวกรรมการบินและอากาศยาน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้มนุษย์สามารถบินและควบคุมยานพาหนะต่างๆ ในอากาศได้

ข้อดีของกังหันลมแบบไร้ใบพัด

ต้องยอมรับว่ากังหันลมแบบไร้ใบพัดนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อลบข้อเสียต่างๆ ของกังหันลมแบบเดิมๆ ได้เกือบทั้งหมด อาทิเช่น

  • สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แม้ว่าจะมีแรงลมน้อย
  • ติดตั้งภายในบ้าน หรืออาคารในเมืองได้
  • มีอันตรายต่อสัตว์ปีก เช่น นก น้อยกว่ากังหันลมแบมีใบพัด
  • ติดตั้งได้ง่าย ขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่
  • มีเสียงรบกวนที่ต่ำกว่า
  • ราคาถูกกว่ากังหันลมแบบมีใบพัด

กังหันลมแบบไร้ใบพัด ก็ไม่ได้มีเพียงข้อดีอย่างเดียว ยังมีข้อเสียที่ต้องปรับปรุงพัฒนากันอีกด้วย เริ่มจากเรื่องของประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานลมเป็นพลังงานไฟฟ้านั้น จะต่ำกว่ากังหันลมแบบมีใบพัด ซึ่งถ้าเทียบประสิทธิภาพกันแล้ว กังหันลมแบบไร้ใบพัดจะสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าที่ราวๆ 70% ส่วนกังหันลมแบบเดิมที่มีใบพัดจะสามารถแปลงพลังงานได้สูงกว่าอยู่ที่ 80% ขึ้นไป นอกจากนี้ในระหว่างการทำงานนั้นอาจจะมีการไปรบกวนพวกคลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่แบบเดิมๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์ออกมาพอสมควรเกี่ยวกับกังหันลมไร้ใบพัดของ Katrick Technologies แม้ว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่า และต้นทุนในการผลิตตัวกังหันลมที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มากๆ เหมือนกังหันลมแบบเดิมๆ รวมถึงเรื่องของประสิทธิภาพที่ยังสู้กังหันลมแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งรูปแบบของการใช้งาน อาจจะเป็นการติดตั้งตัวกังหันลมที่มีจำนวนมากๆ ในบริเวณเดียวกันแทน เพื่อช่วยผลิตไฟฟ้าให้ได้มากยิ่งขึ้น อาจจะประยุกต์ไปใช้งานร่วมกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการติดตั้งบริเวณหลังคา หรือจะเป็นการทำเป็นลักษณะคล้ายกับฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อผลิตกระแสไฟให้กับหมู่บ้านที่ห่างไกลโรงไฟฟ้า หรือมีปัญหาเรื่องการส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก็ได้เช่นกัน

สำหรับกังหันลมแบบไร้ใบพัดที่ทาง Katrick Technologies พัฒนาขึ้นมานี้ คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้จริงในช่วงปี 2025 นี้ และคาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีกังหันลมไร้ใบพัดมีแนวโน้มที่จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและลดต้นทุนการผลิตลงในอนาคต หากสามารถพัฒนาข้อเสียเหล่านี้ได้ กังหันลมไร้ใบพัดอาจกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

Photo : Katrick Technologies

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Huawei และ Seres ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์และถือเป็น Full-Size SUV ไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นเรือธง โดย Huawei และ Seres ได้เปิดตัวในจีน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง อัจฉริยะแค่ไหน เรามาจะพาไปดูกัน

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

สเปค Aito M9 

ขนาดตัวรถ ยาว 5,230 มม. ความกว้าง 1,999 มม. ความสูง 1,800 มม. และมีระยะฐานล้อ 3,110 มม.

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

ภายใน Aito M9 แผงแดชบอร์ดจะประกอบไปด้วย 3 หน้าจอได้แก่ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟนเมนเมนต์ขนาด 15.6 นิ้ว และหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 16 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Harmony OS ของ Huawei อีกทั้งยังได้รับหน้าจอ AR-HUD ขนาด 75 นิ้ว

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 จะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว (4WD) ให้กำลัง 523 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.3 วินาที มากับแบตเตอรี่ NMC จาก CATL ความจุ 97 kWh ชาร์จไฟเต็มวิ่งไกลสุด 630 กม.   

ราคา Aito M9

Aito M9 ได้เปิดตัวราคาอย่างเป็นทางการในจีน เริ่มต้นอยู่ที่ 509,800 หยวน หรือประมาณ 2.53 ล้านบาท จนไปถึง  569,800 หยวน หรือประมาณ 2.83 ล้านบาท

Aito M9 มาพร้อมไฟหน้าเมทริกซ์แบบโต้ตอบอัจฉริยะ ที่แสดงได้ทั้งภาพและวิดีโอและยังสามารถฉายเรดาร์ได้ด้วย โดยความแม่นยำไกลถึง 1.2 เมตร และไฟหน้ายังสามารถจับภาพคนเดินได้อีกด้วย ซึ่ง Aito M9 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ Huawei ADS 2.0 อีกด้วย

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

มาต่อที่ไฟท้าย LED ดีไซน์โดดเด่นของ Aito M9 ที่วางพาดเต็มพื้นที่ส่วนท้าย นอกจากนั้นในส่วนของไฟท้ายยังสามารถแสดงข้อความ ภาพกราฟฟิคต่างๆเหมือนกับชุดไฟหน้าอีกด้วย 

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 กำลังจะมาตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดใหญ่อย่าง Mercedes-Benz EQE SUV และ BMW iX และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 6 ที่นั่งที่น่าสนใจมาก ด้วยระบบอัจฉริยะครบครันและยังไม่ทิ้งความหรูหรา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคงต้องรอลุ้นกันอีกทีว่ามีโอกาสจะเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยหรือไม่ 

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News

ชวนไปหาคำตอบว่า Net Zero คืออะไร ทำไมหลายบริษัทใหญ่ๆ จึงให้ความสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ไปถึงศูนย์ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คลิปนี้มีคำตอบ

โลกเรากําลังป่วยจริงๆ นักวิทยาศาสตร์รู้มานานมากกว่า 50 ปีแล้ว ว่าโลกเรากำลังแย่ และอุณหภูมิกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนกำลังเป็นไข้เรื้อรัง และอาการของโลกที่กำลังเป็นไข้เริ่มแผลงฤทธิ์ เพราะตอนนี้ โลกร้อน ขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น เฉลี่ยประมาณหนึ่งองศานิดๆ เราจึงประสบกับภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นอย่างที่เห็น 

ตอนนี้เรากำลังแข่งกับเวลาที่เดินหน้าทุกวัน แข่งกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ภารกิจจับมือกันกู้โลกจึงต้องรีบทำโดยด่วน ไม่ใช่ว่าบริษัทใดหรือประเทศใดประเทศหนึ่งถึง Net Zero ก่อนแล้วจะชนะ แต่ถ้าเรา Net Zero ไม่ได้ทั้งโลก เราก็จะอยู่ไม่ได้กันหมด แล้วจะทำยังไงให้อุณหภูมิไม่เกิน มาหาคำตอบกันในคลิปนี้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดตั้งบอร์ดบริหารใหม่เสร็จ ม.ค. 2567 ก่อนเดินหน้ากระบวนการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ต่อไป ระบุพร้อมช่วยดูแลค่าไฟฟ้าประชาชนปี 2567 ตามนโยบายรัฐเต็มที่ ส่วนปีใหม่นี้ กฟผ.จัด 2 แคมเปญเป็นของขวัญให้ประชาชน มอบโชค 2 ชั้น ทั้งให้ส่วนลดการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าฉลากเบอร์ 5 พร้อมลุ้นรับรางวัล และมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้ากับแบรนด์ EleXA

น.ส.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. อยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) กฟผ. ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งเสร็จในเดือน ม.ค. 2567 ส่วนการแต่งตั้งผู้ว่า กฟผ. คนใหม่นั้น ขึ้นกับการพิจารณาของบอร์ด กฟผ.ต่อไป

สำหรับในส่วนค่าไฟฟ้าในปี 2567 นั้น แม้ปัจจุบัน กฟผ.จะแบกรับภาระค่าไฟฟ้าแทนประชาชนอยู่จำนวนมาก แต่ กฟผ.ยืนยันพร้อมทำหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งภาครัฐก็ช่วยดูแลไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ.เช่นกัน ทั้งนี้ปัจจุบันมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทำหน้าที่ดูแลค่าไฟฟ้าประชาชนอยู่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ร่วมหารือกันว่าจะช่วยค่าไฟฟ้าประชาชนได้อย่างไรต่อไป และต้องเป็นค่าไฟฟ้าที่ทุกคนรับได้ด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทาง กฟผ. ได้จัดของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน พร้อมกับเป็นการฉลองครบรอบ 55 ปี กฟผ. ในปี 2567 โดย กฟผ. ได้จัดกิจกรรมมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วย 2 แคมเปญใหญ่ คือ “ฉลากเบอร์ 5 ลุ้นโชคใหญ่กับ กฟผ.” และ “ชาร์จใจ ชาร์จไฟ ไปกับEleXA”

โดยแคมเปญ “ฉลากเบอร์ 5 ลุ้นโชคใหญ่กับ กฟผ.” จะมอบโชคถึง 2 ต่อ ซึ่งต่อที่ 1 มอบส่วนลดมูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จำนวน 15,555 สิทธิ์ จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์  ตามเงื่อนไขดังนี้ 1. เมื่อซื้อ 555-2,000 บาท รับส่วนลด 200 บาท จำนวน 5,555 สิทธิ์ 2. เมื่อซื้อ 2,001-5,000 บาท รับส่วนลด 500 บาท จำนวน 5,000 สิทธิ์ และ 3.เมื่อซื้อ 5,001 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 1,000 บาท จำนวน 5,000 สิทธิ์

ต่อที่ 2 สามารถนำใบเสร็จจากการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวที่มีมูลค่า 555 บาทขึ้นไป ลงทะเบียนลุ้นรับรางวัล โดยทุก 555 บาท ได้รับ 1 สิทธิ์ จำกัด 20 สิทธิ์ ต่อ 1 ใบเสร็จ ลุ้นรางวัลรวม 55 รางวัล เริ่มแคมเปญวันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2567 ณ 8 ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมโครงการ ได้แก่ โฮมโปร เพาเวอร์บาย เมกาโฮม ไทวัสดุ บีเอ็นบีโฮม เดอะมอลล์ สยามพารากอน และเอ็มโพเรียม

ทั้งนี้กำหนดจับรางวัลในวันที่ 29 ก.พ. 2567 และประกาศผลรางวัล ในวันที่ 15 มี.ค. 2567 คาดว่า แคมเปญนี้จะเกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพได้ประมาณ 5 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 25 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,600 ตันต่อปี  หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 520,000 ต้น

สำหรับแคมเปญ “ชาร์จใจ ชาร์จไฟ ไปกับEleXA” จะมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้ามูลค่า 100 บาท จำนวน 2 ใบต่อ 1 สิทธิ์ รวม 12,555 สิทธิ์  จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์ สามารถกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ม.ค. 2567 โดยคูปองมีอายุการใช้งานได้นานถึง 90 วันหลังจากกดรับสิทธิ์ และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้าได้ที่สถานี EleX by EGAT กว่า 180 แห่งทั่วประเทศ

Source : Energy News Center