ช่วงหน้าร้อนนอกจากอากาศร้อนแล้ว ค่าไฟก็ขึ้นแทบทุกบ้านเช่นกัน และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทุกคนใช้อย่างเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ ก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟค่อนข้างมาก ท่านที่เปิดเฉพาะตอนนอน ก็ดีหน่อย แต่บางท่านเปิดกันทั้งวันทั้งคืน ค่าไฟนั้นเพิ่มจากปกติหลายเท่าอย่างแน่นอน และวันนี้ทางทีมงานได้สรุปวิธีการใช้แอร์แบบไหน ถึงจะประหยัดไฟที่สุดมากฝากกัน รับรองว่าสามารถช่วยลดค่าไฟให้กับทุกท่านได้อย่างแน่นอน เพราะมีหลายท่านใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่าช่วยลดค่าไฟได้จริงๆ

1.ล้างแอร์ และทำความสะอาด

สำหรับท่านที่ใช้แอร์แล้วไม่เคยทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเลย แนะนำว่าให้ถอดออกมาทำความสะอาดกันก่อนเลย ซึ่งแผ่นกรองฝุ่นก็จะมีทั้งแบบที่โดนน้ำได้ และแบบที่เป็นกรองกระดาษไม่สามารถล้างด้วยน้ำได้ ก็จัดการทำความสะอาดกันให้เรียบร้อย เผื่อให้ลมสามารถผ่านเข้าสู่แอร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และใครที่ไม่เคยล้างแอร์เลย ก็มีคำแนะนำว่าควรล้างปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยกำจัดเศษฝุ่น และคราบสกปรกต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายใน ช่วยลดภาระในการทำงานของเครื่อง และยังช่วยเครื่องการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย ใครที่ล้างเองได้ ก็สามารถหาซื้อน้ำยา และอุปกรณ์ผ่านร้านค้าออนไลน์ได้เลย แต่อาจจะไม่สะอาดทุกส่วน หากเป็นไปได้จ้างช่างมาล้างแอร์ แบบถอดออกมาล้าง เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เดี๋ยวนี้มีให้บริการเยอะแยะมากมาย ราคาอยู่ในช่วง 500 – 1,200 บาทต่อเครื่องโดยประมาณ

2.จำกัดพื้นที่ในการเปิดแอร์

แอร์ทุกเครื่อง จะมีความสามารถในการทำความเย็นตามสเปคเครื่อง เวลาเลือกซื้อเราก็จะได้คำแนะนำว่าควรเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะสมกับพื้นที่ แต่บางท่านติดตั้งแอร์ในห้องที่อาจจะไม่เหมาะสม ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น เป็นบ้านรุ่นเก่าที่มีโถงขนาดใหญ่เต็มชั้น 1 หรือเรียกได้ว่าเป็นห้องเปิดโล่งขนาดใหญ่มาก เวลาเปิดแอร์ กว่าแอร์จะสามารถทำความเย็นได้ทัน ก็ใช้เวลาพอสมควร และแอร์ก็ต้องทำงานตลอดเวลา ทำให้ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก วิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ ให้ลดพื้นที่เปิด ซึ่งบางท่านก็ติดตั้งฉากกั้นแบบเลื่อนเปิด-ปิดได้ เพื่อลดขนาดพื้นที่ห้องลง ส่วนไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์ ก็ปิดลงไปเลย ซึ่งก็ยังคงสามารถเปิดฉากกั้นเพื่อใช้พื้นที่ได้ดังเดิม ซึ่งการลดขนาดพื้นที่ลง แอร์ก็จะทำงานน้อยลง ช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้นนั่นเอง

3.ตั้งอุณหภูมิ 26 – 27 องศา และเปิดพัดลมไปด้วย

ปกติจะมีคำแนะนำให้เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา เป็นค่ากลางที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกสถานที่ แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีคำแนะนำใหม่สำหรับคนที่ต้องการประหยัดไป คือ ให้ตั้งอุณหภูมิไปที่ 26 หรือ 27 องศา ตามความเหมาะสมในการใช้งาน และสถานที่ของแต่ละท่าน พร้อมให้เปิดพัดลมช่วย เพื่อช่วยให้ความเย็นกระจายไปทั่วห้อง ตัวพัดลมเองกินไฟน้อยกว่าแอร์มา เรียกว่าต่ำกว่าประมาณ 10 เท่านั้น เมื่อมาทำงานช่วยกันทั้งแอร์ และพัดลม ก็ช่วยประหยัดไฟได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว แถมเรายังได้ความเย็นกระจายไปทั่วห้องอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่า มีคนทดลองทำแล้ว พบว่าช่วยประหยัดไฟได้จริงๆ แต่ก็อยากให้ดูตามความเหมาะสมด้วย เพราะถ้าพื้นที่ที่ใช้มีบริเวณใหญ่มากๆ ความเย็นอาจจะไปไม่ทั่วถึง แนะนำให้ลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่าที่แนะนำ และสามารถเปิดพัดลมช่วยได้เช่นกัน

4.งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนสูง ในขณะเปิดแอร์

เรื่องนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เวลาใช้งานมีความร้อนเกินขึ้นใหม่ เช่น เตาไฟฟ้าสำหรับประกอบอาหาร ไดร์เป่าผม เตารีด เป็นต้น เพราะการเปิดแอร์เพื่อทำความเย็น แล้วมีความร้อนเกิดขึ้น จะส่งผลให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น ใช้ไฟมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราควรปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น อาจจะเป่าผมด้วยไดร์เป่าผมให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ในห้องนอน หรือจะรีดผ้า ก็แนะนำให้เปิดพัดลมเป่าตัวเราให้แรงกว่าเดิม หรือใครจะใช้เตาไฟฟ้าประกอบอาหาร ก็อาจจะเปิดหน้าตา ประตูห้อง เพื่อทำอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟได้อย่างแน่นอน

5.ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า

แอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบตั้งเวลาปิดมาให้แล้ว บางรุ่นก็อาจจะตั้งได้ทั้งเปิดและปิด ซึ่งแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่นนี้ เพราะหยุดการทำงานของแอร์ เช่น เราอาจจะตั้งเวลาปิดแอร์ก่อนเวลาที่เราจะตื่นนอนสักครึ่งชั่วโมง แค่วิธีง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถช่วยประหยัดไฟได้แล้ว แต่ก่อนตั้งเวลา ก็อย่าลืมตั้งนาฬิกาที่รีโมทให้ตรงด้วย บางรุ่นถ้าไม่สามารถกำหนดเป็นเวลาได้ ได้เป็นแบบกำหนดจำนวนนาที หรือชั่วโมง ก็ให้นับเวลาให้ดีก่อนจะตั้ง สำหรับคนที่กังวลว่า ตั้งปิดแอร์ก่อนเวลาตื่น จะทำให้ร้อนไม่มีอากาศหายใจหรือไม่ ต้องบอกว่า หลังจากปิดแอร์แล้ว ความเย็นจะยังคงอยู่ประมาณ 30 นาที ทำให้เรายังรู้สึกสบาย ไม่ร้อน

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 วิธีที่ช่วยประหยัดไฟจากการใช้แอร์ ซึ่งมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอร์ด้วย หากใครที่ใช้แอร์เก่า กินไฟเยอะ มีขนาดไม่เหมาะสมกับพื้นที่ แนะนำให้มองหาแอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยนใช้งาน หากมีงบประมาณนะครับ เพราะแอร์รุ่นใหม่นั้นกินไฟน้อยกว่าแอร์รุ่นเก่าๆ ค่อนข้างมาก หากมองในระยะสั้นอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่ามาก ทั้งค่าไฟที่จะลดลง และการรับประกันตัวแอร์ที่มีให้ เวลาแอร์มีปัญหาจะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อม

ก็ลองเอาไปทำกันนะครับ รับรองว่าประหยัดไฟกว่าเดิมแน่นอน

Photo : freepik

ด้วยกระแสของพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนต่างๆ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการคิดค้นนวตกรรม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดออกมา มากมาย แม้แต่ธนาคาร ก็ยังมีผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) ซึ่งเราคงคุ้นเคยกับ หนึ่งในบริการที่มีชื่อว่า สินเชื่อสีเขียว กันมาแล้ว และแน่นอนว่าหลายท่านอาจจะมีโอกาสได้ใช้กัน บางท่านอาจจะเอามาใช้สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่กำลังนิยมในขณะนี้ และอีกหลายๆ ท่านที่ทำธุรกิจ อาจจะมีการใช้สินเชื่อสีเขียวสำหรับจัดการเรื่องพลังงานในธุรกิจกันมาแล้ว

เงินฝากสีเขียว (Green Deposit) ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของธนาคารที่มีการเปิดให้บริการมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่หลายท่านยังไม่รู้ว่ามีบริการนี้ด้วย โดยในประเทศไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ และยังคงต้องติดตามดูว่า สุดท้ายแล้ว จะมีการพัฒนาและเติบโตได้แค่ไหน สำหรับเงินฝากสีเขียวนั้นก็เป็นเงินฝากประเภทหนึ่งในรูปแบบของเงินฝากประจำ ซึ่งจะมีระยะเวลาแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร แต่โดยรวมแล้วก็จะคล้ายกับบริการเงินฝากประจำ โดยธนาคารจะนำเงินฝากสีเขียวนั้นไปใช้ในกิจกรรมของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เช่น สินเชื่อเพื่อธุรกิจสีเขียว เป็นต้น

เงินฝากสีเขียว กับ เงินฝากทั่วไป ต่างกันอย่างไร

ก่อนจะไปดูความแตกต่าง มาดูว่าเงินฝากสีเขียว กับเงินฝากทั่วไป เหมือนกันมั้ย ต้องบอกว่า ทั้ง 2 แบบนั้น เป็นเงินฝากประจำเหมือนกัน ก็คือ เป็นบัญชีเงินฝากที่มีการกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ย เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนความแตกต่างนั้นจะอยู่ที่วัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ของธนาคารนั่นเอง หากเป็นเงินฝากประจำทั่วไป ปกติธนาคารจะนำไปปล่อยสินเชื่อให้กับคนทั่วไป หรือสินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการต่างๆ แต่เงินฝากสีเขียวนั้น ธนาคารจะนำเงินฝากนั้นไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เช่น ธุรกิจด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน โดยธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาว่าธุรกิจนั้นเข้าเงื่อนไขตามที่ธนาคารได้กำหนดไว้หรือไม่ ก็สรุปได้ว่า เงินฝากสีเขียว จะนำไปปล่อยสินเชื่อสีเขียวเท่านั้น จะไม่มีการนำไปใช้ปล่อยสินเชื่อทั่วๆ ไป

เงินฝากสีเขียว

  • เป็นเงินฝากประจำ
  • มีระยะเวลาฝากที่แน่นอน
  • ผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าเงินฝากประจำทั่วไป
  • เงินฝากจะถูกนำไปสนับสนุนโครงการสีเขียว

เงินฝากประจำ

  • มีหลายประเภท เช่น เงินฝากประจำปลอดภาษี เงินฝากประจำพิเศษ
  • ระยะเวลาฝากและผลตอบแทนขึ้นอยู่กับประเภท
  • ไม่ได้ระบุว่าเงินฝากจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร

เงินฝากสีเขียวในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย จากการหาข้อมูลของธนาคารต่างๆ พบว่า ล่าสุดมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้เปิดบริการเงินฝากสีเขียว โดยเป็นบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจเท่านั้น ใช้ชื่อว่า Sustainable Deposit หรือ เงินฝากเพื่อความยั่งยืน ลูกค้าธุรกิจที่ต้องการใช้บริการ ต้องมีคุณสมบัติตรงกับที่ทางธนาคารกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งก็มีข่าวออกมาว่า ตอนนี้มีโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เงินฝากเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) โดยผสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในการนำเสนอออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปี 64

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า มีธนาคารอื่นๆ เช่น ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ก็มีผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากสีเขียวสกุลเงินบาทเช่นกัน โดยมีตั้งแต่ปี 64 แล้ว เพื่อสนับสนุนลูกค้าประเภทองค์กร ร่วมพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการสานต่อพันธกิจของธนาคารในด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 และมีบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดของไทย ได้ร่วมประเดิมเปิดบัญชีเงินฝากสีเขียวในสกุลเงินบาทเป็นรายแรกๆ 

ข้อดีของเงินฝากสีเขียว

  • สร้างผลตอบแทนทางการเงิน: ได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก
  • สร้างผลตอบแทนทางสังคม: ร่วมสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

ข้อเสียของเงินฝากสีเขียว

  • ผลตอบแทนอาจจะน้อยกว่าเงินฝากประจำทั่วไป
  • ตัวเลือกยังมีน้อย ธนาคารที่เปิดให้บริการเงินฝากสีเขียวยังมีจำนวนจำกัด

เงินฝากสีเขียว ยังถือว่าใหม่ในบ้านเราพอสมควร หากเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจไหนที่อยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และยังได้รับอัตราดอกเบี้ยจากการฝากเงิน เงินฝากสีเขียว ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก อาจจะมีการแบ่งเงินในธุรกิจบางส่วนมาใช้บริการเงินฝากสีเขียวก็ได้ ซึ่งได้ทั้งภาพลักษณ์ที่ดี และร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้บริการก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขต่างๆ จากธนาคารด้วยความละเอียดรอบคอบด้วย

Photo : Freepik

ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าใครจะซื้อรถใหม่ตอนนี้ ต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 ในตัวเลือกอย่างแน่นอน มีรถยนต์ไฟฟ้าเปิดจำหน่ายในบ้านเรามากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เดิมๆ ที่จำหน่ายรถน้ำมันมาก่อน และแบรนด์น้องใหม่ ที่ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ก็เข้ามาเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรามากมายหลายรุ่น หลายยี่ห้อ และล่าสุดก็ยังมีการปรับราคาลงเพื่อแข่งขันกันอีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะกับการซื้อหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เป็นอย่างมาก

และในบทความนี้ ทางทีมงาน ก็ขอรวบรวมรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มาให้ทุกท่านไว้เป็นข้อมูลในการเลือกซื้อ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเป็นรุ่นยอดนิยมในบ้านเรา ช่วงต้นปี 2024 นี้ ไปดูกันเลยครับว่ามีรุ่นอะไรบ้าง

1.BYD DOLPHIN ราคา 699,999 – 859,999 บาท

มาเริ่มกันที่ BYD DOLPHIN กันก่อน หลายคนก็เรียกว่าน้องโลมา ด้วยการออกแบบให้มีดีไซน์เหมือนโลมา มีความน่ารัก พร้อมสีสันที่มีให้เลือกมากมาย ตัวรถมีขนาดที่เหมาะกับการใช้เป็นซิตี้คาร์ พร้อมสเปคที่ถือว่าเกินตัวไปมากเลยทีเดียว สำหรับ BYD DOLPHIN ตอนนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่น คือ Standard Range ราคา 699,999 บาท และ Extended Range ราคา 859,999 บาท โดยทั้ง 2 รุ่นจะมีขนาด และน้ำหนักที่เท่ากัน แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางการขับขี่ ระบบความปลอดภัย และพวกอุปกรณ์ตกแต่ง ซึ่งถ้าใครที่งบไม่เยอะ และส่วนใหญ่ใช้งานในเมืองโดยมีระยะทางการขับขี่โดยปกติไม่ไกลมากนักในแต่ละครั้ง แนะนำเป็น Standard Range ก็พอ ส่วนใครที่เน้นใช้งานจริงจัง และต้องการพละกำลังในการขับขี่ อาจจะต้องไปเลือกเป็นรุ่น Extened Range แทนครับ สำหรับสเปคโดยรวมก็สรุปไว้ให้แล้วดังนี้

Standard Range ราคา 699,999 บาท
กำลังสูงสุด 70 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 180 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 44.9 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 410 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

Extened Range ราคา 859,999 บาท
กำลังสูงสุด 150 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 310 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 60.48 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

2.NETA V ราคา 549,000 บาท

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า NETA V ต้องบอกว่า ราคาดีมาก เพราะขายที่ 549,000 บาท เท่านั้น เล่นเอารถน้ำมันเดิมๆ ดูแพงไปเลย การออกแบบของ NETA V ก็จะเป็นซิตี้คาร์ ที่ดูรูปทรงแล้ว ก็จะดูเล็กๆ หน่อย แต่ไม่ได้เล็กแบบในภาพ เพราะสามารถจุของได้ค่อนข้างเยอะ และปรับพับเบาะลงเพื่อบรรทุกของเพิ่มได้อีกด้วย มีสีให้เลือกมากถึงว 6 สีกันเลย สำหรับออปชั่นต่างๆ นั้น ก็จัดให้มาเต็มมาก ตั้งแต่จอกลางขนาด 14.6 นิ้ว ขนาดใหญ่มาก ทำให้กดหน้าจอเพื่อสั่งงานได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีจอแบบแนวนอนขนาด 12 นิ้ว สำหรับแสดงผลการขับขี่ติดตั้งมาให้อีกด้วย

พละกำลังของรถรุ่นนี้ ก็ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร แบบเตอรี่ขนาด 40.7 กิโลวัตต์ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดที่ 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC จาก 30 – 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นอกจากนี้ยังรองรับฟังก์ชัน V2L (Vehicle to load) เพื่อจ่ายไฟรถให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ที่กำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นก็เรียกว่ามาให้แบบครบๆ แบบเดียวกับรถน้ำมันรุ่นท็อปกันเลย ใครสนใจรถซิตี้คาร์ แบบงบประหยัด NETA V เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

NETA V ราคา 549,999 บาท
กำลังสูงสุด 95 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 150 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 40.7 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

3. ORA Good Cat ราคา 799,000 – 899,000 บาท

ORA Good Cat หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี และการดีไซน์นั้นบอกเลยว่า น่ารักมากกก เป็นน้องแมวที่สาวๆ ชอบกันเลยทีเดียว สำหรับ ORA Good Cat ที่เปิดจำหน่ายในบ้านเรานั้น ก็จะมีด้วยกัน 3 รุ่นก็คือ Pro , Ultra และ GT แต่ว่าจะมีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ Pro และ Ultra ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีสเปคในส่วนของพละกำลัง ความจุแบต ระยะทางในการขับขี่นั้นเท่ากัน แต่จะแตกต่างในเรื่องของพวกการตกแต่ง ออปชั่น และระบบความปลอดภัย โดยรุ่น Ultra จะได้ไฟหน้า LED อัจฉริยะ ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ กระจกมองข้างพับด้วยไฟฟ้า มีเบาะนวดคนขับ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ ลำโพง 6 ตำแหน่ง รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่มากกว่ารุ่น Pro เยอะเลยทีเดียว ดูจากราคาค่าตัวแล้ว บอกตรงๆ เลยว่า ถ้าจะซื้อ แนะนำเป็นรุ่น Ultra ไปเลยดีกว่าครับ คุ้มค่ากว่ามาก เอาเฉพาะส่วนของระบบความปลอดภัยก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่มแล้ว

กำลังสูงสุด 143 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 210 นิวตันเมตร
ความจุแบตเตอรี่ 57.70 กิโลวัตต์
ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC

4.MG 4 ELECTRIC ราคา 869,000 – 969,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าจาก MG ดีไซน์ออกแบบมาในแนวสปอร์ต มีให้เลือกถึง 6 สี ในรุ่น X มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่มีประสิทธิภาพในการส่งกำลังได้ดียิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบแบตเตอรี่ให้ติดตั้งเป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้างตัวรถ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กประสิทธิภาพสูง ระบบช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ซึ่งช่วยให้การเข้าโค้ง การเกาะถนน และการขับขี่ดีขึ้น 

สำหรับสมรรถนะของทั้ง 2 รุ่นนี้จะเหมือนกันเกือบทั้งหมด จะแตกต่างกันในเรื่องของออปชั่นต่างๆ และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่รุ่น X จะมีมาให้มากกว่า รวมถึง ระบบ i-Smart ที่จะมีเฉพาะรุ่น X

ห้องโดยสารเน้นความเรียบโปร่งในแบบ Mininal Sportiness มีจอทัสกรีนขนาด 10.25 นิ้วเพื่อความบันเทิง พร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น เบาะด้านหลังพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่การใส่ของ สำหรับคันนี้ก็เหมาะกับคนที่เน้นเรื่องของการขับขี่เป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นรถที่ขับสนุกอีกคันเลยก็กว่าได้ แรง หนึบ ออปชั่นครบ

รุ่น D ราคา 869,000 บาท
รุ่น X ราคา 969,000 บาท

มอเตอร์ไฟฟ้า 170 แรงม้า
แรงบิตสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 51 kWh
ระยะทางสูงสุด 425 กม. (มาตรฐาน NEDC)

5. AION ราคา 899,900 – 995,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Crossover ที่บอกได้เลยว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยตัวรถความยาวมากถึง 4,535 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,650 มม. ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ตัวรถจะเน้นความกว้างขวางเป็นพิเศษ เหมาะเป็นรถครอบครัวมากๆ ประตูหลังเปิดได้กว้างมาก ขึ้นลงรถได้สะดวก การเก็บเสียงทำได้ค่อนข้างดี พร้อมออปชั่นต่างๆ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นอื่นๆ กันเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับรถที่ราคาเกิน 1 ล้านบาทแล้ว บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มกว่ามาก รถใหญ่ แบตใหญ่ ขับได้ไกลกว่า

AION Y PLUS ราคา 899,900 บาท
AION Y Plus 490 Elite ราคา 995,000 บาท 

มอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่ความจุ 63.2 kWh
ระยะทางสูงสุด 490 กม. (มาตรฐาน NEDC)

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลแบบสรุปสำหรับ 5 รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม ในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ช่วงต้นปี 2024 ใครที่มีงบไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ และใครที่มีงบมากกว่านี้จะขยับไปรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มีสเปคสูงๆ กว่านี้ก็ถือว่ายังน่าสนใจอีกเช่นกัน เพราะตอนนี้หลายๆ รุ่นปรับราคาลงมามากมาย บางรุ่นราคาแค่ล้านต้นๆ แต่ได้ออปชั่นแบบเต็มๆ ก็มีเช่นกันครับ ก็ขอให้ทุกท่านได้รถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกใจไปใช้งานกันนะครับ

การจัดการขยะในแม่น้ำของกรุงเทพมหานคร ได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการนำ เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเริ่มกันไปแล้วตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2567 นี้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ 1 ใน 15 ลำ ที่มีการใช้กันอยู่ทั่วโลก ณ ตอนนี้

โดยเรือลำนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างสำนักสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร กับ The Ocena Cleanup เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีการติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ถนนพระราม 3 เขตบางคอแหลม และนำเรือขนถ่ายลำเลียงขยะ ติดตั้งอุปกรณ์ จำนวน 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเก็บขยะ เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 – มกราคม 2568 พร้อมกับรถบรรทุกขนถ่ายลำเลียงขยะ จำนวน 1 คัน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2567 ซึ่งขยะที่จัดเก็บได้จะนำไปศึกษาวิจัยปริมาณขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีการติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ซึ่งทำหน้าที่ดักเก็บขยะ โดยเครื่องตัวที่ติดตั้งนี้สามารถจัดเก็บขยะในแม่น้ำเจ้าพระยาได้วันละ 50,000 – 100,000 ชิ้น ถ้าคิดเป็นน้ำหนักก็จะอยู่ราวๆ 50 – 100 ตัวเลยทีเดียว ตัวเครื่องสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทำงานได้ในหลากหลายสภาวะอากาศ ซึ่งจะช่วยเรื่องของการประหยัดกำลังคนที่จะต้องมาช่วยกันเก็บขยะ รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

เครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) จะประกอบไปด้วย ทุ่นลอยน้ำที่มีลักษณะเป็นแผง ซึ่งจะเชื่อมโยงเข้ากับโรงเก็บขยะ ลักษณะก็จะคล้ายกับแพที่มีการทอดสมอลอยอยู่ในแม่น้ำนั่นเอง ระบบต่างๆ จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มาจากโซลาร์เซลล์ และมีระบบการทำงานแบบอัตโมัติตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานอัตโนมัตินี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยแรงงานคนมาจัดการ

ในปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงของการทดสอบ ซึ่งในบ้านเราก็จะอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากข้อดีต่างๆ แล้ว ก็ยังมีข้อสังเกตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนของเครื่องที่ยังมีราคาสูงอยู่ รวมถึงยังไม่สามารถจัดเก็บขยะที่อยู่ใต้น้ำได้ ซึ่งคาดว่าหลังจากมีการทดสอบและศึกษากันในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะมีการปรับปรุงพัฒนาเครื่องรุ่นใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการดักเก็บขยะมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการดักเก็บขยะที่มีปริมาณสูงขึ้น ใช้เวลาน้อยลง รวมถึงการดักเก็บขยะได้ในหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นขยะบนผิวน้ำ และขยะที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงต้องรอให้มีการพัฒนากันก่อน ทั้งนี้ทาง The Ocena Cleanup มีเป้าหมายที่มีการใช้เรือดักเก็บขยะที่ติดตั้งเครื่องอินเตอร์เซพเตอร์ (Interceptor) ในแม่น้ำกว่า 1,000 แม่น้ำทั่วโลก

สำหรับเรือสำหรับจัดการขยะนั้น ก็ไม่ได้มีแบบเดียว มีการพัฒนาออกมาหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น

  • เรือดักจับขยะ: เรือเหล่านี้ใช้ตะแกรงหรือสายพานลำเลียงเพื่อดักจับขยะที่ลอยน้ำ โดยมีผู้พัฒนาคือ The Ocean Cleanup ที่คิดค้นเรือ Interceptor ที่สามารถดักจับขยะพลาสติกในแม่น้ำก่อนไหลลงสู่ทะเล
  • เรือเก็บขยะ: เรือเหล่านี้ใช้ถังเก็บขยะเพื่อเก็บขยะที่ลอยน้ำ มีผู้พัฒนาที่มีชื่อเสียงก็คือ SolarBotanic บริษัทพัฒนาเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บขยะจากแม่น้ำและทะเลสาบ
  • เรือดูดขยะ: เรือเหล่านี้ใช้เครื่องดูดฝุ่นเพื่อเก็บขยะจากใต้ผิวน้ำ ก็มีผู้พัฒนาตัวอย่างเช่น WasteShark บริษัทพัฒนาเรือดูดขยะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บขยะจากใต้ผิวน้ำ

การจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ในการรักษาความสะอาด และจัดเก็บขยะ รวมถึงวัชพืชในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีพื้นที่การปฏิบัติงานเริ่มตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงวัดโยธินประดิษฐ์ สุดเขตบางนา โดยมีระยะทางประมาณ 34 กิโลเมตร ต้องทำการจัดเก็บทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำ รวมถึงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยวัชพืชและขยะที่จัดเก็บได้นั้น จะนำไปขึ้นที่ท่าเรือ 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ ปากคลองบางกอกน้อย (ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์) ใต้สะพานพุทธ(คลองโอ่งอ่าง) และใต้สะพานพระราม 9 (ฝั่งพระนคร) หลังจากนั้น จะมีการนำวัชพืช และขยะไปกำจัดที่สถานีกำจัดมูลฝอยหนองแขม ซึ่งขยะที่สามารถจัดเก็บได้ ส่วนใหญ่เป็นวัชพืชและผักตบชวาที่มีจำนวนมาก จึงทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้หมดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น อีกทั้งกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดสุดท้ายที่มีมูลฝอยและวัชพืชลอยออกสู่อ่าวไทย กำหนดเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 08.30– 16.30 น. เป็นประจำทุกวัน ปริมาณมูลฝอยที่จัดเก็บได้ พบว่ามีปริมาณทั้งหมด 3,146.16 ตัน เฉลี่ยวันละ 8.62 ตัน

ในอนาคตเรือเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการลดมลพิษทางน้ำ เทคโนโลยีนี้กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำทั่วโลกอย่างแน่นอน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

เวลาจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ เรื่องของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เราซื้อจะสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเวลาชารจ์จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเต็ม ซึ่งแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันก็จะเป็นแบตลิเทียมไอออน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องของความปลอดภัยที่มีความเสี่ยงต่อการไหม้หรือระเบิด โดยเฉพาะเมื่อมีความร้อนสูง หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง รวมไปถึงการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนระหว่างการใช้งาน อายุการใช้งานที่น้อยลงตามระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงการชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิตสเตทออกมา เพื่อเป็นทางออกให้กับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าแก้ปัญหาของแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนได้เกือบทั้งหมด ถือว่าเป็นอนาคตใหม่ของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Solid State Battery (แบตเตอรี่โซลิตสเตท) คืออะไร

แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery – SSB) เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้อิเล็กโทรไลต์ในรูปของแข็งแทนอิเล็กโทรไลต์แบบเหลว ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูงขึ้นเนื่องจากโอกาสติดไฟต่ำ มีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ข้อดีของแบตเตอรี่โซลิตสเตท

  • ความปลอดภัย: แบตเตอรี่แบบ Solid-State นั้นปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า เพราะอิเล็กโทรไลต์แบบของแข็งไม่ติดไฟ
  • ประสิทธิภาพ: สูญเสียพลังงานน้อยลง
  • ความจุพลังงาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State เก็บพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • อายุการใช้งาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • ความเร็วในการชาร์จ: แบตเตอรี่แบบ Solid-State ชาร์จไฟได้เร็วกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า

ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ หากมีการนำแบตเตอรี่แบบ Solid-State มาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เราจะได้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น ใช้เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ในระดับที่ชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับแบตเตอรี่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างแบตลิเทียมไอออน ก็จะทำได้มากกว่าถึง 2.4 เท่า ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอไปได้เลย และแน่นอนว่าใช้เวลาพอๆ กับการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

ค่ายรถยนต์ กับแบตเตอรี่แบบ Solid-State

ตอนนี้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ได้ลงทุนและมีแผนในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาหลายค่ายเลย อย่างเช่น โตโยต้า ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้วว่า ทางโตโยต้าเองก็ได้มีการทดสอบแบตเตอรี่แบบใหม่นี้กับรถยนต์ไฮบริจของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2020 และจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาในเร็วๆ นี้

ส่วนทางนิสสันก็มีการเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน ว่าได้มีแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-State ในปี 2024 นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเร่งทำการผลิตและทดสอบ เพื่อพร้อมใช้งานจริงภายในปี 2028 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้ โดยทางนิสสันคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนเรื่องของแบตเตอรี่ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน

นอกจากทั้ง 2 ค่ายนี้แล้ว ก็ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า ที่กำลังเร่งวางแผน และทำการวิจัยแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด ส่วนทางค่ายรถยุโรป ก็ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ว่าจะเป็น โฟล์สวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และฟอร์ด ก็ได้มีการวางแผนเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตในปี 2025

สำหรับแบตเตอรี่แบบ Solid-State ค่ายรถไหนที่นำมาใช้ก่อน ก็จะเป็นการพลิกเกมในตลาดได้เลย หลังจากที่ปล่อยให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เปิดค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่ตอนนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์จากประเทศจีน กำลังกินส่วนแบ่งการจำหน่ายรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาพร้อมกับราคาที่ถูก และออปชั่นแบบอัดแน่น แบบที่รถญี่ปุ่นให้ไม่ได้ ซึ่งหากค่ายรถญี่ปุ่น สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกสู่ตลาดได้ก่อน จะช่วยพลิกสถานการณ์ให้คนกลับมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน

ส่วนค่ายรถยนต์จากจีน ก็เร่งพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Guangzhou Automobile Group หรือ GAC Group คาดว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ออกสู่ตลาดได้ในปี 2026 Changan Automobile ก็ได้มีการลงทุนในส่วนนี้ พร้อมพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ราวๆ ปี 2027 ส่วน BYD ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลกตอนนี้ก็ประกาศว่าอยู่ระหว่างพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตด้วยเช่นกัน

ด้วยข้อดีต่างๆ ของ แบตเตอรี่แบบ Solid-State ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เราก็คงจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัยมากขึ้น ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลกว่าเดิม ตอนนี้ใครไม่อยากรอ ก็ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันได้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้มีปัญหาในการรอ แนะนำว่าอดใจไว้อีก 3 – 5 ปี รับรองว่าได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State อย่างแน่นอน ก็รอดูกันครับว่า จะมีค่ายรถยนต์ค่ายไหน เปิดจำหน่ายเป็นรายแรกของโลก

Photo : Freepik , Thermofisher