ช่วงนี้ทางผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าต่างก็พากันเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่ง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับ 1 ของโลกในตอนนี้ ก็ได้เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Shenxing Plus ออกมา ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากแบตเตอรี่รุ่นเดิม Shenxing นั่นเอง โดยแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้มีจุดเด่นในที่การใช้เทคโนโลยีชาร์จเร็วพิเศษ 4C ที่สามารถชาร์จเพียง 10 นาที รถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรเลยทีเดียว และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 1,000 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)

สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิม แต่เดิมแบตเตอรี่ Shenxing นั้นจะทำระยะทางได้ประมาณ 400 กิโลเมตรเมื่อชาร์เร็ว เรียกได้ว่า Shenxing Plus แบตเตอรี่รุ่นใหม่ สามารถทำระยะทางได้มากกว่าเดิมถึง 200 กิโลเมตรเลยทีเดียว สำหรับการออกแบบนั้นจะใช้เทคโนโลยี Cell to Body (CTB 3.0) ซึ่งเป็นการรวมเซลล์แบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างตัวรถโดยตรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ ลดน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรงของตัวรถ และใช้โครงสร้างแบบรังผึ้ง 3 มิติ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน และ รองรับการชาร์จเร็ว มีความหนาแน่นของพลังงาน 205Wh/kg ซึ่งเทียบได้กับแบตเตอรี่ NMC ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันในปัจจุบัน 

เรื่องความปลอดภัยนั้นก็จะใช้ เทคโนโลยี LFP มีความปลอดภัยสูง เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ น้อยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ สามารถชาร์จเร็วได้แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำถึง -20°C แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2025

ข้อดีของแบตเตอรี่ Shenxing Plus

  • ระยะทางวิ่งไกล
  • ชาร์จเร็ว
  • ปลอดภัย
  • อายุการใช้งานยาวนาน
  • สามารถชาร์จเร็วได้แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำถึง -20°C

ข้อสังเกตของแบตเตอรี่ Shenxing Plus

  • ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
  • ราคาอาจจะสูง

เปรียบเทียบกับแบตเตอรี่รุ่นอื่น

คุณสมบัติShenxing PlusLi-ion ทั่วไป
เทคโนโลยีLFPNMC, LFP
ระยะทางวิ่งไกล1,000 กม. (มาตรฐาน CLTC)400-600 กม.
ความเร็วในการชาร์จชาร์จ 10 นาที วิ่งได้ 600 กม.30 นาที ชาร์จ 80%
อายุการใช้งาน3,000 รอบชาร์จ1,500-2,000 รอบชาร์จ
ความปลอดภัยสูงปานกลาง
ต้นทุนสูงปานกลาง

บทสรุป

แบตเตอรี่ Shenxing Plus เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพสูง แต่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา ยังมีข้อมูลไม่มากนัก คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ กว่าจะทราบถึงประสิทธิภาพ ราคา และการใช้งานจริง ซึ่งหากมีการใช้งานจริงแล้ว จะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น ไม่ต้องชาร์จกันบ่อยๆ อีกต่อไป และแน่นอนว่าจะทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และราคารถก็น่าจะถูกลงกว่าในปัจจุบัน

บ้านไหนที่อยู่กันมายาวนาน แนะนำให้ลองสำรวจตรวจสอบหลอดไฟในบ้านดูครับว่าใช้หลอดไฟแบบไหนบ้าง ยังใช้หลอดไฟแบบไส้ หรือหลอดไฟธรรมดาอยู่หรือเปล่า ซึ่งหลอดไฟรุ่นเก่าเดิมๆ นั้นมีข้อเสียมากมาย บางคนอาจจะไม่เคยสนใจเลย เพราะหลอดไฟยังใช้ได้ปกติอยู่ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาอยากให้ลองสำรวจกันดูครับ และถ้าเปลี่ยนได้ อยากแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED กัน เพราะมีข้อดีมากมาย ซึ่งในบทความนี้ เราก็จะมาเปรียบเทียบหลอดไฟแบบธรรมดา กับหลอดไฟแบบ LED ให้ดูกัน

ทำไมต้องใช้หลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED มีข้อดีมากมาย ซึ่งจุดเด่นหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการประหยัดไฟ ทีประหยัดกว่าหลอดไฟแบบธรรมดา นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ดังนี้

1. ประหยัดพลังงาน หลอดไฟ LED ใช้งานไฟฟ้า น้อยกว่า หลอดไฟแบบเก่าถึง 80% ช่วยให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว หลายคนอาจจะกังวลว่าการเปลี่ยนหลอดไฟ ก็ต้องเสียเงินค่าหลอดไฟใหม่ มันจะคุ้มได้อย่างไร แต่ถ้าเราคำนวณกันใหม่แล้ว จะพบว่าในระยะยาวจะมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะอย่างไรหลอดไฟธรรมดาเมื่อหมดอายุการใช้งานเราก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างจากการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED แทน

2. อายุการใช้งานยาวนาน หลอดไฟ LED มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ทนทานกว่าหลอดไฟแบบเก่าที่อายุการใช้งานเพียง 1,000 ชั่วโมง ซึ่งอายุการใช้งานที่มากกว่านี้ทำให้เราไม่ต้องเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยๆ ประหยัดค่าหลอดไฟไปได้เยอะเลย

3. สว่างกว่า หลอดไฟ LED ให้ความสว่าง มากกว่า หลอดไฟแบบเก่าในระดับวัตต์ที่เท่ากัน ช่วยให้ประหยัดจำนวนหลอดไฟที่ใช้ ซึ่งแต่เดิมเราอาจจะต้องใช้หลอดไฟในพื้นที่เดียวกันเป็นจำนวนมาก เพราะแสงสว่างไม่พอ ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ที่มีกำลังไฟมากกว่า สว่างมากกว่า ทดแทนได้ โดยไม่ต้องใช้จำนวนหลอดไฟมากเหมือนเดิมอีกต่อไป

4. ปลอดภัยกว่า หลอดไฟ LED ไม่มีสารปรอท ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต่างจากหลอดไฟแบบเก่าที่มักมีสารปรอท ข้อนี้ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่สำคัญมาก

5. ร้อนน้อยกว่า หลอดไฟ LED ร้อน น้อยกว่า หลอดไฟแบบเก่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการไหม้ รวมถึงลดความร้อนระหว่างการใช้งานอีกด้วย หากเราลองนึกดูว่าแต่เดิมเราใช้หลอดไฟแบบเก่าเป็นจำนวนมากๆ ในพื้นที่เดียวกัน จะเกิดความร้อนสะสมมากขนาดไหน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ที่มีความร้อนน้อยลง และยังใช้จำนวนหลอดที่น้อยกว่า จะช่วยให้ความร้อนขณะใช้งานลดลงเป็นอย่างมาก

6. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลอดไฟ LED ใช้พลังงานน้อย ปลอดสารปรอท และมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหลอดไฟแบบเก่า

7. มีหลายเฉดสี หลอดไฟ LED มีหลายเฉดสีให้เลือก เหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางรุ่นก็สามารถปรับเฉดสีได้ผ่านรีโมท หรือแอพพลิเคชั่นอีกด้วย ปลดล็อคข้อจำกัดในเรื่องของสีได้เลย สามารถเลือกสีได้หลายร้อยสี ช่วยให้เรานำไปใช้งานได้ตามต้องการเลย ไม่ต้องมาซื้อหลอดแต่แบบระบุสีให้เปลืองเงินอีกต่อไป เพราะเราสามารถซื้อหลอดไฟ LED เพียง 1 หลอด แต่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามใจ

8. ดีไซน์หลากหลาย หลอดไฟ LED มีดีไซน์หลากหลาย สวยงาม ทันสมัย ด้วยข้อดีอันนี้ เราจึงได้เห็นรูปแบบหลอดไฟ LED ที่หลากลาย ไม่ว่าจะเป็นหลอดทรงกลม หลอดทรงเหลี่ยม หลอดทรงแบบกว้างขนาดใหญ่เหมือนจาก UFO ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันออก หรือใครเน้นดีไซน์ของบ้าน ก็สามารถเลือกหาหลอดไฟมาติดตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าหลอดไฟแบบเดิมๆ

9. ควบคุมแสงได้ หลอดไฟ LED บางรุ่นสามารถหรี่แสงและปรับอุณหภูมิสีได้ อันนี้ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เราเลือกปรับความสว่างของแสงได้ตามรูปแบบการใช้งาน เช่น หลอดไฟในห้องนั่งเล่นอาจจะปรับให้สว่างมากหน่อย ส่วนห้องนอนอาจจะปรับให้มืดสักหน่อย เพื่อให้ได้บรรยากาศสำหรับการเข้านอน รวมถึงการปรับสีให้ออกโทนเหลืองๆ เพื่อความสบายตา และยังสามารถปรับเพื่อใช้งานอื่นๆ ได้อีกมากมาย

10. ทนทาน หลอดไฟ LED ทนทานต่อแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ด้วยกระบวนการผลิต และวัสดุที่ใช้ ทำให้หลอดไฟแบบ LED มีความทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถนำไปติดตั้งและใช้งานได้พื้นที่ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น จริงๆ ไม่เพียงแต่ใช้งานในบ้านเท่านั้น หลอดไฟแบบ LED ก็ยังมีการนำไปใช้ในรถยนต์ที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนในระหว่าการขับขี่อีกด้วย

11. รองรับการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น หลอดไฟแบบ LED รุ่นใหม่ มีการพัฒนาให้สามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือได้ ทำให้เราควบคุมการทำงานของหลอดไฟได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การสั่งเปิดปิด ปรับความสว่าง ปรับสี การตั้งเวลา รวมถึงการใช้งานในรูปแบบการตั้งเงื่อนไขต่างๆ เช่น เวลาฝนตกให้เปิดอัตโนมัติ หรือเวลาเช้าให้ปิดไฟทุกดวงในบ้าน ก็สามารถทำได้เช่นกัน และยังสามารถสั่งงานในระยะไกลอีกด้วย เช่น เราไปเที่ยวเชียงใหม่ ก็สามารถสั่งเปิดไฟบ้านที่กรุงเทพได้

แม้ว่าหลอดไฟแบบ LED จะมีราคาสูงกว่าหลอดไส้ หรือหลอดไฟแบบธรรมดา แต่ถ้าเรามองในเรื่องของความคุ้มค่า ความสะดวกในการใช้งาน ก็ถือว่าคุ้มค่ามากกว่าเยอะครับ สำหรับบ้านใครที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟแบบ LED แต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณในการซื้อหลอดไฟใหม่ แนะนำว่ารอให้หลอดเก่าเสียก่อนค่อยเปลี่ยนก็ได้ ส่วนใครไม่ได้ติดขัดเรื่องนี้แนะนำให้สำรวจและทำการเปลี่ยนได้เลย หากเรามีความชื่นชอบเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว อาจจะเลือกหลอดไฟ LED แบบที่เชื่อมกับ WiFi บ้านไปเลยก็ได้ ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้เราสามารถควบคุมหลอดไฟผ่านมือถือได้เลย เป็นอะไรที่สะดวกกว่าเดิมมากๆ ยังไงก็ลองไปพิจารณากันดูนะครับ

Photo : freepik

สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่คิดค้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งใช้หลักการการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสี ให้สามารถถ่ายเทความร้อนจากภายในอาคารออกสู่ภายนอกอาคารได้โดยไม่ต้องใช้พลังงาน และยังมีข้อดีในเรื่องของราคาที่มีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าอื่นๆ ที่ช่วยถ่ายเทความร้อนกว่า 10 เท่า โดยต้นทุนจะอยู่ประมาณ 20 – 50 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น ส่วนสินค้าอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันจะมีต้นทุนอยู่ประมาณ 200 – 500 บาทต่อตารางเมตร

งานวิจัย สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ถูกคิดค้นโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงศกร กาญจนบุษย์ อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายปฐวี สักกะตะ นักศึกษาระดับปริญญาเอก พร้อมกับทีมงานอีกหลายท่าน อธิบายถึงหลักการในการทำงานของสเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิเอาไว้ว่า การระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีนั้น ทำได้โดยการแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8-13 ไมโครเมตร เนื่องจากเป็นช่วงที่ชั้นบรรยากาศเปิด ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาวัสดุให้สามารถแผ่รังสีความร้อนได้ สามารถทำได้ 3 วิธีคือ

  1. การเลือกวัสดุ (Materials) ที่มีพันธะเคมีที่เหมาะสมโดยจะสามารถแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตรได้ดีโดยธรรมชาติ
  2. การใช้สารเจือปน (Additives) ผสมเข้าไปในวัสดุที่ไม่มีพันธะเคมีที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตร
  3. การทำให้เกิดรูปทรงและรูปร่าง (Patterning) โดยวิธีนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดัชนีการสะท้อนแสงที่แตกต่างกันแบบไม่เป็นเนื้อเดียว โดยรูปทรงเหล่านั้นต้องมีขนาดในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตร การเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ทำให้เกิดการแผ่รังสีความร้อนอินฟราเรด ซึ่งการทำให้เกิดรูปทรงและรูปร่างนั้นมักจะใช้กระบวนการที่ซับซ้อนและมีราคาแพง เพื่อให้เกิดรูปทรงต่างๆ ที่สามารถควบคุมได้อย่างชัดเจน

ในงานวิจัยนี้ เป็นการพัฒนา สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ครั้งแรกของโลกที่มีการนำกระบวนการสเปรย์มาใช้ในกระบวนการระบายความร้อน สามารถใช้ได้กับพื้นผิวที่มีลักษณะหลากหลาย หากเทียบกับสินค้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นสติกเกอร์แปะทับเคลือบลงไปบนวัสดุที่มีผิวเรียบเท่านั้น การใช้สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ จึงสามารถใช้งานร่วมกับวัสดุที่หลากหลายกว่า ทีมวิจัยเอง ได้มีการทดลองเคลือบลงบนวัสดุต่างๆ ด้วย อาทิเช่น กระจก เมทัลชีทหรือแผ่นโลโหะสำหรับทำหลังคา แก้ว ปูน และกระเบื้องหลังคา ซึ่งได้ผลออกมาว่า สเปรย์ฟิล์มที่ทำการวิจัยนี้ สามารถลดอุณหภูมิความร้อนได้เฉลี่ยลดลงประมาณ 0.25 – 2.20 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ยังมีข้อดีในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน สามารถสเปรย์ลงบนผิววัสดุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำการขนส่งได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของวัสดุที่จะเคลือบลงไป ส่วนต้นทุนของสเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมินี้ อยู่ที่ 20 – 50 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น

ผลงานวิจัยเรื่อง “Radiative cooling film enabled by droplet-like infrared hot spots via low-cost and scalable spray-coating process for tropical regions” ได้ถูกยื่นจดสิทธิบัตรผ่าน มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับตีพิมพ์ระดับ Top3% ของสาขา Engineering (miscellaneous) ซึ่งนิตยสารมีค่า Impact Factor สูงถึง 8.9 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ปัจจุบันรองศาสตราจารย์ ดร.พงศกร และทีมงาน กำลังดำเนินการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อเพิ่มระดับความพร้อมของเทคโนโลยี ซึ่งร่วมมือกับภาคธุรกิจในการนำนวัตกรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าของคนไทย ซึ่งจะสร้างชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยต่อไป

บทสรุป

สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ และใช้งานง่าย เหมาะสำหรับใช้ในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย

คุณสมบัติ

  • ลดอุณหภูมิได้ 0.25-2.20 องศาเซลเซียส
  • ต้นทุนต่ำ อยู่ที่ 20-50 บาทต่อตารางเมตร
  • ใช้งานง่าย เพียงแค่พ่นสเปรย์ลงบนพื้นผิว
  • เหมาะกับพื้นผิวหลากหลายชนิด เช่น แก้ว กระจก แผ่นโลหะ ปูน และกระเบื้อง
  • ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์

  • ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร
  • ประหยัดพลังงาน
  • เพิ่มความสบายตัว
  • เหมาะสำหรับใช้ในบ้าน อาคาร ร้านค้า และโรงงาน

ตัวอย่างการใช้งาน

  • พ่นบนหลังคา กันความร้อนก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน
  • พ่นบนผนังอาคาร ช่วยลดการดูดซับความร้อน
  • พ่นบนกระจก ช่วยลดความร้อนจากแสงแดด
  • พ่นบนหลังคาโรงงาน ช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงงาน

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถชมคลิปรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้เลย

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟค่อนข้างมาก ก็คงจะหนีไม่พ้นเครื่องปรับอากาศ หรือเราเรียกกันสั้นๆ ว่า แอร์ นั่นเอง ยิ่งในช่วงหน้าร้อนนี้ หลายคนต้องจ่ายค่าไฟมากเป็นพิเศษ เพราะเปิดแอร์กันฉ่ำๆ ตลอดวัน วันนี้ทางทีมงานเลยขอนำเสนอวิธีการใช้งานแอร์ และวิธีดูแลรักษาแอร์ ให้ประหยัดไฟได้จริงๆ จะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้นติดตามกันได้เลย

1.ติดตั้งแอร์ และคอมเพรสเซอรแอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม

สำหรับใครที่ติดตั้งแอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะลำบากในการเลือกตำแหน่งแอร์ให้เหมาะสม แต่ก็สามารถตรวจสอบดูได้ครับว่า ตำแหน่งที่ติดตั้งไปแล้วเหมาะสมดีหรือไม่ หลักการง่ายๆ ก็คือ ตัวแอร์ที่อยู่ภายในห้อง ควรอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีอะไรบัง เพื่อให้ลมสามารถกระจายไปได้ทั่วถึง หากใครที่เอาของไปไปไว ก็แนะนำให้ย้ายออกให้เรียบร้อย สำหรับคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ด้านนอก ก็ไม่ควรจะมีอะไรบังเช่นกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนระหว่างการทำงานของเครื่องได้ดีมากยิ่งขึ้น และควรจะอยู่ในบริเวณที่ร่มจะดีที่สุด นอกจากนี้อย่าลืมดูด้วยว่า คอมเพรสเซอร์ ปล่อยลมร้อนไปยังเพื่อนบ้านหรือเปล่า ถ้าใช่แนะนำให้หาซื้อตัวบังคับทิศทางลมมาติดตั้งเพิ่มเติม จะได้ไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านครับ

2.ใช้แอร์ที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และไม่ควรใช้ในพื้นที่เปิด

เวลาเลือกซื้อแอร์ ควรพิจารณาขนาดของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เราใช้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้เครื่องไม่ทำงานหนักเกินไป ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึน หากไม่สามารถคำนวณได้เอง ก็สามารถปรึกษากับพนักงานขาย หรือช่างแอร์ได้เลย นอกจากนี้ไม่แนะนำให้ใช้แอร์ในพื้นที่เปิด หรือห้องที่มีช่องขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก เพราะจะส่งผลให้แอร์นั้นทำงานหนักตลอดเวลา และทำให้มีการใช้ไฟเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง หากห้องไหนที่ต้องการติดแอร์ไว้ใช้ แต่เป็นห้องเปิด ก็แนะนำให้ทำฉากกั้นแอร์ ในปัจจุบันมีทั้งเป็นแบบแผ่นเลื่อนปิด หรือจะกั้นห้องด้วยกระจกพร้อมโครงสร้างอลูมิเนียมก็ได้ นอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้นอีกด้วย สำหรับใครที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ได้ แนะนำว่าอาจจะต้องเปลี่ยนไปเลือกซื้อแอร์แบบเคลื่อนที่ พร้อมมุ้งสำหรับแอร์เคลื่อนที่แทน แบบนี้อาจจะเหมาะกับบ้านรุ่นเก่ามากๆ ที่ไม่สามารถจัดพื้นที่สำหรับติดแอร์ได้เลย แต่ก่อนจะเลือกก็แนะนำให้คำนวณค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบให้ดีก่อน ว่าแบบไหนประหยัดกว่ากัน ซึ่งแบบที่เหมาะสมที่สุด สะดวก และคุ้มค่า ก็จะเป็นการติดตั้งแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมกั้นห้องให้ไม่เป็นพื้นที่เปิด

3. ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสม

คำแนะนำเรื่องอุณหภูมิที่เหมาะสม ปกติจะอยู่ที่ 25 องศา เชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบกันอยู่แล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการทดสอบอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ได้ผลออกมาคือ ที่ 26 หรือ 27 องศา แล้วใช้การเปิดพัดลมช่วยเอา จะประหยัดไฟกว่าเดิมได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว จะเปิดที่ 26 หรือ 27 ก็ให้ดูตามความเหมาะสมของแต่ละท่านครับ แต่ที่แน่ๆ ประหยัดไฟกว่าเปิดที่ 25 องศา อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบการเปิดแรงลมของแอร์ด้วย พบว่าการเปิดแรงลมให้น้อย เช่น ที่ระดับ 1 หรือ 2 จะประหยัดไฟมากกว่าเปิดแรงลมที่ระดับ 5 อีกด้วย ทั้งนี้ก็แนะนำว่าให้เลือกปรับตามความเหมาะสมก็แล้วกัน เพราะแต่ละคนอาจจะรู้สึกร้อน หรือเย็นต่างกันไป อาจจะเริ่มจากคำแนะนำที่ 27 องศา แล้วเปิดพัดลมช่วยก่อน ถ้ายังรู้สึกร้อนอยู่ก็ปรับเป็น 26 องศาแทน

4.งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงขณะเปิดแอร์

สำหรับข้อนี้ถ้างดได้ แนะนำให้งดดีที่สุด เพราะว่าการที่เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงในห้องที่เปิดแอร์ จะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้น ส่งผลให้กินไฟเพิ่มขึ้น ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ก็ได้แค่ เครื่องเป่าผม กระทะไฟฟ้า หม้อชาบู เป็นต้น แนะนำว่าถ้าต้องการใช้ ก็ควรใช้ให้เรียบร้อยก่อนเปิดแอร์ เช่น เป่าผมให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดแอร์ หรือใครที่อยากกินหมูกระทะ ชาบู ก็แนะนำให้เปิดห้องให้โล่ง แล้วใช้พัดลมระบายความร้อนแทน นอกจากจะช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นไม่ติดอยู่ในห้องอีกด้วย

5.ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า

หลายคนยังไม่ทราบว่าเราสามารถตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้าได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟได้เพิ่มขึ้น คำแนะนำที่เหมาะสม ก็ควรตั้งปิดแอร์ก่อนประมาณ 30 นาที ซึ่งภายในห้องยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่ สำหรับระยะเวลาในการตั้งนี้ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละท่านนะครับ หรือใครที่คิดว่าไม่อยากตั้งปิดก่อน กลัวจะร้อน หรือหายใจไม่ออก จะเลือกที่ไม่ทำก็ได้ครับ แต่ถ้าทำก็จะเป็นอีกทางเลือกในการช่วยประหยัดไฟนั่นเอง

6.ทำความสะอาด และล้างแอร์เป็นประจำ

หากเราเป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่ล้างแอร์ไม่เป็น ก็สามารถดูแลเบื้องต้นเป็นประจำได้ ด้วยการถอดแผ่นกรองฝุ่นมาทำความสะอาดได้เลย สำหรับวิธีการถอดนั้นบอกเลยว่าไม่ยาก สามารถดูในคู่มือได้เลย และหากใช้ไปสักระยะหนึ่ง อาจจะเป็นทุก 6 เดือน หรือทุก 1 ปี ระยะเวลาขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบ้านนะครับ ให้เรียกช่างมาล้างแอร์สักครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ลมผ่านได้ดี นอกจากนี้แนะนำให้เอาน้ำฉีดล้างคอมเพรสเซอร์ด้านนอกตัวบ้านบริเวณแผงระบายความร้อนแอร์ด้วยนะครับ สุดท้ายนี้ถ้าใครไม่ถนัดทำเอง ก็แนะนำให้ช่างทำจะดีที่สุดครับ แม้ว่าในร้านค้าออนไลน์จะมีอุปกรณ์ทำความสะอาดและล้างแอร์ขาย แต่ก็ช่วยทำความสะอาดและล้างได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากเป็นช่างแอร์มาล้างให้ ก็จะถอดทุกชิ้นส่วนออกมาล้างสะอาดกว่าแน่นอนครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการและคำแนะนำในการใช้งานแอร์ และดูแลรักษาแอร์ เพื่อช่วยให้ประหยัดไฟมากยิ่งขึ้น ก็นำไปลองทำกันดูนะครับ รับรองว่าในเดือนต่อไปประหยัดค่าไฟได้แน่นอน

Photo : Freepik

ช่วงนี้มีแต่คนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าค่าไฟแพงมาก บางคนค่าไฟขึ้นจากเดิมเกือบเท่าตัว เรียกได้ว่า ทำงานหาเงินมาเพื่อจ่ายค่าไฟกันเลยทีเดียว วันนี้ทีมงานก็ได้ทำการหาข้อมูลเรื่องของค่าไฟแพงมา ซึ่งมาจากการให้ความรู้จากกูรูหลายท่าน รวมถึงการไฟฟ้าก็มีการเผยแพร่ข้อมูลความรู้เรื่องค่าไฟแพงออกมาเช่นกัน โดยเราได้ทำการสรุปและรวบรวมเอาไว้ในบทความนี้เรียบร้อยแล้ว

หน้าร้อน ทำไมค่าไฟแพง?

เป็นคำถามแรกที่ทุกคนต้องถามเมื่อเห็นบิลค่าไฟในช่วงหน้าร้อน เมื่อก่อนอาจจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้ทุกหน้าร้อนมันขึ้นตลอดจนสงสัยว่า หน้าร้อน ทำไมค่าไฟแพง ก็มาดูสาเหตุที่มีการวิเคราะห์กันออกมาได้ดังนี้

1.รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป

ตั้งแต่เกิดโควิทขึ้น ทำให้รูปแบบการทำงานของเราเปลี่ยนไป มีการทำงานแบบ Work from home มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นนั่นเอง เพราะหลายคนที่ทำงานแบบ Work from home ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ สำหรับทำงานที่บ้าน แน่นอนว่าต้องใช้ไฟมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนทำงานไปก็เปิดแอร์ไปด้วย เพราะเคยชินกับการทำงานในห้องแอร์ที่ออฟฟิศนั่นเอง และถ้าบ้านไหนมีคนที่เปลี่ยนมาทำงานแบบ Work from home มากขึ้นกว่า 1 คน เราก็จะเสียค่าไฟเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

2.อากาศที่ร้อน ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้ายิ่งกินไฟมากขึ้น

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ พวกนี้ ในหน้าร้อนจะกินไฟมากขึ้นกว่าปกติ เพราะว่าจะต้องทำงานหนักกว่าเดิม เพื่อที่จะสามารถใช้ความเย็นได้เท่าเดิมนั่นเอง โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ใช้หน้าร้อน การทำงานที่จะปรับความเย็นให้ได้ตามที่ผู้ใช้กำหนดนั่น ก็จะใช้ระยะเวลาไม่นานสักเท่าไหร่ เพราะอากาศมันไม่ได้ร้อน แต่ถ้าอากาศร้อนก็จะต้องใช้เวลาในการทำความเย็นมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มนี้กินไฟมากขึ้น

โดยทางกระทรวงพลังงานได้มีการเผยแพร่ข้อมูล ในการทดสอบเปิดแอร์ขนาด 12,000 BTU ที่ 26 °C ในอากาศที่ร้อนต่างๆ กันได้ผลออกมาดังนี้

อุณหภูมิภายนอก 35°C

  • เปิดแอร์ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟชั่วโมงละ 0.69 หน่วย
  • คิดเป็นเงิน 2.69 บาท/ชั่วโมง
  • เปิดแอร์ 8 ชั่วโมง/วัน ใช้ไฟ 5.52 หน่วย/วัน
  • คิดเป็นเงิน 21.52 บาท/วัน
  • ค่าไฟต่อเดือน (30 วัน) จะอยู่ที่ 645.60 บาท

อุณหภูมิภายนอก 41°C

  • เปิดแอร์ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟชั่วโมงละ 0.79 หน่วย
  • คิดเป็นเงิน 3.08 บาท/ชั่วโมง
  • เปิดแอร์ 8 ชั่วโมง/วัน ใช้ไฟ 6.32 หน่วย/วัน
  • คิดเป็นเงิน 24.64 บาท/วัน
  • ค่าไฟต่อเดือน (30 วัน) อยู่ที่ 739.20 บาท

จากการทดสอบนี้ก็สามารถอ้างอิงได้ว่า ในหน้าร้อนเครื่องปรับอากาศก็จะต้องกินไฟมากกว่าอย่างแน่นอน ยิ่งในพื้นที่ที่ร้อนกว่านี้ ก็จะกินไฟมากกว่านี้อีก ถ้าเทียบเป็นการกินไฟนั้นก็คำนวณได้ว่า หากร้อนขึ้น 1 องศา จะกินไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 3.07%

3.ช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ

ในข้อนี้ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสาเหตุได้ แต่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุจริงๆ นั่นแหละครับ เพราะช่วงเด็กปิดเทอม ก็จะอยู่บ้าน และเด็กโดยปกติเมื่ออยู่บ้านแล้ว ไม่ค่อยอยู่เฉยๆ กันสักเท่าไหร่ ต้องหาอะไรทำ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูทีวี หรือทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่บ้านอากาศร้อนก็ต้องเปิดพัดลม บางคนก็เปิดแอร์ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ไฟอย่างเดียวนะครับ ยังมีค่าขนม ค่ากิน อะไรตามมาอีกมากมาย

4.ค่าไฟในไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า

ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ถ้าให้อธิบายกันง่ายๆ ก็คือ คนใช้ไฟเยอะ จะเสียค่าไฟต่อหน่วยสูงกว่าคนที่ใช้ไฟน้อยนั่นเอง ซึ่งจะกำหนดค่าไฟต่อหน่วยเป็นลำดับขั้น ตามภาพด้านล่างนี้ (ตัวอย่าง)

5.การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบผิดวิธี

สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ก็มาจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผิดวิธี หรือผิดจากวัตถุประสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นเอง การใช้แบบผิดวิธี ตัวอย่างเช่น การนำของร้อนไปแช่ในตู้เย็น การเปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ จนตู้เย็นไม่สามารถกักเก็บความเย็นได้เป็นต้น หรือจะเป็น การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับห้องที่ใช้ เช่น ขนาดเล็กเกินไป ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อทำความเย็น ก็จะใช้ไฟมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้เครื่องไฟฟ้าที่มีปัญหาไม่ยอมเอาไปซ่อม ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุในการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นครับ

วิธีคำนวนค่าไฟฟ้า

ตอนนี้มาดูกันต่อว่า ค่าไฟฟ้า ที่เขามาเก็บจากเรานั้น เขาคิดมาจากไหน จะได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น สำหรับค่าไฟฟ้าก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันดังนี้

ส่วนที่ 1 ค่าไฟฟ้าพื้นฐาน : ค่าพลังงานไฟฟ้า + ค่าบริการ
ส่วนที่ 2 ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) : จำนวนพลังงานไฟฟ้า x ค่า FT
ส่วนที่ 3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม : (ค่าไฟฟ้าพื้นฐาน + ค่า FT) x 7/100

*ค่า FT คือ ค่าผันแปรที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของการไฟฟ้า คือ ค่าเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้า ที่เป็นต้นทุนของการจำหน่ายไฟฟ้า มีการปรับขึ้น และปรับลง ตามตัวแปรต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้

สำหรับค่าไฟฟ้าแพงนั้น ก็ต้องบอกว่า แพงยังไงก็ต้องจ่าย แต่ก่อนจ่าย เราคงต้องหาวิธีประหยัดด้วย ไม่งั้นค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่น การตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น เช่น แต่เดิมเคยเปิดที่ 24 – 25 องศา ก็อาจจะปรับเป็นที่ 26 – 27 องศา ถ้ารู้สึกร้อนก็อาจจะใช้วิธีเปิดพัดลมช่วย ซึ่งหลายคนก็พิสูจน์มาแล้วว่า ช่วยลดค่าไฟได้จริง หรือใครที่เคยเปิดพัดลมแอร์เบอร์สูงสุดให้เป่าเขาตัวแบบฉ่ำๆ ก็อาจจะปรับไปที่เบอร์ 1 หรือ 2 แทน ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยลดค่าไฟได้จริงๆ มีหลายคนทดสอบแล้วเอามาแชร์ในโซเชียลมีเดียมากมาย

นอกจากนี้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนการใช้งานด้วย เช่น ไม่เปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ ไม่เอาของร้อนไปแช่ในตู้เย็นทันที อาจจะตั้งไว้ข้างนอกให้หายร้อนก่อน ค่อยเอาไปแช่ บางคนที่ในบ้านมีทีวีหลายเครื่องปกติดูช่องเดียวกัน หรือหนังเรื่องเดียวกัน แยกกันดู อาจจะนัดกันมาดูด้วยกันแทน ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้ ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งหลังใช้งาน แม่บ้านที่เคยเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว เพื่ออุ่นข้าวให้ร้อนตลอดวัน ตลอดคืน ก็อาจจะถอดปลั๊ก แล้วเอาข้าวไปแช่ตู้เย็นแทน จะกินเมื่อไหร่ ก็ตักแค่พอกินมาใส่ไมโครเวฟเพื่อทำให้อุ่น

ก็ไปลองทำกันดูนะครับ จะได้ช่วยลดค่าไฟลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

Photo : Freepik