ในประเทศไทยได้มีการเริ่มบังคับใช้ มาตรฐานน้ำมันใหม่ EURO 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 นี้ ซึ่งในบทความนี้ ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “น้ำมัน EURO 5” ที่จะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทุกวันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว

น้ำมัน EURO 5 คืออะไร

สำหรับน้ำมันยูโร 5 นั้นเป็นมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนดโดยกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป เพื่อวางกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เชื้อเพลิงในภาคขนส่ง โดยกลุ่มประเทศยุโรปจะมีกฎระเบียบกำหนดมาตรฐานไอเสียรถยนต์ไม่ให้มลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานไล่มาตั้งแต่ EURO 1, EURO 2, EURO 3, EURO 4, EURO 5 และ EURO 6

น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 5 คือน้ำมันเชื้อเพลิงสะอาดที่มีกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจน นอกจากตัวสารกำมะถันแล้ว ไพลีโซคลิก อะโรมาติก ไฮโดคาร์บอนจะมีการปรับให้ลดจาก 11% เหลือเพียง 8% เท่านั้น โดยในน้ำมันเบนซินได้มีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) ซึ่งการปรับเปลี่ยนในส่วนของปริมาณกำมะถันนั้นก็จะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศลดลงได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว และในส่วนของน้ำมันดีเซล ก็จะมีการปรับลดปริมาณกำมะถันให้ไม่เกินกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน (10 ppm) และยังมีการปรับลดในส่วนของปริมาณสาร Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ให้ไม่สูงกว่า 8% โดยน้ำหนัก ซึ่งก็จะช่วยลดการระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนและออกไซด์ของไนโตรเจนอีกด้วย

น้ำมัน EURO 5 ในประเทศไทย

สำหรับน้ำมัน EURO 5 ในไทยนั้น มีการเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งแต่เดิมนั้นจะเริ่มกันตั้งแต่ปี 2564 แต่ก็มีการเลื่อนมาจนถึงปี 2567 โดยก่อนหน้าที่จะมีการบังคับใช้นั้น ในประเทศไทยก็ใช้มาตรฐานน้ำมัน EURO 4 ซึ่งมีกำมะถันต่ำกว่า 50 ppm หรือ 50 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก ซึ่งในการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน EURO 5 ครั้งนี้ ส่งผลต่อโรงกลั่นโดยตรง เพราะว่าทำให้โรงกลั่นนั้นมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ใช้เม็ดเงินลงทุนในครั้งนี้ราว 5 หมื่นล้านบาทกันเลยทีเดียว ซึ่งก็มีข่าวที่ปรากฏตามสื่อออกมาในเรื่องนี้ว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มีต้นทุนที่สูงมาก แต่มีการปรับค่าการตลาดขึ้นไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร อาจจะไม่สอดคล้องกันสักเท่าไหร่ ทำให้ทาง ประธานสภาอุดสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำการส่งหนังสือถึง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพื่อให้มีการปรับราคาหน้าโรงกลั่นให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามในการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนนับจากวันประกาศ เพื่อให้เป็นไปตามที่ภาครัฐได้กำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ดีหากมีการปรับเพิ่มราคาหน้าโรงกลั่นสูงขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ก็คงต้องรอดูราคาว่าจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่

สำหรับสถานีบริหารน้ำมันบางจา และเอสโซเดิม ก็จะมีการเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 5 ในสถานีจำนวน 224 สาขาในเขตกรุงเทพมหานครก่อน และยังมีสถานีบริการน้ำมันพีทีวี สเตขั่น ก็จะเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเบนซิน มาตรฐาน EURO 5 ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล จำนวน 226 สถานี ทั้งนี้เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปใช้บริการเติมน้ำมัน อาจจะยังไม่ทราบเลยว่า หลายสถานีบริการเริ่มให้บริการน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 กันไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันว่าสุดท้ายแล้วจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์โดยตรง เพราะได้เติมน้ำมันที่มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเดิม แถมยังช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วย ส่วนทางโรงกลั่นก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไป และก็พยายามต่อรองในเรื่องของการปรับราคาหน้าโรงกลั่นเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปได้ๆ ก็คงต้องรอดูความชัดเจนจากทางกระทรวงพลังงานกันต่อไป

FAQ กับ น้ำมัน EURO 5

Q : น้ำมันยูโร 5 ใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์ (รุ่นรถยนต์) ใดบ้าง?
A : รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีการปล่อยมลพิษระดับมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : ถ้ารถยนต์พัฒนาเป็นมาตรฐานยูโร 6 สามารถใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ได้หรือไม่?
A : สามารใช้ได้ เนื่องจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 เป็นมาตรฐานน้ำมันสูงสุดที่สามารถใช้ได้กับทั้งรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6

Q : มีประเทศใดบ้างที่ใช้ น้ำมันยูโร 5 ?
A : กลุุุ่มอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ภูมิภาคอื่น ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และกลุ่มยุโรป

Source : กรมธุรกิจพลังงาน
Photo : freepik

ถ้าพูดถึงกังหันลม เราคงจะนึกภาพกังหันลมที่มีขนาดใหญ่ พร้อมใบพัดที่หมุนเพื่อไปสร้างกระแสไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้มีบริษัทที่คิดค้นพัฒนากังหันลมแบบใหม่ออกมา เป็นกังหันลมแบบไร้ใบพัด (Bladless Wind Turbines) ที่มีการพัฒนามาสักระยะหนึ่งแล้ว อาทิเช่น Enercon, Vortex Bladeless และ X-Wind และมีหน้าตาที่แตกต่างจากกังหันลมแบบเดิมๆ ที่มีใบพัด เรียกว่าดูแล้วไม่รู้เลยว่าเป็นกังหันลม ล่าสุด Katrick Technologies หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนากังหันลมแบบไร้ใบพัด ก็ได้เปิดตัวกังหันลมรุ่นใหม่ออกมา โดยมุ่งเป้าไปที่การติดตั้งไว้ตามบ้านพักอาศัย และอาคารต่างๆ ในเมือง

สำหรับกังหันลมแบบไร้ใบพัดที่ทาง Katrick Technologies พัฒนาขึ้นมานั้น ออกแบบมาเป็นลักษณะรูปทรงคล้ายรวงผึ้ง สามารถนำไปติดตั้งเข้ากับบ้าน หรืออาคารต่างๆ ได้ทันที และด้วยการออกแบบในลักษณะนี้ทำให้ดูกลมกลืนไปกับตัวบ้านหรืออาคารอีกด้วย และควรจะมีตำแหน่งติดตั้งที่มีความสูงกว่า 10 เมตรขึ้นไป และจุดเด่นของกังหันลมตัวนี้ก็คือ การเปลี่ยนจากการใช้ใบพัด มาเป็นการใช้แอโรฟอยล์ในการรับลมซึ่งจะเกิดแรงต้านหรือแรงยกในอากาศ จากนั้นก็ทำการแปลงแรงสั่นที่เกิดขึ้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

แอโรฟอยล์คืออะไร

แอโรฟอยล์ (Aerofoil) คือ วัตถุที่มีรูปร่างเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เกิดแรงต้านหรือแรงยกในอากาศ วัตถุเหล่านี้มักใช้ในงานวิศวกรรมการบินหรืออากาศยาน เช่น ใบพัดเครื่องบิน ปีกเครื่องบิน เรือใบ เป็นต้น

แอโรฟอยล์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ตามแรงที่เกิดขึ้นในอากาศ ได้แก่ แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงต้าน (Drag-producing aerofoil) มักใช้เพื่อลดความเร็วของวัตถุ เช่น ใบพัดเรือใบ และ แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงยก (Lift-producing aerofoil) มักใช้เพื่อยกวัตถุขึ้น เช่น ปีกเครื่องบิน

แอโรฟอยล์ที่สร้างแรงต้านมักจะมีรูปร่างแบนราบ มีลักษณะคล้ายใบมีดหรือมีดโกน ส่วนแอโรฟอยล์ที่สร้างแรงยกมักจะมีรูปร่างโค้งมน มีลักษณะคล้ายปีกนก แอโรฟอยล์ทำงานโดยใช้หลักการของแรงยก (Lift) ซึ่งเป็นแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนวตั้งขึ้น แรงยกเกิดจากความแตกต่างของความดันอากาศเหนือและใต้แอโรฟอยล์ เมื่อลมพัดผ่านแอโรฟอยล์ ความดันอากาศเหนือแอโรฟอยล์จะน้อยกว่าความดันอากาศใต้แอโรฟอยล์ ความแตกต่างของความดันนี้ทำให้เกิดแรงยกขึ้น

ประสิทธิภาพของแ Aerofoil ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปร่าง ขนาด และความหนาของแอโรฟอยล์ ความเร็วลม และมุมของแอโรฟอยล์กับทิศทางลม แอโรฟอยล์เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในวงการวิศวกรรมการบินและอากาศยาน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้มนุษย์สามารถบินและควบคุมยานพาหนะต่างๆ ในอากาศได้

ข้อดีของกังหันลมแบบไร้ใบพัด

ต้องยอมรับว่ากังหันลมแบบไร้ใบพัดนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อลบข้อเสียต่างๆ ของกังหันลมแบบเดิมๆ ได้เกือบทั้งหมด อาทิเช่น

  • สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แม้ว่าจะมีแรงลมน้อย
  • ติดตั้งภายในบ้าน หรืออาคารในเมืองได้
  • มีอันตรายต่อสัตว์ปีก เช่น นก น้อยกว่ากังหันลมแบมีใบพัด
  • ติดตั้งได้ง่าย ขนาดเล็ก ประหยัดพื้นที่
  • มีเสียงรบกวนที่ต่ำกว่า
  • ราคาถูกกว่ากังหันลมแบบมีใบพัด

กังหันลมแบบไร้ใบพัด ก็ไม่ได้มีเพียงข้อดีอย่างเดียว ยังมีข้อเสียที่ต้องปรับปรุงพัฒนากันอีกด้วย เริ่มจากเรื่องของประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานลมเป็นพลังงานไฟฟ้านั้น จะต่ำกว่ากังหันลมแบบมีใบพัด ซึ่งถ้าเทียบประสิทธิภาพกันแล้ว กังหันลมแบบไร้ใบพัดจะสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าที่ราวๆ 70% ส่วนกังหันลมแบบเดิมที่มีใบพัดจะสามารถแปลงพลังงานได้สูงกว่าอยู่ที่ 80% ขึ้นไป นอกจากนี้ในระหว่างการทำงานนั้นอาจจะมีการไปรบกวนพวกคลื่นวิทยุหรือโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่แบบเดิมๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์ออกมาพอสมควรเกี่ยวกับกังหันลมไร้ใบพัดของ Katrick Technologies แม้ว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่น้อยกว่า และต้นทุนในการผลิตตัวกังหันลมที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่มากๆ เหมือนกังหันลมแบบเดิมๆ รวมถึงเรื่องของประสิทธิภาพที่ยังสู้กังหันลมแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งรูปแบบของการใช้งาน อาจจะเป็นการติดตั้งตัวกังหันลมที่มีจำนวนมากๆ ในบริเวณเดียวกันแทน เพื่อช่วยผลิตไฟฟ้าให้ได้มากยิ่งขึ้น อาจจะประยุกต์ไปใช้งานร่วมกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการติดตั้งบริเวณหลังคา หรือจะเป็นการทำเป็นลักษณะคล้ายกับฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อผลิตกระแสไฟให้กับหมู่บ้านที่ห่างไกลโรงไฟฟ้า หรือมีปัญหาเรื่องการส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก็ได้เช่นกัน

สำหรับกังหันลมแบบไร้ใบพัดที่ทาง Katrick Technologies พัฒนาขึ้นมานี้ คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้จริงในช่วงปี 2025 นี้ และคาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีกังหันลมไร้ใบพัดมีแนวโน้มที่จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและลดต้นทุนการผลิตลงในอนาคต หากสามารถพัฒนาข้อเสียเหล่านี้ได้ กังหันลมไร้ใบพัดอาจกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

Photo : Katrick Technologies

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ในประเทศไทยนั้นได้มีการทำโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด กันมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งแตกต่างจากโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำปกติ ตรงที่มีการผสมผสานระหว่างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำร่วมกันนั่นเอง ในบ้านเราก็มีการทำกันมาตั้งแต่ปี 2654 ในช่วงนั้นก็ถือได้ว่าเป็นโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี

ในช่วงแรกของการเปิดตัวโครงการนั้น มีดราม่าเกิดขึ้นพอสมควร หลายคนกังวลว่า การเอาแผงโซลาร์เซลล์ไปวางไว้บนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาหรือไม่ มีผลต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน พวกปลา พืช และสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้น้ำจะได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมถึงแสงสะท้อนจากแผงโซลาร์เซลล์ จะมีผลต่อพวกสัตว์ปีกหรือเปล่า รวมถึงเรื่องของค่าไฟที่หลายคนกังวลว่าจะสูงขึ้นหรือไม่

ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร มีขนาดประมาณสนามฟุตบอล 70 สนาม มีแผงโซลาร์เซลล์มากถึง 145,000 แผง แบ่งออกเป็น 7 ชุด บนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อนไม่ถึง 1% ของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมด โดยเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์ และทุ่นลอยน้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด โดยมีการวางแผงโซลาร์เซลล์ให้มีมุมเอียง มีช่องว่างระหว่างแผงและทุ่นลอยน้ำ แสงแดดสามารถลอดผ่านลงในน้ำได้ จึงไม่กระทบกับระบบนิเวศใต้น้ำ และล่าสุดยังได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มจ่ายกระแสไฟมาตั้งแต่ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 กำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 45 เมกะวัตต์

โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด แห่งที่ 2

ในปี 2566 ทางกฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด แห่งที่ 2 ขึ้นแล้ว ซึ่งอยู่ที่ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 24 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการนี้มีการต่อยอดเพิ่มเติมจากโครงการเดิม คือ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แบบลิเธียมไอออนขนาด 6 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของระบบการจ่ายไฟที่มีความเสถียรมากยิ่งขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนระบบการผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานน้ำ สำหรับโครงการแห่งนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเสร็จในช่วงปลายปี 2567 นี้ ตัวโครงการใช้พื้นที่ผิวน้ำประมาณ 320 ไร่ ใช้แผงโซลาร์เซลล์จำนวน 48,000 แผงเชื่อมต่อเข้ากับทุ่นลอยน้ำ แล้วก็เชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าเข้ากับสถานีไฟฟ้าแรงสูงอุบลรัตน์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 47,000 ตันต่อปี 

ส่วนแผงโซลาร์เซลล์ที่นำมาใช้เป็นแผงโซลาร์เซลล์ชนิด Double Glass ที่มีทนทานสูง ทนความชื้นได้ดี สามารถออกแบบวางชิดผิวน้ำซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 10 – 15 และใช้ทุ่นลอยน้ำเป็นทุ่นพลาสติกชนิด High Density Poly Ethylene (HDPE) เป็นวัสดุประเภทเดียวกับท่อส่งน้ำประปาจึงเป็นมิตรต่อสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม สามารถทนต่อรังสี UV ได้เป็นอย่างดี มีอายุการใช้งานนานประมาณ 25 ปี

ข้อดีของโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

  • เป็นกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจึงไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  • ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
  • ช่วยลดการระเหยของน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งช่วยรักษาปริมาณน้ำและลดความต้องการน้ำ
  • ช่วยลดอุณหภูมิของน้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำบางชนิด
  • สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • สามารถลดข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
  • สามารถเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดนั้น ถือได้ว่าเป็นโรงไฟฟ้าแห่งอนาคตที่จะเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าแบบเดิมๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อนให้เกิดมลภาวค่อนข้างมาก โดยโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานจากน้ำ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนไดออกไซค์ และยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอีกด้วยเพราะสามารถใช้อุปกรณ์ของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้ทั้งหมด

กฟผ. ยังมีแผนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด ในอ่างเก็บน้ำอีกกว่า 16 โครงการทั่วประเทศ ได้แก่ เขื่อนสิรินธร เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนบางลาง เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งถ้าดำเนินการเสร็จทั้งหมดจะมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 2,725 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

ภาพประกอบ : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ช่วงนี้กระแสของรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงมาก ยอดขายในงาน MotorExpo 2023 ที่ผ่านมาก็เรียกได้ว่ากวาดยอดขายไปได้เกือบ 40% ของทั้งงาน แน่นอนว่าการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานนั้น จะไม่เหมือนกับการซื้อรถน้ำมันแบบเดิมๆ อีกต่อไป ต้องพิจารณาในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดนั่นก็คือ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อชาร์จ ที่ในปัจจุบันนี้จะมีระบุเอาไว้ในรายละเอียดทางเทคนิคของรถยนต์แต่ละรุ่นกันเลย พร้อมกับตัวอักษรสั้นๆ กำกับเอาไว้ ซึ่งเป็นมาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า แต่ละยี่ห้อก็ใช้ไม่เหมือนกันด้วย วันนี้ทางทีมงานเลยขอนำข้อมูลเกี่ยวกับ มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้ามาให้รู้จักกัน เผื่อว่าใครที่กำลังจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือซื้อมาแล้ว จะได้ทราบว่า รถที่กำลังจะซื้อนั้น จริงๆ แล้ววิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ เท่ากับตัวเลขที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระบุเอาไว้หรือไม่

มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า คืออะไร

มาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า มาตรฐานระยะทางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Range) คืออะไร อธิบายกันแบบง่ายๆ ได้ว่า เป็นการวัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าไหร่ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ครั้งเดียว ก็คือชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้ววิ่งได้กี่กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานที่ใช้วัดกันอยู่หลายตัวด้วยกัน และที่นิยมใช้ตอนนี้ก็จะมี EPA , CLTC , WLTP และ NEDC แต่ละตัวก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เนื่องจากมีการทดสอบที่แตกต่างกัน และความแม่นยำในการวัด รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ในการวัดก็แตกต่างกันอีกด้วย ทีนี้เรามาดูกันว่าแต่ละมาตรฐานนั้นเป็นมาอย่างไร และใช้วิธีในการวัดแบบไหนบ้าง

EPA (Environmental Protection Agency)

เป็นมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการทดสอบนั้นจะทำภายในห้องแลปทั้งหมด เริ่มจากการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้เต็มก่อน แล้วจอดรถทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นก็จะนำรถขึ้นวิ่งบนไดโน่ (Dyno) โดยใช้วิธีการจำลองการวิ่งในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวิ่งในเมือง (UDDS) และ การทดสอบวิ่งนอกเมือง (HWFET) ซึ่งจะทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าแบตเตอรี่จะหมด และรถไม่สามารถวิ่งต่อไปได้แล้ว จากนั้นก็จะทำการบันทึกระยะทางที่รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้สูงสุดเอาไว้

NEDC (New European Driving Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าของทางฝั่งยุโรป ซึ่งใช้กันมานานแล้วตั้งแต่ปี 1997 เป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป (EU) สำหรับรถที่ใช้งานในเมือง และถนนบริเวณชานเมือง เท่านั้น ทำให้ตัวเลขที่ออกมานั้น มีค่าที่สูงกว่าการวิ่งจริงๆ ของรถพอสมควร ซึ่งค่าตัวเลขอาจจะไม่ค่อยแม่นยำมากนัก ปัจจุบันทางฝั่งยุโรปได้เปลี่ยนมาตรฐานการวัดระยะทางมาเป็น WLTP แล้ว เพราะมีตัวเลขมีความแม่นยำมากกว่า แต่ปัจจุบันก็ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ ยี่ห้อ ยังคงเลือกมาตรฐาน​ NEDC กันอยู่ เช่น MG, GWM และ NETA ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ด้วย

WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure)

มาตรฐานที่พัฒนาโดยสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ที่เป็นมาตรฐานต่อจาก NEDC ที่มีความแม่นยำมากกว่า หากเทียบกับมาตรฐาน NEDC แล้ว WLTP จะวัดระยะทางได้น้อยกว่าประมาณ 20 – 30% การทดสอบระยะทางนั้นจะทดสอบทั้งสภาวะการวิ่งในเมือง และนอกเมือง ทำให้ได้ระยะทางวิ่งที่ไกล้กับความเป็นจริงมากกว่า โดยรถค่ายยุโรปส่วนใหญ่ก็ใช้มาตรฐานนี้ อาทิเช่น BMW, Audi , Volvo และ Mercedes ซึ่งจะระบุ WLTP กำกับไว้กับตัวเลขระยะทางวิ่งสูงสุด

CLTC (China Light-Duty Vehicle Test Cycle)

มาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้กันในประเทศจีน มาตรฐานใหม่ที่อ้างอิงผลการทดสอบจากมาตรฐาน NEDC และเน้นให้มีความแม่นยำมากกว่าเดิม เริ่มใช้กันตั้งแต่ปี 2020 CLTC ถูกพัฒนาขึ้นโดย China Automotive Technology & Research Center (CATARC) มีการทดสอบใน 3 รูปแบบความเร็ว คือ ต่ำ กลาง และเร็ว โดยใช้ระยะเวลาในการทดสอบ 30 นาที ความเร็วก็เริ่มจากหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุดที่ 114 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง TESLA ที่จำหน่ายในประเทศจีน ก็ใช้มาตรฐาน CLTC เช่นกัน หากเทียบกับรถรุ่นเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศอื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานอื่น ก็จะเห็นได้ว่าตัวเลขนั้นสูงกว่า

หลังจากที่เราทราบมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ แล้ว ทีนี้เวลาเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก็จะพิจารณาเรื่องระยะทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคคงไม่สามารถให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระบุมาตรฐานระยะทางตามที่เราต้องการได้ครับ ก็ได้แต่ดูมาตรฐานที่เขาเลือกใช้ แล้วก็พิจารณาถึงตัวเลขจริงๆ ที่ควรจะทำได้ ซึ่งถ้าถ้าว่ามาตรฐานไหนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ก็เห็นจะเป็น EPA ของทางฝั่งอเมริกา รองลงมาก็จะเป็นมาตรฐาน WLTP ของทางฝั่งยุโรป ต่อไปก็จะเป็น CLTC ของประเทศจีน และที่ไม่ค่อยใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดก็จะเป็น NEDC ครับ ซึ่งถ้าเราจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อที่ใช้มาตรฐานวัดระยะทางแบบ NEDC ก็ให้เราประเมินให้ต่ำกว่าตัวเลขที่แจ้งไว้โดยลบระยะทางออกไปประมาณ 20% ก็น่าจะได้ระยะทางที่ไกล้เคียงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

หลายท่านคงคุ้นเคยกับ ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า เขามีการปรับปรุงฉลากประหยัดไฟกันมาหลายรุ่นแล้ว ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีการปรับเรื่องของการแสดงข้อมูลที่ดีขึ้น เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ล่าสุดตอนนี้มี ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รุ่นปี 2024 ออกมาแล้ว ซึ่งจะเปิดให้ในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้าครับ บทความนี้ทางทีมงานก็เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาแนะนำกัน

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คืออะไร

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นฉลากที่ออกมาเพื่อแจ้งข้อมูลของระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น รับทราบถึงข้อมูลเบื้องต้น และค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายต่อปี เรียกว่าช่วยในการตัดสินใจได้ดีเป็นอย่างมาก

สำหรับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นั้นก็มีมานานแล้ว ในรุ่นแรกที่มีการใช้งานจะเริ่มกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวแรกที่ติดฉลากก็คือ ตู้เย็น ซึ่งในแบบแรกนั้นจะใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียวเป็นตัวบอกว่าระดับการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวนั้นๆ ตัวเลขก็จะมีตั้งแต่ 1 – 5 ตัวเลขยิ่งมาก ก็หมายถึงว่า ประหยัดไฟมากที่สุดนั่นเอง พร้อมข้อความกำกับตัวเลขอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่ 1 (ต่ำ) , 2 (พอใช้) , 3 (ปานกลาง) , 4 (ดี) และ 5 (ดีมาก) นอกจากนี้จะมีระบุเพิ่มเติมเรื่องของค่าไฟฟ้าต่อปีที่จะเกิดขึ้น จำนวนหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อไป ส่วนข้อมูลอื่นๆ ก็จะเป็นพวก ชื่อสินค้า ปีผลิต กำลังไฟที่ใช้ พวกนี้เป็นต้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ก็ได้มีการออกฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ใหม่ออกมาอีก 1 รุ่น แทนของเดิม ซึ่งรุ่นนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ตัวเลขระดับ 1 – 5 ที่เคยใช้ในแบบแรกนั้นจะหายไป จะกลายเป็นตัวเลขที่ระบุไปเลยว่าได้ระดับไหน และมีการเพิ่มดาวเข้ามาแทน โดยส่วนของดาวนั้นก็จะมีตั้งแต่ 1 – 3 ดาว ยิ่งได้ดาวมาก ก็ยิ่งประหยัดไฟมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ส่วนอื่นๆ ก็จะมีข้อมูลคล้ายกับแบบแรก ไม่ว่าจะเป็นประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า ยี่ห้อ รุ่น ขนาด ค่าไฟฟ้าต่อปี และเพิ่มเว็บไซต์ของโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ไว้ด้านล่าง แบบนี้จะดูค่อนข้างง่ายมากกว่าเดิม เพราะมีการจัดเรียงข้อมูลจำเป็นให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ล่าสุด

สำหรับแบบใหม่ล่าสุดนั้น ก็มีการปรับเปลี่ยน เรียกได้ว่าใหม่ๆ จริง เพราะหน้าตาแทบจะไม่เหมือนเดิมเลยครับ แต่ว่ายังคงพวกข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นไว้ทั้งหมด สิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปก็มีดังนี้

  • เพิ่มดาว จากเดิม 1 – 3 ดาว ให้เป็น 1 – 5 ดาวแทน เพื่อให้ข้อมูลของประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
  • มีการแสดงข้อมูลของการลดการปล่อย Co2 ระบุเอาไว้ด้วย ซึ่งค่าที่แสดงนั้นจะเป็นค่าตลอดช่วงการใช้งาน สำหรับสายรักษ์โลกเห็นตัวเลขนี้จะได้ตัดสินใจเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
  • เพิ่มสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Circular Economy)
  • เพิ่ม QR CODE เพื่อให้ผู้บริโภคสแกนดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ เช่น การติดตั้ง การใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา และข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์
  • ค่าใช้ไฟ้าต่อปี ที่ระบุหมายเหตุเอาไว้ด้วยว่า ใช้จากฐานค่าไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่ ในปีไหน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด ก็เรียกว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็ได้ประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่ม ข้อมูลการลดการปล่อย Co2 ที่ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น รวมถึงการมี QR CODE ให้เราสแกนเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านออนไลน์​ แน่นอนว่าข้อมูลก็สามารถปรับปรับอัพเดตให้ทันสมัยได้ตลอดเวลาอีกด้วยครับ

ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ครอบคลุมเรื่องใช้ไฟฟ้าประเภทไหนบ้าง

  • ตู้เย็น
  • เครื่องปรับอากาศ
  • พัดลมไฟฟ้า
  • หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
  • หม้อหุงข้าวไฟฟ้า
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า
  • เตารีดไฟฟ้า
  • เครื่องซักผ้า
  • หลอด LED
  • เตาไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ
  • กาต้มน้ำไฟฟ้า
  • ตู้แช่เย็นแสดงสินค้า
  • กระทะไฟฟ้า
  • เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ
  • ตู้น้ำร้อน และตู้น้ำเย็น
  • เครื่องอบผ้า
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • เครื่องเสียง
  • เครื่องฟอกอากาศ
  • จักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนอื่นๆ เช่น เครื่องปั่นน้ำ เครื่องปั่นผลไม้ เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าครั้งต่อไป ไม่ว่าจะซื้อใหม่ หรืออยากจะเปลี่ยนของเดิมทีกินไฟมากๆ แล้ว อย่าลืมดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 กันแบบละเอียดด้วยนะครับ ให้ได้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟมากที่สุด และยังช่วยลด Co2 ได้มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งในฝั่งของผู้บริโภคเองก็มีแต่ได้ประโยชน์ ตั้งแต่การเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ง่ายขึ้น และแน่นอนว่าถ้าฉลากระบุข้อมูลขนาดนี้ ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็ต้องปรับปรุงพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดไฟมากขึ้น ลด Co2 ได้มากขึ้นตามไปด้วย

ภาพประกอบ : โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5