นักวิจัยจากจุฬา ได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการขยายขนาดการผลิตน้ำมันจากยีสต์เพื่อสังเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยาน” (Development of scaling-up technology for production of microbial lipid for bio jet fuel synthesis) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชมภูนุช กลิ่นวงษ์ จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดผลสำเร็จจากการวิจัยพบยีสต์สายพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตไขมันเพื่อนำมาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน โดยในกระบวนการผลิตน้ำมันจากยีสต์นั้น ยังได้ใช้ของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรมาเป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ นับเป็นการลดปัญหาจากเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือทิ้งภาคการเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ที่มาของการริเริ่มงานวิจัย

ปัจจุบันมีความต้องการการใช้น้ำมันปิโตรเลียมในอุตสาหกรรมอากาศยานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของกรมธุรกิจพลังงานพบว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 84.9 ล้านลิตรในปี พ.ศ. 2559 มาเป็น 376.3 ล้านลิตรต่อปีในปี 2562 ซึ่งถือว่ามีอัตราการเพิ่มที่ค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีความต้องการที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน และเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นต้องหานวัตกรรมพลังงานทดแทน ที่สามารถใช้แทนน้ำมันปิโตรเลียมสำหรับอากาศยานได้

ทำให้คณะนักวิจัย ได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการขยายขนาดการผลิตน้ำมันจากยีสต์เพื่อสังเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอากาศยาน” ขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้คณะผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการคัดแยกยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae ที่มีศักยภาพในการสะสมไขมันสูง สายพันธุ์ CU-TPD4 และได้นำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ โดยโครงการวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยรับทุนในกลุ่มเรื่องแผนงานพลังงานทดแทน ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีน กรอบวิจัยพลังงานทดแทน (Renewable Energy) แผนงานวิจัยการสังเคราะห์ไขมันและการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจากชีวมวล Microbial lipid synthesis and bio-refinery of jet fuel from biomass resource

คณะผู้วิจัยโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงจากยีสต์

คณะผู้วิจัยยังประกอบด้วยนิสิตปริญญาเอกจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ จำนวน 3 คน ได้แก่ ดร.ณัฏฐา จึงเจริญพานิชย์ ดร.วรรณพร วัฒน์สุนธร และนายธนาพงษ์ ตั้งวนาไพร ร่วมด้วย ดร. สุริษา สุวรรณรังษี จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และกลุ่มนักวิจัยจีน ได้แก่ Prof. Zhongming Wang และ Prof. Wei Qi จาก Guangzhou Institute of Energy Conversion, Chinese Academy of Science (GIEC)

ศาสตราจารย์ ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล

ผศ. ดร.ชมภูนุช กลิ่นวงษ์

ดร.สุริษา สุวรรณรังษี

ยีสต์เพื่อการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง

นักวิจัยได้คัดแยกยีสต์จากตัวอย่างดินทั้งหมด 53 ตัวอย่าง จากตัวอย่างดินที่เก็บในเขตพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดใกล้เคียง และได้ค้นพบยีสต์ที่มีศักยภาพในการสะสมไขมันสูง สายพันธุ์ CU-TPD4 ซึ่งจัดเป็นยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae (S. cerevisiae) จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีความปลอดภัยสูง มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนานและได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัย (Generally Recognized as Safe, GRAS) ซึ่งมีการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเบียร์ และอุตสาหกรรมการผลิตขนมปัง แต่ยังไม่เคยมีรายงานการนำยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อการผลิตไขมันในระดับอุตสาหกรรม” ในเวลานั้น ไม่เคยมีรายงานมาก่อนว่ายีสต์ชนิดนี้สามารถผลิตน้ำมันได้ในปริมาณสูงเทียบเท่ายีสต์ผลิตน้ำมันชนิดที่มีอยู่ ซึ่งยีสต์สายพันธุ์ที่พบนี้สามารถผลิตและสะสมไขมันในเซลล์ได้สูงถึงร้อยละ 20-25 ของน้ำหนักเซลล์แห้ง ซึ่งคุณสมบัติของไขมันดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาไปเป็นพลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซล

ในงานวิจัยครั้งนี้จะใช้กระบวนการเลี้ยงยีสต์ด้วยวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร นอกจากหญ้าอาหารสัตว์แล้ว วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและชีวมวลประเภทลิกโนเซลลูโลสประเภทต่าง ๆ สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งคาร์บอนเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อให้แก่ยีสต์สะสมไขมันได้ ยกตัวอย่างเช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย รวมทั้งเปลือกผักและผลไม้ต่าง ๆ ได้แก่ เปลือกกล้วย เปลือกทุเรียน เปลือกถั่ว โดยเฉพาะฟางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งปริมาณมากของประเทศไทย จึงนับเป็นการใช้ของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์อีกทางหนึ่ง

ข้อดีของน้ำมันเชื้อเพลิงจากยีสต์

  • วงจรชีวิตสั้น: ใช้เวลาเพาะเลี้ยงน้อย
  • ใช้อาหารหลากหลาย: เศษวัสดุทางการเกษตร น้ำเสีย จากโรงงาน ฯลฯ
  • ราคาถูก: ต้นทุนการผลิตต่ำ
  • ใช้แรงงานน้อย: กระบวนการเพาะเลี้ยงไม่ซับซ้อน
  • เพาะเลี้ยงได้ทุกที่: ไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาล
  • ขยายขนาดการผลิตง่าย: เพิ่มปริมาณถังหมัก ยีสต์ และอาหาร
  • ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม: ไขมันที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันพืช

สำหรับการเจริญเติบโตของยีสต์และปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จากยีสต์ในสเกลการผลิตในห้องปฏิบัติการนั้น ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเชื้อเพลิงในตลาด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขยายขนาดกำลังผลิต เช่น การปรับปรุงสายพันธุ์ของยีสต์สะสมไขมัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและสะสมไขมันให้ได้มากขึ้น หรือปรับปรุงให้ยีสต์สามารถทนทานต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตได้มากขึ้น เช่น สามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นในกระบวนการผลิต เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการหล่อเย็น หรือสามารถทนต่อสารพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการปรับสภาพวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้มากขึ้น เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในกระบวนการ Detoxification เป็นต้น

ปัจจุบันการวิจัยมุ่งเน้นที่จะเพิ่มระดับการผลิตน้ำมันของยีสต์ S. cerevisiae ในระดับขยายขนาดที่สูงขึ้น โดยทำการดัดแปลงพันธุกรรม เพิ่มการแสดงออกของเอนไซม์ Acetyl-CoA carboxylase เป็นสายพันธุ์ TWP02 ทำให้ผลิตไขมันได้เพิ่มสูงขึ้น หลังจากนั้นจึงได้ศึกษากระบวนผลิตน้ำมันจากเซลล์ยีสต์ในระดับขยายขนาด โดยใช้บริการเครื่องมือวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพและการหมักแม่นยำ (Bioengineering and precision fermentation laboratory) ของฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวัสดุ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการชั้นนำของประเทศไทยทางด้านกระบวนการทางชีวภาพและกระบวนการหมัก มีความพร้อมของเครื่องมือวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำที่ใช้ในการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์จุลินทรีย์ กระบวนหมักตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการขนาดถังหมัก 2 ลิตร ไปจนถึงระดับหน่วยวิจัยต้นแบบขนาดถังหมัก 20,000 ลิตร รวมไปถึงกระบวนการปลายน้ำที่ใช้ในการแยกเซลล์จุลินทรีย์ การทำให้เซลล์ของเชื้อจุลินทรีย์แตกด้วยความดัน การเพิ่มความเข้มข้นและความบริสุทธิ์ของสารชีวภัณฑ์ ตลอดจนการขึ้นรูปสารชีวภัณฑ์ในรูปแบบแห้งด้วยความร้อนหรือความเย็น ซึ่งศักยภาพของห้องปฏิบัติการดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้โครงงานวิจัยนี้สามารถประเมินศักยภาพสำหรับการออกแบบกระบวนผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยานที่เหมาะสมต่อไปได้

Source : Chulalongkorn University

โลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน แต่หลายคนก็ยังต้องใช้ชีวิตในการทำงาน ท่องเที่ยวให้ได้แม้ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหนก็ตาม ทำให้มีผู้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องอากาศที่ร้อนขึ้นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ เสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ นั่นเอง แต่เดิมถ้าพูดถึงเสื้อแจ็คเก็ต เราก็คงนึงถึงเสื้อตัวใหญ่แขนยาว ใส่เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย และบางคนก็ใส่เพื่อป้องกันแสงแดด ไม่ให้มากระทบผิวหนังโดยตรงนั่นเอง ทำให้ภาพจำของเสื้อแจ็คเก็ตนั้นเป็นเสื้อสำหรับใส่กันหนาว และเสื้อสำหรับใส่กันแดดเท่านั้น

เสื้อรุ่นแรกๆ ที่ดีไซน์แบบเรียบๆ Photo : nippon.com

แต่ก็มีผู้คิดค้นเสื้อแจ็คเก็ตในรูปแบบใหม่ออกมา ซึ่งไม่ได้เพิ่งจะมี แต่มีมานานพอสมควรแล้ว แล้วก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกด้วย หนึ่งในผู้คิดค้นท่านนี้ก็เป็นชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Hiroshi Ichigaya อดีตวิศวกร ซึ่งตัวเขาเองได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่เขาได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วพบเจอกับสภาวะอากาศร้อน ทำให้เกิดความคิดว่า อยากจะประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ช่วยลดความร้อน ที่ไม่สร้างมลภาวะให้กับอากาศ ทำให้เขาได้คิดค้นเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ขึ้นมา

เสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ คืออะไร

คำว่าเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ จริงๆ ก็เป็นเพียงคำที่ช่วยให้เข้าใจว่า เสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ใส่แล้วเย็น เหมือนเปิดแอร์นั่นเอง ซึ่งหลักการจริงๆ ของเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์นั่นก็เป็นการนำพัดลมขนาดเล็ก ติดตั้งเข้าไปกับเสื้อแจ็คเก็ต เพื่อดึงอากาศจากภายนอกเข้าไปภายในเสื้อ ช่วยระบายความร้อนที่อยู่ภายในเสื้อให้ไหลผ่านออกมาทางปกเสื้อ และทางข้อมือ ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวขึ้น เพื่อความเย็นให้กับร่างกาย และยังช่วยทำให้เหงื่อที่ไหลออกมาแห้งได้เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง พัดลมที่ติดตั้งเข้าไปนั้นก็อาศัยพลังงานจากชุดแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ออกแบบมาสำหรับเสื้อแจ็คเก็ตโดยเฉพาะ สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 11 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

เสื้อรุ่นแรกๆ ที่ออกแบบมา ก่อนจะพัฒนามาเป็นรุ่นที่มีความสวยและทันสมัยมากขึ้น Photo : nippon.com

หลักการทำงานของเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์​

การทำงานของเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์นั้นจะประกอบไปด้วยหลักการ 3 ส่วนด้วยกันดังนี้

  1. พัดลม – เสื้อแจ็คเก็ตจะมีติดตั้งพัดลมขนาดเล็กเข้าไป ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหลังหรือด้านข้างของเสื้อแจ็กเก็ต
  2. การไหลเวียนของอากาศ – เมื่อเปิดใช้งานพัดลม พัดลมจะดึงอากาศร้อนออกจากเสื้อแจ็กเก็ตและหมุนเวียนอากาศเย็นรอบตัวผู้สวมใส่ ผ่านทางปกเสื้อ และแขนเสื้อ
  3. การระบายความร้อน – การไหลเวียนของอากาศเย็นนี้ช่วยระเหยเหงื่อจากผิวหนังของผู้สวมใส่ ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย
ภาพการทดสอบ แบบไม่เปิดพัดลมเป็นเวลา 10 นาที เทียบกับเปิดพัดลม Photo : nippon.com

อธิบายกันง่ายๆ อีกที ก็คือ พัดลมช่วยนำพาอากาศเข้าไปในเสื้อ ไหลเวียนอยู่ภายใน นำเอาลมร้อนที่เกิดขึ้น ไหลออกมาผ่านช่องต่างๆ ของเสื้อ ซึ่งจะมีอยู่บริเวณปกเสื้อ และบริเวณแขนเสื้อ ทำให้เรารู้สึกเย็นนั่นเอง

ข้อดีของเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์

  • ช่วยให้ผู้สวมใส่เย็น แม้จะอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อน
  • เหมาะสำหรับใส่ในกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ เช่น ทำงานการแจ้ง การเดินและวิ่ง รวมถึงการเดินป่า
  • ดีไซน์ในปัจจุบันสวมใส่ได้ง่าย ไม่ต่างจากเสื้อแจ็คเก็ตทั่วไป
  • มีการออกแบบให้เข้ากับกิจกรรมกลางแจ้งมากขึ้น เช่น ชุดตีกอล์ฟ เป็นต้น
ชุดกอล์ฟติดแอร์ ที่มีการพัฒนาออกมา Photo : nippon.com

ข้อสังเกตของเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์

  • ราคาสูงกว่าเสื้อแจ็คเก็ตทั่วไปในระดับเดียวกัน
  • อาจเกิดเสียงรบกวนจากการทำงานของพัดลม
  • มีข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรี่ที่ต้องชาร์จไฟ
  • มีน้ำหนักมากกว่าเสื้อแจ็คเก็ตปกติ
ในบ้านเราก็มีขายเช่นกัน ลองค้นใน Google มีหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ

ปัจจุบันนอกจากจะมีการพัฒนาแจ็คเก็ตติดแอร์รุ่นใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แล้ว ยังได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ ออกมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าเป้ ที่นอน รถเข็นเด็ก เบาะพิงต่างๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ก็จะใช้แล้วเย็น เหมือนกับเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ ส่วนในประเทศไทย ก็มีเสื้อแจ็คเก็ตติดแอร์ขายด้วยเช่นกัน แต่บางทีก็มีการใช้ชื่อว่า เสื้อพัดลม ใครสนใจก็ซื้อหามาใช้กันได้ครับ

Photo : nippon.com

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการจัดงาน “มารักษ์กัน เพื่อการผลิต และการบริโภคที่ยั่งยืนด้วยฉลากเขียว” ขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนได้รู้จักกับ “ฉลากเขียว” เป็นครั้งแรก เชื่อได้ว่าหลายคนยังไม่ทราบเลยว่า ตอนนี้เรามีฉลากเขียวสำหรับสินค้าออกมาแล้ว เป็นไปตามการให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง ดังนั้นในบทความนี้ จะพาทุกท่านไปรู้จักกัน “ฉลากเขียว” กัน

ฉลากเขียว คืออะไร

มารู้จักกับฉลากเขียวกัน สำหรับฉลากเขียวนั้น เป็นฉลากที่มอบให้กับสินค้าที่มีคุณภาพ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ซึ่งผู้ผลิตสินค้าจะนำไปติดบนผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ผู้บริโภคทราบว่า สินค้านั้นให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และจะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ยังจะได้รับความสนใจจากผู้คนที่เป็นชาวรักษ์โลกหันมาซื้อสินค้าที่มีฉลากเขียวมากขึ้นอีกด้วย และผู้ผลิตบางรายก็สามารถปรับสินค้าให้มีกำไรมากขึ้นได้เช่นกัน

ซึ่งในประเทศไทยของเรา ได้มีการริเริ่มโครงการฉลากเขียวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 แล้ว โดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย ขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD)  ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโลโลยี และสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรเอกชนอื่นๆ ได้เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากหากหลายฝ่ายทั้งรัฐบาล และเอกชน ทั้งนี้โครงการมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้ คงไม่ใช่เรื่องความร่วมมือ แต่น่าจะเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการได้รับรู้ว่าในประเทศไทยมี “ฉลากเขียว” แล้ว ในมุมผู้บริโภคเองส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเลยว่ามีฉลากเขียว และไม่เคยสังเกตฉลากใดๆ ที่อยู่บนผลิตภัณฑ์เลย ต่างจากฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ประชาสัมพันธ์ได้ค่อนข้างดี เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ในมุมของผู้ผลิตสินค้า ก็เช่นกัน หลายรายก็ยังไม่ทราบว่ามี ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตได้ส่งสินค้าเพื่อพิจารณาเข้าร่วม และผู้บริโภคเอง จะได้สังเกตฉลากสีเขียวก่อนจะซื้อสินค้าทุกครั้ง

สำหรับแนวคิดในเรื่องของฉลากเขียว มีดังนี้

  1. ฉลากเขียว เป็นฉลากที่ออกให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ผ่านการประเมินและตรวจสอบว่าได้มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดที่ทางคณะกรรมการนโยบายและบริหารงานฉลากเขียวประกาศใช้
  2. เป็นการสมัครใจของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการ ที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  3. ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีทางด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และกระตุ้นให้มีการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากขึ้น
  4. กระตุ้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิต หันมาใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
  5. กระตุ้นให้รัฐบาลและเอกชน ร่วมมือกันฟื้นฟูและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลภาวะด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค

วัตถุประสงค์ของ “ฉลากเขียว”

  1. ลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมโดยรวมภายในประเทศ
  2. ให้ข้อมูลที่เป็นกลางต่อผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน
  3. ผลักดันให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการผลิตที่สะอาด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ทั้งนี้ เพื่อส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตเองในระยะยาว

ฉลากเขียวกับความร่วมมือระหว่างประเทศ

ฉลากเขียว ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 14024 เริ่มดำเนินการให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537

ทางสถาบันฯ มีการพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงานฉลากสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยฉลากเขียวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ได้รับรองระบบงาน GENICES ของเครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก (Global Ecolabelling Network (GEN))

เครือข่าย GEN นี้ มีสมาชิกเป็นหน่วยงานด้านฉลากสิ่งแวดล้อมชนิดที่ 1 จากมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการสร้างความร่วมมือ ถ่ายทอดความรู้ และพัฒนาเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในระดับสากล (Common Core Criteria (CCC)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิก GEN สมาชิกอาจลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding (MOU)) ร่วมกัน เพื่อดำเนินงานร่วมกันในระดับองค์กร

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก

  1. ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  2. คํานึงถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และคุณประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมที่ได้รับเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นถูกจําหน่ายออกสู่ตลาด
  3. มีวิธีการตรวจสอบที่ไม่ยุ่งยากและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูง ในการประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทาง
    สิ่งแวดล้อมตามที่กําหนดไว้ในข้อกําหนด
  4. เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตมีทางเลือกอื่นในการผลิตที่จะทําให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

ในการพิจารณาคัดเลือกนั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละผลิตภัณฑ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะคำนึงถึงในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งที่เป็นทรัพยากรหมุนเวียน (renewableresources) และทรัพยากรไม่หมุนเวียน (nonrenewable resources)
  • การลดภาวะมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาที่สําคัญของประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการผลิต การ
    ขนส่ง การบริโภค และการกําจัดทิ้งหลังใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การนําขยะมูลฝอยทั่วไปและขยะอันตรายกลับมาใช้ซ้ํา (reuse) หรือ แปรสภาพกลับมาใช้ใหม่
    (recycle)

ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากสีเขียว

  • เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • บ้านและที่อยู่อาศัย
  • อุปกรณ์ก่อสร้าง
  • บริการ
  • เครื่องใช้สำนักงาน
  • ยานพาหนะและอุปกรณ์เสริม
  • ผลิตภัณฑ์กระดาษ
  • และอื่นๆ

สามารถดูรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากสีเขียวแต่ละเดือนได้ที่เว็บไซต์ https://www.tei.or.th/greenlabel/labs.html

การสมัครขอ “ฉลากเขียว”

การขอใช้ฉลากเขียวเป็นการดําเนินการด้วยความสมัครใจของผู้ผลิต ผจู้ัดจําหน่าย หรือผู้ให้บริการที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ประสงค์จะสมัครขอใช้ฉลากเขียวสามารถดูรายละเอียดได้จากคู่มือแนะนาโครงการฉลากเขียว หรือที่เว็บไซต์
http://www.tei.or.th/greenlabel/th_index.html

ข้อมูลเพิ่มเติม : ฉลากเขียว

เราอาจจะเคยเห็นตู้คอนเทนเนอร์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่นำมาดัดแปลงติดโซล่าร์เซลล์กันไปแล้ว ล่าสุดมีนวตกรรมใหม่เป็นโซล่าร์คอนเทนเนอร์ออกมาให้เราได้เห็นกัน ซึ่งความแตกต่างก็คือ จะไม่ใช่ตู้คอนเทนเนอร์แบบที่ใช้โซล่าร์เซลล์แบบเดิมๆ แต่จะเป็นการออกแบบแผงโซล่าร์เซลล์จำนวนมาก ให้สามารถพับเก็บและยืดออกได้ โดยในการพับเก็บนั้นจะประกบกันเข้าไปเป็นตู้คอนเทนเนอร์นั่นเอง

โดยโซล่าร์คอนเทนเนอร์ จะรูปร่างหน้าตาเหมือนกับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ภายในจะบรรจุไปด้วยแผงโซล่าร์เซลล์เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถใช้เพื่อพักอาศัย หรือเป็นที่เก็บของได้ เรียกว่าจะเป็นแผงโซล่าร์เซลล์และอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดเลย

ในการใช้งานนั้นต้องใช้การขนย้ายแบบเดียวกับการขนตู้คอนเทนเนอร์ทั่วไป จากนั้นเวลาติดตั้งก็จะต้องมีการเตรียมพื้นที่ในการจัดวาง มีการวางฐานเพื่อรองรับแผงโซลาร์เซลล์ให้มีความแข็งแรง โดยต้องมีการเชื่อมต่อโครงสร้างตามขนาดของแผงโซล่าร์เซลล์ที่จะทำการกางออกมา จากนั้นก็เพียงแค่กดปุ่มให้แผงเซลลาร์เซลล์กางออกมาจนเต็มพื้นที่ โดยแผงจะค่อยๆ เลื่อนยาวออกไปทั้ง 2 ฝั่งซ้าย และขวา โดยแต่ละด้านจะมีจำนวนแผงอยู่ที่ 24 แผง รวมทั้ง 2 ด้านจะได้ทั้งหมด 48 แผง ในการจัดเก็บก็จะใช้การกดปุ่มเพื่อให้ตัวแผงเลื่อนหดกลับเข้ามาประกบกันนั่นเอง ซึ่งดูแล้วก็ติดตั้ง และการจัดเก็บนั้น อาจจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการทำงานในครั้งนี้ด้วย ในการกางแผงจนสุดจะใช้เวลาประมาณ 27 นาที ไม่รวมการขนย้ายและติดตั้ง

ข้อจำกัดของโซล่าร์คอนเทนเนอร์

  1. โซล่าร์คอนเทนเนอร์มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ต้องใช้รถขนาดใหญ่ในการขนย้าย
  2. ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง
  3. ต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  4. ราคายังค่อนข้างสูง

ส่วนประกอบของโซล่าร์คอนเทนเนอร์

โซล่าร์คอนเทนเนอร์ ถ้าดูจากการออกแบบแล้ว ก็จะเป็นการดีไซน์ส่วนของแผงโซล่าร์เซลล์แบบซ้อนพับกันได้ ประกบกันหลายๆ แผ่น เมื่อประกบกันแล้วจะมีลักษณะเหมือนกับตู้คอนเทนเนอร์นั่นเอง โดยส่วนประกอบนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วนด้วยกัน คือ ตู้คอนเทนเนอร์ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลัก และมีขนาดประมาณ 20 ฟุต ต่อไปก็จะเป็น แผงโซล่าร์เซลล์ที่เรียงพับประกบกันอยู่ ในการใช้งานก็สามารถกางออกแล้วพับเก็บได้ ต่อไปก็จะเป็นตัวอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟ และอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ สุดท้ายก็จะเป็นระบบไฟฟ้าสำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งความสะดวกของโซล่าร์คอนเทนเนอร์ที่ชัดเจนมากที่สุด ก็จะเป็นเรืองของอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถจัดเก็บรวมเข้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์ได้เลย ทำให้มีความสะดวกในการขนย้ายไปใช้งานตามพื้นที่ต่างๆ ได้ทันที

โซล่าร์คอนเทนเนอร์ เหมาะกับการใช้งานแบบไหน

ด้วยการออกแบบโซล่าร์คอนเทนเนอร์ให้มีลักษณะแบบเดียวกับตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้มีข้อดีในเรื่องของความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ความสามารถในการจัดเก็บแผง และสามารถขยายแผงออกมาได้เป็นจำนวนมาก จึงเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในพื้นที่ห่างไกลแบบชั่วคราว เช่น การไปจัดงานในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่มีไฟฟ้า และไม่สามารถขนเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เข้าไปได้ รวมถึงไม่มีแหล่งพลังงานอื่นๆ รวมถึงการนำไปใช้งานกับบ้านพักอาศัย ที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ในรูปแบบเดิมๆ เช่น การติดตั้งบนหลังคาที่ไม่เหมาะสมกับทิศทางของแสง เป็นต้น และหากจะนำไปใช้งานแบบถาวร ก็อาจจะต้องพิจารณาให้ดีว่า สามารถติดตั้งแบบปกติทั่วไปได้หรือไม่ เพราะโซล่าร์คอนเทนเนอร์จะมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณที่สูงกว่าการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์แบบปกตินั่นเอง

ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งนวตกรรมของโซล่าร์เซลล์อีกรูปแบบ ที่ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานโซล่าร์เซลล์ในพื้นที่ห่างไกล และไม่สามารถติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาได้ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ก็คาดว่าจะมีการพัฒนาโซล่าร์คอนเทนเนอร์ให้มีความสะดวกทั้งในเรื่องของการขนย้าย และความง่ายในการติดตั้งให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงราคาที่ถูกลด เพื่อให้สามารถจัดหาซื้อมาใช้ได้กับทุกคน

Source : Solarcontainer

งาน Motor Show 2024 ปีนี้ จัดกันตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2024 ตั้งแต่เวลา 12:00 – 22:00 น. ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งคราวนี้บอกเลยว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน มาเปิดตัวเปิดขายกันเพียบ เรามาดูกันดีกว่าว่า มีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็กเน้นความน่ารัก ค่าตัวไม่เกิน 600,000 บาท มีรุ่นไหนกันบ้าง

Changan LUMIN น้องง่วง

มาเริ่มกันที่หลายๆ คนเรียกกันว่า “น้องง่วง” เพราะว่าการออกแบบไฟหน้านั้นดูคล้ายตาที่กำลังง่วงนั่นเอง รูปลักษณ์นั้นต้องบอกว่าน่ารักมาก โดยจะมีมาเปิดตัวกัน 2 รุ่นก็คือ LUMIN L ราคา 479,000 บาท และ LUMIN L DC ราคา 499,000 บาท ราคาห่างกันแค่ 20,000 บาทเท่านั้นเอง

LUMIN L จะมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 35 กิโลวัตต์ 48 แรงม้า แรงบิตสูงสุดที่ 48 นิวตันเมตร สำหรับแบตเตอรี่เป็นแบบลิเทียมไอออน ความจุ 27.99 kWh รองรับการชาร์จไฟแบบ AC ใช้เวลาการชาร์จแบตจนเต็มที่ 1- ชั่วโมว สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 301 กิโลเมตร ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 101 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ค่าตัว 479,000 บาท รุ่นนี้น่าจะเหมาะกับคนที่อยากได้รถน่ารัก เอาไว้ขับในเมืองเป็นหลัก และมีที่ชาร์จอยู่ที่บ้าน ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว อยากแนะนำให้ขยับไปที่ LUMIN L DC มากกว่าเพราะชาร์จเร็วแบบ DC ได้ด้วย จ่ายเพิ่มแค่ 20,000 บาทเท่านั้นเอง

LUMIN L DC สเปคต่างๆ เกือบทั้งหมดก็จะคล้ายรุ่น LUMIN L ครับ ทั้งมอเตอร์ แรงม้า แรงบิต แต่ว่าจะแตกต่างตรงขนาดแบตเตอรี่ที่สูงกว่านิดเดียวอยู่ที่ 28.08 kWh สำหรับการชาร์จไฟ รุ่นนี้รองรับชาร์จเร็ว DC 50 kw เพิ่มเติมจากรุ่นเล็ก และสามารถชาร์จจาก 30 – 80% ได้ในระยะเวลา 35 นาทีเท่านั้น ใครชอบน้องง่วงก็ลองพิจารณากันดูนะ แต่ส่วนตัวแนะนำ LUMIN L DC ไปเลยดีกว่าครับ คุ้มค่ากว่า ส่วนต่างแค่นิดเดียว ยิ่งใครผ่อนด้วย เฉลี่ยจ่ายต่อเดือนแทบไม่ต่างกันเลย

NETA V-II รถยนต์ไฟฟ้าตัวเล็กเจน 2

สำหรับ NETA V ก็มาถึงรุ่นที่ 2 กันแล้ว รูปร่างหน้าตาก็จะคล้ายๆ กับรุ่นเดิม ปรับปรุงกระจังหน้าแบบใหม่ ใช้ไฟหน้าแบบกลมโต เพิ่มเส้นสายด้านข้างตัวรถใหม่ ไฟท้ายแบบ LED ด้านท้ายดีไซต์ใหม่ที่มีความสูงมากขึ้น เรียกว่าคงเอกลักษณ์ต่างๆ เอาไว้ โดยครั้งนี้มีมาเปิดขายกัน 2 รุ่นด้วยกันคือ NETA V-II LITE ราคา 549,000 บาท และ NETA V-II SMART ราคา 569,000 บาท

ใน NETA V-II นี้ก็มีการปรับเปลี่ยนสเปคจากรุ่นเดิมกันหลายส่วนด้วยกัน แบตเตอรี่มีขนาด 36.1 kWh (เดิม 40.7 kWh) ระยะทางวิ่งไกลสูงสุดอยู่ที่ 382 กิโลเมตร ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ LED ดีไซน์กระจังหน้าใหม่ พร้อมสีที่มีให้เลือก 4 สีในรุ่น LITE และ 6 สีในรุ่น SMART

ภายในมีหน้าจอขนาด 14.6 นิ่ง สำหรับการใช้งานเพื่อความบันเทิง และแสดงข้อมูลต่างๆ ไฟหน้ามีระบบเปิดปิดอัตโมัติ พร้อมดีไซน์ไฟท้ายใหม่แบบ LED นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Smart Key with Ride & Go Function มาให้ด้วย สำหรับรุ่น SMART นั้น เพิ่มเงินอีก 20,000 บาท จะได้ระบบการช่วยเหลือการขับขี่หรือ ADAS มาให้ด้วย เช่น ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยเตือนเมื่อออกนอกเลน เป็นต้น สำหรับการเลือกซื้อรถรุ่นนี้แนะนำ SMART จะได้เรื่องความคุ้มค่ามากกว่าครับ

รุ่น SMART มาพร้อมกับ

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Full-Speed Adaptive Cruise Control
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนตัว Front Car Start Reminder
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Waring
  • ระบบเบรกอัตโนมัติ Automatic Emergency Braking
  • ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning

ก็เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นไซส์เล็ก ที่คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการดีไซน์นั้นถูกใจหลายคนที่ชอบรถแนวน่ารัก และที่สำคัญยังมีราคาค่าตัวถูกมาก เหมาะกับคนที่อยากได้รถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ หรือเป็นคันที่ 2 ของบ้านก็ว่าได้ เน้นใช้ในเมืองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นขับรถรับส่งลูก ขับไปทำงาน ขับไปห้าง เหมาะมากด้วยราคา และระยะทางที่ขับได้ถือว่าเหมาะสมคุ้มค่า ใครสนใจดูตัวจริงๆ ก็แวะไปดูที่งาน Motor Show 2024 ได้เลย นอกจากจะได้ดู 2 รุ่นนี้แล้ว ยังมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหญ่ ราคาสูงกว่านี้มาเปิดแสดง เปิดขายกันด้วย เช่น Changan S07 , Changan L07 , MG4D, Honda e:N1 , Zeekr, XPeng , Vinfast มีเวลาก็แวะไปชมกันได้ครับ