พลังงานสะอาดที่เราสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้านั้นมีมากมาย ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด ก็น่าจะเป็น แสงอาทิตย์ ลม และน้ำ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่า เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลได้อีกด้วย บทความนี้จะพาทุกท่าน ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการนำคลื่นทะเลมาผลิตเป็นไฟฟ้า

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ได้มีการคิดค้นและวิจัยกันในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย ประเทศในยุโรป อเมริกา และอิสราเอล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำมาเป็นพลังงานทดแทนเพื่อใช้ภายในประเทศนั่นเอง สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ต้องบอกว่า มีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐมีการร่วมมือกับภาคเอกชน ศึกษาศักยภาพ ทดสอบเทคโนโลยี พัฒนาต้นแบบ และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลขนาดเล็กเพื่อศึกษาผลลัพธ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลในเชิงพาณิชย์

ความเป็นมาของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล

สำหรับการผลิตไฟฟ้าจะคลื่นทะเลนั้น เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1799 โดยฟีแอรร์ ซิมอง ฌิราร์ ได้มีการคิดค้นวิธีการในการเปลี่ยนแปลงคลื่นทะเลให้เป็นไฟฟ้า และในปีเดียวกันนั้นก็ได้ทำการจดลิขสิทธิ์เอาไว้เรียบร้อย ต่อมาได้มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ ได้มีการพัฒนาต่อยอดเครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ซึ่งจะมีอุปกรณ์หลักๆ ได้แค่ เครื่องสูบน้ำ ระบบท่อกันน้ำ ท่อเชื่อมกับชายฝั่ง กังหังไฟฟ้าพลังน้ำ กังหันลม และเครื่องกำเนินไฟฟ้า โดยจะมีการติดตั้งตามชายฝั่ง หรือไม่ก็บริเวณใกล้ชายฝั่ง และกลางทะเล

รูปจาก : researchgate.net

หนึ่งในหัวใจสำคัญของเครื่องผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลนั่นก็คือ Piezoelectric device เป็นอุปกรณ์ที่จะแปลงพลังงานเชิงกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อเก็บไฟฟ้าที่ได้คลื่นทะเล โดยพลังงานเชิงกลนี้ ก็จะได้มาในหลายรูปแบบ ก็ขอยกตัวอย่างกัน 2 แบบ เริ่มจาก การใช้อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า Sea carpet ที่มีการออกแบบมาเป็นแผ่นยางที่มีความยืนหยุ่นคล้ายคลื่นใต้แผ่นยางก็ได้มีการติดตั้งลูกสูบเอาไว้เมื่อมีคลื่นก็จะมีการเคลื่อนที่ซึ่งจะเป็นพลังงานเชิงกล จากนั้นก็จะมีการแปลงไปเป็นไฟฟ้าอีกที

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ในแบบอื่นๆ อีก เช่น Pelamis Wave Power แบบนี้จะเป็นท่อลอยลักษณะยาว ประมาณ 120 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร ประกอบด้วยทุ่นกลวงเชื่อมต่อกัน 15 ส่วน ลอยอยู่บนผิวน้ำ ห่างจากชายฝั่ง 2 – 10 กิโลเมตร คลื่นทะเลจะทำให้ทุ่นของ Pelamis ขยับขึ้นลง การเคลื่อนที่ของทุ่น จะส่งกำลังผ่านระบบไฮดรอลิกไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อทำการผลิตไฟฟ้านั่นเอง ทั้งหมดนี้ก็เป็นที่มาที่ไปของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล และเป็นตัวอย่างของการคิดค้นการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลเบื้องต้น โดยรวมๆ แล้วก็จะเป็นการคิดค้นวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถขยับ หรือเคลื่อนที่ได้ โดยอาศัยแรงจากคลื่นทะเล ซึ่งจะเป็นพลังงานเชิงกลนั่นเอง จากนั้นก็จะมีการใช้อุปกรณ์เพื่อแปลงพลังงานเชิงกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าอีกที แล้วก็มีการส่งต่อพลังงงานไฟฟ้าไปยังฝั่งเพื่อทำการจัดเก็บ หรือนำไปใช้ต่อไป

รูปจาก : researchgate.net

ผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลมีวิธีไหนบ้าง

  • โรงไฟฟ้าจากน้ำขึ้นน้ำลง : อาศัยหลักการกักเก็บน้ำทะเลไว้ในเขื่อน เมื่อน้ำขึ้น น้ำทะเลจะไหลเข้าเขื่อน ทำให้กังหันหมุน และผลิตไฟฟ้า เมื่อน้ำลง น้ำทะเลในเขื่อนจะไหลออก สร้างกระแสไฟฟ้าอีกครั้ง
  • กังหันใต้น้ำ : ติดตั้งกังหันใต้น้ำ คล้ายกับกังหันลมบนบก เมื่อคลื่นทะเลเคลื่อนที่ กังหันจะหมุนและผลิตไฟฟ้า วิธีนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีต้นทุนที่ค่อนข้างถูก
  • ทุ่นลอยน้ำ : ติดตั้งทุ่นลอยน้ำบนผิวน้ำ เมื่อคลื่นทะเลซัด ทุ่นจะเคลื่อนที่ขึ้นลง แรงดันจากทุ่นจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • ระบบไฮดรอลิก : อาศัยแรงดันจากคลื่นทะเล ดันน้ำมันไฮดรอลิก ขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • ระบบอากาศอัด : คลื่นทะเลจะอัดอากาศเข้าถังเก็บ แรงดันอากาศจะถูกนำไปขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลได้หลักๆ อยู่ 2 รูปแบบด้วยกันคือ

  • Focusing Device, Wave Surge เป็นการใช้คลื่นเพื่อทำให้เกิดแรงดันน้ำไปเก็บกักไว้ก่อน จากนั้นก็จะมีการปล่อยน้ำให้ไหลผ่านเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งแบบนี้มักจะมีการติดตั้งในบริเวณที่เป็นช่องแคบตามธรรมชาติ หรือช่องที่มีการสร้างขึ้นโดยเฉพาะ
  • Oscillating Water Column เป็นวิธีการที่คลื่นมีการเคลื่อนที่ผ่านเครื่องที่ทำให้เกิดแรงดันอากาศเพื่อไปหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า และเมื่อคลื่นมีการลดความแรงลง ตัวกังหันก็จะมีการหมุนกลับทำให้มีการหมุนเกิดขึ้นอีกรอบ ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลดีมากสำหรับบริเวณที่มีคลื่นทะเลที่ค่อนข้างแรง

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้นจะต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำทะเลมีความสามารถในการกัดกร่อนอุปกรณ์ต่างๆ ในระดับที่สูง รวมถึงความรุนแรงจากคลื่นในทะเลที่มีมาก ทั้งคลื่นในน้ำ และแรงลม อาจจะทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ที่มีต้นทุนสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าในแบบอื่นๆ นั่นเอง

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลในประเทศไทย

ในประเทศไทยของเรามีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีอยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐมีการร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อทำการวิจัย และศึกษาข้อมูล ยังไม่ได้มีการนำมาใช้แต่อย่างใด โดยข้อมูลเรื่องนี้ ก็พบว่าในประเทศไทย มีชายฝั่งด้านอ่าวไทยที่มีความยาวมากถึง 1,660 กิโลเมตร มีความหนาแน่นของคลื่นอยู่ที่ 10 – 20 กิโลวัตต์ต่อเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล โดยปกติค่าที่เหมาะสมนั้นควรจะอยู่ที่ 40 – 60 กิโลวัตต์ต่อเมตร หรือถ้าจะให้ดีที่สุดควรจะอยู่ที่ 60 – 70 กิโลวัตต์ต่อเมตร อธิบายง่ายๆ ว่า คลื่นยังมีไม่มาก และไม่แรงพอที่จะคุ้มค่าในการผลิตกระแสไฟฟ้านั่นเอง และถ้าจะผลิตจริง แบบที่เหมาะสมมากที่สุดก็น่าจะเป็นแบบกังหันน้ำ ส่วนแบบอื่นๆ นั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เพราะจะมีต้นทุนที่สูง และไม่คุ้มค่ากับไฟฟ้าที่จะได้กลับมา ซึ่งดูจากข้อมูลส่วนนี้แล้ว ต้องบอกว่าในประเทศไทยนั้นอาจจะเกิดได้ค่อนข้างยาก เพราะต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลนั้นค่อนข้างสูงมากทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ ความหนาแน่นของคลื่นที่เหมาะสม และค่าซ่อมบำรุงที่สูง นอกจากนี้ยังต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับรับไฟฟ้าที่ได้จากการผลิตไว้บริเวณชายฝั่งอีกด้วย

ความหนาแน่นอนของคลื่นทะเล บริเวณทะเลของไทยจะเป็นสีม่วง รูปจาก : researchgate.net

บทสรุป

การผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกประเทศที่มีทะเล เพราะมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วยทั้งในเรื่องของความหนาแน่นของคลื่น ความแรงของคลื่น งบประมาณในการลงทุน การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่มีความเหมาะสม ก็คงจะเริ่มมีการนำไปใช้กันในเร็วๆ นี้ ส่วนประเทศที่มีข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณ ก็คงต้องรอให้อุปกรณ์ต่างๆ มีราคาที่ถูกลงในระดับที่เกิดความคุ้มค่าในการผลิตไฟฟ้าต่อไป ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลของการผลิตไฟฟ้าจากคลื่นทะเล

Photo : Freepik

ความนิยมในการใช้โซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานไฟฟ้านั้นมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะในยุคที่คนเริ่มหันมาใช้รถไฟฟ้า หลายๆ ท่านก็ทำการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไว้ที่บ้าน สำหรับชาร์จรถไฟฟ้าไว้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตเราคงจะได้เห็นโซลาร์เซลล์แบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ราคาถูกลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับบทความในวันนี้ ทางทีมงานก็เอาข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับโซลาร์เซลล์มากฝากกัน เป็นโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคทำจากเยื่อไม้

สำหรับโซลาร์เซลล์ออร์แกนิกทำจากเยื่อไม้นี้ เป็นผลงานจากนักวิจัยชาวสวีเดน Mats Fahlman ศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัย Linköping และ KTH Royal Institute of Technology ได้ทำการคิดค้นและพัฒนานำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้เป็นส่วนประกอบของแผงโซลาร์เซลล์ โดยใช้เยื่อไม้ในรูปแบบที่ไม่ผ่านการปรับแต่ง หรือที่เรียกว่า Kraft Lignin ที่ได้มาจากการสกัดโดยตรงจากไม้ในประกวนการผลิตกระดาษ และนำมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบที่เหมาะสมที่สุดในการทำโซลลาร์เซลล์ ซึ่งจะนำมาในส่วนของชั้นการเคลื่อนที่อิเล็กตรอนที่เชื่อมกับแคโทดภายในเซลล์

ทั้งนี้เป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ก็เป็นการสร้างแผงโซลลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ราคาถูกลง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเลือกใช้เยื่อไม้ ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาตินั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการผลิตโซลลาร์เซลล์ที่แต่เดิมจะต้องใช้ส่วนประกอบที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย และวัสดุเหล่านี้มักผลิตจากพลาสติกหรือพอลิเมอร์ที่ได้จากน้ำมัน แถมยังมีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวัสดุธรรมชาติอีกด้วย

ประโยชน์ของโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคที่ใช้ Lignin (ไลกนิน)

  • Kraft Lignin จากไม้ สามารถใช้สร้างชั้นอิเล็กโตรดแคโทดในเซลล์แสงอาทิตย์อินทรีย์
  • เซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ Kraft Lignin มีความเสถียรมากขึ้น
  • มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ทนทาน และราคาประหยัด
  • เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีศักยภาพในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้พลังงานและสารเคมีในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์
  • เพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับแหล่งพลังงานหมุนเวียน

Lignin (ไลกนิน) คืออะไร

เรามาทำความรู้จัก Lignin (ไลกนิน) กันสักเล็กน้อย ก่อนดีกว่า จะได้เข้าใจถึงภาพรวมในเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้กับโซลาร์เซลล์ออร์แกนิค ไลกนินเป็นพอลิเมอร์อินทรีย์ที่มีความซับซ้อนซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของผนังเซลล์พืช และเป็นหนึ่งในสารอินทรีย์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก รองจากเซลลูโลส พบในไม้และพืชล้มลุกในปริมาณมาก และยังพบในสาหร่ายบางชนิดอีกด้วย ไลกนินประกอบด้วยโมโนเมอร์ต่างๆ มากมาย โมโนเมอร์เหล่านี้เชื่อมโยงกันด้วยพันธะเคมีต่างๆ เพื่อสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อน โครงสร้างนี้ทำให้ไลกนินมีความทนทานต่อการย่อยสลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ให้โครงสร้างและความแข็งแรงแก่พืช ช่วยให้พืชยืนตรงและต้านทานแรงลมและสภาพอากาศอื่นๆ และยังช่วยป้องกันพืชจากโรคและแมลง

ไลกนินมีการใช้งานหลายอย่าง สามารถใช้ทำกระดาษ กระดาษแข็ง และวัสดุอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการผลิตสารเคมี เช่น สารเติมแต่งพลาสติกและสารเพิ่มประสิทธิภาพในการเจาะน้ำมัน ไลกนินเป็นทรัพยากรหมุนเวียน สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้จากพืช ไลกนินเป็นสารที่มีศักยภาพมากมาย สามารถใช้เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายและเป็นทรัพยากรหมุนเวียน นี่เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญเหนือวัสดุที่ไม่หมุนเวียน เช่น ปิโตรเลียม

ในอนาคตคาดว่าจะมีการวิจัยโซลาร์เซลล์ออร์แกนิค อย่างต่อเนื่อง และน่าจะได้รับความนิยมในที่สุด ด้วยข้อดีต่างๆ หลายประการ นอกจากนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้เกิดการใช้งานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งการใช้งานภายในบ้าน การใช้งานกับอาคารขนาดต่างๆ รวมถึงอาจจะมีการนำไปใช้ติดกับเสื้อผ้าเพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ส่วนตัวได้อีกด้วย ซึ่งก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว และเราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ๆ ที่ได้นำโซลาร์เซลล์ออร์แกนิคมาประยุกต์ใช้อีกมากมาย

ข้อมูลอ้างอิง Linköping University

วันนี้ทีมงานขอนำเสนออุปกรณ์ที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีสักที ล่าสุดก็มีแล้วครับ กับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ ซึ่งตอบโจทย์คนใช้รถไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน แต่เดิมเวลาต้องชาร์จไฟแบบเร็วๆ ก็ต้องไปชาร์จตามปั๊มน้ำมัน หรือจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC ซึ่งเมื่อเรามีเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้แล้ว ก็สามารถนำไปติดตั้งได้ตามต้องการ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็สามารถขนกลับไปเก็บไว้ได้อีกด้วย

แบบนี้ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ น่าจะเหมาะกับใคร อันนี้ก็ต้องบอกว่า น่าจะเหมาะกับการนำไปให้บริการเชิงพาณิชย์มากกว่า เช่น นำไปให้บริการบริเวณจุดแคมปิ้ง หรือจะเป็นภายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงคอนโดรุ่นเก่าที่ไม่มีจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 800 กิโลกรัม มิติตัวเครื่อง 1,200 x 800 x 2,000 มม. ก็อาจจะไม่สะดวกเรื่องการพกพาไปใช้งานสักเท่าไหร่ เหมาะกับเคลื่อนย้ายไปวางในสถานที่ต่างๆ มากกว่า เช่น กรณีเราไปจัดงานแคมปิ้ง ก็สามารถนำไปเปิดให้บริการผู้ที่เข้าร่วมงานได้ หรือบางสถานที่ไม่มีสถานีชาร์จเลย เราก็สามารถนำไปตั้งเป็นจุดบริการชาร์จด่วนได้เช่นกัน และหากบริเวณนั้นเราได้ทำพวกร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ก็จะช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

สำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs ตามสเปคบอกเอาไว้ว่า สามารถชาร์จรถไฟฟ้าได้พร้อมๆ กันถึง 6 คัน มีกำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 180 กิโลวัตต์ แบตเตอรืแบบ EFP ความจุ 184 kWh ซึ่งเพียงพอต่อการชาร์จรถไฟฟ้าในระดับ 60% เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปได้ และยังสามารถนำไปบริการที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่อีกต่อไป สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับระบบการติดตาม และการจัดการแบบออนไลน์ได้ด้วย แต่ว่าต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย

ราคาของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ 3.5 ล้านบาท หากเทียบกับการก่อสร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบปกติแล้ว จะใช้งบประมาณที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs มีข้อดีมากกว่าในเครื่องของการเป็นสถานีชาร์จที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ย้ายไปติดตั้งได้ตามต้องการ และไม่ได้ต้องการพื้นที่ในการจัดวางมากมายอะไร เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าแบบเดิมๆ

สรุปสิ่งที่น่าสนใจของ Eplvs

  • สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็ว โดยชาร์จได้สูงสุดถึง 180 กิโลวัตต์
  • รองรับการชาร์จรถพร้อมกันได้สูงสุดถึง 6 คัน
  • ขนาดกระทัดรัดสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
  • ใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เสียบหัวชาร์จกับเข้ารถก็จะเริ่มการชาร์จให้ทันที
  • ตัวเครื่องชาร์จมีการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ทันที
  • ใช้เงินลงทุนไม่มาก ไม่ต้องปรับปรุงสถานที่เหมือนกับสถานีชาร์จแบบเดิมๆ
  • รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

รายละเอียดทางเทคนิค

  • กำลังไฟ: สูงสุด 180 กิโลวัตต์
  • แรงดันไฟฟ้า: 380-415V AC
  • กระแสไฟ: สูงสุด 320A
  • ประเภทปลั๊ก: CCS2, CHAdeMO
  • ระยะเวลาการชาร์จ: ประมาณ 30 นาทีสำหรับการชาร์จเต็ม (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ของรถ EV)
  • ขนาด: 1,200 x 800 x 2,000 มม.
  • น้ำหนัก: 800 กก.

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuvo Plus

เรากำลังเข้าสู่ในยุคของการใช้พลังงานสะอาด ที่ส่งผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด ซึ่งหนึ่งในพลังงานที่เป็นพลังงานสะอาดที่กำลังมาแรงนั่นก็คือ “ไฮโดรเจน” พลังงานที่ผลิตได้จากวัตถุดิบตามธรรมชาติหลายหลายประเภท ซึ่งจะได้น้ำและออกซิเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ และช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน

ไฮโดรเจนคืออะไร?

ไฮโดรเจนเป็นธาตุเคมี สัญลักษณ์ธาตุคือ H เป็นธาตุที่เบาที่สุดและเป็นองค์ประกอบของน้ำ (H2O) คุณสมบัติทั่วไปของไฮโดรเจน คือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เชื้อเพลิงในรถยนต์ไฮโดรเจน ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีอื่นๆ เช่น อะมโมเนีย กรดไฮโดรคลอริก และกรดซัลฟิวริก เป็นต้น ใช้เป็นสารหล่อเย็น และ ใช้เป็นสารป้องกันการกัดกร่อน

photo : freepik

วิธีผลิตไฮโดรเจน ในปัจจุบัน

สำหรับพลังงานไฮโดรเจนนั้น สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบหลักๆ ดังนี้

  1. เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม
  2. พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล น้ำ
  3. พลังงานนิวเคลียร์

ซึ่งการเลือกใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันนั้นก็ทำให้ได้ไฮโดรเจนที่มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตจะมีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งสามารถสรุปได้ประมาณ 3 รูปแบบ ได้แก่ กระบวนการให้ความร้อนเคมี กระบวนการไฟฟ้าเคมี และ กระบวนการสังเคราะห์แสง

ไฮโดรเจนมีกี่ประเภท

พลังงานไฮโดรเจนสามารถสังเคราะห์ได้จากเชื้อเพลิงตามธรรมชาติหลากหลายประเภท ซึ่งเราสามารถจำแนกจากชนิดของแหล่งพลังงานและวิธีในการผลิตไฮโดรเจน โดยกำหนดเป็นสีต่าง ๆ ดังนี้

  1. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (electrolysis) ซึ่งไฮโดรเจนสีเขียวถือเป็นไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำหรือเป็นศูนย์ เนื่องจากใช้แหล่งพลังงานสะอาด เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอิเล็กโทรไลซิสในกระบวนการแยกน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2)
  2. ไฮโดรเจนสีเหลือง (Yellow Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทดแทน ร่วมกับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ ซึ่งความแตกต่างระหว่างไฮโดเจนสีเหลือง กับไฮโดรเจนสีเขียว ก็อยู่ที่พลังงานที่นำมาใช้ผลิตจะมีส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้ามาร่วมด้วยนั่นเอง
  3. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ ร่วมกับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนสีชมพูยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ ต้นทุนการผลิตยังสูง และยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
  4. ไฮโดรเจนสีฟ้าน้ำทะเล (Turquoise Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการ pyrolysi คือ การนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านการแยกสลายด้วยความร้อนสูง ซึ่งสิ่งที่จะได้ออกมาจะเป็นไฮโดรเจน และผงคาร์บอน
  5. ไฮโดรเจนสีฟ้าน้ำเงิน (Blue Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่สามารถผลิตได้จากก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยการผลิตจากก๊าซธรรมชาตินั้นจะใช้กระบวนการ steam reforming ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 800-1,000 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปสารไฮโดรคาร์บอนในก๊าซธรรมชาติด้วยไอน้ำ ควบคู่กับการกักเก็บ Co2 ส่วนการใช้ถ่านหินนั้นจะมีการใช้กระบวนการที่มีชื่อว่า Gasification เป็นการเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง ควบคู่กับการกักเก็บ Co2
  6. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากกระบวนการทางเคมีโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ โดยจะแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยใช้กระบวนการทางเคมี เช่น กระบวนการ steam reforming หรือกระบวนการ partial oxidation และมีการปล่อย Co2 สู่บรรยากาศออกมาในปริมาณมาก เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงทำให้ไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้ง่ายและราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน จึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เป็นต้น
  7. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการแก๊สซิฟิเคชัน (Gasification) ของถ่านหิน โดยใช้ความร้อนสูง ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไฮโดรเจน และก๊าซอื่นๆ ไฮโดรเจนสีน้ำตาลเป็นไฮโดรเจนที่สะอาดน้อยกว่าไฮโดรเจนสีฟ้าหรือไฮโดรเจนสีเหลือง เนื่องจากกระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ซึ่งต้นทุนที่ใช้ในการผลิตนั้นค่อนข้างต่ำมาก จึงนิยมใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่างๆ มากมาย

ไฮโดรเจนในประเทศไทย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ศึกษาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อให้บริการพลังงานสีเขียว

ในปี พ.ศ. 2559 กฟผ.ประสบความสำเร็จในการทดลองผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่ผลิตมาจากพลังงานลม โดยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid System) จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ และเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำไฮโดรเจนมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานหมุนเวียนได้สำเร็จ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ กฟผ. ยังคงศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในอนาคต

โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green  Hydrogen) จากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 เต็มศักยภาพรวมถึงต่อยอดพัฒนาไปยังพื้นที่โครงการพลังงานทดแทนจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์แห่งอื่นๆของกฟผ. ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ และในปี พ.ศ. 2567 กฟผ. มีแผนศึกษาความเหมาะสมโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซสังเคราะห์จากถ่านหินที่มีแคลเซียมออกไซด์ (CaO) สูง ควบคู่กับเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการนำไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ณ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปางซึ่งได้เป็นไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) และแผนศึกษาความเหมาะสมโครงการศึกษารูปแบบการผสมและการใช้งานไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น

ไฮโดรเจนกับการนำมาใช้เป็นพลังงานในรถยนต์

ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานทางเลือกที่มีการพัฒนานำมาใช้ในรถยนต์อีกด้วย ซึ่งอาศัยหลักการของเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงจะทำหน้าที่แปลงพลังงานจากไฮโดรเจนและออกซิเจนให้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อนำไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า

ตัวอย่างรถยนต์ที่มีการพัฒนาไปใช้พลังงานไฮโดรเจน

Toyota Mirai เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 647 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Hyundai Nexo เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทฮุนได ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 666 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Honda Clarity Fuel Cell เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 754 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Mercedes-Benz GLC F-Cell เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนอัด ผลิตโดยบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศเยอรมนี เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 437 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนอีกหลายรุ่นที่ผลิตโดยบริษัทต่างๆ ทั่วโลก เช่น BMW iX5 Hydrogen, Audi e-tron GT quattro Hidrogen Fuel Cell, และ Porsche Taycan Sport Turismo Hydrogen Fuel Cell เป็นต้น

และทัั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้เกี่ยวกับไฮโดรเจน พลังงานสะอาดแห่งอนาคต แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช้พลังงานหลัก แต่ก็ถือว่าเป็นพลังงานสะอาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีการคิดค้นและพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการทดลองใช้ในรถยนต์พลังงานสะอาด ที่ยังคงต้องรอติดตามดูว่า สุดท้ายแล้วผู้ผลิตรถยนต์ จะตัดสินใจผลิตรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนออกมาจำหน่ายหรือไม่ เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานสะอาดแล้ว ยังไม่ต้องเสียเวลาชาร์จไฟเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังนิยมในขณะนี้ด้วย รอติดตามกันครับ

photo : freepik

ระบบโซลลาร์เซลล์ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า อาจจะเกิดการทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์ และระบบได้ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้ได้เช่นกัน ซึ่งระบบการผลิตไฟฟ้าโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์นั้นจะเป็นลักษณะการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าจากระบบได้เมื่อมีแสงอาทิตย์ที่ยังส่องไปยังแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาระงับเหตุไม่สามารถตัดกระแสไฟเพื่อระงับเหตุได้นั่นเอง ทำให้มีการคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า PV Stop ขึ้นมาเพื่อเข้ามาแก้ปัญหานี้ และบทความในวันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “PV Stop” ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จัก อาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วไปเกี่ยวข้องอะไรกับระบบการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ด้วย วันนี้เราจะมารู้จักกันครับ

PV Stop คืออะไร?

PV STOP เป็นนวตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากประเทศออสเตรเลีย ย่อมาจาก “Photovoltaic Stop” เป็นสารเคลือบโพลีเมอร์ที่ใช้น้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทันสมัย ซึ่งใช้สำหรับพ่นลงบนแผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่เสมือน “ผ้าใบกันน้ำ” เพื่อทำการปิดกั้นแสง และช่วยในเรื่องของการ ปิดระบบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งสามารถปิดการทำงานได้ในไม่กี่วินาที เมื่อมีการนำไปพ่นแล้ว จะเป็นการเคลือบ PV STOP ลงบนแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเมื่อสารแห้งแล้ว จะกลายเป็นฟิล์มป้องกัน มีคุณสมบัติไม่ติดไฟ และเมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว ก็สามารถลอกออกจากแผงโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ทำลายตัวแผงโซลาร์เซลล์ และระบบต่างๆ เมื่อต้องการเปิดใช้งานระบบโซลลาร์เซลล์อีกครั้ง

คุณสมบัติของ PV Stop

  • ไม่ติดไฟ
  • ไม่เป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า
  • สามารถใช้ได้ในทุกสภาวะอากาศ
  • ไม่เกิดประกายไฟ
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ของ PV Stop

  1. ช่วยในเรื่องของความปลอดภัย เมื่อมีการพ่น PV Stop ลงบนแผงโซลาร์เซลล์ จะเป็นการหยุดการทำงานของแผงโซลาร์เซลล์ทันที ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ ระบบจะหยุดการทำงานได้ภายในไม่กี่วินาที
  2. ช่วยรักษาแผงโซลลาร์เซลล์ ด้วยการออกแบบให้ PV Stop มีคุณสมบัติเหมือนผ้าใบกันน้ำ ทำให้เมื่อพ่นลงบนแผงโซลาร์เซลล์แล้ว จะทำหน้าที่เป็นเสมือนฟิลม์ป้องกันแผงโซลลาร์เซลล์จากสภาวะอากาศต่างๆ กรณีที่ไม่ต้องการใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ โดยไม่จำเป็นต้องหาวัสดุใดๆ มาคลุมทับ สามารถใช้ปกป้องได้นานกว่า 12 เดือน
  3. ช่วยให้การบำรุงรักษาระบบโซลลาร์เซลล์ง่ายขึ้น ในกรณีที่มีการใช้ระบบโซลลาร์เซลล์ที่มีขนาดใหญ่ และต้องการปิดระบบชั่วคราวในการบำรุงรักษาเฉพาะจุด หรือต้องการเปลียนแผงโซลลาร์เซลล์ ก็สามารถใช้ PV Stop พ่นลงแผงโซลาร์เซลล์เฉพาะในจุดที่่ต้องการบำรุงรักษาได้เลย ไม่ต้องปิดระบบทั้งหมด

วิธีการใช้ PV Stop

สำหรับวิธีการใช้งาน PV Stop นั้น ก็จะคล้ายๆ กับการใช้งานถังดับเพลิงเวลาเกิดเหตุไฟไหม้ แต่ว่าอาจจะมีขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติมเล็กน้อย

  1. สวมอุปกรณ์ป้องกันให้เรียบร้อย ประกอบไปด้วย แว่นตาป้องกัน หน้ากาก และถุงมือ ซึ่งผู้ที่ใช้งาน และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกคน
  2. มีการประเมินพื้นที่ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น การระบายอากาศ เส้นทางการหลบหนี และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ว่าสามารถเข้าไปในพื้นที่และออกมาได้อย่างปลอดภัย
  3. เตรียมถัง และให้ถือในแนวตั้งก่อนใช้งาน
  4. ดึงสลักนิรภัย เพื่อเริ่มใช้งาน
  5. เล็งหัวฉีดไปยังบริเวณที่จะพ่น
  6. กดคันบีบ

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการอบรม และฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ และเมื่อมีการใช้พ่นไปยังแผงโซลลาร์เซลล์แล้ว ระบบจะหยุดทำงานทันที แม้ว่าตัวสารเคมีจะอยู่ในสภาพเปียก และจะแห้งสนิทโดยใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 25 องศา และหากในบริเวณนั้นมีอุณหภูมิที่สูงกว่านี้ ก็จะแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากในบริเวณนั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำ ก็จะแห้งช้าลง

เมื่อต้องการเปิดระบบการใช้งานโซลลาร์เซลล์อีกครั้ง ก็สามารถลอก PV Stop ออกได้โดยใช้มือดึงออกได้เลย ซึ่งจะไม่มีการทิ้งคราบใดๆ ที่ติดกับแผงโซลลาร์เซลล์ และเมื่อลอดตัวฟิลม์ PV Stop เรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ใช้น้ำทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ทันที ตัวฟิลม์ที่ลอกออกแล้ว ก็สามารถนำไปทิ้งเป็นขยะตามปกติได้เลย เพราะไม่มีอันตราย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการใช้งานนั้นสามารถใช้ได้นานกว่า 12 เดือน

การเก็บรักษา PV Stop

สำหรับการเก็บรักษานั้น ให้เก็บในจุดที่ออกแบบมาเพื่อเป็นจุดสำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ในกรณีฉุกเฉินที่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีในกรณีเกิดเหตุต่างๆ ที่ไม่คาดฝัน ควรมีการแขวนไว้บนขายึดหรือตู้เก็บถัง บริเวณที่จัดเก็บควรมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 5 – 30 องศาเซลเซียสเพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวภายในแข็งตัว และมีควรมีการตรวจอุปกรณ์ทุกๆ เดือน รักษาอุปกรณ์ให้สะอาดเสมอ สามารถใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เพื่อเช็คได้ ไม่แนะนำใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน และควรตรวจสอบสลักล็อคทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติ และบริเวณมาตรวัดความดันควรชี้ไปที่โซนสีเขียวอยู่ตลอด หากมีความผิดปกติให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายทันที

โดยสรุปแล้วใครที่ใช้แผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า และต้องการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ควรจะ PV Stop ไว้ในบริเวณที่ใช้งานแผงโซลาร์เซลล์ด้วย เพื่อเอาไว้ระงับเหตุต่างๆ ด้วยข้อดีต่างๆ ของ PV Stop ทั้งหมดที่นำเสนอไปแล้ว มีไว้ย่อมดีกว่าแน่นอนครับ

Source : PV-STOP.COM