อุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ถือว่าได้เป็นอีก 1 สาเหตุของภาวะโลกร้อน เพราะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 36.92 เมตริกตันคาร์บอนต่อปี โดยอุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 8% และเมื่อคนทั้งโลกต่างพากันคิดค้นและหาวิธีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องให้ทำอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ได้คิดค้น “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” ออกมา ซึ่งเป็นนวัตกรรมปูนคาร์บอนต่ำ ที่จะเข้ามาพลิกวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้างให้รักษ์โลกมากยิ่งขึ้น

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก คืออะไร

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก คือ ปูนซีเมนต์ที่ก่อตัวและแข็งตัวเนื่องจากการทำปฏิกิริยากับน้ำ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2594 มีวิธีการผลิตเช่นเดียวกับ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของปูนซีเมนต์ (Performance Based) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมีจุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน

  • สามารถใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ได้ทันที
  • มีผิวคอนกรีตที่เรียบเนียน
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีความทนทานต่อการขัดสี และหลุดร่อน
  • กำลังอัดสูงสามารถใช้กับงานโครงสร้างต่างๆ ได้
  • คอนกรีตทึบแน่น ช่วยให้โครงสร้างมีความแข็งแร็งมากยิ่งขึ้น

และมีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่ได้การรับรองจากหลายมาตรฐาน สนองตอบความต้องการแต่ละประเภทของงานก่อสร้างโครงสร้าง (Performance Based) ได้มากกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวงการก่อสร้างในอนาคต นำมาซึ่งประโยชน์ดีในด้านสิ่งแวดล้อมและในด้านของความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จนสามารถกล่าวได้ว่า ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเป็นปูนซีเมนต์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างครบถ้วน เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low CarbonSociety) อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ในปี พ.ศ. 2593 และปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608

โดยปกติปูนแบบเดิมๆ อย่าง ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีองค์ประกอบหลักเป็นปูนเม็ดสูงถึง 93% ซึ่งปูนเม็ดได้มาจากการเผาที่อุณหภูมิสูง 1,400 – 2,000 องศา ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกสามารถทดแทนปูนเม็ดด้วยวัสดุอื่น ๆ เช่น ยิปซั่ม เถ้าลอย รวมไปถึงกากจากอุตสาหกรรม เช่น ตะกรันเหล็ก ประมาณ 10% จึงทำให้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 0.052 ตันคาร์บอนต่อปูน 1 ตัน เมื่อเราพิจารณาตัวเลข 10% เหมือนจะเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แต่ถ้าเราลองคำนวณดูว่า ในการก่อสร้างแต่ละครั้งมีการใช้ปูนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาคาร หรือโครงการขนาดใหญ่ ตัวเลขที่ 10% จึงไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเพียงตัวเลขที่น้อยได้ แต่กลับช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยในปัจจุบันผู้จำหน่ายได้มีการตั้งราคาของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และไฮดรอลิกไว้เท่ากัน เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้งานปูนซีเมนต์ไฮโดริกมากขึ้นเพราะจะไม่กระทบต่อต้นทุนค่าก่อสร้าง

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

คอนกรีตสดปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
การอุ้มน้ำเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
ความต้องการน้ำน้อยกว่ามากกว่า
การยุบตัวเริ่มต้นมากกว่า ประมาณร้อยละ 12 – 17น้อยกว่า
การรักษาค่าความสามารถในการยุบตัวเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
ระยะเวลาการก่อตัวใกล้เคียงกันใกล้เคียงกัน
การเยิ้มน้ำที่ผิวหน้าน้อยกว่ามากกว่า

คอนกรีตที่แข็งตัวแล้วปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
กำลังอัดเท่ากันเท่ากัน
คาร์บอเนชั่นลึกกว่าเล็กน้อย ประมาณ 1 มม.ตื้นกว่า
ความต้านทานซัลเฟตและคลอไรด์เทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
การหดตัว (แบบห้อง และแบบออโตจีเนียส)ต่ำกว่าสูงกว่า
การทำปฏิกิริยาระหว่างด่างและมวลรวมเทียบเท่ากันเทียบเท่ากัน
การต้านทานการขัดสีสึกกร่อนเทียบเท่า หรือสูงกว่าเล็กน้อยเทียบเท่า หรือต่ำกว่าเล็กน้อย
ข้อมูลจาก : สมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย

โดยข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย บอกเอาไว้ว่าในประเทศไทยมีการนำปูนซิเมนต์ไฮดรอลิคไปใช้ในหลายสถานที่ไม่ว่าจะเป็น

  • ศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย
  • อาคารที่ทำการสภาวิศวกร
  • อาคารที่ทำการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฏร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)
  • โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา)
  • โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ระยะที่ 1
  • สะพานข้ามคลองดู
  • โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน พร้อมอาคารประกอบ
  • โครงการแก้มลิงแก่งน้ำด้อม พร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 1)
  • โครงการสถานีสูบน้ำและระบบส่งน้ำลาดวารี
  • อาคารปฏิบัติการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อาคาร FYI Center
  • อาคารสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม Smart Park
  • โรงพยาบาลสนามแห่งที่ 10 จ.สมุทรสาคร
  • อาคารที่พักกรมยุทธโยธาทหารบก
  • อาคารที่พักกรมช่างทหารเรือ
  • ถนนคอนกรีตเทศบาล 2 อ.บางเลน จ.นครปฐม
  • ถนนคอนกรีตเทอดดำริ (อบต.) จ.นครปฐม
  • ถนนคอนกรีตบ้านรางปลาหมอ จ.ราชบุรี
  • โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จ.อุตรดิตถ์
  • งานปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำโดยรอบมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • งานพื้นซีเมนต์ขัดมัน กระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • โครงการพัฒนาพื้นที่ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กรมยุทธบริการทหาร

และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของปูนซิเมนต์ไฮดรอลิก ซึ่งมีการพัฒนามาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้กรรมวิธีผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีคุณสมบัติเทียบได้กับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ สามารถใช้งานได้ไม่ต่างกัน และเป็นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตของงานก่อสร้าง

ภาพประกอบ : สมาคมอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ไทย , Freepik

สำหรับบทความนี้ทางทีมงานขอพาทุกท่านมารู้จักแผน PDP กันครับ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ทาง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 ซึ่งมีการเปิดรับฟังไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2567 เวลา 16.00 น. ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2567 เวลา 22.00 น. หลังจากนั้นก็จะมีการรวบรวมความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงแผนต่อไป เมื่อเรียบร้อยแล้วก็จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะอนุพีดีพีต่อ จากนั้นจะเสนอไปยังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามลำดับ คาดว่าจะประกาศใช้แผน PDP 2024 ได้ภายในเดือน ก.ย.นี้

แผน PDP คืออะไร?

แผน PDP คือ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) เป็นแผนแม่บทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศว่าด้วยการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว 15 – 20 ปี ที่ใช้กำกับทิศทางการพัฒนานโยบายพลังงานของประเทศ แผนฉบับนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ภายใต้การคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปี ประเทศไทยควรจะมีการผลิตและสำรองไฟฟ้าเท่าไหร่ ควรจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าหรือแหล่งผลิตไฟฟ้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และใครจะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตบ้าง การกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการออกแบบนโยบายส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

โดยในแผน PDP นี้ส่งผลต่อประชาชนอย่างเราโดยตรงครับ เพราะเป็นตัวกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายร่วมกันนั่นเอง ถ้ามีการกำหนดแผนที่มีประสิทธิภาพเราก็จะมีอัตราค่าไฟในระดับที่เหมาะสม หากพิจารณาจากข่าวต่างๆ ที่ผ่านมา จะพบว่าประชาชนมีปัญหาในเรื่องการจ่ายค่าไฟเป็นจำนวนมาก เพราะมีอัตราการเก็บค่าไฟที่ค่อนข้างแพง และแพงมาในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามาในหน้าร้อนที่ผ่านมา มีเสียงบ่นอยู่ตลอด แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องหาเงินมจ่ายค่าไฟอยู่ดี หลายคนก็หวังว่าแผน PDP 2024 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าถูกลงจากเดิมไม่มากก็น้อย

แผน PDP 2024 จะเป็นอย่างไร?

เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. 67 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดแผน PDP 2024 จากกระทรวงพลังงานออกมา โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และระบบกักเก็บพลังงานในช่วงปี 2567-2580 รวม 60,208 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นประเภทโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 34,851 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 6,300 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนหรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 600 เมกะวัตต์ การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 3,500 เมกะวัตต์ และอื่นๆ (DR, V2G) 2,000 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 12,957 เมกะวัตต์เป็นระบบกักเก็บ ประกอบด้วยพลังน้ำแบบสูบกลับ 2,472 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ 10,485 เมกะวัตต์ โดยแผน PDP2024 จะให้ความสำคัญในประเด็นต่างๆ 3 ด้าน

1. ด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ (Security) ให้มีความมั่นคงครอบคลุมทั้งระบบผลิตไฟฟ้า
ระบบส่งไฟฟ้า และมีความมั่นคงรายพื้นที่ คำนึงถึงผู้ใช้ไฟฟ้านอกระบบ (Independent Power Supply :IPS) รวมถึง Disruptive Technology ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มีการบริหารจัดการการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลด CO2 โดยการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ปล่อย CO2 สูง อย่างเช่น ถ่านหิน ยังคงมีการใช้ก๊าชธรรมชาติแต่ก็จะมีการพิจารณากำหนดในสัดส่วนในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และเป็นการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีอยู่ อย่างเช่น ท่อก๊าช Terminal ที่มีการลงทุนไว้ให้มีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในส่วนของเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติก็จะมีการ พิจารณาการผสมกับไฮโดรเจน ซึ่งก็จะสามารถช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียนร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ และสำหรับเกณฑ์ความมั่นคงที่จะใช้ในการจัดทำแผนฉบับนี้ จะใช้เป็นเกณฑ์โอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation : LOLE)

2. ด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม (Economy) จะพิจารณาให้อัตราค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว มีการบริหารจัดการนำแหล่งพลังงานไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resource : DER) มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ

3. ด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) จะมีการจำกัดปริมาณการปล่อย CO2 ให้สอดคล้องตามเป้าหมายแผนพลังงานชาติ และเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศ (LTS) ตามนโยบาย Carbon neutrality และ Net zero emission โดยจะสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไฟฟ้า (Efficiency) ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้าและด้านการใช้ไฟฟ้า และจะมีการนำเทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมาร์ทกริดมาใช้อย่างเต็มที่

ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ในปี 2567-2580 มีจำนวน 34,851 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 24,412 เมกะวัตต์ พลังลม 5,345 เมกะวัตต์ ชีวมวล 1,046 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 936 เมกะวัตต์ แสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ 2,681 เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม 12 เมกะวัตต์ ขยะชุมชน 300 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 99 เมกะวัตต์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ 21 เมกะวัตต์

สำหรับค่าไฟของแผน PDP 2024 เฉลี่ย 3.8704 บาทต่อหน่วย ส่วนแผนเดิมซึ่งอยู่ที่ 3.9479 บาทต่อหน่วย มีส่วนต่างที่ถูกลงอยู่ที่ 0.0775 บาท ก็ถือว่าถูกลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าในแผนใหม่นี้จะมีสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 51% แล้วก็ถาม (แผนเดิม 36%)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการออกมาตรการที่เหมาะสมในการเปิดให้บริษัทเอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดหรือพลังงานทดแทนได้โดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้า (Direct Purchase Power Agreement : Direct PPA) โดยจะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และบีโอไอ ให้เรียบร้อยก่อน

ณ ตอนนี้ ทาง สนพ. กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินปรับร่างแผน PDP ฉบับใหม่ (PDP2024) แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างนำเสนอ ปพน. และ รมว.พน. พิจารณา

Source : EPP Thailand

บทความในสัปดาห์นี้ขอหยิบเอา 9 พันธุ์ไม้มาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้องบอกว่า ปลูกได้ง่ายๆ เพียงใช้ต้นกล้า และยังให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ และดอก สามารถปลูกภายในบ้านได้เพื่อให้ร่มเงา เป็นพันธุ์ไม้ที่ได้รับความนิยม หาซื้อต้นกล้าได้ง่าย และที่สำคัญตอนนี้ทาง ศูนย์เพาะชำกล้าไม้กรุงเทพฯ ส่วนผลิตกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ มีแจกต้นกล้าฟรีด้วย ไปดูหน้าตา และทำความรู้จักพันธุ์ไม้ทั้งหมดกันได้เลย

1. พะยูง

พะยูง เป็นต้นไม้เนื้อแข็งที่เนื้อไม้มีลวดลายสวยงามชนิดหนึ่ง จัดเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูงอย่างหนึ่งและมีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ อีกคือ ขะยุง, พยุง, แดงจีน และประดู่เสน พะยูงเป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15–25 เมตร เปลือกสีเทาเรียบ ใบเป็นช่อแบบขนนกปลายใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยเรียงสลับจำนวน 7–9 ใบ ขนาดกว้าง 3–4 เซนติเมตร ยาว 4–7 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจาง ดอก ขนาดเล็กสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อตามง่ามใบ และตามปลายกิ่ง ผล เป็นฝักรูปขอบขนานแบน พะยูงเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดหนองบัวลำภู ต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ชนิดที่มีไม้เนื้อแข็งมีราคา พบในกัมพูชา, ลาว, ไทย และเวียดนาม ใน ค.ศ. 2022 มีการเลื่อนสถานะไปเป็นเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ โดยมีสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้และนำเข้าหรือส่งออกอย่างผิดกฎหมาย นักอนุรักษ์คาดการณ์ว่าต้นไม้ชนิดนี้จะสูญพันธุ์ภายใน 10 ปี

2. พะยอม

พะยอม เป็นไม้ยืนต้นประเภทพืชใบเลี้ยงคู่ชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae พบได้ใน กัมพูชา, อินเดีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ไทย และเวียดนาม มีลักษณะใบที่เรียงสลับกัน ดอกมีสีขาว กลิ่นหอม นิยมนำเนื้อไม้ไปใช้ในการก่อสร้าง ลักษณะคล้ายกับต้นตะเคียน พะยอมมีชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ อีก คือ กะยอม (เชียงใหม่) ชะยอม (ลาว) กะยอม (อีสาน) ขะยอมดง พะยอมดง (ภาคเหนือ) แคน (ร้อยเอ็ด) เชียง เชี่ยว (กะเหรี่ยง – เชียงใหม่) พะยอม (ภาคกลาง) พะยอมทอง (สุราษฎร์ธานี, ปราจีนบุรี) ยางหยวก (น่าน) พะยอมเป็นไม้ต้นสูง 15–30 เมตร เปลือกสีเทาเข้มแตกเป็นร่อง ใบเดี่ยวออกสลับ รูปขอบขนานกว้าง 3.5–6.5 เซนติเมตร ยาว 8–15 เซนติเมตร ปลายมนหรือเป็นติ่งสั้น ๆ โคนมน ขอบเป็นคลื่นผิวเกลี้ยงเป็นมัน ดอกสีขาว กลิ่นหอมจัด ออกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่งและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ เรียงเวียนกันแบบกังหันเมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 1–2 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 15 อัน ผลรูปรีกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปลีกยาว 3 ปีกสั้น 2 ปีกคล้ายผลยาง

3. ยางนา

ยางนา เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อน อาจมีความสูงถึง 40 เมตร ผลของมันต้องใช้แมลงผสมเกสร และออกผลระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน เมล็ดของมันกระจายไปตามลม เติบโตในขอบเขตระหว่างเบงกอลตะวันตกและบังกลาเทศผ่านพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม และในมาเลเซียตะวันตกกับฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังเป็นพืชพื้นเมืองของศรีลังกาและหมู่เกาะอันดามันด้วย มีชื่อพื้นเมืองอื่นๆ อีก คือ กาตีล (เขมร ปราจีนบุรี) ขะยาง (ชาวบน นครราชสีมา) จ้อง (กะเหรี่ยง) จะเตียล (เขมร) ชันนา (ชุมพร) ทองหลัก (ละว้า) ยาง (กลาง, ตะวันออกเฉียงเหนือ) ยางกุง (เลย) ยางขาว (กลาง, ลำปาง) ยางควาย (หนองคาย) ยางตัง (ชุมพร, ใต้) ยางเนิน (จันทบุรี) ยางแม่น้ำ (กลาง) ยางหยวก (กลาง, หนองคาย) ราลอย (ส่วย สุรินทร์) และ ลอยด์ (โซ่ นครพนม)

นอกจากนี้ ยางนายังเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคล ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ต้นยางนาขึ้นเป็นหมู่ในป่าดิบและตามที่ราบชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200 – 600 เมตร ออกดอกเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เป็นผล เมษายน – มิถุนายน ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ยางนาเป็นไม้หวงห้าม นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้าง ไม้แปรรูปใช้ทำฝาบ้านเรือน ไม้อัด เครื่องเรือน เรือขุดและเรือขนาดย่อม คนอีสานใช้น้ำมันจากต้นยางทำขี้กะบอง (ขี้ใต้จุดไฟ) น้ำมันผสมกับชันใช้ทาไม้ เครื่องจักรสาน ยาเรือ

4. มะฮอกกานี

มะฮอกกานีที่พบในประเทศไทย มี 2 สปีชีส์ คือ มะฮอกกานีใบใหญ่ และมะฮอกกานีใบเล็ก แต่ส่วนมากเป็นมะฮอกกานีใบใหญ่ ต้น สูง 30-40 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 3-4 เมตร ในสภาวะที่เหมาะสม สูงได้ถึง 60 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร ต้องการแสง สามารถอยู่ในที่ได้รับแสงบางเวลาได้เช่นกัน เช่น ในป่า

การขยายพันธุ์ เป็นพืชที่มีสองเพศในต้นเดียว ต้นตรง ทรงกระบอก มีรากพูพอนที่โคน เปลือกไม้ขรุขระ และหลุดล่อนเป็นชิ้นเล็ก มะฮอกกานีมีอายุได้มากกว่า 200 ปี เป็นที่อยู่ของสัตว์และแมลง มีโพรงเป็นที่อยู่อาศัยของนกเช่น นกทูแคน และนกมาคอว์ การออกดอกแต่ละมีมีเรณูและหวานสำหรับผีเสื้อ ผีเสื้อกลางคืน ผึ้ง นกมาคอว์และนกแก้ว กินผลแก่ได้หลายเดือนในฤดูฝน สัตว์ฟันแทะที่อาศัยอยู่ตามพื้นหลายชนิดรวมถึงปาคาสและคูเทียกินเมล็ดที่ตกบนพื้นในปลายฤดูแล้ง แมลงนักล่ามีหลายชนิด ผีเสื้อกลางคืน Steniscadia poliophaea มีวงจรชีวิตอยู่กับมะฮอกกานี การเจริญที่รวดเร็วแต่มีอายุขัยยาวนานทำให้ไม้เลื้อยมาอาศัยที่ให้ดอกและผลเป็นอาหารของให้สัตว์และแมลงต่างๆ

5. ตะเคียนทอง

ตะเคียน หรือ ตะเคียนทอง เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ไม้ตะเคียน สามารถพบในประเทศบังกลาเทศ, ประเทศกัมพูชา, ประเทศอินเดีย, ประเทศลาว, ประเทศมาเลเซีย, ประเทศพม่า, ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม[1] ตะเคียนเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20-40 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบกลมหรือรูปเจดีย์ต่ำ เปลือกหนาสีน้ำตาลดำ แตกเป็นสะเก็ด กระพี้สีน้ำตาลอ่อน แก่นสีน้ำตาลแดง ใบรูปไข่แกมรูปหอก หรือรูปดาบ กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 6-14 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้องหนา ปลายใบเรียว โคนใบบนป้านและเบี้ยว หลังใบที่ตุ่มเกลี้ยง ๆ อยู่ตามง่ามแขนงใบ เส้นแขนงใบมี 9-13 คู่ ปลายโค้ง แต่ไม่จรดกัน ดอกเล็ก ออกเป็นช่อยาว สีขาว ตามง่ามใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ โดยเชื่อมติดกัน มีกลิ่นหอม ผล กลม หรือรูปไข่เกลี้ยง ปลายมน เป็นติ่งคล้ายหนามแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 เซนติเมตร ยาว 1 เซนติเมตร ปีกยาว 1 คู่ รูปใบพาย ตะเคียนมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติทางตอนใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ในแถบประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังกลาเทศ และอินเดีย พบในป่าดิบชื้น

ไม้ตะเคียน จัดเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศ เพราะเนื้อไม้มีความทนทาน ทนปลวกดี เลื่อย ไสกบ ตกแต่งและชักเงาได้ดีมาก นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน หน้าต่าง วงกบประตู ทำพื้นกระดาน ฝ้าหลังคา รั้วไม้ หีบใส่ของ ด้ามเครื่องมือกสิกรรมต่างๆ พานท้ายและรางปืน หรือใช้ทำสะพาน ต่อเรือ ทำเรือมาด เรือขุด เรือแคนู เสาโป๊ะ กระโดงเรือ ทำรถลาก ทำหมอนรองรางรถไฟ ตัวถังรถ กังหันน้ำ เกวียน หูกทอผ้า ทำไม้ฟืน ฯลฯ ไม้ชนิดนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานไม้ได้ทุกอย่างที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน เหนียวและเด้ง

6. แดง

แดง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร (สูงสุด 37 เมตร) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) เป็นไม้ที่ชอบขึ้นในป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ และป่าสัก กระจายพันธุ์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยขึ้นได้ทั่วทุกภาค ลำต้นค่อนข้างเปล่า ตรง หรือเป็นปุ่มปม เรือนยอดรูปทรงกลม หรือเก้งก้าง ไม่ค่อยแน่นอน สีเขียวอมแดง เปลือกเรียบสีเทาอมแดง ตกสะเก็ดออกเป็นแผ่นกลมบาง ๆ รอบลำต้น เมื่อสับเปลือกทิ้งไว้จะได้ชันสีแดง ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองปกคลุม ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น แดง เป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์ ด้วยการใช้เนื้อไม้ในเชิงอุตสาหกรรมป่าไม้ ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ เนื้อไมีสีแดงเรื่อ ๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนเป็นลูกคลื่น หรือมักสน เนื้อละเอียดพอประมาณ มีความแข็งแรง มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.18 ดอก เปลือกและแก่นใช้บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ช้ำใน

7. ประดู่ป่า

ประดู่ป่า เป็นไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในสกุล Pterocarpus วงศ์ Leguminosae ประดู่ชนิดนี้เป็นพรรณไม้พื้นเมืองในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ, พม่า, ลาว และเวียดนาม และเป็นพรรณไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ในไทยพบตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ (ประดู่บ้านจะพบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้ด้วย) โดยขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร ส่วนในพม่าพบขึ้นอยู่ตามพื้นที่ราบหรือเนินสูงต่ำ และพบขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร

ประดู่มีเนื้อไม้สีแดงอมเหลือง เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง มีลวดลายสวยงาม ใช้ทำเสา พื้นต่อเรือ เครื่องเรือน เครื่องดนตรี แก่นสีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า และเปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง ประดู่เป็นพันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ยังเป็นต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง

8. มะค่าโมง

มะค่า เป็นชื่อของไม้เนื้อแข็งยืนต้นที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกเป็นไม้ทางเศรษฐกิจได้ เป็นต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดสุโขทัย ผลัดใบช่วงสั้น ๆ สูงได้ถึง 30 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง เปลือกต้นสีเทาอ่อน หรือสีชมพูอมน้ำตาล ผิวต้นขรุขระ กิ่งอ่อนมีขนประปราย ต้นแก่มักมีปุ่มปม

เนื้อไม้มีลวดลายสวยงามสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคู่ ออกเรียงสลับ ใบกว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 5-9 เซนติเมตร ผิวเปลือกเรียบไม่มีหนาม เปลือกแข็งหนาเป็นเนื้อไม้ ปลายเป็นจะงอยสั้น ๆ ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ พอแห้งแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดแข็ง มี 2-4 เมล็ด รูปรี ยาว 2.5-3 ซม. สีดำ ผิวมัน มีเนื้อหุ้มที่โคนเมล็ดสีเหลืองสด หุ้มเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 1.5 ซม. พบตามป่าดิบแล้ง แนวเชื่อมต่อระหว่างป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณชื้น ออกดอกราวเดือนกุมภา

9. ชมพูพันธุ์ทิพย์

ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นพืชในวงศ์แคหางค่าง (Bignoniaceae) มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโก ไปจนถึงประเทศเวเนซุเอลา และประเทศเอกวาดอร์ เป็นต้นไม้ประจำชาติประเทศเอลซัลวาดอร์ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตรเป็นผู้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อ ค.ศ. 1957 (พ.ศ. 2500) ชมพูพันธุ์ทิพย์เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงใหญ่ เรือนยอดรูปไข่หรือทรงกลม แผ่กว้างเป็นชั้น ๆ เปลือกต้นเรียบสีเทาหรือสีน้ำตาล เมื่ออายุมากเปลือกแตกเป็นร่อง กิ่งเปราะหักง่าย ใบเป็นใบประกอบรูปนิ้วมือ ใบย่อย 5 ใบ ก้านใบรวมยาว 5-30 เซนติเมตร ก้านใบย่อยยาว 0.5-2.5 เซนติเมตร ใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 7.5-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนาสีเขียวเข้ม ดอกมีสีชมพูอ่อน ชมพูสดถึงสีขาว กลางดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก

ชมพูพันธุ์ทิพย์นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีสีดอกที่สวยงาม ใบต้มแก้เจ็บท้องหรือท้องเสีย หรือตำให้ละเอียดพอกใส่แผล ลำต้นใช้ทำฟืนและเยื่อใช้ทำกระดาษได้ ในประเทศไทยมีปลูกเป็นจำนวนมากที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม ชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ปลูกที่นั่นประมาณ 600 ต้นจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูงดงาม และได้มีการจัดเป็นงานเทศกาลท่องเที่ยวประจำทุกปี

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 9 พันธุ์ใหม่ ที่ปลูกแล้วนอกจากจะมีประโยชน์มากมาย ให้ร่มเหงาได้แล้ว ยังช่วยลดโรคร้อนได้อีกด้วย ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถหาซื้อมาปลูกได้ เป็นต้นไม้ที่มีกล้าไม่จำหน่าย หรือสามารถขอรับต้นกล้าฟรี ได้ที่ ศูนย์เพาะชำกล้าไม้กรุงเทพฯ ส่วนผลิตกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ ในวันและเวลาราชการ เริ่มวันแรก 20 มิถุนายน 2567 นี้ จนกว่ากล้าไม้จะหมด เตรียมพื้นที่ เตรียมที่ดินให้พร้อมได้เลย ลดโลกร้อนด้วยกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่ 9 พันธุ์ไม้ที่แนะนำนี้เท่านั้นยังมีพันธุ์ไม้อื่นๆ ด้วย อาทิเช่น เสลา สะเดา มะขามกระดาน กัลปพฤกษ์ ทองอุไร ทรงบาดาล เหลืองเชียงราย เหลืองปรีดียาธร และ หว้าลูกใหญ่ หลักฐานที่ใช้ในการรับกล้าไม้ฟรี ตามรายละเอียดตามภาพด้านล่างนี้

Source : Wikipedia

ด้วยความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ออกจำหน่ายมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์ต่างๆ จากประเทศจีน ซึ่งล่าสุด ก็ได้มีบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนได้นำรถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย สนนราคาอยู่ที่ 308,000 บาทเท่านั้น เน้นไปในกลุ่มโรงงาน และบริษัท มากกว่ากลุ่มผู้ใชัทั่วไปตามบ้าน สำหรับรถบรรทุกจิ๋วนี้ชื่อว่า NEOMORE D01

บริษัท DERRY New Energy Automobile Co., Ltd. ได้ส่ง NEOMOR D01 รถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่าง NETA และ NEOMOR เพื่อทำการตลาดในไทย พร้อมเปิดตัว NEOMOR Experience Center ในไทยแห่งแรกนอกจีน เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศได้มากยิ่งขึ้น ผ่านศูนย์บริการของ NETA กว่า 50 สาขาทั่วประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง Thaizhong EV นิคมอุตสาหกรรม 304 และ UCAR อีกด้วย

NEOMOR D01 รถบรรทุกจิ๋วอเนกประสงค์

สำหรับ NEOMOR D01 เคยมีการนำมาจัดแสดงในงาน MotorShow 2024 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และในตอนนี้ก็ได้นำเข้าจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีขนาดยาวอยู่ที่ 3.5 เมตร มีความกว้างของตัวรถเพียง 1 เมตรเท่านั้น หากดูในรูปก็จะเห็นว่าเล็กมาก เหมือนจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้วค่อนข้างใช้งานได้อเนกประสงค์มาก สำหรับการชาร์จไฟนั้นรองรับการชาร์จแบบ AC เท่านั้น ชาร์จแบตเต็ม สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 200 กิโลเมตร

การออกแบบ NEOMOR D01 นั้น ทางผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าออกแบบมาเพื่อใช้งานในประเทศไทยโดยเฉพาะ มีวงเลี้ยวแคบกว่ารถบรรทุกทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับระบบเบรค ABS พร้อม EBD ซึ่งเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% นอกจากนี้ด้วยตัวรถที่มีขนาดเล็ก ทำให้เหมาะกับการวิ่งใช้งานในเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีตรอกซอกซอยเป็นจำนวนมาก

ในเรื่องของการใช้งานนั้น NEOMOR D01 สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

  • NEOMOR D01 Micro Van ออกแบบมาพร้อมกระบะหลังคาสูง มีบานเปิดปิดทั้งด้านข้างและด้านท้าย
  • NEOMOR D01 Micro Truck รถกระบะเปิดท้าย เพื่อความคล่องตัวในการบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่
  • NEOMOR D01 Refrigerated Van รถควบคุมอุณหภูมิ หรือรถเย็น ในธุรกิจการขนส่งอาหาร วัตถุดิบ

นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ไปใช้ในงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ใช้งานเป็น Food Truck ขนาดเล็ก หรือจะเป็นรถสำหรับงานออกบูธ ก็ทำได้เช่นกัน ส่วนใครจะมีไอเดียในการดัดแปลงไปใช้งานในรูปแบบอื่นๆ ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดใดๆ

ราคาขาย NEOMOR D01

สำหรับค่าตัวของ NEOMOR D01 อยู่ที่ 316,000 บาท แต่ว่าในช่วงนี้ทางผู้จำหน่ายได้ออกโปรโมชั่นราคาพิเศษ เหลืออยู่เพียง 308,000 บาท โดยมาพร้อมกับการรับประกันตัวรถ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงกำหนดก่อน รับประกันมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่นานถึง 4 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงกำหนดก่อน พร้อมฟรีชุดชาร์จฉุกเฉิน และฟรีค่าบริการครั้งแรกอีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถดูตัวจริงได้ที่ NEOMOR Experience Center แห่งแรกขึ้นที่บริเวณปากซอยอ่อนนุช 74/2 และก็มีแผนขยาย NEOMOR Experience Center ออกไปทั่วประเทศในเร็วๆ นี้ และในอนาคตยังมีแผนการนำรถรุ่นอื่นๆ ที่เน้นเรื่องการใช้งานขนส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย

หลายคนที่กำลังสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV มาใช้ ก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องของการประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็น และควรจะทำเอาไว้ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นหลายยี่ห้อ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ค่าซ่อมอยู่ในระดับที่สูงกว่า เรียกว่าการซื้อประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ก็ช่วยให้เราสบายใจ ไม่ต้องเสียค่าซ่อมแพงๆ ได้ ซึ่งในช่วงแรกนั้น บริษัทประกันก็ได้ให้ความคุ้มครองแบบเดียวกับรถยนต์ปกติทั่วไป แต่ล่าสุดได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขออกมาใหม่ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 นี้เป็นต้นมา และให้ระยะเวลาบริษัทประกันออกกรมธรรม์ตามหลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 31 พ.ค. 67 บทความนี้เลยจะมาอัพเดตให้ทราบกันว่า หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดล่าสุดเป็นอย่างไร

ประกันรถยนต์ไฟฟ้าอันเดิมเป็นอย่างไร

มาเริ่มของเดิมกันก่อนว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากความคุ้มครองก่อน จะเป็นการคุ้มครองทุกความเสี่ยง คือ รถเป็นอะไรก็เคลมประกันได้ทั้งหมด มีการรับประกันแบตเตอรี่หากมีความเสียหายก็จ่ายตามจริง และไม่มีการกำหนดค่าเสื่อมใดๆ สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัยก็กำหนดเหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไปเลย เจ้าของรถสามารถเลือกประกันแบบระบุผู้ขับขี่ได้ด้วย มีการให้ส่วนลดโดยดูจากประวัติการเคลมเหมือนรถยนต์ทั่วไป สรุปว่าประกันรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิมนั้นก็จะเหมือนกับรถยนต์ทั่วๆ ไปครับ

ประกันรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่ 2567

มาถึงประกันรถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่กันบ้างครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคา 2567 ที่ผ่านมาแล้ว สำหรับความคุ้มครองนั้นจะไม่ได้คุ้มครองทุกอย่างนะครับ สำหรับส่วนที่คุ้มครองก็จะคุ้มครองเหมือนรถยนต์ทั่วไปเลย แต่จะไม่คุ้มครองในส่วนระบบปฏิบัติการของรถที่มีความเสียหายจากปัจจัยภายนอก รวมถึงไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิต ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่ก็จะมีการกำหนดค่าเสื่อมเพิ่มเติมเข้ามา โดยกำหนดเอาไว้ว่า ค่าเสื่อมลดลงปีละ 10% แต่หากมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ก็สามารถขอเพิ่มความคุ้มครองได้ โดยในปีแรกจะคุ้มครอง 100% ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทประกันคิดค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งานร่วมด้วยเมื่อมีการพิจารณาให้ความคุ้มครอง รวมถึงการชดใช้สินไหม โดยอัตราการชดเชยค่าสินไหมจะลดลง 10% ต่อปี จนกระทั่งต่ำสุด 50% (ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป) 

ตารางความคุ้มครอง

  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 1 ปี: 100%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 2 ปี: 90%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 3 ปี: 80%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 4 ปี: 70%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เกิน 5 ปี: 60%
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่เกิน 5 ปี: 50%

สำหรับค่าเบี้ยประกันก็มีการปรับเป็นขั้นสูงสุด มีการกำหนดเป็น 5 ขั้น โดยใช้ราคารถเป็นเกณฑ์ร่วมด้วย สำหัรบการระบุชื่อผู้ขับขี่ สามารถระบุได้สูงสุด 5 คน มีการกำหนดค่าใช้จ่ายส่วนแรกเอาไว้ กรณีผู้ขับขี่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ระบุเอาไว้ และส่วนลดแต่ละปีที่จะพิจารณาลดให้นั้นก็จะใช้ประวัติของผู้ขับขี่ที่แย่ที่สุดเอามาคำนวณ ซึ่งต่างจากอันเดิมที่จะใช้ประวัติของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเกณฑ์

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle: BEV) ฉบับใหม่นี้ มาจากความร่วมมือของบริษัทประกันภัยกับหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างมาตรฐานเฉพาะสำหรับการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการใช้เป็นรถส่วนบุคคล ซึ่งแตกต่างจากกรมธรรม์ปัจจุบันที่นำกรมธรรม์ประกันรถยนต์ทั่วไปมาใช้ ทำให้ขอบเขตความคุ้มครองและพื้นฐานการคำนวณเบี้ยประกัน มีความชัดเจน สมเหตุผล และสะท้อนความเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย ซึ่งคงมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทประกันที่มีความพร้อมในการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า และขยายโอกาสในการมีทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยของผู้บริโภคที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นในระยะข้างหน้า

สำหรับเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการยกเว้นไม่รับประกัน บริษัทประกันบางแห่งก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถสามารถจ่ายเงินเบี้ยประกันเพิ่มเติมได้ เช่น ในกรณีไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาจากผู้ผลิตรถยนต์ หรือที่เราซื้อมาติดใช้เองตามบ้าน เราก็สามารถซื้อเพิ่มได้ โดยค่าเบี้ยก็จะอยู่ประมาณ​ไม่เกิน 3.5% ของราคาเครื่องชาร์จ หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ตามแต่บริษัทประกันนั้นๆ กำหนดเอาไว้

ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใช้ อย่าลืมดูเรื่องประกันภัยไว้ด้วย

สำหรับท่านที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ก่อนซื้ออย่าลืมศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง และค่าเบี้ยประกันภัยให้ดีด้วยครับ เชื่อว่าแทบทุกคนก็ต้องซื้อประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าเอาไว้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ค่อนข้างสูงพอสมควร แต่ก็แลกกับการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็ถือว่าคุ้มค่า และขับได้แบบสบายใจ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมขับรถด้วยความระมัดระวังกันด้วยนะครับ ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ ถือว่าเป็นสิ่งดีที่สุดแล้วครับ

Photo : freepik