หลายคนกำลังให้ความสนใจหาโซลาร์เซลล์มาติดตั้งตามบ้าน อาจจะมาจากเรื่องของค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือบางท่านอาจจะไม่อยากเสียเงินให้กับค่าไฟ เรียกว่าอยากผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองก็ได้ และไม่อยากต้องกังวลเรื่องค่าไฟ อยากเปิดแอร์ทั้งวัน ในปัจจุบันก็มีหลายท่านได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ช่วยลดค่าไฟไปได้มากพอสมควร แต่เราอาจจะต้องลงทุนในครั้งแรกด้วยจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก ทำให้หลายๆ ท่านก็เกิดความลังเลว่า จะติดดีมั้ย คุ้มค่ามั้ย ต้องใช้เงินขนาดไหน ต้องดูแลยังไงบ้าง วันนี้เราจะนำเสนอเรื่องนี้ เพื่อตอบคำถามสำหรับคนที่กำลังอยากจะติดตั้งโซลาร์เซลล์กัน

จะติดโซลาร์เซลล์ต้องรู้อะไรบ้าง

มาเริ่มกันกับสิ่งที่เราควรรู้ก่อนจะไปติดตั้งโซลาร์เซลล์กัน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรทราบก่อน จะช่วยให้เราเวลาไปคุยกับผู้ให้บริการติดตั้งง่ายกว่าเดิม สามารถเลือกรูปแบบโซลาร์เซลล์ และเรื่องของการติดตั้งได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่า เราต้องรู้อะไรบ้าง

1.รู้จักประเภทของโซลาร์เซลล์กันก่อน ซึ่งจะแบ่งได้ 3 รูปแบบด้วยกัน

  • ระบบโซลาร์เซลล์แบบ On Grid ระบบนี้จะเป็นลักษณะการใช้งานร่วมกันระหว่างไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งจะมีตัว Inverter เป็นตัวแปลงกระแสไฟฟ้าสำหรับการใช้งาน โดยจะเลือกใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวัน เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนหรือช่วงที่แสงอาทิตย์หมด ระบบจะสลับไปใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอัตโนมัติ ระบบ On Grid ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เพราะลงทุนไม่สูงมากนัก เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการประหยัดไฟที่ใช้ในตอนกลางวัน
  • ระบบโซลาร์เซลล์แบบ Off Grid เป็นระบบที่จะไม่มีการทำงานร่วมกับไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเลย โดยจะมีการเพิ่มแบตเตอรี่เข้ามาในระบบ เพื่อทำหน้าที่เก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ เป็นลักษณะการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้งาน 100% ระบบนี้จะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของแบตเตอรี่ที่มีราคาค่อนข้างแพง ยิ่งมีความจุมากเท่าไหร่ ก็แพงมากขึ้นเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่เน้นใช้งานเฉพาะที่ และไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าถึง
  • ระบบโซลาร์เซลล์แบบ Hybrid ระบบที่เอาแบบ On Grid และ Off Grid มาทำงานร่วมกัน ซึ่งระบบแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็สะดวกสบายขึ้น เพราะจะมีแบตเตอรี่สำหรับจัดเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ และส่งต่อไปใช้งาน และเมื่อแบตเตอรี่หมด ก็สามารถสลับไปใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้แบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสลับการใช้งานไปอีกระบบได้อีกด้วย แบบนี้ก็จะเหมาะกับคนที่มีงบประมาณค่อนข้างมาก และต้องพร้อมในเรื่องของการจ่ายค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในอนาคตอีกด้วย

เมื่อเรารู้จักประเภทของระบบโซลาร์เซลล์กันแล้ว ทีนี้เราต้องมาพิจารณาเลือกกันแล้ว ซึ่งแบบแรก On Grid นั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกที่สุด และเหมาะกับการใช้งานในบ้านเรามากที่สุด เพราะสามารถใช้ไฟจากการโซลาร์เซลล์ และยังคงใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าแบบปกติได้อีกด้วย

2.คำนวณขนาดของระบบโซลาร์เซลล์ที่ต้องการใช้

สำหรับเรื่องขนาดของระบบโซลาร์เซลล์นั้นจะเป็นตัวกำหนดค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่าย รวมถึงระยะเวลาการคุ้มทุน ซึ่งถ้าใครไม่รู้จะคำนวณแบบไหนจริงๆ ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่ก็จะสามารถช่วยคำนวณให้ได้ โดยอิงตามความต้องการของเรานั่นเอง แต่ถ้าเราสามารถคำนวณได้เองก่อน ก็จะช่วยให้เราทราบความต้องการใช้ไฟฟ้าของเราคร่าวๆ และจะทราบค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อไปสืบหาราคาจากผู้ให้บริการได้ก่อน

วิธีการคำนวณนั้นให้เริ่มจาก หาจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เราใช้ในแต่ละเดือนก่อน เอาแบบเฉลี่ยก็ได้ ถ้าถามว่าแล้วจะรู้จากไหน ก็ง่ายๆ ครับ ดูจากบิลค่าไฟฟ่า หรือในแอพการไฟฟ้าก็ได้ จะมีบอกข้อมูลส่วนนี้ จากนั้นเมื่อเราได้ตัวเลขมาแล้ว เราก็มาดูว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่เราจะซื้อมาใช้นั้นเราต้องใช้ขนาดไหน ถึงจะผลิตไฟฟ้าได้ตามจำนวนหน่วยการใช้งานของเรา อันนี้ต้องบอกก่อนว่า ปกติแล้วเราจะไม่คำนวณว่าจะต้องใช้แผงมากแค่ไหน ถึงจะผลิตไฟฟ้าเท่ากับที่เราใช้ได้ เพราะถ้าจะต้องผลิตได้ขนาดนั้น ค่าใช้จ่ายคงหลายล้านบ้าน ซึ่งมากเกินไปครับ

เราจะอ้างอิงแค่ว่า เรามีงบเท่าไหร่ เพื่อเลือกแผงโซลาร์เซลล์ แล้วหาตัวเลขออกมาว่าเราจะประหยัดไฟฟ้าได้เท่าไหร่ ก็ให้เอาตัวเลขในเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลงไว้ก็ได้ครับว่า เขามีขนาดการผลิตไฟฟ้าเท่าไหร่ให้เราเลือกบ้าง เช่น ผลิตไฟฟ้าได้ 3KW ราคา 120,000 บาท , 5KW ราคา 170,000 บาท เป็นต้น เมื่อได้ตัวเลขการผลิตไฟฟ้าได้แล้ว ให้เอาไปคูณระยะเวลาที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อวัน ปกติตัวเลขจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 ตัวอย่างเช่น เรามีงบอยู่ 120,000 บาท ก็ต้องเลือกที่ 3KW

3 KW x 4.5 = 13.5 หน่วยต่อวัน ดังนั้น 1 เดือนเราจะผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ประมาณ 405 หน่วยต่อเดือน

แบบนี้เราจะประหยัดไฟฟ้า 1 เดือนได้เท่าไหร่

ก็ให้เอาไฟฟ้าที่เราผลิตได้ 405 หน่วยต่อเดือน x ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.4 บาท ได้ออกมาที่ 1,782 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ก็เป็นค่าเฉลี่ยเท่านั้นนะครับ เพราะในความเป็นจริง เราอาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็ม 100% ตามที่เราคำนวณมา เนื่องจากจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็น ฝนตก แดดไม่มี หรือแดดมีแต่น้อยมาก รวมถึงความผิดปกติหรือเสียหายของแผงโซลาร์เซลล์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

คำถามต่อไป แบบนี้เราจะคืนทุนเมื่อไหร่

ก็ให้เอาราคาค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มา ในตัวอย่างนี้ก็ 120,000 บาท แล้วก็เอาค่าไฟฟ้าที่เราประหยัดได้มา โดยเปลี่ยนเป็นต่อปีก่อน 1,782 x 12 = 21,384 บาท มาตั้งหารกับค่าติดตั้ง

120,000 บาท หารด้วย 21,384 บาท จะได้ออกมาที่ 5.6 ปี ซึ่งระยะเวลาคืนทุนก็อยู่ที่ 5 ปีครึ่ง แต่ในความเป็นจริงอาจจะประมาณ 6 ปี เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากคืนทุนแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นกำไรล้วนๆ ครับ ซึ่งอันนี้ต้องพิจารณาเอาเองว่า ถ้าตัวเลขออกมาแบบนี้แล้ว คุณคิดว่าจะลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่

3.หลังคาบ้าน ทิศทางของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาก่อน ซึ่งเรื่องนี้เราอาจจะไม่สามารถประเมินเองได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาดูว่า หลังคาบ้านของเราสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ได้หรือไม่ มีพื้นที่เพียงพอหรือไม่ ถ้าบ้านเรามีขนาดใหญ่ พื้นที่ในการติดตั้งแผงนั้นก็ใหญ่ไปด้วย ทำให้เราสามารถเลือกจำนวนการผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมากๆ ได้ แต่ถ้าหลังคาบ้านเรามีขนาดเล็ก หรือบ้านเราเล็ก อาจจะต้องพิจารณาหาจุดติดตั้งแผงโซลลาร์เซลล์ในตำแหน่งอื่นๆ รวมด้วย เช่น บ้านใครชั้นบนสุดทำเป็นดาดฟ้า อาจจะต้องยอมเสียพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งโครงสร้างสำหรับแผงโซล

นอกจากนี้เมื่อพื้นที่พร้อมแล้ว ต้องตรวจสอบต่อว่า โครงสร้างหลังคามีความแข็งแรงพอที่จะติดตั้งแผงโซลลาร์เซลล์หรือไม่ จากนั้นก็ต้องดูถึงทิศทางของการวางแผงโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมและดีที่สุดเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุดนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้แนะนำให้ทางผู้ให้บริการติดตั้งเป็นผู้สำรวจตรวจสอบจะดีที่สุด

4.ติดโซลาร์เซลล์ต้องขออนุญาตด้วย

ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์เราในฐานะเจ้าของบ้านต้องทำการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐด้วย ซึ่งจะประกอบไปด้วย เขต หรือเทศบาล การไฟฟ้า (นครหลวง หรือส่วนภูมิภาค) และคณะกรรมการกองกำกับกิจการพลังงาน (หากติดตั้งโซล่าเซลล์ที่มีกำลังผลิตติดตั้งไม่ถึง 1000 kVA หรือประมาณ 800 kW จะต้องยื่นขอยกเว้นการขอใบอนุญาตจากสำนักงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) ดูชื่อหน่วยงานต่างๆ แล้ว ต้องบอกว่าอาจจะยุ่งยากสำหรับบางท่าน ส่วนนี้ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่ จะเรียกว่าเกือบทุกเจ้าก็ได้ จะมีบริการจัดการยื่นขออนุญาตให้ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายจะร่วมกับค่าติดตั้งทั้งหมดแล้ว ซึ่งเราเองก็เพียงแต่เตรียมเอกสารตามที่ผู้ให้บริการแจ้งมาเท่านั้น ก็สะดวกนี้ครับ แต่ถ้าใครอยากทำเอง ก็สามารถยื่นขอจากทุกหน่วยงานได้เองเช่นกัน

5.การรับประกัน และการดูแลหลังการขายสำคัญมาก

เรื่องการรับประกัน ต้องย้ำกันเลยว่า สำคัญมาก เพราะแผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบนั้น หากมีอันไหนทำงานผิดปกติเราจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เลย แนะนำว่าก่อนจะใช้บริการจากรายไหน ให้ดูว่าเขามีระยะเวลาการรับประกันนานแค่ไหน ยิ่งนานยิ่งดี บางเจ้าที่ราคาสูงหน่อย แต่ได้การรับประกันที่ยาวนานขึ้น แบบนี้ก็ควรจะพิจารณาเลือกใช้บริการเป็นอันดับต้นๆ และอย่าลืมดูเงื่อนไขการรับประกันด้วยว่า มีอะไรบ้าง ส่วนนี้มักจะไม่ค่อยอ่านกัน แนะนำให้อ่านแบบละเอียดเลยครับ ไม่เข้าใจตรงไหน หรือมีข้อสงสัยให้สอบถามผู้ให้บริการทันที

นอกจากการรับประกันแล้ว บริการหลังการขายก็สำคัญมาก มีผู้ให้บริการหลายเจ้ามีบริการตรวจเช็คระบบตามรอบ รวมถึงมีการให้บริการทำความสะอาดแผงโซลลาร์เซลล์ด้วย หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องทำตามสะอาดด้วยเหรอ ตอบเลยว่า ต้องทำความสะอาดครับ เพราะถ้าแผงโซลาร์เซลล์สกปรก จะทำให้ประสิทธิภาพในการรับแสงน้อยลง ระบบก็จะผลิตไฟฟ้าได้น้อยลงตามไปด้วย อาจจะมีคนสงสัยว่า แผงโซลาร์เซลล์มันสกปรกได้ด้วยเหรอ อยู่บนหลังคาไม่น่าจะสกปรก บอกเลยว่าสกปรกครับ ยิ่งนานวันก็ยิ่งสกปรกมากขึ้นด้วย มีการสะสมทับถมของเศษฝุ่นต่างๆ รวมถึงมีพวกขี้นก หรือเศษของวัสดุบางอย่างที่ลอยมาติดบนแผงได้ด้วย ดังนั้นอย่าลืมดูด้วยว่า มีบริการดูแลในส่วนของการทำความสะอาดให้หรือไม่ ให้กี่ปี และถ้าหมดระยะการให้บริการตามการรับประกันแล้ว หลังจากนี้คิดค่าบริการทำความสะอาดเท่าไหร่ เพราะยังไงเราก็ต้องใช้บริการครับ ไม่แนะนำให้ทำเองนะครับ เพราะนอกจากจะเสี่ยงอันตรายแล้ว ยังเสี่ยงต่อการไปทำให้แผงโซลาร์เซลล์เสียหายหรือชำรุดได้อีกด้วย ให้ผู้เชี่ยวชาญเขาทำจะดีกว่า

6.ติดโซลาร์เซลล์ราคาเท่าไหร่

ต้องบอกว่ามีหลายขนาด หลายราคาครับ ก็ขอหยิบเอาราคาคร่าวๆ มาเป็นแนวทางให้ก็แล้วกันครับ ซึ่งราคาจริงอาจจะแตกต่างจากนี้ได้ทั้งถูกกว่า และแพงกว่า ซึ่งอยู่ที่คุณภาพของอุปกรณ์ การบริการ ระยะเวลาการรับประกัน รวมถึงผู้ให้บริการที่มีการกำหนดราคาที่แตกต่างกันไปครับ ก็เอาไว้พอเป็นแนวทางละกันครับ

ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าราคา
3KW125,000 บาท
5KW180,000 บาท
5KW (ไฟ 3 เฟส)200,000 บาท
10KW280,000 บาท
10KW (ไฟ 3 เฟส)290,000 บาท
15KW380,000 บาท
20KW500,000 บาท

ราคาที่แสดงนี้ ปกติจะรวมค่าบริการต่างๆ เอาไว้ด้วย เช่น ค่าขออนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ค่าบริการตรวจเช็คระบบตามรอบ และค่าบริการทำความสะอาดแผงโซลลาร์เซลล์ ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะผู้ให้บริการบางรายมีเงื่อนไขต่างๆ ที่แตกต่างไปจากนี้ แนะนำให้ดูรายละเอียด หรือสอบถามให้เรียบร้อยก่อนเซ็นต์สัญญาใช้บริการนะครับ

7.มีสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลลาร์เซลล์หรือไม่ อยากผ่อนรายเดือน

ตอบเลยว่ามีครับ ธนาคารส่วนใหญ่จะมีบริการสินเชื่อส่วนนี้เอาไว้ให้ ซึ่งถ้าเป็นลักษณะการผ่อนรายเดือน อาจจะต้องจ่ายในราคาที่เพิ่มจากราคาปกติประมาณ 10 – 20% ก็ถือว่าเป็นดอกเบี้ยนั่นเอง อาจจะผ่อนได้ 10 เดือน เดือนละเท่ากัน หรือบางธนาคารก็จะเป็นในลักษณะสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่จะสามารถผ่อนชำระได้ระยะเวลาที่นานขึ้น เช่น 5 ปี หรือ 60 เดือน ซึ่งแบบนี้ก็จะช่วยเรื่องของการลงทุนได้ค่อนข้างเยอะ เสมือนว่าเราผ่อนจ่ายค่าไฟล่วงหน้านั่นเอง ใครสนใจก็ลองติดต่อกับธนาคารต่างๆ ได้เลยไม่ว่าจะเป็น ออมสิน ไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรจะรู้หลักๆ ก่อนการตัดสินใจที่จะติดตั้งโซลลาร์เซลล์กันนะครับ เชื่อว่าการติดตั้งโซล์ลาร์เซลล์นั้นจะอยู่ที่เรื่องของความคุ้มค่าในระยะยาวมากที่สุด ซึ่งบ้าน 1 หลังใครที่จะอาศัยอยู่เกิน 10 ปี และมีงบประมาณในการลงทุน บอกเลยว่ายังไงก็คุ้มค่าครับ ยิ่งใช้นานก็ยิ่งคุ้ม ส่วนใครที่มักจะไม่ได้อยู่บ้านนานๆ บางคนอยู่แค่ 5 ปี ก็ย้ายแล้ว แบบนี้แนะนำว่าไม่ควรลงทุน เพราะไม่คุ้มค่าครับ ยกเว้นว่าจะเอาไว้ติดบ้าน เพื่อช่วยให้การขายบ้านง่ายขึ้น คนซื้อต่อตัดสินใจง่าย แบบนี้ก็บวกเขาไปในราคาขายบ้านก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ

Photo : freepik

หลังจากที่มีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปแล้ว ล่าสุดก็มีการสนับสนุนรถ HEV รถยนต์ไฮบริด Hybrid electric vehicle (HEV) รถยนต์ที่ใช้ขุมพลัง 2 ระบบ คือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟโดยแบตเตอรี่ เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งเป็นยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ HEV ตั้งแต่ปี 2571 – 2575

สำหรับรายละเอียดที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็มีรายละเอียดดังนี้

มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับคงที่ในช่วง ปี 2571 – 2575 จากเดิมอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทุก 2 ปี โดยกำหนดให้บริษัทผลิตรถยนต์ HEV ที่ประสงค์จะรับสิทธิ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ด้านก่อนการรับสิทธิ ดังนี้

(1) ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 g/km
– การปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 6
– การปล่อย CO2 101 – 120 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 9

(2) ต้องมีการลงทุนจริงเพิ่มเติม โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และ/หรือบริษัทในเครือในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2567 – 2570 ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท

(3) ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูง 3 ชิ้น ได้แก่ Traction Motor, Reduction Gear, Inverter และชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าปานกลาง 8 ชิ้น ได้แก่ BMS, DCU, คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศสำหรับ BEV, Electrical Circuit Breaker, DC/DC Converter, High Voltage Harness, Battery Cooling System, Regenerative Braking System โดยจะขึ้นกับมูลค่าการลงทุน

(3.1) กรณีลงทุนเพิ่มเติมตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป สามารถเลือกได้ว่า จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง หรือเลือก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าสูง และอีก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง หรือหากเลือก 1 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง จะต้องเลือก 4 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง

(3.2) กรณีลงทุนเพิ่มเติม 3,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท จะต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูงทั้ง 3 ชิ้นเท่านั้น

(4) ต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance System: ADAS) ในรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ ดังนี้ ระบบเบรกฉุกเฉินขั้นสูง (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้าของรถ (FCW) ระบบการดูแลภายในช่องจราจร (LKAS) ระบบเตือนการออกหรือเปลี่ยน ช่องจราจร (LDW) ระบบการตรวจจับจุดบอด (BSD) และระบบการควบคุมความเร็วของยานยนต์ (ACC)

หรือสรุปแบบสั้นๆ ได้ประมาณนี้ครับ

  • ผู้ผลิตจะต้องลงทุนจริง ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2570
  • ต้องมีการใช้แบตเตอรี่ระดับแพ็ค (Pack) ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญจากภายในประเทศ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2571 เป็นต้นไป
  • ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัย (Advanced Driver – Assistance System: ADAS) อย่างน้อย 4 ระบบ

ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป หากไม่มีอะไรติดขัด และผ่านการพิจารณาออกมาตรการนี้ เราคงจะได้เห็นรถ HEV มีราคาที่ถูกลงกว่าเดิม และแน่นอนว่า น่าจะมีผู้ใช้รถน้ำมันอีกมากมาย ที่ยังไม่อยากเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า 100% เพราะอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางระยะไกล และสถานีชาร์จยังไม่มากเพียงพอ ก็จะหันมาใช้รถ HEV กันแทน ซึ่งตอบโจทย์การใช้รถในปัจจุบันนี้ได้ดีและสะดวกมากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก BOI

ช่วงนี้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังได้รับความนิยมในบ้านเราเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้ามองทั้งตลาดโลกแล้ว จะพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนครองตลาดรถ EV กว่าครึ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งในบทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่า เหตุผลอะไรที่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ถึงมาแรงมาก เรียกได้ว่าสะเทือนวงการรถยนต์ทั่วโลกกันเลยทีเดียว และในบ้านเราก็มีการปรับลดราคาลงกันอย่างต่อเนื่อง เล่นเอาผู้บริโภคคิดหนักเลยว่าจะซื้อก่อนไปเลย หรือว่าซื้อทีหลังประหยัดกว่าดี

เหตุผลที่ 1 : จีนเป็นผู้นำการพัฒนา วิจัยและผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ๆ ในจีน ได้มีการคิดค้นและพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งต้องบอกว่าจีนสามารถผลิตได้จำนวนมาก และผลิตได้เร็วมากที่สุดในโลก รวมถึงสามารถทำราคาได้ถูกทึ่สุดอีกด้วย โดยจีนมีการถือสัมปทานแร่โคบอลต์กว่า 70% ของโลก เป็นรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้ และยังในจีนก็ยังมีกำลังการผลิตแร่ลิเธียมราวๆ 46% จากเหมืองแร่ทั่วโลก ซึ่งดูจากตัวเลขนี้จะพบว่า จีนมีความได้เปรียบในเรื่องของการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถ้าดูตัวเลขกำลังการผลิตของจีน เทียบกับอเมริกานั้น จะแตกต่างกันมากถึง 10 เท่ากันเลยทีเดียว จนมีกำลังการผลิต 558,000,000 KWh ส่วนอเมริกาทำได้ที่ 44,000,000 kWh เท่านั้น ซึ่งถ้าคำนวณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั้น จีนจะสามารถผลิตได้มากถึง 9.3 ล้านคันต่อปี และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

เหตุผลทึ่ 2 รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน

รัฐบาลจีนเป็นผู้สนับสนุนรายให้ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ซึ่งไม่ใช่เพิ่งสนับสนุน แต่สนับสนุนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินอุดหนุน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีมาตรฐานลดหย่อนภาษีเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย สาเหตุที่ทางรัฐบาลจีนได้ก้าวเข้ามาสนับสนุน ก็เป็นเพราะว่าในอดีต จีนมีปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศเป็นอย่างมาก รวมถึงต้องมีการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้นจึงได้มีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ รวมถึงเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ซึ่งทำให้มีการวิจัยและพัฒนาไปได้เร็วมากๆ และยังได้รับการอุดหนุนเงินในรถทุกคันที่มีการจำหน่ายออกไปอีกด้วย

นอกจากจะมีการสนับสนุนในฝั่งบริษัทผู้ผลิตรยนต์ไฟฟ้าแล้ว รัฐบาลจีนยังสนับสนุนในฝั่งผู้บริโภคอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดต่างๆ ในการชาร์จไฟ สิทธิในการจดรถ ซึ่งสนับสนุนมาจนถึงปี 2022 ทำให้รถยนต์ในประเทศจีนราวๆ 50% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีสถานีชาร์จในประเทศจีนเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเลขที่รัฐบาลจีนมีการสนับสนุน ก็จะมีมูลค่าราวๆ 534,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับภาคอุตสาหกรรม

เหตุผลที่ 3 อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในจีน

การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนนั้น ต้องบอกว่าเป็นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งต้นทุน คุณภาพ รวมถึงการพัฒนาและวิจัยในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนก็ทำกันตั้งแต่จุดแร่ลิเทียม จากนั้นก็จะทำการแปรรูป เพื่อนำไปผลิตแบตเตอรี่ ส่งต่อไปประกอบเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้า ตัวอย่างบริษัทที่สามารถทำได้ครบวงจรแบบนี้ได้ ก็เช่น บริษัท CATL ซึ่งหลายท่านก็น่าจะทราบดีกว่าเป็นบริษัทใหญ่ของจีนที่ครองส่วนแบ่งการผลิตแบตเตอรี่สูงถึง 34.8% โดยมีลูกค้าแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Honda, Tesla, Toyota, BMW และ Volvo เป็นต้น ซึ่งการที่บริษัทในจีนสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้แบบครบวงจร ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำ และสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็ว รวมสามารถทำวิจัยและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 4 ตลาดใหญ่ ที่มีการวิจัย ทดสอบ และพัฒนา

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทำให้บริษัทสามารถทดสอบ และเก็บข้อมูลการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้มาก เพื่อนำไปวิจัย และพัฒนาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ทำให้เราจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ชาร์จ 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทางที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการคิดค้นและพัฒนาออปชั่นใหม่ๆ ใส่เข้ามาในรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย รวมถึงการพัฒนาในส่วนของการสลับแบตเตอรี่ เพื่อแก้ปัญหาการรถชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็มีบริษัทอย่าง NIO ที่กำลังพัฒนาระบบสลับแบตเตอรี่ในจีน และยังมีการพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า NIO Pilot จัดอยู่ในระบบกึ่งอัตโนมัติในระดับสองของสมาคมวิศวกรรมยานยนต์นานาชาติหรือ SAE (Society of Automotive Engineers) ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) โดย NIO ถือว่าเป็นบริษัทคู่แข่งของ Tesla เลยก็ว่าได้ เพราะเน้นการผลิตรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม การดีไซน์รถก็จะออกไปในแนวสปอร์ตแบบเดียวกับ Tesla รวมถึงมีการพัฒนาะบบขับขี่อัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 5 ราคาและออปชั่นแบบจัดเต็ม

รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมีการลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ออปชั่นต่างๆ ยังอยู่ครบ เรียกได้ว่า ผู้บริโภคที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ นอนไม่หลับกันเลยทีเดียว จนกลายเป็นข่าวดังในบ้านเราอยู่สักระยะหนึ่ง และยังมีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับลดราคานี้ เรียกว่าส่งผลต่อตลาดรถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดรถน้ำมันมือสอง ที่ทำเอาขายยากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าถูกกว่าคุ้มกว่า และยังส่งผลถึงต่อบริษัทรับประกันภัยรถยนต์อีกด้วย ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันกันใหม่

แม้ว่าจะมีการปรับราคาลดลงแล้ว แต่ออปชั่นต่างๆ ที่ให้มานั้นเทียบกับรถญี่ปุ่น ก็ถือว่าให้มามากกว่า คุ้มค่ากว่า และการออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนนั้นก็ดูทันสมัย แม้ว่าการออกแบบรถยังมีบางรุ่นที่ยังไม่ค่อยโดนใจบ้าง โดยส่วนใหญ่ก็ออกแบบได้สวยและน่าใช้กว่าเดิมมาก และทำให้รถยนต์ญี่ปุ่น รถยุโรปก็มีการปรับราคาลงตามมาเช่นเดียวกัน ในไทยอาจจะไม่ได้ปรับเยอะมากเท่าไหร่ แต่รถน้ำมันในจีนจากญี่ปุ่นนั้น ปรับราคาลดหนักมาก ในเรื่องของราคาก็ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ซื้อ แต่สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วก็อาจจะรู้สึกผิดหวังกันบ้าง ผิดกับคำที่เคยพูดกันในช่วงรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายใหม่ๆ ว่า ซื้อก่อนประหยัดก่อน ตอนนี้ต้องเปลี่ยนไปเป็น ซื้อทีหลังประหยัดกว่า กันแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาแรง แซงมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็คงต้องตามกันดูต่อไปว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ค่ายรถยนต์ยุโรป ซึ่งเคยเป็นเจ้าใหญ่ในโลก จะปรับตัวกันอย่างไร ที่แน่ๆ ตอนนี้บริษัทรถจากจีนยังไม่หยุดการพัฒนา และในอนาคตเราคงได้มีโอกาศใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลขึ้น ราคาถูกลง อาจจะเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วเปลี่ยนใหม่ทุกปีแบบเดียวกับมือถือก็เป็นได้

เราคงคุ้นเคยกับฉลากรักษ์โลกกันมาหลายแบบ ล่าสุดทาง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก็ได้มีการเผยโฉม ฉลากรักษ์โลก สีเขียว EPD (Environmental Product Declaration) ออกมา ซึ่งเป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 มาตรฐาน ISO 14025 ซึ่งมีความสำคัญสำหรับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่ได้รับรองอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และตรวจสอบได้

ความเป็นมาขอฉลากเขียว

ฉลากเขียว เป็นโครงการระดับประเทศ ริเริ่มขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 โดยความร่วมมือขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) และหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนราชการ ภาคเอกชนและองค์กรกลางดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการโครงการฉลากเขียว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งของ กระทรวงอุตสาหกรรมโดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และมีสำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการร่วมกัน

ฉลากเขียวมีภารกิจที่ส าคัญ 2 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการประเภท ต่างๆ รวมถึงให้การรับรองฉลากเขียวเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าและบริการที่คำนึงถึงการลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทางเลือกและเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงสินค้าและบริการฉลากเขียว และ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการรับรองฉลากเขียวนี้ดำเนินการภายใต้หลักการ และข้อปฏิบัติของฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO 14024 Environmental Labels and Declarations—Type 1 Environmental Labelling ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ และให้การรับรองโดยบุคคลที่ 3 มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มี คุณสมบัติทางด้านสิ่งแวดล้อมตรงตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์โดยพิจารณาตลอดทั้งวัฏจักรชีวิต เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

โครงการนี้ยังสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ 21 ซึ่งเป็นแผนแม่บทโลกที่ผ่านการรับรองจากที่ประชุม สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Earth Summit) ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 สำหรับการดำเนินงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานรับรองและงานพัฒนาข้อกำหนดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยมติคณะกรรมการโครงการฉลากเขียว ครั้งที่ 25-1/2551 จึงเห็นชอบให้ผู้อำนวยการสถาบัน สิ่งแวดล้อมไทย แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฉลากเขียว (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการนโยบายและบริหารงานฉลากเขียว) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในการนำนโยบาย แผนงาน และกลยุทธ์ในการดำเนินงานของฉลากเขียวฯ ไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในการบริหาร จัดการงานรับรองฉลากเขียว เพื่อรองรับความต้องการของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐที่กำหนดให้มียุทธศาสตร์การสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐเป็นผู้นำในการบริโภค ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษภายใต้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดแผนงานและกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว

ประโยชน์ของฉลากเขียว EPD

  1. รายงานข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
  2. ช่วยให้ผู้บริโภคทราบส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน
  3. ช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อได้
  4. กระตุ้นศักยภาพการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกทางการตลาด
  5. ช่วยเพิ่มคะแนนในการขอมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)

ขั้นตอนการขอรับรองฉลากเขียว

สำหรับขั้นตอนการขอรับรองฉลากเขียวนั้นหลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. สมัคร โดยดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ http://www.tei.or.th/greenlabel/name-list.html 
  2. ยื่นเอกสารการสมัคร และชำระค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเอกสาร และรับคำขอ
  3. การตรวจประเมินสถานประกอบการ
  4. การคิดค่าธรรมเนียมฉลากเขียว
  5. การตรวจติดตาม

สำหรับประโยชน์ของฉลาก EPD ที่นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและตรวจสอบได้แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบแล้วฉลาก EPD ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นศักยภาพการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกทางการตลาด และช่วยเพิ่มคะแนนในการขอรับรองมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

หลายท่านคงทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงนี้มีการปรับลดราคารถไฟฟ้ากันอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าทำคนที่ซื้อไปก่อนสะดุ้งกันเลยทีเดียว บางคนที่เข้าใจก็รับกันได้ บางคนที่ไม่เข้าใจก็เกิดอาการไม่พอใจก็มี ด้วยการลดราคาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เราได้เห็นราคารถไฟฟ้าที่ถูกลงกว่าเดิมเยอะมาก และในวันนี้ทางทีมงานก็มีรถไฟฟ้า City Car สำหรับใช้งานในเมือง 3 ยี่ห้อในราคาที่ไม่เกิน 5 แสนบาทมาแนะนำกัน (ราคาในเดือน ก.ค. 2567) เผื่อใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าราคาไม่แพงมาใช้ จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินใจกัน

1.NETA V-II LITE ราคา 499,000 บาท

มาเริ่มกันที่รถไฟฟ้า EV คันแรกกัน ซึ่งน่าจะคุ้นเคยกับแบรนด์ NETA กันอยู่แล้ว เพราะมีจำหน่ายในบ้านเรามาสักระยะหนึ่งแล้ว เดิมจะเป็นรุ่น NETA V แล้วก็เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก พบเห็นได้ตามถนนหนทางในเมืองทั่วไป ซึ่งล่าสุดก็ได้เปิดตัว NETA V-II ออกมาเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากรุ่นเดิม รุ่นนี้เป็นรุ่นประกอบในโรงงานที่ประเทศไทย ทำราคาขายหักส่วนลดแล้วเหลือที่ 499,000 บาทเท่านั้น

NETA V-II ได้มีการปรับปรุงหลายๆ อย่างจากรุ่นเดิม หน้าตาและรูปทรงที่ดูดีกว่ารุ่นเดิมมาก กระจังหน้าแบบใหม่ STARLIGHT GRILLE ดีไซต์คล้ายกับมีดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่บริเวณกระจังหน้า มีการตกแต่งด้วยโครเมี่ยมรอบคัน และไฟหน้าใหม่กลมโต ดูสวยขึ้นกว่ารุ่นเดิม ตัวรถมีการออกแบบลายเส้นข้างตัวรถใหม่ให้ดูสวยขึ้น มาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้ว ด้านท้ายใหม่ออกแบบบยกตำแหน่งให้สูงขึ้น พร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์จากซ้ายจรดขวา

มิติตัวรถอยู่ที่ กว้าง 1,690 มม. ยาว 4,070 มม. และสูง 1,540 มม. มีระยะฐานล้อที่ 2,420 มม. เป็นรถขนาดเล็ก City Car ในเรื่องของพละกำลัง รุ่นนี้มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 95 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตันเมตร มีแบตเตอรี่ขนาด 40.7 kWh มาให้ รองรับการชาร์จไฟสูงสุดที่ 45 kW ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดอยู่ที่ 348 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 121 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับ NETA V-II นั้นยังมีอีกรุ่นเป็น NETA V-II SMART ที่มีออปชั่นต่างๆ เยอะกว่ารุ่น NETA V-II LITE ซึ่งราคาก็จะสูงกว่า ใครที่มองหารถไฟฟ้าราคาประหยัดแนะนำว่า NETA V-II LITE นั้นก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมื่อทั่วๆ ไปแล้ว แต่ถ้ามีงบเยอะขึ้น อยากได้ออปชั่นครบๆ ก็ไปรุ่น SMART แทนได้เลย

2.CHANGAN LUMIN 479,000 – 499,000 บาท

LUMIN เป็นรถไฟฟ้าที่ต้องบอกว่า หน้าตาน่ารักมาก หลายคนเรียกกันว่า “น้องง่วง” ด้วยการออกแบบไฟหน้าให้เหมือนมีเปลือกตาอยู่ด้วยคล้ายกับดวงตาคนเวลาง่วงนอน ซึ่งถูกใจคนชอบรถไฟฟ้าสไตล์น่ารักอย่างแน่นอน สำหรับ LUMIN เปิดจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ LUMIN L (479,000 บาท) และ LUMIN L DC (499,000 บาท) มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 27.98 kWh ระยะทางวิ่งได้ไกลสุดที่ 301 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 101 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังสูงสุด 35 กิโลวัตต์ / 48 พีเอส แรงบิต 83 นิวตันเมตร

มิติของตัวรถอยู่ที่ ยาว 3,270 x กว้าง 1,700 x สูง 1,590 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่าที่ 920 กิโลกรัม มาพร้อมกับล้อขนาด 14 นิ้ว รองรับการโดยสารได้ 4 ที่นั่ง สำหรับรุ่น L จะรองรับการชาร์จแบบ AC เท่านั้น โดยจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนรุ่น L DC จะรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC และ DC ด้วย ซึ่งการชาร์จแบบ DC 30 – 80% จะใช้เวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น ใครที่เน้นใช้ในเมืองจริงๆ และมีการติดตั้งที่ชาร์จในบ้าน เลือกรุ่น L ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ใครที่อยากไปชาร์จ DC นอกบ้านด้วยก็คงต้องขยับมารุ่น L DC แทนนะครับ อย่างไรก็ตาม ด้วยค่าตัวที่มีส่วนต่างระหว่างรุ่น L กับ L DC เพียง 20,000 บาทเท่านั้น อยากแนะนำว่าไหนๆ ก็ซื้อแล้ว เลือกรุ่น L DC ไปเลยจะดีกว่าครับ เผื่อบางครั้งอาจจะต้องขับไปที่อื่นๆ นอกเมืองบ้าง จะได้แวะชาร์จ DC ได้ด้วย เร็วกว่าแบบ DC หลายเท่าตัว ไม่ต้องเสียเวลารอนานๆ

สำหรับหน้าตาก็ลองดูในรูปได้เลยครับ LUMIN ใครที่ชอบก็จะชอบเลย น้องน่ารัก แต่ถ้าใครไม่ชอบแนวน่ารัก ก็ลองดูอีก 2 รุ่นที่เหลือได้เลยครับ

3.WULING BINGUO EV 419,000 – 449,000 บาท

WULING แบรนด์รถไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเปิดตัว WULING BINGUO EV มาด้วยกัน 2 รุ่นย่อยคือ AC ราคา 419,000 บาท และ DC 449,000 บาท ราคานี้เฉพาะช่วงเปิดตัว 1,000 คันแรกเท่านั้น สำหรับ WULING BINGUO EV นี้เป็นรถไฟฟ้าแบบ 5 ประตู แฮทซ์แบ็ก ดีไซน์ภายนอกออกแบบตามแนวคิด Timeless Retro Design ติดตั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ X-shaped LED พร้อมล้อดีไซน์ล้ำสมัย สามารถเลือกตัวถังได้ 3 สี ได้แก่ สีชานม (Milk Tea), สีฟ้ากาแลกซี่ (Galaxy Blue) และสีเขียวมูส (Mousse Green)

WULING BINGUO EV มีพละกำลังที่ 68 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ขนาด 31.9 kWh ขับได้ระยะทางสูงสุดที่ 333 กิโลเมตร สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับการชาร์จก็มีให้เลือก 2 แบบ AC และ DC ตามชื่อรุ่นเลยครับ โดยชาร์จแบบ DC ได้ที่ 50 kW และ AC ได้ที่ 6.6 kW การรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 120,000 กม. ส่วนการรับประกันตัวรถอยู่ที่ 3 ปี หรือ 100,000 กม. ตอนนี้มีโชว์รูมอยู่กว่า 40 แห่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้เรายังสามารถอัปเกรดเป็นรุ่น The Icon จ่ายเพิ่ม 30,000 บาท รับเพิ่ม Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย, กล้องบันทึกการขับขี่ DVR 1080p Full HD, แพ็กเกจรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Passive Lifetime Warranty) และ Wallbox Home Charging 7kW พร้อมติดตั้ง รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาทอีกด้วย

สำหรับรถไฟฟ้าขนาดเล็กทั้ง 3 รุ่นนี้ ก็เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เช่น ขับไปกลับที่ทำงานใกล้ๆ หรือไปรับส่งลูกที่โรงเรียน จะเหมาะสมสำหรับการใช้งานมากที่สุด แต่ก็ยังสามารถขับออกไปนอกเมืองในระยะทางที่ไม่ไกลมาได้เช่นกัน ใครอยากเอาไว้ขับไปนอกเมืองด้วยแนะนำให้เลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จแบบ DC แทนนะครับ เพราะว่าจะได้แวะชาร์จนอกบ้านผ่านหัวชาร์จแบบ DC ได้เลย ไม่ต้องรอนานเหมือนหัวชาร์จแบบ AC ก็ถือว่าราคาตอนนี้ค่อนข้างคุ้มค่ามากในระดับราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ได้รถที่รองรับการวิ่งต่อชาร์จประมาณ 300 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว