วันนี้ขอนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถไฟฟ้ามาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งมีชื่อว่า NanoFlowCell จริงๆ เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนามาค่อนข้างนานแล้ว จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความน่าสนใจของเทคโนโลยีตัวนี้หลักๆ เลยก็คือ วิ่งได้ไกลมากถึง 2,000 กิโลเมตร และที่สำคัญไม่ต้องใช้แบตเตอรี่เหมือนรถไฟฟ้าทั่วๆ ไป จะเป็นยังไงมาติดตามอ่านกันได้เลยครับ

เทคโนโลยี NanoFlowCell

เทคโนโลยีของ NanoFlowCell นั้นคล้ายกับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพลังงานเคมีเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง การเติมเชื้อเพลิงนั้นทำได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน แต่ NanoFlowCell นั้นจะมีความปลอดภัยมากกว่าเนื่องจากเป็นสารที่ไม่ติดไฟและไม่จำเป็นต้องเก็บในถังแรงดันสูง เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยอาศัยหลักการของเซลล์เชื้อเพลิงแบบหนึ่ง โดยใช้สารละลายพิเศษสองชนิดที่เรียกว่า ไบไอออน (bi-ion) เมื่อสารละลายทั้งสองชนิดสัมผัสกันผ่านแผ่นเมมเบรนพิเศษ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ผลิตกระแสไฟฟ้าออกมา ซึ่งกระแสไฟฟ้านี้จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนมอเตอร์ของรถยนต์

ในส่วนของสถานีเติมเชื้อเพลิงของ NanoFlowCell สามารถใช้สถานีเติมน้ำมันเดิมได้เลย โดยจำเป็นต้องมีการดัดแปลงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ประหยัดต้นทุนในการจัดทำสถานีเติมเชื้อเพลิงไปได้ค่อนข้าง ซึ่งถ้าพูดโดยสรุปแล้ว หลักการก็จะคล้ายๆ การใช้สารละลายมาผ่านกระบวนการแล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่อยู่ในรถเพื่อเก็บพลังงานแต่อย่างใด ซึ่งสารละลายที่ใช้นั้นก็ต้องบอกว่า มันก็หมดไปเช่นเดียวกัน และต้องเติมกลับเข้าไปแบบเดียวกับรถน้ำมัน

ข้อดีของเทคโนโลยี NanoFlowCell

  • ระยะทางในการขับขี่ที่ยาวนาน รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีนี้สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 2,000 กิโลเมตรต่อการเติมสารละลายหนึ่งครั้ง ซึ่งมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่ใช้แบตเตอรี่มาก
  • การเติมพลังงานที่รวดเร็ว การเติมสารละลายใหม่นั้นทำได้รวดเร็วคล้ายกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน
  • ความปลอดภัย สารละลายที่ใช้ไม่ติดไฟและไม่เป็นพิษ ทำให้มีความปลอดภัยสูงกว่าแบตเตอรี่แบบดั้งเดิม
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนี้สร้างมลพิษน้อยกว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อจำกัดต่างๆ

  • เทคโนโลยียังอยู่ในขั้นพัฒนา เทคโนโลยี NanoFlowCell ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ปัญหาเรื่องความเสถียรของสารละลาย และต้นทุนการผลิตที่สูง
  • โครงสร้างพื้นฐาน การขาดแคลนสถานีบริการเติมสารละลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานในวงกว้าง
  • ความหนาแน่นของพลังงาน แม้ว่าระยะทางในการขับขี่จะยาวนาน แต่ความหนาแน่นของพลังงานของสารละลายอาจยังไม่สูงเท่ากับแบตเตอรี่บางชนิด

QUANTiNO 25 รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี NanoFlowCell

QUANTiNO 25 รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 2,000 กิโลเมตร ด้วยเทคโนโลยี NamoFlowCell ซึ่งออกแบบมาเป็นรอสปอร์ตไฟฟ้า 2 ที่นั่ง ติดตั้งมอเตอร์ 48 โวลต์จำนวน 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้าต่อมอเตอร์ 1 ตัว ทำให้รถคันนี้มีแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 316 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 ได้ภายในเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น ตัวรถมีการติดตั้งถังสำหรับใส่เชื้อเพลิงจำนวน 2 ถัง มีความจุ 125 ลิตร สำหรับแยกสารละลาย 2 ชนิด เมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถังจะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 2,000 กม โดยไม่ต้องจอดเติมเชื้อเพลิง ตัวโครงสร้างและวัสดุของรถถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลและประหยัดเชื้อเพลงมากยิ่งขึ้น

สำหรับระยะทางการวิ่งขอบรถคันนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มข้นของสารละลายด้วย โดยทางผู้คิดค้นนั้นบอกเอาไว้ว่า เราสามารถเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายให้มากขึ้นได้เพื่อให้รถสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น ส่วนการเติมเชื้อเพลิงหรือการรีชาร์จพลังงานใหม่นั้นเป็นการเติมรูปแบบเดียวกันกับการเติมน้ำมันในยุคปัจจุบัน โดยจุดเด่นของสารละลายไบไอออนนั้นคือไม่อันตราย ไม่ติดไฟ ไม่เป็นพิษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้การขับขี่ที่ปลอดภัยทั้งบุคคลและสิ่งแวดล้อม ส่วนระยะเวลาในการเติมพลังงานนั้นใกล้เคียงกับการเติมน้ำมันในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการรีชาร์จพลังงานลงไปได้เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่

บทสรุปของ เทคโนโลยี NanoFlowCell

เทคโนโลยี NanoFlowCell มีจุดเด่นและข้อดีต่างๆ มากมาย น่าจะสามารถจะปฏิวัติวงการยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแก้ปัญหาเรื่องระยะทางในการขับขี่ และเวลาในการชาร์จพลังงาน อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อน โดยเฉพาะเรื่องของราคาพลังงานนั้นยังมีราคาที่สูงเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันและพลังงานไฟฟ้า ในอนาคตเทคโนโลยีนี้คาดว่าจะกลายเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ และต้องมีการพัฒนาและวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้เทคโนโลยีนี้มีความพร้อมสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

Photo : NanoFlowCell

วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับโครงการใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมีการทำข้อตกลง เพื่อเปลี่ยนเมืองไทยสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจาก องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) องค์การเมืองและรัฐบาลท้องถิ่นแห่งเอเชียแปซิฟิก (UCLG ASPAC) มหาวิทยาลัยชตุทการ์ท และมหาวิทยาลัยดอร์ทมุนท์ ประเทศเยอรมนี และ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กระทรวงมหาดไทย ที่จะเป็นหน่วยงานหลักในดำเนินการโครงการ Urban-Act ในประเทศไทย

Urban-Act เป็นโครงการในระดับภูมิภาคที่ดำเนินการใน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ประเทศพันธมิตรเหล่านี้มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และนโยบายเมืองระดับชาติของแต่ละประเทศพันธมิตร ปัจจุบันยังคงมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายในการเปลี่ยนผ่านการจัดการเมือง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศที่จำกัด และทักษะในการหาแนวทางแก้ไขไม่เพียงพอ การเตรียมการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าถึงการสนับสนุนทางการเงิน

ที่มาของโครงการ Urban-Act

โครงการ Urban-Act หรือ โครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำและการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ เป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาเมืองแบบคาร์บอนต่ำและฟื้นตัวได้ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

เป้าหมายหลักของโครงการ Urban-Act

  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งเน้นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  2. เพิ่มความสามารถในการปรับตัว เสริมสร้างความสามารถของเมืองในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
  3. ส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาเมืองที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล

โครงการ Urban-Act ในประเทศไทย

ในประเทศไทย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (สป.มท.) กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานร่วมดำเนินงานหลักในบ้านเรา ซึ่งได้มีการลงนามกับทาง GIZ เพื่อร่วมดำเนินการโครงการ Urban-Act โดยจะเริ่มที่ 3 จังหวัดก่อน ประกอบไปด้วย เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น ซึ่งจะมีการดูแลปรับปรุงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เข้ากับแผนและงบประมาณที่มีอยู่ของจังหวัด รวมถึงการกำหนดมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับปรุลในเรื่องของสภาพแวดล้อมในเมือง อาคาร บ้านเรือนต่างๆ

สาเหตุที่มีการเริ่มดำเนินโครงการ Urban-Act ในไทย เป็นเพราะว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกนั่นเอง หากไม่รีบริเริ่มโครงการ อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ในระยะทาง สำหรับโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWK) มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2570 

แนวทางการดำเนินงานโครงการ Urban-Act

  1. การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ: ให้การสนับสนุนการวางนโยบาย กฎระเบียบ และบริการที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายความยั่งยืนในการพัฒนาเมือง
  2. การถ่ายทอดความรู้และพัฒนาขีดความสามารถ: มุ่งเน้นการเพิ่มพูนความสามารถของผู้มีอำนาจตัดสินใจและเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค ผ่านการถ่ายทอดความรู้และการฝึกอบรม เพื่อส่งเสริมให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตของเมืองคาร์บอนต่ำและฟื้นตัวได้
  3. การบูรณาการในระดับท้องถิ่น: ร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐในระดับท้องถิ่นในการสนับสนุนเมืองนำร่อง 12 เมืองใน 5 ประเทศพันธมิตร เพื่อบูรณาการหลักฐานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับแผนพัฒนาเชิงพื้นที่และเมืองและการวางผังเมือง รวมทั้งการจัดทำงบประมาณท้องถิ่น
  4. การวางมาตรการเป้าหมาย: ส่งเสริมเมืองพันธมิตรในการระบุมาตรการที่มีผลกระทบสูงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความสามารถในการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ โดยเน้นที่การคมนาคมในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของผู้คน ยานพาหนะ และขนส่งมวลชน การสร้างพื้นที่สีสีฟ้า-เขียว, อาคารสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน
  5. การใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน: สนับสนุนการบริหารเมืองให้ใช้กลไกสนับสนุนทางการเงินสำหรับการเตรียมโครงการและการดำเนินการตามมาตรการด้านสภาพอากาศในเมือง
  6. ความร่วมมือระหว่างประเทศ การสนับสนุนระดับภูมิภาค และการแบ่งปันความรู้: การมีส่วนร่วมกับ UNESCAP และ UCLG ASPAC ในระดับเอเชียแปซิฟิก อำนวยความสะดวกในการสนับสนุนระดับภูมิภาคผ่านการเจรจาระหว่างรัฐบาลและระหว่างเมือง รวมทั้งการอำนวยความสะดวกให้เกิดการแบ่งปันความรู้ การยกระดับขนายผลลัพธ์ของโครงการ และการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดี โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคนิคดอร์ทมุนด์ และมหาวิทยาลัยสตุตการ์ต พร้อมด้วยพันธมิตรด้านการดำเนินการระดับประเทศจากห้าประเทศพันธมิตร

หน่วยงานร่วมดำเนินงาน

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ (MNR) – จีน
  • กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม (MEE) – จีน
  • กระทรวงการวางแผนพัฒนาแห่งชาติ (BAPPENAS) – อินโดนีเซีย
  • กระทรวงการเคหะและกิจการเมือง (MoHUA) – อินเดีย
  • กรมการภายในและรัฐบาลท้องถิ่น (DILG) – ฟิลิปปินส์
  • สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย (สป. มท.) – ไทย

โครงการ Urban-Act มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ การดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้เมืองต่างๆ ในประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นหลัง

ขอบคุณข้อมูลจาก : องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)
Photo : freepik

เนื้อหาในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับร่างแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงของ กรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งได้จัดทำร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยเป็น 1 ใน แผนพลังงานชาติ ที่ประกอบไปด้วย

  1. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP 2024)
  2. แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2567-2580 (Gas Plan 2024)
  3. แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567-2580 (Oil Plan 2024)
  4. แผนปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2567-2580 (AEDP2024)
  5. แผนปฏิบัติการด้านการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2567-2580 (EEP2024)

รวมทั้งหมด 5 แผน ซึ่งในครั้งที่แล้ว เราได้ทำเนื้อหาเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP 2024) กันไปเรียบร้อยแล้ว สามารถอ่านได้โดยคลิกที่นี่เลยครับ คราวนี้เราก็จะนำ แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2024) มาให้ทุกท่านได้รับทราบรายละเอียดกันบ้าง ซึ่งแผนนี้ค่อนข้างสำคัญมาก เพราะจะเกี่ยวของกับเรื่องของการจัดการพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่เราใช้อยู่กันในทุกวันนี้

เป้าหมาย แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan 2024)

  1. มีความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤต ด้านน้ำมันสูงขึ้น
  2. การจัดหาและการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง สอดคล้องความต้องการตามเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนไป
  3. การผลิตและการขนส่ง น้ำมันเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพ
  4. ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กรอบดำเนินงาน 4 ด้าน

  1. การบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคง ศึกษาความเหมาะสมการจัดทำ Strategic Petroleum Reserve (SPR) และรูปที่เหมาะสมกับไทย และมีการปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฏหมายให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีการพัฒนากลไกการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. การบริหารจัดการน้ำมันภาคขนส่ง มีการสนับสนุนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการผลิต การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงสะอาดจากวัตถุดิบที่มีในประเทศ รวมถึงกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีราคาที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระกับประชาชน
  3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่ง เริ่มจากในส่วนของโรงกลั่น มีการกำกับดูแลการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของโรงกลั่นให้มีเพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการใช้ ในส่วนของท่อขนส่งน้ำมัน มีการผลกดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งน้ำมันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ และศึกษาแนวทางการปรับปรุงค่าขนส่งให้ราคาน้ำมันเท่ากันทุกภูมิภาค สำหรับสถานีบริการน้ำมัน จะมีการเพิ่มจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมัน และกำกับดูแลการติดตั้งและการใชงานสถานีอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันให้มีควมปลอดภัย
  4. การส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต ในธุรกิจปิโตรเคมีและไบโอพลาสติก จะมีการส่งเริ่มการลงทุนปิโตรเคมีขั้นปลาย และพลาสติกชีวภาพ ในส่วนของเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ก็จะมีการสนับสนุนการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยื่น (SAF) เพื่อใช้ในประเทศและส่งออก มีการส่งเสริมการลงทุนผลิต SAF ทั้งรูปแบบ Co-processed และ Stand Alone รวมถึงผลักดันการลงทุนผลิต SAF ในประเทศโดยใช้วัตถุดิบที่ไทยมีศักยภาพ และสุดท้ายในส่วนของน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ จะสนับสนุนการลงทุนผลิตน้ำมันหม้อแปลไฟฟ้าชีวภาพอีกด้วย
source : กรมธุรกิจพลังงาน
source : กรมธุรกิจพลังงาน

source : กรมธุรกิจพลังงาน

source : กรมธุรกิจพลังงาน

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ด้านเศรษฐกิจ

  • ภาคการขนส่งทางบก โดยสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตเอทานอล – ไบโอดีเซล 71,300 ล้านบาท / ปี
  • ประหยัดเงินจากการนำเข้าน้ำมันดิบ 59,000 ล้านบาท/ ปี
  • เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ เม็ดเงินรวม 113,901 ล้านบาท

ด้านสังคม

  • ได้สร้างรายได้ให้เกษตรกรจากการปลูกพืชพลังงาน 41,500 ล้านบาท/ปี

ด้านสิ่งแวดล้อม

  • ลดการปล่อยก๊าซ CO2 7.1 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า/ปี

ปรับเปลี่ยนชนิดน้ำมันให้เหมาะสม

source : กรมธุรกิจพลังงาน

ในร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) นี้ยังได้มีการวางแผนปรับเปลี่ยนชนิดน้ำมันพื้นฐานให้เหมาะสมใหม่ด้วย รวมถึงการปรับลดชนิดน้ำมันในประเทศลง โดยน้ำมันดีเซลจะกำหนดให้ไบโอดีเซล B7 และให้ดีเซล B20 เป็นน้ำมันทางเลือก และกำหนดสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ระหว่าง 5-9.9% (จากปัจจุบันกำหนดสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ 6.6-7%) ในส่วนของน้ำมันเบนซินอยู่ระหว่างกำหนดให้น้ำมันชนิดใดเป็นน้ำมันพื้นฐาน ระหว่างแก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 หรือแก๊สโซฮอล์ 91 หรือ E10  ทั้งนี้จะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568 

source : กรมธุรกิจพลังงาน

อย่างไรก็ตามหลังจากรับฟังความคิดเห็นร่างแผน Oil Plan 2024 แล้ว กระทรวงพลังงานจะรวบรวมทั้ง 5 แผนดังกล่าวไว้ในแผนพลังงานชาติ ซึ่งคาดว่าจะจัดทำเสร็จในเดือน ก.ย. 2567 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบและประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่า แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2567–2580 (Oil Plan 2024) นี้จะเกิดเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจใหม่ มากถึง 113,901 ล้านบาท

Source : กรมธุรกิจพลังงาน

CoolPaint เทคโนโลยีสีประหยัดพลังงาน ที่คิดค้นและพัฒนาโดย Nissan แบรนด์รถยนต์ที่เรารู้จักกันดี โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ห้องโดยสาร และบริเวณภายในรถเย็นขึ้น ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ได้ ซึ่งถือว่าเป็นสีตัวรถเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

สำหรับเทคโนโลยีสีรถยนต์แบบใหม่ล่าสุดนี้ ทาง Nissan ใช้ชื่อว่า CoolPaint เป็นการคิดค้นและพัฒนาสีสำหรับรถยนต์ร่วมกับ Redi-Cool ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดค้นผลิตภัณฑ์ระบายความร้อน ด้วยการใช้วัสดุสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติในการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีโดยตรง

โดยทาง Nissan ได้คิดค้นมาตั้งแต่ปี 2021 แล้ว และมีการทดสอบกว่า 100 ตัวอย่าง ที่ความหนาของสีที่ 120 ไมครอน และล่าสุดก็ได้มีการทดสอบสีรถยนต์แบบใหม่ในปี 2023 กับรถที่มีการใช้งานจริงๆ โดยเลือกใช้กับรถ Nissan NV100 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ให้บริการในสนามบินของ All Nippon Airwasy โดยได้ตกลงความร่วมมือกับทาง Japan Airport Terminal Co.,Ltd. และบริการสนามบินของ All Nippon Airways รวมถึง Redi-Cool ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ระบายความร้อน

ในการทดสอบนั้น รถ Nissan NV100 ที่ได้นำมาทดสอบทำสีรถยนต์ด้วยสี CoolPaint นั้น สามารถลดอุณหภูมิภายนอกได้มากถึง 12 องศาเซลเซียส และสามารถลดอุณหภูมิภายในรถยนต์ได้มากถึง 5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเลยทีเดียว สำหรับตัวเลขที่ได้ผลออกมานี้ เป็นการเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้สีแบบปกติทั่วไป ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับประสิทธิภาพของสีรถยนต์ CoolPaint นี้จะเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดในขณะที่รถจอดอยู่กลางแดดเป็นเวลาที่ค่อนข้างนาน เหมือนเวลาเราไปจอดรถที่ลานจอดรถกลางแจ้งนั่นแหละครับ ได้ผลออกมาดีที่สุด

ซึ่งผลจากการลดความร้อนที่ทำได้นั้น ก็มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็น ลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ส่งผลให้ตัวรถมีการใช้พลังงานลดน้อยลงนั่นเอง รวมถึงลดภาระในการทำงานของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยลดความร้อนในบริเวณอื่นๆ ของรถยนต์อีกด้วย ซึ่งการที่ร้อนน้อยลง ก็จะช่วยให้พวกวัสดุต่างๆ ในรถมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ใครที่เคยผ่านการใช้รถเป็นระยะเวลานานๆ น่าจะเคยพบเจอกับการหักของพลาสติกบางจุดภายในรถ หรือวัสดุที่เป็นยางบางจุดมีการเสื่อมสภาพเร็ว มักจะเป็นกับรถที่จอดตากแดดอยู่เป็นประจำ ซึ่งการเลือกใช้สี CoolPaint ในรถยนต์ก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้นั่นเอง

สำหรับเรื่องของคุณภาพสี CoolPaint นั้นยังได้มีการให้ข้อมูลแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทนทานของสี การใช้งานหรือผสมกับพวกสารเคลือบเงา ให้สีรถมีความเงางาม รวมถึงการร่วมกับเครื่องพ่นสีภายในโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งสี CooPaint นั้นจะมีความหนาของสีมากกว่าสีรถยนต์แบบปกติมากถึง 6 เท่า มีความทานทานต่อการแตก รอยขีดข่วน การลอก ท่อทานต่อไอเค็มจากทะเล และทนต่อปฏิกิริยาเคมีต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นสีที่มีความสม่ำเสมอ อีกด้วย

หลักการทำงานของ Nissan CoolPaint

  • เทคโนโลยี Metamaterials: สี Coolpaint ประกอบด้วยวัสดุพิเศษที่เรียกว่า Metamaterials ซึ่งมีโครงสร้างที่ออกแบบมาให้มีปฏิสัมพันธ์กับแสงและความร้อนในรูปแบบเฉพาะเจาะจง
  • การสะท้อนรังสีอินฟราเรด: Metamaterials ในสี Coolpaint จะช่วยสะท้อนรังสีอินฟราเรดจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความร้อน เมื่อรังสีอินฟราเรดถูกสะท้อนออกไป อุณหภูมิของตัวรถและภายในห้องโดยสารก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ลดการดูดซับความร้อน: นอกจากการสะท้อนรังสีอินฟราเรดแล้ว สี Coolpaint ยังช่วยลดการดูดซับความร้อนของตัวรถ ทำให้อุณหภูมิของตัวรถไม่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของสีรถเทคโนโลยีใหม่ CoolPaint จากทาง Nissan เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การขับขี่ในสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สภาพอากาศร้อนจัดเป็นส่วนใหญ่ การพัฒนาเทคโนโลยีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ECOFLOW ผู้ผลิตเครื่องจ่ายไฟที่มีแบตเตอรี่ในตัว เครื่องผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ สำหรับการใช้งานกลางแจ้งและนอกสถานที่ชื่อดัง ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดในชื่อ EcoFlow Power Hat หรือหมวกโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการผสมผสานเอานวัตกรรมเรื่องพลังงานมาเข้ากับแฟชั่น ได้อย่างลงตัว ภายใต้แนวความคิดของการนำเอาแสงอาทิตย์มาผลิตพลังงาน ซึ่งปกติแล้วเวลาเราใส่หมวกก็มักจะใช้กันแดดอยู่แล้ว และหมวกก็มีพื้นที่สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์เข้าไปได้ ก็ทำให้เกิดเป็นหมวกโซลาร์เซลล์ขึ้นมา

สำหรับ EcoFlow Power Hat นั้น รูปร่างหน้าตาก็จะเหมือนหมวกกันแดดทั่วๆ ไป ทั้งรูปทรง ดีไซน์ต่างๆ แต่หมวกใบนี้จะมีการซ่อนแผงโซลาร์เซลล์เอาไว้ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงแดด เพื่อให้นำไปใช้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่พกพาไปด้วย เช่น มือถือ เป็นต้น ตัวหมวกมีน้ำหนักอยู่ที่ 370 กรัม มีคุณสมบัติในการกันน้ำ และกันฝุ่น สามารถพับเก็บได้ ผู้ใช้สามารถพับใส่กระเป๋าเพื่อการพกพาไปใช้งานได้เลย ถ้าสังเกตจากรูปจะเห็นกว่าดีไซน์ของ EcoFlow Power Hat นั้นถ้าไม่บอกว่ามีการซ่อนแผ่นโซลาร์เซลล์อยู่ ก็แทบจะไม่ทราบเลย เพราะดูเหมือนหมวกปกติมาก แต่ถ้าเราสังเกตกันดีดี ก็จะเห็นตำแหน่งของการวางแผ่นโซลาร์เซลล์ไปยังบริเวณปีกหมวกโดยรอบ

ทำให้สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบการท่องเที่ยวได้ตามปกติ คือ สามารถใช้งานได้ไม่ต่างจากหมวกปกติที่เคยใช้กันมา มีสายรัดสำหรับกันหมวกปลิวและสามารถปรับระดับได้ด้วย ตัวหมวกมีการออกแบบให้มีความบางเป็นพิเศษ ส่วนที่อยู่บริเวณศรีษะจะเป็นช่องเหมือนตาข่ายเล็กๆ เพื่อให้ลดสามารถผ่านเข้าไปยังศรีษะได้ เพื่อช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน คล้ายๆ กับหมวกแนวนี้ที่เราคุ้นเคยกัน สำหรับสีที่มีให้เลือกตอนนี้มีเพียงสีดำเท่านั้น ส่วนขนาดนั้นจะมี 2 ขนาดคือ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ราคาอยู่ที่ 79 USD หรือราวๆ 3,000 บาท

การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ นั้น ตัวหมวกจะมีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ 2 แบบก็คือ USB-C และ USB-A ซึ่งเป็นพอร์ตที่นิยมใช้มากที่สุดในอุปกรณ์ต่างๆ ณ ตอนนี้ ใครที่จะนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่รองรับ USB-C หรือ USB-A ก็อาจจะต้องหาตัวหัวแปลงมาใช้งานเพิ่มเติม สำหรับการชาร์จนั้นก็จะใช้เวลานานกว่าการใช้พาวเวอร์แบงค์ ตัวอย่างเช่น การชาร์จมือถือที่มีความจุแบต 4,000 mAh จะใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงถึงจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้จนเต็ม 100%

ใครที่สนใจ EcoFlow Power Hat ต้องทำการพรีออเดอร์ เพราะยังมีขายตามปกติ และคาดว่าจะมีการจัดส่งให้ลูกค้าในช่วงเดือนกันยายนปีนี้เป็นต้นไป

Photo : designboom.com