แม้ว่ากระแสของรถยนต์ไฟฟ้า EV กำลังมาแรงมาก และมีรถยนต์ไฟฟ้าออกมาให้เลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับราคากันอย่างน่าตกใจ เรียกว่าได้ว่า ซื้อก่อนประหยัดก่อน ซื้อทีหลังประหยัดกว่าเยอะ แม้ราคาจะลดลง แต่หลายคนก็ยังไม่เลือกที่จะไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วยสาเหตุของความไม่สะดวกในการชาร์จ ไม่ว่าจะเป็นการพักอาศัยอยู่ตามคอนโดที่ไม่มีที่ชาร์จ และหลายคนก็อยากเดินทางแบบไม่ต้องกังวลใจในเรื่องของการชาร์จไฟ ทำให้รถอีกประเภทหนึ่ง ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันเลย นั่นก็คือ รถยนต์ไฮบริด นั่นเอง

วันนี้ทางทีมงานจะขอพาทุกท่านมารู้จักกับรถไฮบริดว่ามีกี่ประเภท และมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรกันบ้าง

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร

รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) คือรถยนต์ที่ผสมผสานพลังงานจากสองแหล่งหลักคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ใช้น้ำมัน) และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ลดการปล่อยมลพิษ รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหากจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ รถที่มีทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในรถคันเดียวนั่นเอง โดยการมี 2 สิ่งนี้ ก็จะทำให้มีข้อดีมากกว่ารถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียวนั่นเอง ซึ่งผู้ผลิตก็ยังสามารถออกแบบรถยนต์ไฮบริดออกมาได้ถึง 3 รูปแบบด้วยกันคือ Full hybrid (FHEV) , Mild hybrid (MHEV) และ Plug-in hybrid (PHEV)

ประเภทของรถยนต์ไฮบริด

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ารถยนต์ไฮบริดนั้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่จริงๆ แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์เขาผลิตมาถึง 3 รูปแบบด้วยกัน ก็จะเป็นประเภทหลักๆ ที่มีตอนนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็จะมีประเภทย่อยๆ อื่นๆ อีกเยอะ แต่ไม่ได้รับความนิยม สำหรับ 3 รูปแบบประกอบไปด้วย Full hybrid (FHEV) , Mild hybrid (MHEV) และ Plug-in hybrid (PHEV) มาดูกันว่า แต่ละแบบเป็นอย่างไรกันบ้าง

1.Full Hybrid (FHEV)

รถยนต์ไฮบริดแบบ Full hybrid (FHEV) หรือบางทีก็อาจจะเรียกว่า Parallel hybrid ก็จะเป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีการติดตั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับเครื่องยนต์ สามารถทำงานผสมผสานกันได้ หรืออาจจะทำงานเป็นอิสระแยกจากกันได้เช่นกัน อธิบายง่ายๆ ก็คือ Full hybrid นี้สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ได้ โดยรูปแบบการทำงานจะอยู่ในลักษณะของการใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อเราขับที่ความเร็วต่ำ เช่นในช่วงออกตัว และจะมีการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์เมื่อมีการขับที่ความเร็วสูง ซึ่งผู้ผลิตรถแต่ละรายก็จะมีการกำหนดจุดเปลี่ยนและสลับการใช้งานเอาไว้

ในปัจจุบันรถไฮบริดบางรุ่นก็จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเรื่องของอัตราเร่งเมื่อต้องการขับขี่ในความเร็วสูงได้อีกด้วย เรียกได้ว่า มีการผสมผสานการทำงานที่ลงตัวมากขึ้น ทำให้ได้ทั้งพละกำลังในการขับขี่ และประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น และอีก 1 ข้อดีของรถยนต์ไฮบริดก็คือ ขณะลดความเร็วและเบรก เครื่องยนต์หยุดการทำงาน มอเตอร์ไฟฟ้าจะแปลงพลังงานจากการเคลื่อนที่เป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งไปเก็บสะสมในแบตเตอรี่ไฮบริดเอาไว้อีกด้วย ทำให้เวลาที่เราขับในความเร็วต่ำ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน ก็จะถึงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปใช้งานได้เลย ไม่ต้องอาศัยเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง ซึ่งเราจะได้ความประหยัดในส่วนนี้นั่นเอง

2.Mild hybrid (MHEV)

สำหรับรถยนต์ไฮบริดแบบที่ 2 หลายคนมักจะเรียกกันสั้้นๆ ว่า MHEV ซึ่งลักษณะหลักๆ ก็จะคล้ายกับ Full hybrid คือ มีทั้งเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แต่จะไม่สามารถทำงานแยกกันได้แบบอิสระ นั่นเป็นเพราะว่ามอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่นั่นมีขนาดเล็ก รวมถึงแบตเตอรี่ก็มีขนาดเล็กอีกด้วย ทำให้เวลาใช้งานไม่สามารถขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ ลักษณะการทำงานของระบบไฮบริดจะเป็นการเสริมกำลังในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เท่านั้น โดยเฉพาะช่วงออกตัว ให้รถสามารถออกตัวได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รถไฮบริดบางรุ่นยังออกแบบให้เวลารถจอดหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับ และเมื่อออกตัวเครื่องยนต์จะติดอีกครั้ง เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันนั่นเอง และแน่นอนว่ารถไฮบริดประเภทนี้ก็จะมีการแปลงพลังงานขณะลดความเร็ว และเบรคกลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้เช่นกัน

3.Plug-in hybrid (PHEV)

มาถึงแบบสุดท้าย ดูจากชื่อแล้ว Plug-in hybrid (PHEV) คงเดากันไม่ยากว่าเป็นรถไฮบริดแบบไหน อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เป็นรถยนต์ไฮบริดที่สามารถเสียบชาร์จได้แบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่แบตเตอรี่จะมีขนาดเล็กกว่ารถยนต์ไฟฟ้ามาก และแน่นอนว่าในตัวรถก็ยังมีเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันติดตั้งมาให้เช่นกัน หากเทียบกับรถยนต์ไฮบริดแบบ Full hybrid และ Mild Hybrid แล้วก็ถือว่าแบตเตอรี่จะมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้สามารถขับได้ระยะทางที่ไกลขึ้น และหากต้องการชาร์จแบตเตอรี่ก็สามารถจอดชาร์จที่สถานีชาร์จ หรือจะชาร์จที่บ้านก็ได้เช่นกัน ข้อดีที่ชัดเจนมากๆ เลยก็คือ สามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้ระยะทางไกลมากขึ้น บางคนใช้งานไปทำงานกลับบ้านกันแบบไม่ต้องเติมน้ำมันเลยก็มี ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับรุ่น และยี่ห้อของรถด้วย รถไฮบริดแบบ PHEV นี้ก็จะมีราคาที่สูงกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็จะมีความประหยัดที่มากกว่าด้วยเช่นกัน

ข้อดีของรถยนต์ไฮบริดมีอะไรบ้าง

รถยนต์ไฮบริดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถไฮบริดมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

1. ประหยัดน้ำมัน

  • ลดค่าใช้จ่าย การใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับน้ำมัน ทำให้รถไฮบริดประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถยนต์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันในระยะยาว
  • ระยะทางไกลขึ้น ด้วยการประหยัดน้ำมัน ทำให้รถไฮบริดสามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้นต่อการเติมน้ำมันหนึ่งครั้ง

2. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ลดมลพิษ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง ช่วยลดภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ
  • อนาคตที่ยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืน

3. สมรรถนะการขับขี่ที่ดี

  • เร่งความเร็วได้ดี การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถไฮบริดมีอัตราเร่งที่ดีและนุ่มนวล
  • เงียบขณะขับขี่ เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน จะขับขี่ได้อย่างเงียบสงบ

4. เทคโนโลยีทันสมัย

  • ฟีเจอร์ครบครัน รถไฮบริดมักมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ระบบความบันเทิง และระบบเชื่อมต่อ
  • การบำรุงรักษาที่ง่ายขึ้น บางรุ่นมีการบำรุงรักษาที่น้อยลงกว่ารถยนต์ทั่วไป

5. ค่าเสื่อมต่ำ

  • รักษามูลค่า รถไฮบริดมักมีค่าเสื่อมราคาต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้สามารถขายต่อได้ในราคาที่ดี

6. ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

  • สิทธิประโยชน์ หลายประเทศมีนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฮบริด เช่น การลดภาษี หรือการให้เงินอุดหนุน

ข้อเสียรถยนต์ไฮบริด

แม้ว่ารถยนต์ไฮบริดจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ดังนี้ครับ

  • ราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า ทำให้ราคาของรถยนต์ไฮบริดโดยทั่วไปสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว
  • ค่าบำรุงรักษาสูงกว่า การซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฮบริดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และอะไหล่บางชิ้นมีราคาแพง
  • แบตเตอรี่มีอายุการใช้งาน แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฮบริดมีอายุการใช้งานจำกัด หากถึงอายุการใช้งานอาจต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
  • ตัวเลือกในการซ่อมบำรุงจำกัด อู่ซ่อมรถทั่วไปอาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการซ่อมรถยนต์ไฮบริด ทำให้ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการของผู้ผลิตโดยเฉพาะ
  • ความซับซ้อนของระบบ ระบบของรถยนต์ไฮบริดมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป ทำให้การแก้ไขปัญหาอาจใช้เวลานานกว่า
  • ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนมีจำกัด สำหรับรถยนต์ไฮบริดบางรุ่น ระยะทางที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้อาจมีจำกัด ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางไกล
  • น้ำหนักรถ รถยนต์ไฮบริดมีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากมีส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ทำให้การประหยัดน้ำมันอาจไม่มากเท่าที่คิดในบางสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในอนาคต และหลายๆ รุ่นก็มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

และทั้งหมดนี้ก็คือ เรื่องราวของรถยนต์ไฮบริดแบบสรุปกันให้เข้าใจง่ายๆ ใครกำลังจะซื้อรถใหม่ และยังไม่มั่นใจกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือไม่อยากวางแผนการชาร์จไฟฟ้าให้ปวดหัว การเลือกรถยนต์ไฮบริดก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากที่สุดในตอนนี้ครับ

Photo : freepik.com

ใครจะไปคิดว่าการมีป่า และการดูแลรักษาป่า จะสามารถสร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาทได้ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่ชุมชนบ้านโค้งตาบาง ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ มีเนื้อที่กว่า 3,276 ไร่ ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ป่าชุมชนแห่งนี้มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

ที่มาที่ไปของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางนี้ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมมือกันจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ขึ้น ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกด้วย ทำให้โครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จ

โดยทางคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง และสมาชิก ได้ช่วยกับควบคุมดูแลป่าชุมชนแห่งนี้ และยังทำหน้าที่ปกป้องรักษาป่าชุมชน รวมถึงการปลูกป่าฟื้นฟูป่าชุมชนแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการถูกทำลายของป่า รวมถึงความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง มีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง มากถึง 5,259 ตัวคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท

ภาพ : สำนักข่าวไทย

ภาพ : สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มาที่ไปของตัวเลขรายได้นี้ก็มาจาก ทางกรมป่าไม้ได้มีการจัดแถลงข่าว เปิดตัวการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีภาคเอกชนจำนวน 3 บริษัท ได้ให้ความสนใจแจ้งความประสงค์ในการจองการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ได้แก่ บริษัท ณ.ฤทธิ์ จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7,099,500 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้จะเข้าบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางทั้งหมด

ภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง

บ้านโค้งตาบาง เป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ โดยแยกตัวออกมาจาก บ้านไร่หลวง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีโดยมี นายฉันท์ อัครสกุลภิญโญ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก จนถึงปัจจุบัน เดิมทีราษฎรที่ชื่อ นายบาง และครอบครัว ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตรงบริเวณทางโค้ง ถนนสายเขื่อนเพชร – เขาลูกช้าง ซึ่งเป็นถนนสายหลักของหมู่บ้าน จนชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า “โค้งตาบาง” และให้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านโค้งตาบาง” จนถึงปัจจุบัน

ภาพ : กรมป่าไม้

ชื่อป่าชุมชน : ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง
ปีที่เริ่มโครงการ : 2558
ที่ตั้ง : ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
เนื้อที่ : 3276 ไร่ 0 งาน 0 ตารางวา
ประเภทป่า : ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชะอำและป่าบ้านโรง จ.เพชรบุรี
สถาพทั่วไป : เป็นพื้นที่ราบภูเขา เป็นดินทรายปนลูกรัง การคมนาคมสะดวก บางแห่งเป็นพื้นที่ราบ มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กทั่วๆไป
หมู่บ้าน : โค้งตาบาง (หมู่ 10)

ปีที่ขึ้นทะเบียน : 2558ปีที่สิ้นสุด : 2568
เลขที่หนังสืออนุมัติโครงการ : ทส 1604.43/15364 ลว 17 ตุลาคม 2557

ทำไมป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ถึงขายคาร์บอนเครดิตได้

  1. การอนุรักษ์ป่า ชมชุนบ้านโค้งตาบาง ได้มีคณะกรรมการ และสมาชิกของป่าชุมชมแห่งนี้ ได้ร่วมมือกันดูแล และอนุรักษ์ผืนป่าชุมชมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ป่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากขึ้น
  2. การขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558
  3. การวัดปริมาณคาร์บอน ชุมชนได้มีการวัดและประเมินปริมาณคาร์บอนที่ป่าชุมชนดูดซับได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

ประโยชน์ของการขายคาร์บอนเครดิต

  • สร้างรายได้ให้ชุมชน รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตสามารถนำไปพัฒนาชุมชน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกชุมชน และส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าในระยะยาว
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การขายคาร์บอนเครดิตเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนและภาคเอกชนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ชุมชน ชุมชนบ้านโค้งตาบางได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติในฐานะชุมชนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของชุมชนบ้านโค้งตาบางในการขายคาร์บอนเครดิต เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเอง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำป่าชุมชนมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

การพัฒนาแบตเตอรี่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่ามีข่าวคราวออกมาอยู่ตลอดว่า มีการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ซึ่งมักจะระบุเอาไว้เลยว่ามีขนาดเท่าไหร่ ติดตั้งกับรถแล้ววิ่งได้ระยะทางสูงสุดเท่าไหร่ และล่าสุดก็มีการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ออกมา แต่คราวนี้มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร เพราะเป็นแบตเตอรี่แบบชาร์จไว้ ชาร์จ 5 นาที วิ่งได้ถึง 200 กิโลเมตร และวันนี้ทางทีมงานจะพาทุกท่านมารู้จักกับแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ซึ่ง SAIC-GM ร่วมมือกับทาง CATL ได้เปิดตัวแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C รุ่นแรกของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C รุ่นแรกของโลก

แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate Battery หรือ LFP) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีข้อดีหลายประการที่น่าสนใจ เริ่มจากความปลอดภัยสูง แบตเตอรี่ LFP มีความเสถียรทางเคมีสูง ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการลัดวงจรหรือระเบิดเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน แบตเตอรี่ LFP สามารถผ่านการชาร์จและคายประจุได้หลายรอบโดยไม่สูญเสียความจุมากนัก ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ และยังมีต้นทุนที่ต่ำ วัสดุที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ LFP มีราคาถูกกว่าวัสดุที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดอื่นๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงตามไปด้วย และทนทานต่ออุณหภูมิสูง แบตเตอรี่ LFP สามารถทำงานได้ดีในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูง

สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะขออธิบายคร่าวๆ ให้ทุกท่านเข้าใจถึงเรื่องของ แบตเตอรี่ 6C โดย C-rate คืออัตราการคายประจุของแบตเตอรี่ที่สัมพันธ์กับความจุของแบตเตอรี่นั้นๆ ยิ่งค่า C-rate สูง แสดงว่าแบตเตอรี่สามารถคายประจุได้เร็วขึ้น และชาร์จได้เร็วขึ้นถึง 6 เท่า ส่วนคำว่า แบตเตอรี่ 6C ก็เป็น แบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที (สมมติว่าความจุแบตเตอรี่ 100Ah) ซึ่งเร็วกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปมาก

รูปจาก : lifepo4-battery.com

จุดเด่นของ แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C

  • ชาร์จเร็ว ช่วยลดเวลาในการรอชาร์จ ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด
  • เพิ่มความสะดวก ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วเหมือนการเติมน้ำมันรถยนต์ทั่วไป
  • เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และมีศักยภาพในการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากจะมีจุดเด่นแล้ว ก็มีข้อจำกัดบางอย่างเช่นกัน เริ่มจากเรื่องของความร้อน การชาร์จเร็วอาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในระยะยาว และยังมีเรื่องของราคาแบตเตอรี่ ที่อาจจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่แบบปกติทั่วๆ ไปในช่วงแรกๆ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยสถานีชาร์จที่มีความเร็วในการชาร์จที่สูงอีกด้วย

อนาคตของ แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตชาร์จเร็ว 6C ของ SAIC-GM

SAIC-GM ได้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่ 6C เอาไว้ว่า ในปีหน้าจะนำไปใช้กับสถาปัตยกรรมแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า Autoneng quasi-900V ซึ่งจะเป็นแบตเตอรี่ที่เข้ามาปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ และให้ประสบการณ์ใหม่ในการชาร์จแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

โดยแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตที่ชาร์จเร็วพิเศษ 6C นั้น ได้รวมเอาเทคโนโลยีการชาร์จเร็วระดับอะตอมหลายอย่างเข้ามาในแบตเตอรี่ ซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีแคโทดเครือข่ายอิเล็กตรอนระดับสูง เทคโนโลยีวงแหวนไอออนเร็วในกราไฟท์รุ่นที่สอง สูตรอิเล็กโทรไลต์ที่มีการนำไฟฟ้าสูงมาก เมมเบรนอินเตอร์เฟซอิเล็กโทรไลต์แข็ง SEI ที่มีความหนาในระดับนาโน เมมเบรนกั้นความร้อนที่มีรูพรุนสูงที่ได้รับการปรับปรุง และอื่นๆ

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตที่ชาร์จเร็วพิเศษ 6C ที่ SAIC-GM ร่วมกับ CATL ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานทางเทคนิคใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของ SAIC-GM เกี่ยวกับแนวทางพลังงานใหม่ และความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยียานยนต์เอเชีย ในด้านการวิจัยและพัฒนาที่ยอดเยี่ยมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต SAIC-GM จะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอโซลูชันการเดินทางด้วยพลังงานใหม่ที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภค และร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ที่ยั่งยืน

บทสรุป

การพัฒนาแบตเตอรี่ชาร์จเร็วออกมา จะช่วยให้ประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าเปลี่ยนไป ไม่ต้องรอชาร์จนานๆ แบบเดิม ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่าแบตเตอรี่ 6C ที่ทาง SAIC-GM ที่ร่วมกับ CATL จะถูกนำไปใช้กับรถไฟฟ้ารุ่นไหนกันบ้าง นอกจากนี้ยังมีข่าวคราวของทาง BYD ที่คาดว่าจะเปิดตัว Blade battery 2.0 แบตเตอรี่ลิเทียมชนิต LFP ภายในช่วงปีนี้ ซึ่งจะรองรับการชาร์จระดับ 6C เช่นเดียวกัน (อ้างอิงจากสื่อในจีน) และทาง CATL ก็ได้มีการวางแผนปล่อยแบตเตอรี่ Qilin 2.0 ที่เป็นชนิต LFP เช่นกัน และจากสามารถรองรับการชาร์จ 6C ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ก็เรียกได้ว่าปลายปีนี้ เราจะเห็นการเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่กันอย่างต่อเนื่อง และต้องรอดูกันต่อไปครับว่า จะมีรถรุ่นไหนติดตั้งแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้บ้าง และจะเปิดราคาขายกันที่เท่าไหร่

ในงาน IAA Transportation 2024 ทาง CATL หรือชื่อเต็มๆ Contemporary Amperex Technology Co., Limited ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลก หรือจะเรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดแบตเตอรี่ก็ว่าได้ ได้เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า “Tecrtrans” ที่มีอายุการใช้งานมากถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร ใช้ได้ยาวนานสูงสุดถึง 15 ปี และทาง CATL ยังมีการรับประกันให้ 10 ปี ซึ่งถือว่าอาจจะเป็นการปฏิวัติวางการรถบรรทุกไฟฟ้าของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นแบเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และมีความทนทานมาก ทำให้ผู้ผลิตรถบรรทุกน่าจะเริ่มนำไปใช้กันมากยิ่งขึ้น

แบตเตอรี่ Tectrans พลิกโฉมอุตสาหกรรมการขนส่ง

แบตเตอรี่ Tectrans รุ่นใหม่คาดกันว่าจะเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการขนส่งกันเลยทีเดียว แบตเตอรี่มีความหนาแน่นของพลังงานมากถึง 175 Wh/kg ชาร์จครั้งเดียวสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าเดิม ในการเปิดตัวแบตเตอรี่ใหม่ครั้งนี้ มีการเปิดมาใน 2 เวอร์ชั่น นั่นก็คือ TECTRANS – T Superfast Charging Edition และ TECTRANS – T Long Life Edition โดยรุ่นชาร์จเร็วพิเศษ TECTRANS – T Superfast Charging Edition นั้นสามารถชาร์จได้ถึง 70% โดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานรถบรรทุกทำได้ดีขึ้น ไม่ต้องรอชาร์จนานๆ อีกต่อไป ส่วนอีกรุ่น TECTRANS – T Long Life Edition มีจุดเด่นในเรื่องของอายุการใช้งานที่ยาวนานมากถึง 15 ปี ซึ่งเน้นไปทีความทนทานเป็นพิเศษ เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องการรถบรรทุกสำหรับการใช้งานหนัก เช่น การวิ่งขนส่งในระยะทางไกลๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

แบตเตอรี่ทั้ง 2 รุ่นนี้ ชาร์จเต็ม 100% จะสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่มีความเหมาะสมในภาคขนส่ง ทำให้รองรับการขนส่งในระยะทางไกลๆ ได้ ในเรื่องของความปลอดภัยนั้น แบตเตอรี่ TECTRANS พร้อมใช้งานในประเทศโซนร้อนที่อุณหภูมิกว่า 45°C ทนทานต่ออากาศหนาวติดลบ -35°C ซึ่งมีการทดลองใช้งานในประเทศโซนร้อนอย่างการ์ตา , ดูไบ และในประเทศที่หนาวติดลบอย่าง นอร์เวร์ และสวีเดน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวแบตเตอรี่สามารถกันน้ำได้ในระดับ IP69 ที่สามารถต้านแรงดันฝุ่นแลแรงดันน้ำในระดับสูงได้ สามารถทนต่อการจมอยู่ในน้ำได้นานมากถึง 72 ชั่วโมง

สำหรับแบตเตอรี่รุ่นใหม่มี จะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใน 3 กลุ่มด้วยกันคือ

  • Tectrans – T สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าสำหรับงานหนัก
  • Tectrans – L (L-Series) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ทั่วไป
  • Tectrans – B (Bus Edition) สำหรับรถบัสไฟฟ้า

จุดเด่นของ แบตเตอรี่ Tectrans

  • อายุการใช้งานยาวนาน หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของแบตเตอรี่ Tectrans คืออายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 15 ปี และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 1.5 ล้านกิโลเมตร ทำให้ลดต้นทุนในการเปลี่ยนแบตเตอรี่และเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน
  • ความหนาแน่นของพลังงานสูง แบตเตอรี่ Tectrans มีความหนาแน่นของพลังงานสูง ทำให้สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้นในขนาดที่เท่ากัน ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น
  • เทคโนโลยีที่ทันสมัย แบตเตอรี่ Tectrans ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้มีความปลอดภัยสูง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย
  • การรับประกัน แบตเตอรี่ Tectrans มาพร้อมกับการรับประกัน 10 ปี หรือ 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นการการันตีถึงคุณภาพและความทนทาน

ล่าสุดทาง CATL ได้มีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ถึง 13 รายด้วยกันอาทิเช่น Yutong Bus, Golden Dragon และ Dongfeng Moto เพื่อนำเทคโนโลยีและแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ไปใช้กับรถเมล์ไฟฟ้า 80 รุ่น และยังจะมีการนำไปใช้กับรถบรรทุกไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีการเริ่มผลิตในแบบจำนวนมากเร็วๆ นี้

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด Tectrans ที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการขนส่งให้กับทั่วโลกอย่างแน่นอน และเราจะเห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุกขนาดเล็ก รวมถึงรถสาธารณะต่างๆ ที่เป็นรถไฟฟ้า 100% ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในเรื่องของการขนส่งแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์ในโลกใบนี้อีกด้วย

ภาพ : Freepik, CATL

ทั่วโลกต่างก็มีแผนการปรับเปลี่ยนประเทศของตัวเองเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อค์ไซค์ให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการวางแผน และตั้งเป้าหมายเรื่องนี้เหมือนกัน และคาดว่าจะไปถึงเป้าหมายได้ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ต้องไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งความร่วมมือในด้านต่างๆ กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ และการค้านั่นเอง

ในประเทศไทยก็มีโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เช่นกัน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า CCS (Carbon Capture and Storage) ซึ่งก็มีอยู่ 2 บริษัทที่มีการลงทุนและพัฒนากันอย่างจริงจังก็คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU โดย PTTEP กำลังพัฒนา CCS ที่โครงการผลิตก๊าซแหล่งอาทิตย์ โดยมีกำลังการกักเก็บคาร์บอนที่ 1 ล้านตันต่อปี โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2569-2570 ขณะเดียวกัน BANPU มีโครงการ CCS จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Barnett Zero และ Cotton Cove ในสหรัฐอเมริกา โดยมีกำลังการกักเก็บคาร์บอนรวม 0.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้เริ่มดำเนินการในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ และวันนี้ทางทีมงานจะพาทุกท่านไปรู้จักโครงการ และเทคโนโลยีนี้ รวมถึงกระบวนการที่ใช้ในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์กันครับ

เทคโนโลยี CCS คืออะไร?

CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage หรือ การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะดักจับก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จากแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีการติดตาม และตรวจสอบการจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซค์ เพื่อให้มีความปลอดภัย

กระบวนการของเทคโนโลยี CCS

ภาพจาก : PTTEP

เทคโนโลยี CCS จะมีกระบวนการทำงาน 3 อย่างด้วยกันดังนี้

1.การดักจับ (Capture)

  • แหล่งกำเนิด CO₂ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เราต้องการดักจับนั้นมาจากแหล่งต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โรงงานอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตบางอย่าง
  • การแยก ก๊าซ CO₂ จะถูกแยกออกจากก๊าซอื่นๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยใช้วิธีทางเคมีหรือทางกายภาพ เช่น การใช้สารละลายเอมีน (amine) ดูดซับ CO₂ หรือการใช้เยื่อหุ้มเซลล์ที่มีรูพรุนขนาดเล็กเพื่อกรองก๊าซ
  • การทำให้บริสุทธิ์ หลังจากการแยกแล้ว ก๊าซ CO₂ จะถูกทำให้บริสุทธิ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและกักเก็บ

2.การขนส่ง (Transport)

  • การอัด ก๊าซ CO₂ ที่บริสุทธิ์แล้วจะถูกอัดให้มีความดันสูง เพื่อลดปริมาตรและสะดวกในการขนส่ง
  • ท่อส่ง ก๊าซ CO₂ ที่ถูกอัดจะถูกส่งผ่านท่อไปยังสถานที่กักเก็บ ซึ่งอาจอยู่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดก๊าซก็ได้

3.การกักเก็บ (Storage)

  • แหล่งกักเก็บ สถานที่กักเก็บก๊าซ CO₂ มักจะเป็นชั้นหินใต้ดินที่มีความพรุนและมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะสม เช่น ชั้นหินทรายหรือชั้นหินปูน
  • การฉีด ก๊าซ CO₂ จะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหินใต้ดินด้วยแรงดันสูง ทำให้ก๊าซซึมเข้าไปในรูพรุนของหินและถูกกักเก็บไว้
  • การกักเก็บถาวร หากชั้นหินมีความแน่นหนาและมีโครงสร้างที่มั่นคง ก๊าซ CO₂ จะถูกกักเก็บไว้ได้เป็นเวลานานหลายพันปี

สรุปเรื่องกระบวนการได้แบบง่ายๆ ก็คือ จะเริ่มจากการดักจับก๊าซ CO₂ ที่เกิดขึ้นก่อน จากนั้นก็จะมีการปรับความดันให้เหมาะสมเพื่อขนส่งไปยังแหล่งกักเก็บซึ่งจะถูกกักเก็บไว้บนฝั่งหรือนอกชายฝั่งในชั้นหินทางธรณีวิทยาไว้อย่างปลอดภัย

ตัวอย่างโครงการ CCS ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก

เทคโนโลยี CCS นี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีประสิทธิภาพสูง มีหลายประเทศให้การยอมรับ และนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย มีโครงการที่ใช้เทคโนโลยี CCS นี้อยู่ 41 โครงการทั่วโลก ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศอเมริกา และเป็นที่น่าดีใจว่าในประเทศไทยก็มีโครงการที่ใช้เทคโนโลยี CCS นี้แล้วเช่นกัน

1.โครงการ Sleipner ในนอร์เวย์

เป็นหนึ่งในโครงการ CCS ที่เก่าแก่ที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1996 โดยดักจับก๊าซ CO₂ จากแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินทรายใต้ทะเลเหนือ โครงการนี้สามารถกักเก็บ CO₂ ได้หลายล้านตัน และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับโครงการ CCS อื่นๆ ทั่วโลก

2.โครงการ Quest ในแคนาดา

เป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้เทคโนโลยีการดักจับแบบ amine เพื่อแยก CO₂ ออกจากก๊าซไอเสีย จากนั้นนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน โครงการนี้ช่วยลดการปล่อย CO₂ ของโรงไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

3.โครงการ Boundary Dam ในแคนาดา

ภาพจาก : CSS Knowledge

เป็นโครงการ CCS ที่ดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำมัน CO₂ ที่ดักจับได้จะถูกนำไปฉีดเข้าไปในแหล่งน้ำมันเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการใช้ CO₂ ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกจากการกักเก็บ

4. โครงการ Northern Lights ในนอร์เวย์

เป็นโครงการ CCS ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งการดักจับ การขนส่ง และการกักเก็บ CO₂ จากหลายแหล่งในยุโรป CO₂ จะถูกขนส่งทางท่อไปยังชายฝั่งนอร์เวย์ ก่อนจะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหินใต้ทะเล โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาพจาก : PTTEP

ประโยชน์ของเทคโนโลยี CCS

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CCS ช่วยลดปริมาณก๊าซ CO₂ ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ในไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้มากถึง 10 ล้านตันต่อปี จากโครงการ Eastern CCS Hub ของกลุ่ม ปตท.
  • ยืดอายุการใช้งานของเชื้อเพลิงฟอสซิล CCS ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องลดการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงเหล่านี้ลงทันที
  • ส่งเสริมการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ การพัฒนาเทคโนโลยี CCS นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาวัสดุใหม่ๆ สำหรับการดักจับ CO₂ , น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ, ไฮโดรเจนสีฟ้า และยังสามารถสร้างตำแหน่งงานต่างๆ ได้มากกว่า 10,000 ตำแหน่ง

แม้ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยี CCS จะมีค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัด และความท้าทายอยู่เช่นกัน

ข้อจำกัดและความท้าทายของเทคโนโลยี CCS

  • ต้นทุนยังสูงอยู่ กระบวนการ CCS ยังมีต้นทุนสูง ทั้งในด้านการลงทุนและการดำเนินงาน
  • ความเสี่ยงในการรั่วไหล มีความเสี่ยงที่ก๊าซ CO₂ อาจรั่วไหลออกมาจากแหล่งกักเก็บได้
  • ความไม่แน่นอนทางธรณีวิทยา การเลือกแหล่งกักเก็บที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ยังมีความไม่แน่นอนทางธรณีวิทยาที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการกักเก็บ
  • การยอมรับจากสังคม ยังมีประชาชนบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเทคโนโลยี CCS

บทสรุป

เทคโนโลยี CCS เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง CCS มีศักยภาพที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันในการสร้างโลกที่ยั่งยืน สำหรับในประเทศไทยก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่าในอนาคตจะสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดต่างๆ และความท้าทายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ขอบคุณข้อมูลจาก : PTTEP
Cover Photo : Freepik