GAC AION ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน เปิดโรงงานแห่งแรกนอกประเทศจีนอย่างเป็นทางการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ประเทศไทย มุ่งหวังให้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่อาเซียนและตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION ในประเทศไทย ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.3 พันล้านบาท มีกำลังการผลิต 50,000 คันต่อปี ในเฟสแรก และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตในอนาคต โดยโรงงานใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่ควบคุมด้วยระบบ AI มุ่งเน้นการผลิตที่ชาญฉลาด ทั้งประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

GAC AION มองเห็นศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พัฒนาแรงงานฝีมือ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่ออุตสาหกรรม

การเปิดโรงงานในไทยของ GAC AION นับเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีล้ำสมัย และบริการที่ครบวงจรแก่ผู้บริโภคในภูมิภาค

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

นอกจากนี้ GAC AION ยังมุ่งมั่น ที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในไทย พัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย การมาถึงของ GAC AION หมายถึงอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

การที่ GAC AION เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้า สร้างงานให้กับแรงงานในไทย 

GAC Aion เปิดโรงงานในประเทศไทย มุ่งสู่ฮับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

ซึ่งในอนาคตหากภาครัฐสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่ง GAC AION ถือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก การมาลงทุนในไทยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตของอาเซียน

Source : Spring News

ช่วงนี้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนกำลังได้รับความนิยมในบ้านเราเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้ามองทั้งตลาดโลกแล้ว จะพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนครองตลาดรถ EV กว่าครึ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งในบทความนี้จะมาเล่าให้ฟังว่า เหตุผลอะไรที่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ถึงมาแรงมาก เรียกได้ว่าสะเทือนวงการรถยนต์ทั่วโลกกันเลยทีเดียว และในบ้านเราก็มีการปรับลดราคาลงกันอย่างต่อเนื่อง เล่นเอาผู้บริโภคคิดหนักเลยว่าจะซื้อก่อนไปเลย หรือว่าซื้อทีหลังประหยัดกว่าดี

เหตุผลที่ 1 : จีนเป็นผู้นำการพัฒนา วิจัยและผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ๆ ในจีน ได้มีการคิดค้นและพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งต้องบอกว่าจีนสามารถผลิตได้จำนวนมาก และผลิตได้เร็วมากที่สุดในโลก รวมถึงสามารถทำราคาได้ถูกทึ่สุดอีกด้วย โดยจีนมีการถือสัมปทานแร่โคบอลต์กว่า 70% ของโลก เป็นรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้ และยังในจีนก็ยังมีกำลังการผลิตแร่ลิเธียมราวๆ 46% จากเหมืองแร่ทั่วโลก ซึ่งดูจากตัวเลขนี้จะพบว่า จีนมีความได้เปรียบในเรื่องของการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถ้าดูตัวเลขกำลังการผลิตของจีน เทียบกับอเมริกานั้น จะแตกต่างกันมากถึง 10 เท่ากันเลยทีเดียว จนมีกำลังการผลิต 558,000,000 KWh ส่วนอเมริกาทำได้ที่ 44,000,000 kWh เท่านั้น ซึ่งถ้าคำนวณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั้น จีนจะสามารถผลิตได้มากถึง 9.3 ล้านคันต่อปี และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

เหตุผลทึ่ 2 รัฐบาลจีนให้การสนับสนุน

รัฐบาลจีนเป็นผู้สนับสนุนรายให้ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ซึ่งไม่ใช่เพิ่งสนับสนุน แต่สนับสนุนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินอุดหนุน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีมาตรฐานลดหย่อนภาษีเข้ามาสนับสนุนอีกด้วย สาเหตุที่ทางรัฐบาลจีนได้ก้าวเข้ามาสนับสนุน ก็เป็นเพราะว่าในอดีต จีนมีปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศเป็นอย่างมาก รวมถึงต้องมีการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้นจึงได้มีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น โดยส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ รวมถึงเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ซึ่งทำให้มีการวิจัยและพัฒนาไปได้เร็วมากๆ และยังได้รับการอุดหนุนเงินในรถทุกคันที่มีการจำหน่ายออกไปอีกด้วย

นอกจากจะมีการสนับสนุนในฝั่งบริษัทผู้ผลิตรยนต์ไฟฟ้าแล้ว รัฐบาลจีนยังสนับสนุนในฝั่งผู้บริโภคอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดต่างๆ ในการชาร์จไฟ สิทธิในการจดรถ ซึ่งสนับสนุนมาจนถึงปี 2022 ทำให้รถยนต์ในประเทศจีนราวๆ 50% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมีสถานีชาร์จในประเทศจีนเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งถ้าพูดถึงตัวเลขที่รัฐบาลจีนมีการสนับสนุน ก็จะมีมูลค่าราวๆ 534,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับภาคอุตสาหกรรม

เหตุผลที่ 3 อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในจีน

การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนนั้น ต้องบอกว่าเป็นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งต้นทุน คุณภาพ รวมถึงการพัฒนาและวิจัยในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีนก็ทำกันตั้งแต่จุดแร่ลิเทียม จากนั้นก็จะทำการแปรรูป เพื่อนำไปผลิตแบตเตอรี่ ส่งต่อไปประกอบเข้ากับรถยนต์ไฟฟ้า ตัวอย่างบริษัทที่สามารถทำได้ครบวงจรแบบนี้ได้ ก็เช่น บริษัท CATL ซึ่งหลายท่านก็น่าจะทราบดีกว่าเป็นบริษัทใหญ่ของจีนที่ครองส่วนแบ่งการผลิตแบตเตอรี่สูงถึง 34.8% โดยมีลูกค้าแบรนด์รถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Honda, Tesla, Toyota, BMW และ Volvo เป็นต้น ซึ่งการที่บริษัทในจีนสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้แบบครบวงจร ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำ และสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้รวดเร็ว รวมสามารถทำวิจัยและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 4 ตลาดใหญ่ ที่มีการวิจัย ทดสอบ และพัฒนา

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ทำให้บริษัทสามารถทดสอบ และเก็บข้อมูลการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้มาก เพื่อนำไปวิจัย และพัฒนาได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ทำให้เราจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ชาร์จ 1 ครั้งสามารถวิ่งได้ระยะทางที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการคิดค้นและพัฒนาออปชั่นใหม่ๆ ใส่เข้ามาในรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย รวมถึงการพัฒนาในส่วนของการสลับแบตเตอรี่ เพื่อแก้ปัญหาการรถชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็มีบริษัทอย่าง NIO ที่กำลังพัฒนาระบบสลับแบตเตอรี่ในจีน และยังมีการพัฒนาระบบที่มีชื่อว่า NIO Pilot จัดอยู่ในระบบกึ่งอัตโนมัติในระดับสองของสมาคมวิศวกรรมยานยนต์นานาชาติหรือ SAE (Society of Automotive Engineers) ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) โดย NIO ถือว่าเป็นบริษัทคู่แข่งของ Tesla เลยก็ว่าได้ เพราะเน้นการผลิตรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม การดีไซน์รถก็จะออกไปในแนวสปอร์ตแบบเดียวกับ Tesla รวมถึงมีการพัฒนาะบบขับขี่อัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 5 ราคาและออปชั่นแบบจัดเต็ม

รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมีการลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ออปชั่นต่างๆ ยังอยู่ครบ เรียกได้ว่า ผู้บริโภคที่ซื้อไปก่อนหน้านี้ นอนไม่หลับกันเลยทีเดียว จนกลายเป็นข่าวดังในบ้านเราอยู่สักระยะหนึ่ง และยังมีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับลดราคานี้ เรียกว่าส่งผลต่อตลาดรถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดรถน้ำมันมือสอง ที่ทำเอาขายยากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าถูกกว่าคุ้มกว่า และยังส่งผลถึงต่อบริษัทรับประกันภัยรถยนต์อีกด้วย ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการรับประกันกันใหม่

แม้ว่าจะมีการปรับราคาลดลงแล้ว แต่ออปชั่นต่างๆ ที่ให้มานั้นเทียบกับรถญี่ปุ่น ก็ถือว่าให้มามากกว่า คุ้มค่ากว่า และการออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนนั้นก็ดูทันสมัย แม้ว่าการออกแบบรถยังมีบางรุ่นที่ยังไม่ค่อยโดนใจบ้าง โดยส่วนใหญ่ก็ออกแบบได้สวยและน่าใช้กว่าเดิมมาก และทำให้รถยนต์ญี่ปุ่น รถยุโรปก็มีการปรับราคาลงตามมาเช่นเดียวกัน ในไทยอาจจะไม่ได้ปรับเยอะมากเท่าไหร่ แต่รถน้ำมันในจีนจากญี่ปุ่นนั้น ปรับราคาลดหนักมาก ในเรื่องของราคาก็ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ซื้อ แต่สำหรับคนที่ซื้อไปแล้วก็อาจจะรู้สึกผิดหวังกันบ้าง ผิดกับคำที่เคยพูดกันในช่วงรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายใหม่ๆ ว่า ซื้อก่อนประหยัดก่อน ตอนนี้ต้องเปลี่ยนไปเป็น ซื้อทีหลังประหยัดกว่า กันแล้ว

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาแรง แซงมาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็คงต้องตามกันดูต่อไปว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ค่ายรถยนต์ยุโรป ซึ่งเคยเป็นเจ้าใหญ่ในโลก จะปรับตัวกันอย่างไร ที่แน่ๆ ตอนนี้บริษัทรถจากจีนยังไม่หยุดการพัฒนา และในอนาคตเราคงได้มีโอกาศใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลขึ้น ราคาถูกลง อาจจะเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วเปลี่ยนใหม่ทุกปีแบบเดียวกับมือถือก็เป็นได้

EGCO Group อัปเดตความก้าวหน้าของโครงการ Yunlin โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน ประสบความสำเร็จในการติดตั้งเสากังหันลมครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว มั่นใจภายในสิ้นปีนี้พร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบกำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ เสริมแกร่งองค์กรอย่างต่อเนื่อง

นางสาวจิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า โครงการ Yunlin มีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ประสบความสำเร็จในการติดตั้ง Monopiles ซึ่งเป็นงานก่อสร้างส่วนที่ท้าทายที่สุดของโครงการฯ ได้เร็วกว่าแผนงานที่กำหนด อีกทั้งงานก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดีตามแผนงาน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการบริหารโครงการและการวางแผนการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ

EGCO Group ลั่นโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin ติดตั้งครบ 80 ต้น ลุยจ่ายไฟสิ้นปีนี้

EGCO Group เชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นของพันธมิตรทุกฝ่ายในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลไต้หวันในทุกด้าน จะช่วยผลักดันการก่อสร้างโครงการ Yunlin ส่วนที่เหลืออยู่ นั่นคือ ปัจจุบันได้ติดตั้งกังหันลม (Wind Turbine Generators – WTGs) แล้วเสร็จ 56 ต้น และ WTGs อีก 24 ต้น จะติดตั้งแล้วเสร็จตามแผนครบ 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ตาม EGCO Group ถือหุ้นในสัดส่วน 26.56% ในโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ห่างจากชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของมณฑลหยุนหลิน ในไต้หวัน เป็นระยะทางประมาณ 8-30 กิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 90 ตารางกิโลเมตร โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับ Taipower (Taiwan Power Company)

EGCO Group ลั่นโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin ติดตั้งครบ 80 ต้น ลุยจ่ายไฟสิ้นปีนี้

ปัจจุบันกังหันลมที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว มีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) เฉลี่ยสูงกว่า 40% ยืนยันศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อโครงการ Yunlin ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ จะเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชนชาวไต้หวันมากกว่า 600,000 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. ประกาศปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไป เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม มีผล 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567 นี้ ขณะที่ราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ยังคงตรึงราคาที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม ต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2567 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไปเป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ที่มีราคาอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม หรือเท่ากับปรับขึ้น 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยราคาที่ปรับขึ้นเป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัมนั้น เริ่มมีผลระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567

โดยปัจจุบันราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด และ ปตท.จะพิจารณาราคาทุกๆ 1 เดือน ทั้งนี้ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของปี 2567 พบว่า ปตท. ได้เริ่มปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไปตามกลไกตลาด มาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567 โดยราคาเคยปรับขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 19.59 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน มี.ค. 2567 และเคยต่ำสุดอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ในเดือน มิ.ย.- 15 ก.ค. 2567

สำหรับในส่วนของราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังคงขอความร่วมมือ ปตท. ให้จำหน่ายในราคาถูกต่อไปก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสาร เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือราคา NGV ให้ผู้ร่วมโครงการฯ เป็นเวลา 2 ปี หรือภายในเดือน ธ.ค. 2568

โดยที่ผ่านมา ปตท. กำหนดราคาจำหน่าย NGV ในโครงการฯ ไว้ที่ 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน (ม.ค.- มิ.ย. 2567) จากนั้น ปตท. ได้พิจารณาปรับขึ้นราคา NGV สำหรับรถโดยสารธารณะเมื่อ 15 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา เป็นดังนี้ 1. รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (ไม่รวมรถ ขสมก.) ปรับราคาขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม และล่าสุด ปตท. ได้ประกาศตรึงราคาไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม อีก 1 เดือน ระหว่าง 16 ก.ค.-15 ส.ค. 2567  

2.รถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาปรับขึ้นจาก 18.15 บาทต่อกิโลกรัม  เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไปที่ 18.55 บาทต่อกิโลกรัม) แต่ในส่วนนี้กำหนดตรึงราคาไม่เกิน 18.59 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ยังกำหนดราคาสำหรับรถบรรทุก ที่เติมก๊าซ NGV ที่สถานีฯ ในแนวท่อ และสถานีฯ นอกแนวท่อ ใน “โครงการส่งเสริมความปลอดภัยใช้ NGV” โดยกำหนดปรับขึ้นราคาจาก 18.15 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 18.55 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไปที่ 18.55 บาทต่อกิโลกรัม)

ดังนั้นราคา NGV สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ ใน“โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” นั้น ทางกระทรวงพลังงานยังคงขอความร่วมมือ ปตท. ให้ช่วยตรึงราคาต่อไปก่อน ส่วนรถยนต์ทั่วไปที่เติม NGV นั้น ทาง ปตท. จะปรับเปลี่ยนราคาตามกลไกตลาดที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาการขายขาดทุน เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (1 พ.ย. 2564-30 พ.ย. 2566) ปตท.ช่วยลดราคา NGV ให้ประชาชน และต้องแบกรับภาระมาแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท สำหรับข้อมูล ปตท. ระบุว่า ปตท.มีปั๊ม NGV ทั้งสิ้น 343 สถานี มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 3,472 ตันต่อวัน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาทิศทางราคา NGV ในอนาคตพบว่า ใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) มีการกำหนดให้ราคา NGV ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดตั้งแต่ปี 2567-2575 พร้อมสนับสนุนเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถที่ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) และ NGV ดั้งเดิม ตามนโยบาย 30@30 ซึ่งจะต้องดำเนินการภายในปี 2567-2580

สำหรับนโยบาย 30@30 คือ มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมตั้งเป้าหมายให้ภายในปี ค.ศ. 2530 การผลิตยานยนต์ในประเทศจะต้องเป็น EV อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

Source : Energy News Center

“พีระพันธุ์” เจรจา กฟผ. และ ปตท. ตรึงค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย. -ต.ค. 2567 เอาไว้ที่ระดับเดิม 4.18 บาทต่อหน่วย โดยเป็นการยกยอดภาระค้างจ่ายคืน กฟผ.และ ปตท.ไปไว้งวดค่าไฟฟ้าปีหน้า  พร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณา 23 ก.ค. นี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานซึ่งประกอบด้วย ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงานและประธานบอร์ดกฟผ.  นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ซีอีโอ ปตท. และ ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

โดยภายหลังการหารือ นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบถึงการตรึงค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.- ธ.ค. 2567 ไว้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วยหรือเท่ากับค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในปัจจุบัน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทาง กฟผ.และ ปตท. ในการช่วยแบกรับภาระด้านรายได้ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการค่าไฟฟ้า งวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567  นายพีระพันธุ์ ได้มอบให้ กกพ. พิจารณาทบทวนโครงสร้างต้นทุนสำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ใหม่ เนื่องจากในการเจรจาหาแนวทางร่วมกับ กฟผ.และ ปตท.เพื่อตรึงค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ทาง ปตท.จะยังไม่รับชำระค่าใช้จ่ายในงวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567 ส่วน กฟผ.จะรับรายได้เพียง 0.05 บาทต่อหน่วยจึงทำให้สามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ได้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วยสำหรับงวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2567  โดยกระทรวงพลังงานเตรียมจะนำเสนอแนวทางการตรึงค่าไฟฟ้าในระดับ 4.18 บาทต่อหน่วยภายใต้แนวทางการบริหารจัดการภาระค่าเชื้อเพลิงร่วมกับ กฟผ. และ ปตท.เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 ก.ค.ที่จะถึงนี้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. มียอดสะสมอยู่จำนวน 98,495 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 163.39 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง หรือ AFGAS  ที่ทั้ง กฟผ.และ ปตท.ร่วมกันแบกภาระจำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นจำนวน 188.41 สตางค์ต่อหน่วย  ซึ่งในภาระดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับการทยอยจ่ายคืนตามข้อเสนอรับฟังความคิดเห็นของ กกพ. ที่มี 3 ทางเลือก คือ 1.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 4.65 บาทต่อหน่วย 2.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 4.92 บาทต่อหน่วย และ 3.ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วยเป็น 6.01 บาทต่อหน่วย ก็จะถูกยกยอดไปคิดในการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2568  ดังนั้นแนวทางการตรึงราคาค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2567 จึงเป็นเพียงการยกยอดภาระในงวดนี้ไปจ่ายงวดหน้า ซึ่งในที่สุดประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะต้องเป็นผู้ทยอยจ่ายคืนทั้งหมดบวกด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ทาง กฟผ.ไปกู้สถาบันการเงินมาเพื่อให้มีสภาพคล่องในการรับภาระแทนประชาชนเอาไว้ก่อน

Source : Energy News Center