พามาอัปเดตตลาดคาร์บอนเครดิตไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการซื้อขายรวมตั้งแต่เริ่มต้น ถึงปัจจุบันไปแล้วกว่า 299 ล้านบาท ลุ้นพ.ร.บ.โลกร้อนเกิด หนุนตลาดอีกต่อเนื่อง ชี้ต้องให้ความรู้ สนับสนุนเงินทุน และเร่งพัฒนาให้ได้มาตรฐานสากล

หลายปีมานี้ประเทศไทยมีการพูดถึงตลาดคาร์บอนเครดิตไทยกันมากขึ้น วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพาไปอัปเดต สถานการณ์ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย (KBank) และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้มีการอัปเดทสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทย พร้อมแนวโน้มตลาดในอนาคต ผ่านงานวิจัย “The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market”

ทั้งนี้ผลวิจัยชี้ว่าผู้เล่นหน้าใหม่ต้องการความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต และการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตให้เทียบเท่าระดับสากล ส่วนกลุ่ม SMEs ต้องการทั้งความรู้และเงินทุน ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยที่ได้จะนำไปประกอบการพิจารณา เสนอแนะนโยบายส่งเสริมและผลักดันการพัฒนาตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศไทย

ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย เติบโตต่อเนื่อง ซื้อขายรวมแล้ว 299 ล้านบาท

โดย ดร. ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน มีที่ขึ้นทะเบียนโครงการจำนวนรวมทั้งสิ้น 438 โครงการ มาจากแบบ Standard T-VER จำนวน 434 โครงการ และแบบ Premium T-VER จำนวน 4 โครงการ ซึ่งในจำนวนนี้มีโครงการที่ได้รับรองคาร์บอนเครดิต จำนวน 169 โครงการ

ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย เติบโตต่อเนื่อง ซื้อขายรวมแล้ว 299 ล้านบาท

ทั้งนี้มาจากแบบ Standard T-VER เท่านั้น โดยมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว 19.53 MtCO2eq ขณะที่เริ่มมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิต TVERs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน (ล่าสุดมิถุนายน 2567) มีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นในตลาดแรกและตลาดรอง จำนวนกว่า 3.42 MtCO2eq  มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 299 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยในระยะ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2567 เติบโตขึ้นกว่า 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมถึงโอกาสที่ตลาดจะขยายตัวจากแรงกระตุ้นของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ที่จะปรับใช้ในอนาคต อีกด้วย

ด้าน นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในประเทศไทย ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด อุปสรรคสำคัญหนึ่งก็คือต้นทุนในการดำเนินการ ทั้งต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พัฒนา โครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน

นอกจากนี้ผลการสำรวจสถานการณ์ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อขายมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก โดยผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต มีแผนจะนำคาร์บอนเครดิตประเภทพลังงานทดแทนออกขายในตลาด ขณะเดียวกันคาร์บอนเครดิตประเภทป่าไม้ที่มีราคาสูงจะมีออกขายในตลาดน้อย เนื่องจากผู้พัฒนามีแนวโน้มจะนำเครดิตไปใช้สำหรับชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองมากกว่า และมิติด้านราคา พบว่า ผู้พัฒนาโครงการหรือผู้ขายคาร์บอนเครดิตยินดีที่จะขาย มีแนวโน้มสูงกว่าราคาที่ผู้ซื้อยินดีที่จะซื้อในทุกกลุ่มประเภทโครงการ

ขณะที่ด้านมาตรการสนับสนุน พบว่า ควรมุ่งเน้นไปที่ 2 ส่วน ผ่านการสนับสนุนผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาด ซึ่งต้องการความรู้เกี่ยวกับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงการ การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต และกระบวนการซื้อขาย และส่วนที่ 2 การพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตในประเทศให้เทียบเท่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล

นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดที่เป็นกลุ่ม SMEs ต้องการให้มีนโยบายสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือทางการเงิน และสร้างแรงจูงใจโดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองคาร์บอนเครดิตสำหรับผู้พัฒนาโครงการและมีกลไกอุดหนุนราคาคาร์บอนเครดิตเพื่อให้ธุรกิจ SMEs เข้าร่วมในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจมากขึ้น

ส่วนใครที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงาน “The 2024 Thailand’s Voluntary Carbon Market” ฉบับเต็มได้ที่ : https://carbonmarket.tgo.or.th/tools/files.php?mod=ZG93bmxvYWQ=&type=X0ZJTEVT&files=Mzk=

Source : Spring News

หลังจากที่มีการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปแล้ว ล่าสุดก็มีการสนับสนุนรถ HEV รถยนต์ไฮบริด Hybrid electric vehicle (HEV) รถยนต์ที่ใช้ขุมพลัง 2 ระบบ คือเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟโดยแบตเตอรี่ เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งเป็นยกระดับให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ HEV ตั้งแต่ปี 2571 – 2575

สำหรับรายละเอียดที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็มีรายละเอียดดังนี้

มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับคงที่ในช่วง ปี 2571 – 2575 จากเดิมอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทุก 2 ปี โดยกำหนดให้บริษัทผลิตรถยนต์ HEV ที่ประสงค์จะรับสิทธิ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ด้านก่อนการรับสิทธิ ดังนี้

(1) ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 g/km
– การปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 6
– การปล่อย CO2 101 – 120 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 9

(2) ต้องมีการลงทุนจริงเพิ่มเติม โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และ/หรือบริษัทในเครือในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2567 – 2570 ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท

(3) ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูง 3 ชิ้น ได้แก่ Traction Motor, Reduction Gear, Inverter และชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าปานกลาง 8 ชิ้น ได้แก่ BMS, DCU, คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศสำหรับ BEV, Electrical Circuit Breaker, DC/DC Converter, High Voltage Harness, Battery Cooling System, Regenerative Braking System โดยจะขึ้นกับมูลค่าการลงทุน

(3.1) กรณีลงทุนเพิ่มเติมตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป สามารถเลือกได้ว่า จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง หรือเลือก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าสูง และอีก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง หรือหากเลือก 1 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง จะต้องเลือก 4 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง

(3.2) กรณีลงทุนเพิ่มเติม 3,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท จะต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูงทั้ง 3 ชิ้นเท่านั้น

(4) ต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance System: ADAS) ในรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ ดังนี้ ระบบเบรกฉุกเฉินขั้นสูง (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้าของรถ (FCW) ระบบการดูแลภายในช่องจราจร (LKAS) ระบบเตือนการออกหรือเปลี่ยน ช่องจราจร (LDW) ระบบการตรวจจับจุดบอด (BSD) และระบบการควบคุมความเร็วของยานยนต์ (ACC)

หรือสรุปแบบสั้นๆ ได้ประมาณนี้ครับ

  • ผู้ผลิตจะต้องลงทุนจริง ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2570
  • ต้องมีการใช้แบตเตอรี่ระดับแพ็ค (Pack) ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญจากภายในประเทศ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2571 เป็นต้นไป
  • ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัย (Advanced Driver – Assistance System: ADAS) อย่างน้อย 4 ระบบ

ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป หากไม่มีอะไรติดขัด และผ่านการพิจารณาออกมาตรการนี้ เราคงจะได้เห็นรถ HEV มีราคาที่ถูกลงกว่าเดิม และแน่นอนว่า น่าจะมีผู้ใช้รถน้ำมันอีกมากมาย ที่ยังไม่อยากเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า 100% เพราะอาจจะไม่สะดวกในการเดินทางระยะไกล และสถานีชาร์จยังไม่มากเพียงพอ ก็จะหันมาใช้รถ HEV กันแทน ซึ่งตอบโจทย์การใช้รถในปัจจุบันนี้ได้ดีและสะดวกมากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก BOI

ประเทศไทยได้ ETI 55.8 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 60 (ลดลงจากอันดับ 54 ในปี 2566) ซึ่งคะแนนดังกล่าวไม่เพียงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 56.5 คะแนน แต่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ทั้งเวียดนาม (61 คะแนน) มาเลเซีย (60.1 คะแนน) และอินโดนีเซีย (56.7 คะแนน) เป็นสัญญาณว่าทุกภาคส่วนของไทยต้องเร่งปรับตัว

หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหภาพยุโรป (Copernicus Climate Change Service) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2567 เป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันที่อุณหภูมิโลกสูงกว่า 1.5°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และยังมีโอกาสที่จะเห็นการทำลายสถิติเช่นนี้อีกหลายครั้ง เนื่องจากอุณหภูมิโลกยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงและต่อเนื่อง ทุกประเทศจึงต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยน ทั้งนโยบาย เทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทุนมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เนื่องจากภาคพลังงานมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด 

ทั้งนี้ World Economic Forum (WEF) ได้จัดทำดัชนีเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (Energy Transition Index: ETI) เป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพของระบบพลังงาน (System Performance) และความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Transition Readiness) ของแต่ละประเทศ สำหรับการประเมิน ETI ปีล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก อาทิ

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลกมีความคืบหน้า สะท้อนจากคะแนน ETI เฉลี่ยทั่วโลกในปี 2567 อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีถึง 107 ประเทศ รวมถึงไทย จากทั้งหมด 120 ประเทศที่มีคะแนนล่าสุดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2558 สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดของโลก แม้ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้จะชะลอตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันให้หลายประเทศจำเป็นต้องยกเลิก/ชะลอแผนการลดการใช้ฟอสซิลเป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน อีกทั้งวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นยังมีผลให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยในหลายประเทศขยับสูงขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนใหม่ ๆ ด้านพลังงานสะอาด 
  • หลายประเทศมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของโลกมากขึ้น แม้ปัจจุบัน 10 ประเทศที่มีคะแนนสูงสุดยังคงเป็นประเทศในแถบยุโรป ได้แก่ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ออสเตรีย เอสโตเนีย และเนเธอร์แลนด์ แต่มีอีกหลายประเทศที่ตื่นตัวในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเช่นเดียวกัน เห็นได้จากที่มีถึง 30 ประเทศ รวมถึงจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก มีคะแนน ETI ในปี 2567 สูงขึ้นกว่า 10% เทียบกับปี 2558 โดยจีนได้วางมาตรการและนโยบายหลากหลายด้านเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมโลก โดยเฉพาะการหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดในโลก โดยในปี 2566 จีนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ใกล้เคียงกับที่ทั่วโลกผลิตได้ทั้งปี 2565 ด้านพลังงานลมก็มีการผลิตเพิ่มขึ้น 66% ส่วนอินเดีย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นมากกว่า 20 เท่า และปัจจุบัน 40% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดมาจากแหล่งพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้อินเดียเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก
  • อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นช้ากว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP) โลก แสดงให้เห็นว่าเราสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตโดยไม่ต้องเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากได้ โดยผู้ประกอบการอาจต้องหาแนวทางที่ทำให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับการลดการปล่อยคาร์บอน เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานหรือปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ซึ่งนอกจากช่วยลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่รักษ์โลกอีกด้วย ทั้งนี้ ในปี 2566 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.4 กิกะตัน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่ GDP โลกเติบโต 3.3% 

สำหรับประเทศไทยได้ ETI 55.8 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 60 (ลดลงจากอันดับ 54 ในปี 2566) ซึ่งคะแนนดังกล่าวไม่เพียงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 56.5 คะแนน แต่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน ทั้งเวียดนาม (61 คะแนน) มาเลเซีย (60.1 คะแนน) และอินโดนีเซีย (56.7 คะแนน) เป็นสัญญาณว่าทุกภาคส่วนของไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะปัจจัยที่ไทยยังมีคะแนนน้อยอย่างการศึกษาและทุนมนุษย์ เช่น การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมด้านพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม และสารเคมี นอกจากการปรับตัวโดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดแล้ว อาจยังต้องเพิ่มการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การนำเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อลดการใช้พลังงาน ทั้งนี้ EXIM BANK ในฐานะธนาคารเพื่อการพัฒนา พร้อมสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการทุกท่าน ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักรหรือโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด ตลอดจนการดำเนินการต่าง ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกท่านสามารถก้าวทันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กฟผ. เตรียมมาตรการ 5 ด้าน พร้อมรับมือการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) เพื่อซ่อมบำรุงประจำปี ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2567 ยืนยันไม่ส่งผลต่อการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคใต้ร่วมประหยัดพลังงานในช่วงเวลา 18.00-21.30 น.

นายณัฐวุฒิ ผลประเสริฐ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA-A18 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำหนดซ่อมบำรุงรักษาประจำปี ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2567 รวม 16 วัน ส่งผลให้ไม่สามารถส่งจ่ายก๊าซฯ ให้กับโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้วางแผนมาตรการรองรับ 5 ด้าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในภาพรวม ประกอบด้วย

ด้านเชื้อเพลิง สำรองปริมาณน้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าจะนะและน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้ากระบี่ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในช่วงเวลาหยุดจ่ายก๊าซฯ รวมทั้งมีแผนรองรับหากการซ่อมบำรุงล่าช้ากว่ากำหนด

ด้านระบบผลิต เตรียมโรงไฟฟ้าจะนะให้สามารถเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล พร้อมประสานโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในภาคใต้ให้มีความพร้อมเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า และสามารถรับไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน

ด้านระบบส่ง ตรวจสอบสายส่งเชื่อมโยงจากภาคกลางมายังภาคใต้ สายส่งไฟฟ้าและอุปกรณ์สำคัญในพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงงดการทำงานบำรุงรักษาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบ

ด้านบุคลากร จัดเตรียมทีมงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าแก้ไขสถานการณ์ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

ด้านผู้ใช้ไฟฟ้า กฟผ. ขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ร่วมกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 18.00-21.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้

“กฟผ. พร้อมดำเนินการตามมาตรการรองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18 อย่างเต็มที่ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้จะมีความมั่นคงและเพียงพอ ไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน” นายณัฐวุฒิ ผลประเสริฐ ย้ำในตอนท้าย

Source : Energy News Center

บอร์ดอีวี ไฟเขียวมาตรการ หนุนผู้ผลิตรถยนต์ให้เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ HEV ตั้งแต่ปี 2571 – 2575 ยกระดับไทยฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรระดับโลก คาดเม็ดเงินลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 2/2567 ร่วมกับ นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต และผู้ที่เกี่ยวข้อง

โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอีวี เห็นชอบ “มาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” โดยการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารขนาดที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบไฮบริด (HEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียานยนต์ที่ผสมผสานทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และสอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาวผ่านการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ด้าน คือ การลดการปล่อยคาร์บอน การลงทุนเพิ่มเติม การใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ และการติดตั้งระบบความปลอดภัยของรถยนต์ เพื่อตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ การเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในระดับโลก

บอร์ดอีวี เคาะมาตรการหนุน HEV ยกระดับไทยฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

ทั้งนี้มาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ HEV จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้อยู่ในระดับคงที่ในช่วงปี 2571 – 2575 จากเดิมอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทุก 2 ปี โดยกำหนดให้บริษัทผลิตรถยนต์ HEV ที่ประสงค์จะรับสิทธิ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ด้านก่อนการรับสิทธิ ดังนี้  

(1)  ต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 120 g/km 
–  การปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 6
–  การปล่อย CO2  101 – 120 g/km อัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 9

(2)  ต้องมีการลงทุนจริงเพิ่มเติม โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และ/หรือบริษัทในเครือในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2567 – 2570 ไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท 

(3) ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญอื่น ๆ ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูง 3 ชิ้น ได้แก่ Traction Motor, Reduction Gear, Inverter และชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าปานกลาง 8 ชิ้น ได้แก่ BMS, DCU, คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศสำหรับ BEV, Electrical Circuit Breaker, DC/DC Converter, High Voltage Harness, Battery Cooling System, Regenerative Braking System โดยจะขึ้นกับมูลค่าการลงทุน

  (3.1)  กรณีลงทุนเพิ่มเติมตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป สามารถเลือกได้ว่า จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญ 3 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง หรือเลือก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าสูง และอีก 2 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง หรือหากเลือก 1 ชิ้นในกลุ่มที่มีมูลค่าสูง จะต้องเลือก 4 ชิ้นในกลุ่มมูลค่าปานกลาง

  (3.2) กรณีลงทุนเพิ่มเติม 3,000 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 5,000 ล้านบาท จะต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่มีมูลค่าสูงทั้ง 3 ชิ้นเท่านั้น

(4)  ต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance System: ADAS) ในรถยนต์ HEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ ดังนี้ ระบบเบรกฉุกเฉินขั้นสูง (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้าของรถ (FCW) ระบบการดูแลภายในช่องจราจร (LKAS) ระบบเตือนการออกหรือเปลี่ยนช่องจราจร (LDW) ระบบการตรวจจับจุดบอด (BSD) และระบบการควบคุมความเร็วของยานยนต์ (ACC)

อย่างไรก็ตามที่ประชุมบอร์ดอีวี ได้มอบหมายให้บีโอไอ ร่วมกับกระทรวงการคลัง นำมาตรการนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนออกประกาศต่อไป ด้านเลขาธิการบีโอไอ กล่าวด้วยว่า รถยนต์ HEV เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

ทั้งการผลิตเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน ช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน และก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มรถยนต์ HEV จึงได้ออกมาตรการนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีค่ายรถยนต์สนใจเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5 ราย สร้างเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่องในช่วง 4 ปีข้างหน้า ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท อีกทั้งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รักษาและต่อยอดฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และเพิ่มความเข้มแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ครบวงจรระดับโลกด้วย

นอกจากนี้บอร์ดอีวี ได้รับทราบผลของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล ซึ่งบีโอไอ ได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการผลิตยานยนต์ BEV ประเภทต่าง ๆ แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 80,000 ล้านบาท ในส่วนของมาตรการ EV3 และ EV3.5

โดยกรมสรรพสามิต มีผู้เข้าร่วมมาตรการจำนวน 24 แบรนด์ คิดเป็นจำนวนยานยนต์ทุกประเภทรวมกันกว่า 118,000 คัน สำหรับยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มีจำนวน 37,679 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จดทะเบียน 13,634 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 โดยขณะนี้มียานยนต์ BEV ทุกประเภทจดทะเบียนสะสมในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 183,236 คัน

Source : Spring News