กกพ. เสนอ 3 ทางเลือกปรับขึ้นค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 67 ต่ำสุดคือต้องปรับขึ้นอีก 47 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมเปิดรับฟังความเห็นประชาชน วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567  ชี้หากให้ กฟผ.แบกรับภาระมากเกินไปเสี่ยงถูกปรับลดเครดิตเรทติ้ง กระทบต้นทุนทางการเงิน ที่ไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้าในงวดต่อๆไป ในขณะที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1,900 ล้านบาทช่วยเหลือค่าไฟกลุ่มเปราะบาง 

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  เปิดเผยว่า จากแนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงจากงวดก่อนหน้า 1.29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (งวด พ.ค. – ส.ค. 2567) เป็น 36.63 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศและต่างประเทศ และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนราคาถูกมีความพร้อมในการผลิตลดลง และสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาตลาดจร (Spot LNG) ในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้า 3.2 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูตามสถานการณ์ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงปลายปี ถือเป็นสามสาเหตุหลักซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมส่งผลให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น เมื่อรวมกับการทยอยคืนหนี้ค่าเชื้อเพลิงค้างชำระในงวดก่อนหน้านี้ด้วย จึงส่งผลให้ในช่วงปลายปีนี้อาจจะต้องปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) ขึ้นในระดับ 46.83-182.99 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในงวด ก.ย. – ธ.ค. 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.65-6.01 บาทต่อหน่วยจากงวดก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย

“ในการพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ “ค่าเอฟที” และค่าไฟฟ้า สำหรับงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2567 กกพ. ตระหนักดีและคำนึงถึงผลกระทบทั้งในส่วนของผลกระทบของค่าไฟฟ้าต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน และความสำคัญในการรักษาไว้ซึ่งความมีเสถียรภาพและความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ เพราะนอกจากไฟฟ้าจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการดำรงชีพแล้ว ไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยหลักที่หนุนเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ ซึ่งในกระบวนการบริหารจัดการจึงมีเป้าหมายในการรักษาสมดุลทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการดูแลคุณภาพ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในช่วงที่ภาคพลังงานของประเทศยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยหลักในการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดสุดท้ายของปีนี้ที่เพิ่มขึ้น ยังคงมาจากเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซทั้งก๊าซในอ่าวไทย และ Spot LNG นำเข้า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่มีราคาสูงขึ้น เพราะก๊าซทั้งสองแหล่งต่างได้รับผลกระทบจากโครงสร้างต้นทุนของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องจากเฉลี่ยอยู่ที่ 36.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาภาวะราคา Spot LNG ในตลาดโลกมีการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติอย่างต่อเนื่องทั้งปริมาณและราคาซึ่งเฉลี่ยอยู่ในระดับ 10 – 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และคาดการณ์ว่า ราคาจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2567 ขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ย 13 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว 

ส่วนปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังการผลิตได้กลับมาสู่ภาวะปกติแล้วเช่นกัน โดยมีปริมาณการผลิตทุกแหล่งรวมกันเฉลี่ย 2,184 ล้านบีทียูต่อวัน แต่แหล่งก๊าซในเมียนมาร์ยังคงมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่เฉลี่ย 468 ล้านบีทียูต่อวัน จากงวดก่อนหน้านี้อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 483 ล้านบีทียูต่อวัน ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้า Spot LNG เข้ามาทดแทน

ทั้งนี้ ในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 28/2567 (ครั้งที่ 913) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ได้มีมติรับทราบภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจริงประจำรอบเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567 และเห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าเอฟทีสำหรับงวดเดือน ก.ย – ธ.ค. 2567 พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำค่าเอฟทีประมาณการและแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ไปรับฟังความคิดเห็นในกรณีต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป ดังนี้  

กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างทั้งหมด) ค่า Ft  ขายปลีกเท่ากับ 222.71 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 98,495 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 163.39 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นจำนวน 188.41 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.01 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากระดับ 4.18 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2: กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 3 งวด ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 113.78 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ออกเป็น 3 งวดๆ ละจำนวน 32,832 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 54.46 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 79.48 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น สามารถดำเนินการตามแผนชำระคืนหนี้เงินกู้ที่วางไว้เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือ และลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 65,663 ล้านบาท ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.92 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 3: กรณีจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 6 งวด ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 86.55 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน – ธันวาคม 2567 จำนวน 34.30 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. กู้เงินมาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – เมษายน 2567 ออกเป็น 6 งวดๆ ละจำนวน 16,416 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 27.23 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่า AFGAS จำนวน 15,083.79 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 25.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 52.25 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น สามารถดำเนินการตามแผนชำระคืนหนี้เงินกู้ที่วางไว้เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือ และลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 82,079 ล้านบาท ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.65 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากงวดปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์  กล่าวในการแถลงข่าวว่า  หากระดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรทติ้งของ กฟผ.ถูกปรับลด จะส่งผลให้ต้นทุนการเงินของ กฟผ.สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดต่อๆไป ส่วนการช่วยเหลือลดผลค่ากระทบไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นตาม 3 ทางเลือกที่เปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบการจัดสรรงบประมาณจำนวนประมาณ 1,900 ล้านบาท ให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดสรรต่อให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ในการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มเปราะบาง 

ทั้งนี้ กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 กรกฎาคม 2567 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

นอกจากนี้ ดร.พูลพัฒน์ ยังกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ ตามหลัก 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และ ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของตัวผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

Source : Energy News Center

หลายท่านคงทราบกันดีแล้วว่า ในช่วงนี้มีการปรับลดราคารถไฟฟ้ากันอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าทำคนที่ซื้อไปก่อนสะดุ้งกันเลยทีเดียว บางคนที่เข้าใจก็รับกันได้ บางคนที่ไม่เข้าใจก็เกิดอาการไม่พอใจก็มี ด้วยการลดราคาอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เราได้เห็นราคารถไฟฟ้าที่ถูกลงกว่าเดิมเยอะมาก และในวันนี้ทางทีมงานก็มีรถไฟฟ้า City Car สำหรับใช้งานในเมือง 3 ยี่ห้อในราคาที่ไม่เกิน 5 แสนบาทมาแนะนำกัน (ราคาในเดือน ก.ค. 2567) เผื่อใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้าราคาไม่แพงมาใช้ จะได้มีข้อมูลไว้ตัดสินใจกัน

1.NETA V-II LITE ราคา 499,000 บาท

มาเริ่มกันที่รถไฟฟ้า EV คันแรกกัน ซึ่งน่าจะคุ้นเคยกับแบรนด์ NETA กันอยู่แล้ว เพราะมีจำหน่ายในบ้านเรามาสักระยะหนึ่งแล้ว เดิมจะเป็นรุ่น NETA V แล้วก็เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก พบเห็นได้ตามถนนหนทางในเมืองทั่วไป ซึ่งล่าสุดก็ได้เปิดตัว NETA V-II ออกมาเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจากรุ่นเดิม รุ่นนี้เป็นรุ่นประกอบในโรงงานที่ประเทศไทย ทำราคาขายหักส่วนลดแล้วเหลือที่ 499,000 บาทเท่านั้น

NETA V-II ได้มีการปรับปรุงหลายๆ อย่างจากรุ่นเดิม หน้าตาและรูปทรงที่ดูดีกว่ารุ่นเดิมมาก กระจังหน้าแบบใหม่ STARLIGHT GRILLE ดีไซต์คล้ายกับมีดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่บริเวณกระจังหน้า มีการตกแต่งด้วยโครเมี่ยมรอบคัน และไฟหน้าใหม่กลมโต ดูสวยขึ้นกว่ารุ่นเดิม ตัวรถมีการออกแบบลายเส้นข้างตัวรถใหม่ให้ดูสวยขึ้น มาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้ว ด้านท้ายใหม่ออกแบบบยกตำแหน่งให้สูงขึ้น พร้อมไฟท้าย LED ดีไซน์จากซ้ายจรดขวา

มิติตัวรถอยู่ที่ กว้าง 1,690 มม. ยาว 4,070 มม. และสูง 1,540 มม. มีระยะฐานล้อที่ 2,420 มม. เป็นรถขนาดเล็ก City Car ในเรื่องของพละกำลัง รุ่นนี้มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 95 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตันเมตร มีแบตเตอรี่ขนาด 40.7 kWh มาให้ รองรับการชาร์จไฟสูงสุดที่ 45 kW ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดอยู่ที่ 348 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 121 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับ NETA V-II นั้นยังมีอีกรุ่นเป็น NETA V-II SMART ที่มีออปชั่นต่างๆ เยอะกว่ารุ่น NETA V-II LITE ซึ่งราคาก็จะสูงกว่า ใครที่มองหารถไฟฟ้าราคาประหยัดแนะนำว่า NETA V-II LITE นั้นก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมื่อทั่วๆ ไปแล้ว แต่ถ้ามีงบเยอะขึ้น อยากได้ออปชั่นครบๆ ก็ไปรุ่น SMART แทนได้เลย

2.CHANGAN LUMIN 479,000 – 499,000 บาท

LUMIN เป็นรถไฟฟ้าที่ต้องบอกว่า หน้าตาน่ารักมาก หลายคนเรียกกันว่า “น้องง่วง” ด้วยการออกแบบไฟหน้าให้เหมือนมีเปลือกตาอยู่ด้วยคล้ายกับดวงตาคนเวลาง่วงนอน ซึ่งถูกใจคนชอบรถไฟฟ้าสไตล์น่ารักอย่างแน่นอน สำหรับ LUMIN เปิดจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ LUMIN L (479,000 บาท) และ LUMIN L DC (499,000 บาท) มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 27.98 kWh ระยะทางวิ่งได้ไกลสุดที่ 301 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ทำความเร็วได้สูงสุดที่ 101 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังสูงสุด 35 กิโลวัตต์ / 48 พีเอส แรงบิต 83 นิวตันเมตร

มิติของตัวรถอยู่ที่ ยาว 3,270 x กว้าง 1,700 x สูง 1,590 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถเปล่าที่ 920 กิโลกรัม มาพร้อมกับล้อขนาด 14 นิ้ว รองรับการโดยสารได้ 4 ที่นั่ง สำหรับรุ่น L จะรองรับการชาร์จแบบ AC เท่านั้น โดยจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนรุ่น L DC จะรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC และ DC ด้วย ซึ่งการชาร์จแบบ DC 30 – 80% จะใช้เวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น ใครที่เน้นใช้ในเมืองจริงๆ และมีการติดตั้งที่ชาร์จในบ้าน เลือกรุ่น L ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ใครที่อยากไปชาร์จ DC นอกบ้านด้วยก็คงต้องขยับมารุ่น L DC แทนนะครับ อย่างไรก็ตาม ด้วยค่าตัวที่มีส่วนต่างระหว่างรุ่น L กับ L DC เพียง 20,000 บาทเท่านั้น อยากแนะนำว่าไหนๆ ก็ซื้อแล้ว เลือกรุ่น L DC ไปเลยจะดีกว่าครับ เผื่อบางครั้งอาจจะต้องขับไปที่อื่นๆ นอกเมืองบ้าง จะได้แวะชาร์จ DC ได้ด้วย เร็วกว่าแบบ DC หลายเท่าตัว ไม่ต้องเสียเวลารอนานๆ

สำหรับหน้าตาก็ลองดูในรูปได้เลยครับ LUMIN ใครที่ชอบก็จะชอบเลย น้องน่ารัก แต่ถ้าใครไม่ชอบแนวน่ารัก ก็ลองดูอีก 2 รุ่นที่เหลือได้เลยครับ

3.WULING BINGUO EV 419,000 – 449,000 บาท

WULING แบรนด์รถไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเปิดตัว WULING BINGUO EV มาด้วยกัน 2 รุ่นย่อยคือ AC ราคา 419,000 บาท และ DC 449,000 บาท ราคานี้เฉพาะช่วงเปิดตัว 1,000 คันแรกเท่านั้น สำหรับ WULING BINGUO EV นี้เป็นรถไฟฟ้าแบบ 5 ประตู แฮทซ์แบ็ก ดีไซน์ภายนอกออกแบบตามแนวคิด Timeless Retro Design ติดตั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ X-shaped LED พร้อมล้อดีไซน์ล้ำสมัย สามารถเลือกตัวถังได้ 3 สี ได้แก่ สีชานม (Milk Tea), สีฟ้ากาแลกซี่ (Galaxy Blue) และสีเขียวมูส (Mousse Green)

WULING BINGUO EV มีพละกำลังที่ 68 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ขนาด 31.9 kWh ขับได้ระยะทางสูงสุดที่ 333 กิโลเมตร สามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับการชาร์จก็มีให้เลือก 2 แบบ AC และ DC ตามชื่อรุ่นเลยครับ โดยชาร์จแบบ DC ได้ที่ 50 kW และ AC ได้ที่ 6.6 kW การรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 120,000 กม. ส่วนการรับประกันตัวรถอยู่ที่ 3 ปี หรือ 100,000 กม. ตอนนี้มีโชว์รูมอยู่กว่า 40 แห่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้เรายังสามารถอัปเกรดเป็นรุ่น The Icon จ่ายเพิ่ม 30,000 บาท รับเพิ่ม Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย, กล้องบันทึกการขับขี่ DVR 1080p Full HD, แพ็กเกจรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Passive Lifetime Warranty) และ Wallbox Home Charging 7kW พร้อมติดตั้ง รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาทอีกด้วย

สำหรับรถไฟฟ้าขนาดเล็กทั้ง 3 รุ่นนี้ ก็เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก เช่น ขับไปกลับที่ทำงานใกล้ๆ หรือไปรับส่งลูกที่โรงเรียน จะเหมาะสมสำหรับการใช้งานมากที่สุด แต่ก็ยังสามารถขับออกไปนอกเมืองในระยะทางที่ไม่ไกลมาได้เช่นกัน ใครอยากเอาไว้ขับไปนอกเมืองด้วยแนะนำให้เลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จแบบ DC แทนนะครับ เพราะว่าจะได้แวะชาร์จนอกบ้านผ่านหัวชาร์จแบบ DC ได้เลย ไม่ต้องรอนานเหมือนหัวชาร์จแบบ AC ก็ถือว่าราคาตอนนี้ค่อนข้างคุ้มค่ามากในระดับราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ได้รถที่รองรับการวิ่งต่อชาร์จประมาณ 300 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว

เป้าหมายมุ่งสู่เน็ตซีโร ของ Google อาจจะเป็นไปได้ยาก หลังจากในปี 2566 Google ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 14.3 ล้านเมตริกตัน เทียบเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 38 แห่งปล่อยออกมาในแต่ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการใช้พัฒนาเอไอให้มีความสามารถมากขึ้น

ปัจจุบัน Google บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี พยายามผสานเอไอเข้าไปในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในการประมวลผลเอไอ รายงานสิ่งแวดล้อมของ Google ยอมรับว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเพิ่มขึ้น 48% 

“เมื่อเรารวมเอไอเข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซอาจเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล อีกทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน” รายงานกล่าว

การผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้การเผาไหม้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้โลกร้อน ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน ส่งผลให้สภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้น

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลของ Google เพิ่มขึ้น 17% ในปี 2566 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรายงาน Google ระบุว่าศูนย์ข้อมูลของบริษัทใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 10% ของการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกในปี 2566 

เคท แบรนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Google กล่าวกับสำนักข่าวเอพี ว่า การบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ให้สำเร็จภายในปี 2573 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง

“เรารู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายและเราจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางต่อไป รวมถึงจัดการกับความไม่แน่นอนอีกมากมาย และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากเอไอ” แบรนท์กล่าว

เอไอใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก

หนึ่งในวิธีที่จะช่วยจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ คือ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แต่การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลที่ใช้สำหรับการขับเคลื่อนเอไอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กำลังทำให้การเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าสะอาดทั้งหมดทำได้ยากยิ่งขึ้น

ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งใช้พลังงานมาก ซึ่งยังคงพึ่งพาจากโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก อีกทั้งศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ยังต้องใช้สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ใช้น้ำปริมาณมากเพื่อรักษาความเย็นให้คงที่ และทำงานเสียงดังด้วย ดังนั้นศูนย์ข้อมูลจึงถูกสร้างในพื้นที่ที่มีค่าไฟถูกที่สุด ไม่ได้มีพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เป็นแหล่งพลังงานหลัก

ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA พบว่า ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 1% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมเอไอกำลังเฟื่องฟู IEA ประเมินว่า ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลและเอไอ อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2569

นอกจาก Google แล้ว บริษัทเทครายใหญ่ของโลกอีกหลายแห่งก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา Microsoft ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่าบริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซในปี 2563 

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft กล่าวว่า เอไอจะช่วยต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ด้วยการหันไปใช้พลังงานสีเขียวให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เอไอจะมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่บริษัทเทคโนโลยีก็กล่าวว่าเอไอของพวกเขาก็ยังช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน สำหรับในกรณีของ Google เอง เอไอได้เข้ามามีบทบาทในการคาดการณ์น้ำท่วมในอนาคต หรือช่วยหาเส้นทางจราจรที่รถไม่ติด เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน

Google ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25,910 กิกะวัตต์ชั่วโมง และมีชั่วโมงการใช้พลังงานมากกว่า 4 ปีที่แล้วถึงสองเท่า ในขณะเดียวกัน Google ก็พยายามใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเช่นกัน

ในปี 2566 ศูนย์ข้อมูลและสำนักงานทั่วโลกของ Google ใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอนโดยเฉลี่ย 64% และศูนย์ข้อมูลของบริษัทสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าศูนย์ข้อมูลของบริษัทอื่น ๆ ถึง 1.8 เท่า

เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Google กำลังพยายามสร้างโมเดลเอไอ ฮาร์ดแวร์ และศูนย์ข้อมูลให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น อีกทั้งบริษัทยังมีเป้าหมายในการใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอนบนโครงข่ายไฟฟ้าเชื่อมต่อภายในปี 2573

ลิซ่า แซคส์ ผู้อำนวยการศูนย์โคลัมเบียด้านการลงทุนที่ยั่งยืน ให้เครดิต Google สำหรับความทะเยอทะยานและความซื่อสัตย์ในการเปิดเผยข้อเท็จจริง แต่ยังเห็นว่า Google ควรทำอะไรมากกว่านี้ เช่นการร่วมมือกับบริษัทพลังงานสะอาด หรือลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

“หวังว่า Google จะมาร่วมวงสนทนาการใช้พลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้วิกฤติสภาพภูมิอากาศเลวร้ายไปกว่านี้” แซคส์กล่าว


ที่มา: AljazeeraThe GuardianThe Verge
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ใครหลายคนอาจมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” เป็นเทคโนโลยีที่อันตราย และแม้เอไอไม่ได้มีพิษภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ต้องการพลังงานอย่างไม่รู้จักพอ

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมของเอไอยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด รองจากความกังวลด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ การแย่งงาน หรือกังวลว่าเอไอจะเป็นหุ่นยนต์สังหารที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาย้ำว่า “เอไอ” คือ ตัวสร้างความเสี่ยงด้านสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากใช้น้ำ และพลังงานปริมาณมาก ทั้งยังปล่อยมลพิษ และสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีการฝึก และปรับใช้โมเดลเอไอขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

นักวิจัยจากฮักกิง เฟซ (Hugging Face) บริษัทสตาร์ตอัปเอไอแบบโอเพนซอร์ส และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน พบว่า การสร้างภาพด้วยเอไอ 1 ภาพ อาจใช้พลังงานเทียบเท่าการชาร์จโทรศัพท์มือถือ 522 เครื่อง และหากต้องการสร้างภาพด้วยเอไอ 1,000 ภาพ อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการขับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นระยะทาง 4.1 ไมล์ (ราว 6.5 กิโลเมตร) และวายร้ายตัวฉกาจในอุตสาหกรรมเอไอที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลคือ “ดาต้าเซนเตอร์

ดาต้าเซนเตอร์หนุนเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การมีทรัพยากรเอไอจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงเอเชียจึงแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

ข้อมูลจาก Renub Research ระบุว่า ตลาดดาต้าเซนเตอร์ในเอเชียแปซิฟิก อาจมีอัตราการเติบโต 12% ต่อปี จากปี 2566 – 2570 และมูลค่าตลาดอาจแตะ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

ใครหลายคนอาจมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” เป็นเทคโนโลยีที่อันตราย และแม้เอไอไม่ได้มีพิษภัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ต้องการพลังงานอย่างไม่รู้จักพอ

นิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมของเอไอยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญน้อยที่สุด รองจากความกังวลด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ การแย่งงาน หรือกังวลว่าเอไอจะเป็นหุ่นยนต์สังหารที่ไม่สามารถควบคุมได้

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาย้ำว่า “เอไอ” คือ ตัวสร้างความเสี่ยงด้านสภาพอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากใช้น้ำ และพลังงานปริมาณมาก ทั้งยังปล่อยมลพิษ และสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีการฝึก และปรับใช้โมเดลเอไอขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทวีคูณ

นักวิจัยจากฮักกิง เฟซ (Hugging Face) บริษัทสตาร์ตอัปเอไอแบบโอเพนซอร์ส และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน พบว่า การสร้างภาพด้วยเอไอ 1 ภาพ อาจใช้พลังงานเทียบเท่าการชาร์จโทรศัพท์มือถือ 522 เครื่อง และหากต้องการสร้างภาพด้วยเอไอ 1,000 ภาพ อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าการขับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นระยะทาง 4.1 ไมล์ (ราว 6.5 กิโลเมตร) และวายร้ายตัวฉกาจในอุตสาหกรรมเอไอที่ใช้พลังงานอย่างมหาศาลคือ “ดาต้าเซนเตอร์

ดาต้าเซนเตอร์หนุนเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การมีทรัพยากรเอไอจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงเอเชียจึงแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนความพยายามเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

ข้อมูลจาก Renub Research ระบุว่า ตลาดดาต้าเซนเตอร์ในเอเชียแปซิฟิก อาจมีอัตราการเติบโต 12% ต่อปี จากปี 2566 – 2570 และมูลค่าตลาดอาจแตะ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

‘เอไอ - ดาต้าเซนเตอร์’ วายร้ายหิวกระหายพลังงาน

วายร้ายหิวพลังงาน-กระหายน้ำระบายความร้อน

ตามข้อมูลคาดการณ์ขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ในระหว่างปี 2565 – 2569 ดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกอาจใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แตะระดับ 1,000 เทราวัตต์ – ชั่วโมง เทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของประเทศญี่ปุ่น และดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้หิวแค่พลังงานเท่านั้น แต่มันยังกระหายด้วย เนื่องจากอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อทำการประมวลผลข้อมูล จึงต้องใช้น้ำปริมาณมากเพื่อช่วยระบายความร้อน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพด้วยข้อมูลจาก China Water Risk สถาบันคลังสมองในฮ่องกง คาดว่า ดาต้าเซนเตอร์ในจีนอาจใช้น้ำมากถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2573 มากกว่าการใช้น้ำของประชาชนในสิงคโปร์ในหนึ่งปี

ยิ่งรักษ์โลกยิ่งมีต้นทุนสูง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเอไอ และศูนย์ข้อมูล สร้างแรงกดดันในการบรรลุเป้าหมายยั่งยืนต่อบริษัทเอไอหลายแห่งที่เคยให้คำมั่นว่าจะหันไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะยิ่งเทคโนโลยีช่วยประหยัดพลังงานมากเท่าไร ต้นทุนของธุรกิจจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และหากโมเดลเอไอมีขนาดใหญ่ ยิ่งต้องใช้ชิปและพลังงานมากขึ้น นำไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

อักษรา บาสซี นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสจาก Counterpoint Technology Market Research ยกตัวอย่างการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ระดับ 10 ล้านล้านพารามิเตอร์ภายใน 90 วัน ซึ่งกำลังเป็นโมเดลเป้าหมายในกลุ่มธุรกิจเอไอ ว่า อาจต้องใช้ชิปเอไอ H100 ของอินวิเดียมากกว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่ง 1 ชิ้นมีราคามากกว่า 30,000 ดอลลาร์ (ราว 1.1 ล้านบาท) ดังนั้น งบประมาณซื้อชิป 2 ล้านชิ้น ทำให้มีต้นทุนสูงเสียดฟ้า และอาจมีค่าไฟฟ้าแพงเกินจะจ่ายไหว

ชิปประหยัดไฟยังไม่พอ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยการผลิตชิปประหยัดพลังงานอย่างเดียวยังไม่พอ

อเล็กซ์ เฉิน ผู้ก่อตั้ง และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Nexa AI เชื่อว่า อุตสาหกรรมเอไอไม่ควรสร้างโมเดลที่ใหญ่เกินไป เพราะโมเดลขนาดเล็กสามารถขับเคลื่อนการประมวลผลได้เทียบเท่ากับโมเดลขนาดใหญ่เช่นกัน แต่โมเดลที่มีขนาดเล็กยังมีข้อจำกัด และการฝึกเอไอหรือการใช้เอไอส่วนใหญ่ยังคงต้องมีฐานคลาวด์ และคลาวด์ต้องพึ่งดาต้าเซนเตอร์จากทั่วโลก

อย่างไรก็ดี บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ให้บริการเอไอต่างให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อาทิ พยายามหาหรือลงทุนสร้างแหล่งพลังงานสะอาด หรือพลังงานหมุนเวียนในเอเชีย เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับดาต้าเซนเตอร์ แต่แหล่งพลังงานบางแห่งในเอเชียยังไม่สามารถบรรลุระดับพลังงานที่ปราศจากคาร์บอนในปริมาณมากได้ เนื่องจากอุปสรรคหลายด้าน เช่น ราคาพลังงานแพง, ความเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาคมีจำกัด และขาดการแข่งขันในตลาดประมูลซื้อขายไฟฟ้า

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต้นทุนด้านสภาพอากาศของเอไอคงต้องใช้เวลาสักพักกว่ารัฐบาลในเอเชียจะเข้ามามีบทบาท และปัจจุบันในเอเชียยังไม่มีมาตรการบังคับใช้เกี่ยวกับการจำกัดการใช้พลังงาน หรือการใช้น้ำ หรือการปล่อยคาร์บอนของดาต้าเซนเตอร์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปตท. ประกาศปรับลดราคาก๊าซ NGV สำหรับรถทั่วไปลงเหลือ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ตามกลไกตลาด นับเป็นราคาต่ำที่สุดของปี 2567 ในขณะที่ราคา NGV สำหรับรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ ในโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ฯ ขยับขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม มีผลระหว่าง 1-15 ก.ค. 2567 นี้  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ทั่วไปเหลือ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีผลระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค. 2567 ซึ่งนับเป็นราคาต่ำที่สุดในปี 2567 อีกครั้ง หลังจากในเดือน พ.ค. 2567 เคยต่ำสุดอยู่ที่ 18.35 บาทต่อกิโลกรัม  

โดย ปตท. ได้เริ่มปรับราคาจำหน่ายมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567 ซึ่งขณะนั้นราคา NGV จำหน่ายอยู่ที่ 18.95 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมาในเดือน มี.ค. 2567 ปรับขึ้นเป็น 19.59 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเดือน เม.ย. 2567 ได้ปรับลดลงอีกครั้งเหลือ 18.66 บาทต่อกิโลกรัม และในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 18.35 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. 2567 ราคาลดลงต่ำสุดในรอบปี 2567 อยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคา NGV ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาดเป็นหลัก

สำหรับในส่วนของราคา NGV ใน “โครงการบัตรสิทธิประโยชน์กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ” ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือจาก ปตท. ให้จำหน่ายในราคาถูกต่อไปก่อน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มรถโดยสาร เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะช่วยเหลือราคา NGV ให้ผู้ร่วมโครงการฯ เป็นเวลา 2 ปี หรือภายในเดือน ธ.ค. 2568

โดยที่ผ่านมาได้กำหนดราคาจำหน่าย NGV ในโครงการฯ ไว้ที่ 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน (ม.ค.- มิ.ย. 2567) จากนั้นจะพิจารณาทบทวนราคาอีกครั้ง ซึ่งล่าสุด ปตท. ได้ประกาศปรับราคา NGV สำหรับรถโดยสารธารณะเป็นดังนี้ 1. รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (กทม.) ปรับราคาขึ้นจาก 14.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 15.59 บาทต่อกิโลกรัม

2.รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 2 และหมวด 3 ราคาไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 18.15 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคาที่เท่ากับราคา NGV ทั่วไป 18.15 บาทต่อกิโลกรัม) แต่ในส่วนนี้กำหนดตรึงราคาไว้ไม่เกิน 18.59 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้รถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ หมวด 1 และหมวด 4 (กทม.) ที่ได้ใช้ราคาถูกสุดที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม แบ่งเป็น หมวด 1 คือ เส้นทางขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารภายในเขต กทม. เทศบาล สุขาภิบาล เมืองและเส้นทางต่อเนื่อง ส่วนหมวดที่ 4 คือ เส้นทางขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสารซึ่งประกอบด้วยเส้นทางหลักสายเดียว หรือเส้นทางสายหลักและเส้นทางสายย่อย ซึ่งแยกจากเส้นทางสายหลักไปยังอำเภอ หมู่บ้าน หรือเขตชุมชน

อย่างไรก็ตามราคา NGV สำหรับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะนั้น ทางกระทรวงพลังงานยังขอความร่วมมือจาก ปตท. ให้ช่วยตรึงราคาไปก่อน ส่วนรถยนต์ทั่วไปที่เติม NGV นั้น ทาง ปตท. จะปรับเปลี่ยนราคาตามกลไกตลาดที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาการขายขาดทุน เนื่องจากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา (1 พ.ย. 2564-30 พ.ย. 2566) ปตท.ช่วยลดราคา NGV ให้ประชาชน และต้องแบกรับภาระมาแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท สำหรับข้อมูลจาก ปตท. ระบุว่า ปตท.มีปั๊ม NGV ทั้งสิ้น 343 สถานี มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 3,472 ตันต่อวัน

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาทิศทางราคา NGV ในอนาคตพบว่า ใน (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) มีการกำหนดให้ราคา NGV ต้องเป็นไปตามกลไกตลาดตั้งแต่ปี 2567-2575 พร้อมสนับสนุนให้เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถที่ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) และ NGV ดั้งเดิม ตามนโยบาย 30@30 ซึ่งจะต้องดำเนินการภายในปี 2567-2580

สำหรับนโยบาย 30@30 คือ มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมตั้งเป้าหมายให้ภายในปี ค.ศ. 2030 การผลิตยานยนต์ในประเทศจะต้องเป็น EV อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

Source : Energy News Center