เปิดร่าง Oil Plan 2024 รับ Net Zero ฉุดความต้องการใช้นํ้ามันลดลงต่อเนื่อง ดัน 4 กรอบการดำเนินงาน สร้างความมั่นคง สนับสนุนใช้พลังงานสะอาดทั้งรถโดยสารอีวี ใช้ก๊าซไฮโดรเจนในรถบรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมเริ่มใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนในปี 2569 ขยายท่อส่งนํ้ามันไปเพื่อนบ้าน

แผนบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567- 2580 (Oil Plan 2024) ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักภายใต้แผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งร่างแผนดังกล่าวจะปิดรับฟังในวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 นี้ ก่อนจะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมด นำไปประกอบการปรับปรุงแผน Oil Plan 2024 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า (ร่าง) แผนบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ไประเมินถึงถึงทิศทางความต้องการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงโลก มีแนวโน้มลดลง ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้นํ้ามันสูงสุด (Oil Peak demand) ของประเทศไม่เกินปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) อยู่ที่ประมาณ 148 ล้านลิตรต่อวัน จากปี 2566 ประเทศมีกำลังผลิตอยูที่ 197 ล้านลิตรต่อวัน โดยเมื่อถึงปี 2573 ประเทศจะมีประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ที่ 69 ล้านลิตรต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การใช้นํ้ามันยังคงถือเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ในปี 2593 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ์เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2608 และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ที่มาแรง จะส่งผลให้ปริมาณการใช้นํ้ามันในภาคขนส่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ดังนั้น การก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยความมั่นคง และยกระดับธุรกิจพลังงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงภายใต้ร่างแผน Oil Plan 2024 จึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น 1.ด้านการบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงที่จะต้องวางแผนทบทวนรูปแบบ และอัตราการสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม รวมถึงจัดหานํ้ามันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤตด้านนํ้ามันเชื้อเพลิงของประเทศ

2.การบริหารจัดการนํ้ามันเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้มีแนวโน้มลดลง บนเงื่อนไขที่กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง จะไม่สามารถอุดหนุนราคาได้ในอนาคต แต่จะพิจารณาใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดภาระของประชาชน อาทิ Target subsidy เป็นต้น

ทั้งนี้ จะกำหนดแนวทางดำเนินการ ได้แก่ ภาคขนส่งทางบก จะปรับลดชนิดนํ้ามันกลุ่มดีเซลให้ บี 7 เป็นนํ้ามันดีเซลพื้นฐาน และบี 20 ให้เป็นนํ้ามันดีเซลทางเลือก พร้อมทั้งปรับสัดส่วนการผสมบี 100 ให้เหมาะสมระหว่าง 5-9.9%

อีกทั้ง สนับสนุนการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี และส่งเสริมให้มีการนำก๊าซไฮโดรเจน มาใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับรถบรรทุกขนาดใหญ่โดยจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2578-2580

ขณะที่กลุ่มนํ้ามันเบนซิน จะกำหนดให้แก๊สโซฮอล์ 95 หรือ แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นนํ้ามันพื้นฐานของประเทศต่อไป โดยจะยกเลิกการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ออกไปภายในปี 2568 โดยจะส่งเสริมการนำเอทานอลไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน(Sustainable Aviation Fuel: SAF)

ภาคขนส่งทางอากาศ จะส่งเสริมการผลิตและการใช้ SAF เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น นํ้ามันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) นํ้ามันปาล์มดิบ โดยจะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Hydroprocessed Esters and Fatty Acids หรือ HEFA ผสมในนํ้ามันเครื่องบินสัดส่วน 1% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป และเพิ่มเป็น 2% ในปี 2571 และหลังจากนั้น ปี 2573 จะได้ SAF จากเทคโนโลยี Alcohol to Jet หรือ AtJ ที่ผลิตจากเอทานอลมาเสริม ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนการผสม SAF ขึ้นที่สัดส่วน 3 % และจะเพิ่มเป็น 8 % ในปี 2579 เป็นต้นไป

ส่วนภาคขนส่งทางนํ้า จะส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ นํ้ามันเตากำมะถันตํ่าที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) โดยผู้ค้านํ้ามันเชื้อเพลิงของไทยมีแผนจะเริ่มจำหน่าย Bio-VLSFO ในสัดส่วน 24 % (B24) ให้แก่เรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศภายในปี 2568 เป็นต้นไป

3.การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งนํ้ามันเชื้อเพลิง โดยจะผลักดัน การขนส่งนํ้ามันทางท่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การเชื่อนโยงเส้นทางท่อของผู้ประกอบการต่างราย การจัดตั้งหน่วยงานกลาง (Single: Operator) ขึ้นมากำกับดูแล พร้อมทั้งศึกษาการขยายเส้นทางการขนส่งนํ้ามันทางท่อ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการส่งออกนํ้ามันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และศึกษาแนวทางการปรับปรุงค่าขนส่ง ให้ราคานํ้ามันเท่ากันทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากการขนส่งทางท่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 82% เมื่อเทียบกับการขนส่งทางรถยนต์ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าเมื่อถึงปี 2580 การขนส่งนํ้ามันทางท่อจะมีสัดส่วน 55% เมื่อเทียบกับการขนส่งนํ้ามันทั้งหมดจากโรงกลั่น จากปี 2565 มีสัดส่วนราว 36 %

4.การส่งเสริมธุรกิจใหม่ในอนาคต เพื่อส่งเสริมการผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานนํ้ามันเชื้อเพลิงให้สามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่สำหรับขับเคลื่อนในระดับนโยบายประเทศ ประกอบด้วย ธุรกิจปิโตรเคมีพลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ดีเซลชีวภาพสังเคราะห์ และนํ้ามันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ พร้อมเสนอกลไกการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570

ทั้งนี้ เมื่อสรุปผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตาม (ร่าง) แผน Oil Plan 2024 ฉบับนี้คาดว่าในมิติเศรษฐกิจ จะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 113,000 ล้านบาท สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลกว่า 71,000 ล้านบาทต่อปี และช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้านํ้ามันดิบได้ 59,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนทางด้านมิติสังคมนั้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 41,500 ล้านบาทต่อปี และในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7.1 ล้านตันต่อปี (mtCO2) เทียบเท่าการปลูกป่าโกงกางขนาด 2.6 ล้านไร่ต่อปี

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เราคงคุ้นเคยกับฉลากรักษ์โลกกันมาหลายแบบ ล่าสุดทาง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก็ได้มีการเผยโฉม ฉลากรักษ์โลก สีเขียว EPD (Environmental Product Declaration) ออกมา ซึ่งเป็นฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 มาตรฐาน ISO 14025 ซึ่งมีความสำคัญสำหรับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นเครื่องหมายยืนยันการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานที่ได้รับรองอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และตรวจสอบได้

ความเป็นมาขอฉลากเขียว

ฉลากเขียว เป็นโครงการระดับประเทศ ริเริ่มขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 โดยความร่วมมือขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) และหน่วยงานต่างๆ ทั้งในส่วนราชการ ภาคเอกชนและองค์กรกลางดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการโครงการฉลากเขียว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งของ กระทรวงอุตสาหกรรมโดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และมีสำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการร่วมกัน

ฉลากเขียวมีภารกิจที่ส าคัญ 2 ส่วน ได้แก่ การพัฒนาข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการประเภท ต่างๆ รวมถึงให้การรับรองฉลากเขียวเพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าและบริการที่คำนึงถึงการลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทางเลือกและเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงสินค้าและบริการฉลากเขียว และ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการรับรองฉลากเขียวนี้ดำเนินการภายใต้หลักการ และข้อปฏิบัติของฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO 14024 Environmental Labels and Declarations—Type 1 Environmental Labelling ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ และให้การรับรองโดยบุคคลที่ 3 มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มี คุณสมบัติทางด้านสิ่งแวดล้อมตรงตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์โดยพิจารณาตลอดทั้งวัฏจักรชีวิต เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

โครงการนี้ยังสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ 21 ซึ่งเป็นแผนแม่บทโลกที่ผ่านการรับรองจากที่ประชุม สหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Earth Summit) ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 สำหรับการดำเนินงานที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินงานรับรองและงานพัฒนาข้อกำหนดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยมติคณะกรรมการโครงการฉลากเขียว ครั้งที่ 25-1/2551 จึงเห็นชอบให้ผู้อำนวยการสถาบัน สิ่งแวดล้อมไทย แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฉลากเขียว (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการนโยบายและบริหารงานฉลากเขียว) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในการนำนโยบาย แผนงาน และกลยุทธ์ในการดำเนินงานของฉลากเขียวฯ ไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในการบริหาร จัดการงานรับรองฉลากเขียว เพื่อรองรับความต้องการของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐที่กำหนดให้มียุทธศาสตร์การสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐเป็นผู้นำในการบริโภค ซึ่งมีกรมควบคุมมลพิษภายใต้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดแผนงานและกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว

ประโยชน์ของฉลากเขียว EPD

  1. รายงานข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
  2. ช่วยให้ผู้บริโภคทราบส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน
  3. ช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อได้
  4. กระตุ้นศักยภาพการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกทางการตลาด
  5. ช่วยเพิ่มคะแนนในการขอมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)

ขั้นตอนการขอรับรองฉลากเขียว

สำหรับขั้นตอนการขอรับรองฉลากเขียวนั้นหลักๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนด้วยกัน

  1. สมัคร โดยดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ http://www.tei.or.th/greenlabel/name-list.html 
  2. ยื่นเอกสารการสมัคร และชำระค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเอกสาร และรับคำขอ
  3. การตรวจประเมินสถานประกอบการ
  4. การคิดค่าธรรมเนียมฉลากเขียว
  5. การตรวจติดตาม

สำหรับประโยชน์ของฉลาก EPD ที่นอกเหนือจากการรายงานข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและตรวจสอบได้แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบแล้วฉลาก EPD ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นศักยภาพการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกทางการตลาด และช่วยเพิ่มคะแนนในการขอรับรองมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

Zeekr X รถยนต์ไฟฟ้า 100% เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการด้วยราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 1.199 – 1.349 ล้านบาท มาพร้อมกับสเปควิ่งไกลสุด 540 กม./ชาร์จ ชวนมาดูกันว่ารถรุ่นนี้จะน่าสนใจและน่าซื้อแค่ไหน

Zeekr X รถยนต์ไฟฟ้า 100% จากค่าย Geely เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งรถรุ่นนี้มาพร้อมทั้งดีไซน์และออปชั่นจัดเต็ม โดยมาดูกันว่าการที่ Zeekr X เข้ามาจำหน่ายในไทยอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีหากจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคันมาใช้งานสักคัน เรามาดูกันที่สเปคกันก่อน

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

สเปค Zeekr X

Zeekr X ขนาดตัวรถ ความยาว 4,432 x ความกว้าง 1,836 x ความสูง 1,566 x ระยะฐานล้อ 2,750 (มม.) ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งอย่าง BYD Atto 3 ถือว่าเล็กกว่าไม่มาก 

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

Zeekr X รุ่น Standard RWD ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสุด 200 กิโลวัตต์ หรือ 272 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร 

แบตเตอรี่ Lithium-ion NCM ความจุ 69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 158 kW

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 5.6 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 190 กิโลเมตร/ชั่วโมง (Locked) ระยะทางวิ่งสูงสุด 540 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

Zeekr X รุ่น Flagship AWD ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสุด 315 กิโลวัตต์ หรือ 428 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 543 นิวตันเมตร

แบตเตอรี่ Lithium-ion NCM ความจุ 69 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 158 kW

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.8 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 470 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน NEDC)

Zeekr X มาพร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut และช่วงล่างด้านหลังแบบอิสระ 5-Link , ไฟหน้าแบบ Full-LED, ไฟท้ายแบบ LED, หลังคากระจก Panoramic Glass Roof แบบ Fixed ขนาด 1.21 ตารางเมตร, กระจกหน้าต่างแบบป้องกันเสียงรบกวน Privacy Glass, กระจกมองข้างแบบไร้กรอบ, หน้าจอบอกสถานะ บริเวณเสาหลังคา B-Pillar 

Zeekr X มีออปชั่นครบครัน เช่น เบาะนั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทางพร้อมระบบนวดไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Flagship AWD), หน้าจอชุดมาตรวัด ขนาด 8.8 นิ้ว และหน้าจอกลางระบบสัมผัส ขนาด 14.6 นิ้ว, ชุดเครื่องเสียง พร้อมลำโพง Yamaha Sound System ลำโพง 13 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น Flagship AWD) และอื่นๆอีกมากมาย

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

เทคโนโลยีความปลอดภัยของ Zeekr X มาพร้อมทั้งกล้องความละเอียดสูง 5 ตำแหน่ง, เซ็นเซอร์เรดาร์อัลตราโซนิก 12 ตำแหน่ง, ระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS 20 รายการ และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

Zeekr X เปิดตัวแล้วในไทย สเปควิ่งไกล 540 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 1.199 ล้านบาท

โดย Zeekr X จะมีให้เลือก 5 สี ดังนี้ สีขาว Crystal White, สีเบจ Palace Beige, สีเขียว Pine Green , สีเทา Grid Grey, สีเทา Mist Grey โดยสีภายในจะแตกต่างกันออกไป

ราคา Zeekr X

Zeekr X รุ่น Standard RWD ราคาอย่างเป็นทางการในไทย 1,199,000 บาท

Zeekr X รุ่น Flagship AWD ราคาอย่างเป็นทางการในไทย 1,349,000 บาท

ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร, รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร, บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง, บริการ Mobile Service, บริการ Call Center 24 ชั่วโมง

Source : Spring News

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร หอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทย (ICC Thailand) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญกับปัญหาในมุมการเมืองที่ยังค่อนข้างลำบาก ในขณะที่มุมมองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ก็ยังน่ากังวล แม้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปีนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะมา ส่วนยุโรปดูดีขึ้น ตั้งแต่ที่ European Central Bank (ECB) ได้ลดดอกเบี้ยลง เศรษฐกิจจึงขยับขึ้น และคาดว่าครึ่งปีหลังก็น่าจะขยับอีก 

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่น่าจับตาคืออินเดียที่มาแรงมาก เพราะการเมืองนิ่ง จึงมองว่าเวลาทำธุรกิจหากจะส่งออกไปอินเดียก็จะได้อยู่ แต่ปัญหาคือสินค้าไทยกับอินเดียมีความคล้ายคลึงกันมาก จึงต้องกลับมาทบทวนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าใหม่เพื่อส่งออกไปยังอินเดีย 

นอกจากนี้ จากนโยบายภาครัฐที่อยากให้ไทยเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ จึงอยากถามว่าคนที่พูดรู้หรือไม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรคุยไปในเรื่องของเจนเนอเรทีฟเอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ได้แล้ว แต่จะมีการใช้พลังงานสูงกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 3 เท่า เพราะต้องเจนเนอเรทดาต้าตลอดเวลา เมื่อค่าไฟฟ้าในประเทศไทยยังแพงแบบนี้นักลงทุนจึงไม่มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุน 

ทั้งนี้ ตาม(ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2567-2580 (PDP2024) ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เมื่อกางแผนดูจะพบว่าปีสุดท้ายแผนไฟสะอาดได้ใส่พลังงานใต้พิภพ 12 เมกะวัตต์ ส่วนตัวมองว่าจะเอามาจากไหน หากดูอินฟราสตรัคเจอร์ประเทศในอาเซียนที่มีโอกาสทำได้ คือ ฟิลิปปินส์แม้จะทำมานานแล้วแต่ก็ยกเลิกเพราะต้องเจาะลงใต้ดิน เกิดต้นทุนสูง

ดังนั้น พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จึงเหมาะสมที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่และความปลอดภัยที่สูงขึ้น การใช้อินฟราสตรัคเจอร์ในการสร้างโรงไฟฟ้าจึงไม่มาก เพราะเทคโนโลยี SMR ได้พัฒนาไปไกลมาก เช่น เมื่อเปิด 1 โรงไฟฟ้า ก็สามารถจ่ายไฟได้ทั่วถึงทั้งจังหวัด ดังนั้น รัฐบาลควรรีบทำ อีกทั้ง จำนวนเบื้องต้น 600 เมกะวัตต์ แค่กทม. ก็ยังไม่พอใช้

“อาจใช้โมเดลให้รัฐบาลลงทุน เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และให้เอกชนหรือผู้รับช่วงต่อจะ 3 หรือ 4 ราย ทำการตลาดเหมือนค่ายมือถือ สุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์ และสิ่งสำคัญคือ รัฐบาลกล้ารื้อโครงสร้างพลังงานหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ค่าไฟเรายังแพงอันดับ 3-4 ในอาเซียน” 

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ เวียดนามพยายามกดค่าไฟแต่อินฟราสตัคเจอร์ไม่ดีไฟจึงดับบ่อย เวียดนามจึงจะทำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ดังนั้น ประเทศไทยก็ควรจะเร่งให้เกิดโดยเร็วและรีบทำความเข้าใจว่าเราอยู่กับนิวเคลียร์มาเกือบ 60 ปีแล้ว ปัจจุบันใช้ในทางการแพทย์ และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่อาจใช้เกาะมาทดลองเมื่อทำเสร็จก็ลากสายให้ประชาชนในเขตนั้นๆ ได้ทดลองใช้ผ่านการประชาพิจารณ์ว่าใครอยากใช้บ้าง เป็นต้น

“ต้นทุนการก่อสร้างไม่มากกว่าการสร้างเขื่อนแน่นอน และถ้าสอบถามว่าจังหวัดไหนอยากลองก่อนและการันตีว่าค่าไฟถูกกว่าระดับ 1.5-2 บาทต่อหน่วย เชื่อว่าต้องมีจังหวัดที่อยากใช้แน่นอน เช่นจังหวัดที่มีโรงงานจำนวนมากอย่างสมุทรสาคร หรือสมุทรปราการ เป็นต้น ตนจึงอยากชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลเหมือนเขียวว่าได้ทำแล้วและคิดไว้ให้แล้วแต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเร่งทำอย่างจริงจัง หรืออาจศึกษาประเทศที่ทำแล้วมาปรับใช้ก็ได้ ปัญหาคือประเทศไทยไม่กล้าที่จะรื้อโครงสร้างพลังงาน” 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

อ.วาสนา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน มอง BYD ลดราคากระหน่ำ เพราะจีนอุดหนุนผู้ผลิต EV เยอะ จนผลิตเกินความต้องการ, อเมริกาขึ้นภาษี EV จีนโหดและกะทันหัน จึงเอาสินค้ามาระบายสต็อกลดราคาที่ไทย ฟันธงผู้ซื้อรวมตัวไปต่อรองไม่น่าเป็นผล

ทำไม EV จีนลดราคา?

จากกระแสดราม่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในหลายต่อหลายครั้ง ต่อ BYD ที่เกิดการลดราคาอย่างหนักหน่วง ทำให้ผู้คนนั้น ตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่ทว่าไม่ได้เกี่ยวกับแค่เฉพาะ BYD แต่รวมไปถึงรถ EV จีนทั้งหมด ว่าทำไมลดราคาเยอะถึงขนาดนี้ ด้าน อ.วาสนา กูรูผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Thepeople มองว่า มีประมาณ 3 เหตุผลหลักๆด้วยกัน 

ทำไม EV จีนลดราคา?

รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โพสต์บน X (Twitter) ถึงประเด็น BYD ปรับลดราคารถยนต์ EV อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

EV จีนทำไมลดราคา? เปิด 3 เหตุผลหลักกับ อ.วาสนา ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน

อเมริกาขึ้นภาษี EV จีนแบบโหดและกะทันหันมาก

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ บังคับเก็บภาษีรถ EV จากจีน เพราะ สหรัฐฯ ต้องขับรถข้ามรัฐ ดังนั้น หากจะดันตลาดรถ EV ต้องขยายโครงข่าย สาธารณูปโภค (Infrastructure) เพื่อรองรับการเดินทางด้วยรถ EV เนื่องจากอเมริกาใหญ่เป็นประเทศที่ใหญ่มาก ทำให้ EV จึงยังไม่เวิร์ก และซึ่งหากจะลงทุน มันจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และอาจได้ไม่คุ้มเสีย รวมไปถึงเรื่อง แบตลิเทียม ที่มันเสื่อมคุณภาพเร็ว ทำให้อาจเกิดเป็นขยะพิษ รวมไปถึงข้อดี-ข้อเสีย และจะเป็นอย่างไร 

จีน subsidize ผู้ผลิต EV เกินความต้องการของตลาด

รัฐบาลจีน subsidize รถ EV หนักมาก บริษัทไหนประกาศว่าจะทำผลิตรถ EV ก็ทำกำไรแล้ว และรู้สึกว่ารัฐบาลจีนหมกหมุ่นแต่จะเอาชนะ Tesla ดังนั้น ปัญหารถ EV ที่เกิดขึ้นไปไม่ถึงผู้นำระดับบน และการตัดสินใจช้าเกินไป เราจึงเห็นภาพสุสานรถ EV จำนวนมาก แถมจีนโดนอเมริกากับสหรัฐ ฯ ขายฝันเรื่อง EV ทำให้รัฐบาลจีนหนุนผลิตรถ EV ออกมาล้นตลาดหวังขายโลกตะวันตก 

ยุโรปไม่ซื้อด้วยหลายสาเหตุ

อเมริกากับยุโรปดันลอยแพ อย่าง อเมริกาบ้านเมืองก็ไม่เหมาะ ส่วนยุโรปมีระบบ Public Transportation ดีอยู่แล้ว รถ EV จึงไม่เวิร์ก และรัฐบาลพยายามขัดขา Tesla และบังคับ Elon Musk ไม่ให้ลดราคา ทำให้คนจีนจะได้ซื้อ BYD มากกว่า หรือแม้แต่หน่วยงานบางที่ก็ห้ามรถ Tesla เข้ามาจอด อีกอย่างจีนผลิตโซล่าเซลล์เยอะมาก แต่คุณภาพต่ำ และใช้ได้แปปเดียวก็พัง และกลายเป็นขยะ ในกรณีนี้ของรถ EV มันก็น่าตั้งคำถาม 

ไทยตั้งรับอย่างไรกับสถานการณ์ที่ EV จีนบุก

เครือ CP จะสนับสนุนโรงงาน EV ในไทย และตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ก็ให้ Incentive กล่อมว่าไทยจะเป็นฮับ EV ซึ่งทำให้รัฐบาลมองจีนในแง่ดี เพราะเป็นมหามิตร จีนจึงเลือกมาบุกไทย จึงไม่แปลกที่คนไทย หรือคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมบริโภครถ EV จีน แต่กรณีของญี่ปุ่นก็น่าติดตามว่าทำไม Toyota ไม่ทำ EV หรือเขามองออกว่ารถ EV มันไม่เวิร์กในระยะยาวนั่นเอง?

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 3 เหตุผลหลักที่น่าจะทำให้ไขข้อข้องใจของชาวเน็ตไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ทำไมรถ EV จีนลดราคามากๆ ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่า สถานการณ์ EV จีนจะเป็นอย่างไร จะโดนหั่นราคาแบบสะบัดอีกหรือไม่ ต้องรอติดตาม และสำหรับใครที่ซื้อตอนราคายังไม่ลงก็อย่าเพิ่งวีนฉ่ำกันมากไปนะ เดี๋ยวเสียสุขภาพ

Source : Spring News