ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่ ซาอุดิอารเบีย มีความสนใจตั้งคลังน้ำมัน และโรงกลั่นปิโตรเคมี ในโครงการแลนด์บริดจ์พื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้น มองว่า รัฐบาลไทย และซาอุฯ ควรจะร่วมมือกันเปลี่ยนโฉมจาการสร้างโรงกลั่น หรือคลังเก็บน้ำมัน มาเป็นมุ่งการผลิตพลังงานใหม่ หรือ กรีนไฮโดรเจน เพื่อรับรองรถยนต์ที่ไม่ใช้นำมัน หรือ อื่นๆ ที่มีทิศทางเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเทรนอนาคตโลก

“ทิศทางการลงทุน ที่น่าสนใจ และแน่นอนกว่า คือ กรีนไฮโดรเจน เพราะเป็นอนาคตของโลก ทั้งไทย และซาอุฯ เองก็ให้ความสนใจ โดยรัฐบาลซาอุฯ มีความต้องการกระจายเศรษฐกิจไปพลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ใช่พลังงานน้ำมันเพียงอย่างเดียวแล้ว จีน ก็เช่นเดียวกันต้องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการที่ตรงกันทุกประเทศ” ดร.พรายพล กล่าว

ส่วน กรณี ซาอุดิ มีความสนใจตั้งคลังน้ำมัน และโรงกลั่นปิโตรเคมี ในโครงการแลนด์บริดจ์พื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะมองว่า ไทยมีโรงกลั่นอยู่จำนวนมากแล้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และหากต้องการสร้างเพื่อผลิตขายในต่างประเทศ ก็มองว่าทิศทางของโรงกลั่น และการใช้น้ำมันในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะหดตัวลง ตามทิศทางกระแสความต้องการใช้พลังงานใหม่ของโลก 

“มองภาพไม่ออกว่าจะขยายโรงกลั่น หรือคลังน้ำมันไปเพื่ออะไร ถ้าดูจากหลายปัจจัยแวดล้อมแล้วโอกาสความเป็นไปได้จึงน้อยมาก เพราะไทยมีจำนวนโรงกลั่นเหลือเฟือมาก ผลิตเพิ่มก็จะล้นตลาด หากจะส่งออก ก็มีไม่กี่ประเทศที่ใช้น้ำมันเยอะ เพื่อนบ้านเราก็ใช้ไม่มาก โดยเฉพาะภาคขนส่งก็มีแนวโน้มใช้ลดลง ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าจะขายจีน ทำไมไม่ตั้งจีนน่าจะดีกว่ามั้ย แต่จีนเองก็มีแนวโน้มใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น” ดร.พรายพล กล่าว

ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย มีจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์จํากัด (มหาชน) (TOP) ,บริษัท พที ทีโกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน) (PTTGC), บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จํากัด (SPRC), บริษัท บางจากปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) (BCP), บริษัท ไออาร์พีซีจํากัด (มหาชน) (IRPC) และบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) (ESSO) โดย โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งมีกําลังการผลิตโดยรวมประมาณ 1.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 190 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับ สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ของประเทศสำคัญ พบว่า มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศทั่วโลก หันมาสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยจีน มีการกำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า 5 ปี มีมาตรการต่างๆ อาทิ ส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเงิน 2,300–3,200 เหรียญสหรัฐต่อคัน ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเพิ่มขึ้นมาก จาก 1.06 ล้านคัน ในปี 2562 เป็น 3 ล้านคันในปี 2564 และในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2565 มียอดขายอยู่ที่ 4.73 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน19% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในจีน 

สหภาพยุโรป อยู่ระหว่างการผลักดันเรื่องการหยุดการจำหน่ายเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2578 เพื่อเร่งผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป และส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และยังเตรียมออกร่างกฎหมายกำหนดจุดชาร์จไฟฟ้าในประเทศสมาชิก แต่กลุ่มผู้ผลิต เช่น ในเยอรมนี และอิตาลี 

ส่วนสหรัฐอเมริกา ได้ออกกฎหมาย Inflation Reduction Act เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ลด-ละ-เลิก ใช้พลังงานฟอสซิล อาทิ การให้เครดิตภาษีให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ปรับธุรกิจมาใช้พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานนิวเคลียร์ การให้เครดิตเงินคืนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในสหรัฐฯ เกิดการปรับตัว ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ 9 เดือนแรกของปี 2565 มียอดขายอยู่ที่ราว 5.30 แสน คัน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมียอดขาย 4.70 แสนคัน

ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย พบว่า มีแผนการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย “30@30” คือ การตั้งเป้าหมายให้ไทยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 30% ภายในปี 2573 โดยรัฐบาลไทยได้มีการออกมาตรการสนับสนุนทั้งการสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสรรพสามิตจาก 8% ลดเหลือ 1% และการอุดหนุนการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ไม่เกินคันละ 1.5 แสนบาท โดยผู้ขอรับสิทธิ ต้องเป็นบุคคลตามประกาศกรมสรรพสามิตกำหนด

Source : โพสต์ทูเดย์

โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and verification Body :VVB) ในขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำมารับรองคาร์บอนเครดิตได้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2569

โดยการคัดแยกขยะเปียกสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และยังแปลงให้กายเป็นคาร์บอนเครดิต ราคาตันละ 260 บาท เป็นทุนกลับคืนสู่หมู่บ้านและชุมชน มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อ ซึ่งขณะนี้โครงการถังขยะเปียกลดโรคร้อน มีการเริ่มทำที่ 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ ลำพูน เลย สมุทรสงคราม และอำนาจเจริญ และจะมีการขยายโครงการอื่นๆ ไปอีกราวๆ 22 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนขยะเปียกให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในระดับ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยรับรองระเบียบวิธีการวิจัย ในการบริหารจัดการ และส่งต่อให้ทาง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คิดเป็นค่าคาร์บอนเครดิตออกมา

ประโยชน์ของถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

  1. การจัดการขยะเศษอาหารลดปริมาณขยะต้นทางและทำให้เกิดสุขอนามัยที่ดี
  2. ลดการปนเปื้อนของขยะเปียกกับเศษวัสดุและของเหลือใช้อื่นๆ ทำให้สะอาดและสะดวกต่อการคัดแยก ไปจนถึงลดปริมาณขยะในชุมชน
  3. เพิ่มรายได้จากการแยกขยะที่ไม่ปนเปื้อนออกไปขายที่ธนาคารขยะ
  4. ลดภาระทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเก็บขนและบริหารจัดการขยะ ทำให้สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า
  5. ได้สารบำรุงดินหรือปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้มีพืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานในครัวเรือน ลดรายจ่ายหรือสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
  6. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สู่ชั้นบรรยากาศจากการจัดการขยะต้นทางจนลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในการจัดการปลายทางที่หลุมฝังกลบและ
  7. มีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกลับคืนสู่ท้องถิ่น

วิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

สำหรับวิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อนนั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เทคนิคอยู่ที่การดัดแปลงถังขยะแบบเดิม แล้วนำไปฝังดิน

  1. เตรียมถังที่เหลือใช้ที่มีฝาปิด จากนั้นให้ทำการตัดก้นถังออกไป
  2. นำถังขยะไปฝังดินที่มีความลึกประมาณ 2 ใน 3 ของถัง โดยให้ก้นถังอยู่เหนือจากก้นหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร
  3. นำเศษอาหารเทใส่ถังแล้วปิดฝา
  4. เมื่อนำเศษอาหารใส่ลงไป ควรจะกวดเศษอาหารทุกครั้งเพื่อเพิ่มอากาศภายในถัง
  5. เมื่อปริมาณเศษอาหารเต็มถัง ให้ดึงถังออก แล้วนำดินมากลบหลุมให้เรียบร้อย
  6. ดึงถังออกแล้วย้ายไปฝังยังจุดอื่นๆ แล้วทำแบบเดียวกันต่อไป

กรณีที่มีกลิ่นเหม็น อาจจะใช้น้ำหมัก EM เติมเข้าไปเพื่อลดกลิ่น และช่วยเรื่องของการย่อยสลายได้ และเมื่อใส่ขยะแล้วอย่าลืมปิดฝาให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันกลิ่มเหม็น และสัตว์มาคุ้ยเขี่ยเศษอาหารภายในถัง

ภาพจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยาง

ขยะที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มีอะไรบ้าง

  • ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • กระดูก เปลือก และกระดองของสัตว์
  • ผัก ผลไม้ เมล็ดผลไม้
  • เศษอาหารสด เศษเปลือกไข่
  • กากกาแฟ
  • มูลสัตว์

และขยะที่ไม่ควรนำมาแปรรูปมีดังนี้

  • กิ่งไม้ และใบไม้
  • กระดาษ
  • เศษผ้าต่างๆ
  • โลหะ
  • พลาสติก
  • เศษกระจก
  • น้ำมัน
  • ยาฆ่าเชื้อ
  • สารฟอกขาว
  • ผักที่มีความแข็ง เช่น แกนข้าวโพด เป็นต้น

ขอบคุณภาพประกอบ : เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน / เทศบาลตำบลทรายมูล

“กรุงเทพธุรกิจ” ร่วมกับ “บีไอจี” ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Company) จัดเวทีสัมมนา Climate Tech Forum : Infinite Innovation…Connecting Business to Net Zero เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2566

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมเปลี่ยนกรุง” ว่า  การนำเอาเทคโนโลยีนำทางคงยากเพราะคนกรุงเทพฯ มีกว่า 10 ล้านคน แต่หานำนวัตกรรมมาใช้ก็ทำได้ เพราะนวัตกรรมเป็นไอเดีย แต่ต้องปรับความคิดให้มีมูลค่าหรือเปลี่ยนให้เป็น Value ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาก เพียงแค่ขอให้ปรับชีวิตคน และเพิ่มคุณค่าให้กับคนในเมืองได้ อย่าไปยึดติดกับอินโนเวชัน ที่เป็นเทคโนโลยี

รวมทั้งที่ผ่านมาพบว่ามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ไม่ได้มาจากอินโนเวชัน และหากพูดถึงความยั่งยืน คือ การไม่เบียดเบียนทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ในอนาคตเพื่อตอบโจทย์ปัจจุบัน

“อย่าไปตอบสนองความต้องการในปัจจุบันโดยใช้ทรัพยากรในอนาคตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาแล้ว เห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ”

'ชัชชาติ' ชี้ นวัตกรรมเปลี่ยน กทม. สู่ Net Zero

สำหรับสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกรุงเทพฯ มาจาก  3 ส่วน คือ

1.การใช้พลังงาน  คิดเป็น 58.9%

2.การขนส่ง คิดเป็น 28.9%

3.น้ำเสียและมูลฝอย คิดเป็น 12.3%  

ทั้งนี้ เป้าหมายของ กทม.ที่วางไว้คือ ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าให้การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero)ให้ได้ราว 19% ภายในปี 2573 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยหากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็ทำได้ไม่ยากนัก เพราะมีเทคโนโลยี มีเงินทุน

ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีไม่มีเงินลงทุน และก็ไม่สนใจ  เพราะเอสเอ็มอีสนใจเพียงว่าธุรกิจของเขาจะรอดไหมในเศรษฐกิจแบบนี้ ดังนั้นจึงบอกว่าเอาแค่ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 3% ต่อปี ก็น่าเพียงพอแล้ว ซึ่งเป้าหมายตรงนี้ทำได้แน่

'ชัชชาติ' ชี้ นวัตกรรมเปลี่ยน กทม. สู่ Net Zero

ทั้งนี้การทำ Net zero ของ กทม.ได้กำหนดแผนการทำ 3 เรื่อง CRO คือ Calculate Reduce Offset  ประกอบด้วย

1.Calculate คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในหน่วยงานของ กทม. โดยร่วมกับองค์การบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเริ่มใน 3 เขตก่อน คือ เขตดินแดง เขตบางขุนเทียน เขตประเวศ

2.Reduce ลด ก๊าซเรือนกระจกคือ ทำให้เมืองเดินได้ ปรับโครงสร้าง เพื่อสนับสนุนการใช้รถโดยสารสาธารณะ โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ ใช้รถไฟฟ้า หรือปั่นจักรยาน ทำทางเท้าเพิ่ม

สำหรับสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน การส่งเสริมอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี LED ประมาณ 100,000 ดวง ซึ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงและการขจัดน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนลงไป

รวมถึงการแยกขยะที่ภายใน 1 ปี สามารถลดขยะได้ 300-700 ตันต่อตัน การส่งเสริมการขนส่ง และคมนาคมสะอาด เช่น การเปลี่ยนเป็นยานพาหนะต่างๆ ให้เป็นระบบไฟฟ้า EV หรืออย่างน้อยเป็น hybrid การเพิ่มการติดตั้งที่ชาร์จ EV หรือจุดแลกแบตเตอรี่ ในพื้นที่ของ กทม.การปรับผังเมืองให้ เป็นต้น

3.Offset การส่งเสริมโครงการที่เก็บกักหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่ ผ่านการส่งเสริมโครงการที่เก็บกัก หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว  ซึ่ง กทม.มีนโยบายปลูกต้นไม้  1 ล้านต้นปลูกไปแล้ว 420,000 ต้น เพิ่มสวนใกล้บ้าน 

คนกรุงเทพฯ 10 ล้านคนไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้ทุกคน แต่นวัตกรรมสามารถเปลี่ยนเมือง ตอบโจทย์ได้แก้ปัญหา  Climate Change ได้ และนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีทันสมัย แต่จะเป็นคำตอบที่ช่วยเพิ่ม Value ให้กับคน โดยเอาคนเป็นที่ตั้งเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบ ต้องมีความสนับสนุนกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ประชาชน และเอกชน ” ชัชชาติ กล่าว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ปัญหาพลาสติกทั่วโลกสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกที่ยังคงเป็นปัญหาหลักและส่งผลกระทบต่อระบบของโลกกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งมีเป้าหมายในการมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050 มีการดำเนินงานผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ หยิบสิ่งที่รีไซเคิลได้มาใช้ประโยชน์ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และสร้างความยั่งยืนให้ครบทุกมิติสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล

ด้วยแนวคิดของ พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ที่ว่า “หากป่ากลับมา สัตว์ป่าจะกลับมา” และเป็นที่มาของการริเริ่มโครงการใหญ่ๆ มากมาย อาทิ โครงการปลูกป่าใน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.น่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ พร้อมสร้างแรงกระตุ้นให้มีการลงมือปฏิบัติ ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกับบริษัทในเครือ และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เดินหน้ายกระดับความตระหนักเพื่อลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าว ขยายผลสู่การพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายในเครือทั้งในส่วนของรีเทล ศูนย์การค้า และโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ แก้ปัญหาขยะพลาสติก การรีไซเคิล รวมถึงการจัดการขยะอาหารนำไปทำปุ๋ย ขณะเดียวกัน ช่วงโควิด-19 มีการจัดการลังกระดาษโดยเปลี่ยนเป็นเตียงผู้ป่วย เปลี่ยนพลาสติกเป็นชุด PPE

และหลังจากโควิด-19 เกิดโครงการ Upcycling เปลี่ยนพลาสติกให้เป็นของมีมูลค่า มีการนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อกันหนาว และผ้าห่ม เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ประสบภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร ผ่านโครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่า และยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย อาทิ ร้าน GOOD GOODS (กู๊ด กู๊ดส์)ภายใต้วิสาหกิจเพื่อสังคม เซ็นทรัล ทำได้ร่วมกับดีไซเนอร์นำวัตถุดิบที่ได้มาออกแบบเป็นกระเป๋าดีไซน์ทันสมัย เพื่อลดปริมาณและเพิ่มมูลค่าให้ขยะพลาสติกได้มากที่สุด เป็นต้น

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

CRC เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งเป้ามุ่งสู่ Green & Sustainable retail มีแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติก โดยเน้น 3 ประเด็นสำคัญคือ ‘การลดขยะ’ โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ถัดมา คือ ‘การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ส่งเสริมให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สุดท้าย ‘การรวบรวมส่งรีไซเคิล’ ผลิตสินค้ากระเป๋าผ้า ผ้าห่ม เสื้อกั๊ก และการลดขยะอาหารโดยลดราคาก่อนหมดอายุ บริจาคให้กลุ่มเปราะบาง หรือรวบรวมทำปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ พร้อมเดินหน้าสู่ Net zero ในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์ ReNEW ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หันมาใช้พลังงานสะอาด การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้ทรัพยากร การบริหารจัดการของเสีย การส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ ภายในปี 2030

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

เซ็นทรัลพัฒนา ลดขยะฝังกลบ 50%

ด้าน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาโครงการควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายการลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ ตั้งเป้า ปี 2023 ลดขยะฝังกลบให้ได้ 35% ของปริมาณขยะทั้งหมดที่ขนออกจากองค์กร และลดลงให้ได้ 50% ภายในปี 2025 รวมถึงเล็งใช้พลังงานทดแทน 100% อาทิ ติดโซลาร์เซลล์ที่หลังคาทุกสาขา และมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดการใช้ฟอสซิล อีกทั้ง มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส มุ่งสู่การจำกัดอุณหภูมิฯ ไว้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยอยู่ระหว่างศึกษาในเรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

โรงแรมยั่งยืน สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

สำหรับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จํากัด (มหาชน) มีการวางแนวนโยบายการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ กำหนดแนวปฏิบัติให้กับทุกโรงแรม เพื่อให้มีการคัดแยกขยะก่อนนำขยะกำพร้าส่งไปยังหลุมฝังกลบตามหลักการลดขยะจากต้นทาง อีกทั้ง มีการบันทึกข้อมูลขยะโดยแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก คือ 1. ขยะรีไซเคิล 2. ขยะอินทรีย์ 3. ขยะทั่วไป และ 4. ขยะอันตราย

เป้าหมายระยะแรก 10 ปี (ปี 2020-2029) คือ มุ่งลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ ลดปริมาณขยะไปสู่หลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% เทียบจากปีฐาน 2019 เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด บำบัดน้ำเสียเพื่อใช้รดน้ำต้นไม้ ลดการนำขยะไปยังหลุมฝังกลบ คัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นสารปรับปรุงดินและได้ก๊าซชีวภาพสำหรับปรุงอาหารในโรงแรม ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกป่าอย่างน้อย 100,000 ต้น ภายในปี 2029

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

Love the Earth เปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อโลก

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ชวนเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ “Love the Earth” (เลิฟ ดิ เอิร์ธ) ในธีม Beat Plastic Pollution ลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากพลาสติก สู่เป้าหมาย NetZero ปี 2050 ส่งเสริมด้านความยั่งยืนผ่านกิจกรรม World Environment Day ในรูปแบบ Carbon Neutral ตั้งแต่การ Reuse วัสดุภายในงาน นำกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำไป Recycle อย่างถูกวิธี รวมถึงการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจะทำการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เท่ากับศูนย์

‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ลงมือทำทุกมิติสิ่งแวดล้อม ปรับ-เปลี่ยน เพื่อโลกที่ยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอ 5 นโยบายด้านพลังงานต่อรัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ทั้งการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันรองรับมาตรฐานยูโร 5 ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2567, แนวทางการเป็น LNG Hub ในภูมิภาคอาเซียน ,การส่งเสริมการใช้รถ EV, การส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจน และใบรับรองการซื้อไฟฟ้าสีเขียว หวังช่วยให้ไทยลดปัญหามลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. เตรียม 5 นโยบายด้านพลังงานเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ได้แก่ 1.โครงการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรองรับน้ำมันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานยูโร 5 เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้น้ำมันที่จำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศไทยต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานยุโรป 5 หรือ ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป จากปัจจุบันใช้มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่จะส่งผลดีในด้านสิ่งแวดล้อม  ดังนั้น สนพ. จึงได้ทำการศึกษาทั้งโครงสร้างราคาน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 รวมทั้งค่าการตลาดและต้นทุนต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จปลายปี 2566 นี้ เพื่อเสนอรัฐบาลใหม่ให้ทันก่อนที่มาตรฐานน้ำมันยูโร 5 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2567 ต่อไป

2.โครงการจัดทำแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (Regional LNG Hub ) โดย สนพ. กำลังศึกษาแนวทางการเป็น LNG Hub ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ไทยควรเริ่มดำเนินการจากระดับกระบวนการขนส่ง LNG (LNG Logistic) ก่อน โดยเตรียมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง การส่งเสริมทางด้านภาษี การสร้างแรงจูงใจให้เกิด LNG Hub ต่อไปในอนาคต ซึ่งปัจจุบันไทยมีการซื้อขาย LNG กับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ของภูมิภาคอาเซียนให้ได้ โดยกำลังศึกษาทั้งรูปแบบการซื้อขาย LNG ที่เกิดขึ้นจริง หรือ การซื้อขายแบบตลาดน้ำมันดิบ หรือ การซื้อขายแบบตลาดอนุพันธ์

3. การส่งเสริมด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยในส่วนของกระทรวงพลังงานจะดูในเรื่องสถานีอัดประจุไฟฟ้า(ปั๊มชาร์จ) โดยตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ.2030 จะต้องมีปั๊มชาร์จแบบชาร์จเร็ว ในสัดส่วน 5% หรือประมาณ 2,000-4,000 สถานี รวมทั้งต้องเตรียมด้านปริมาณไฟฟ้าเพื่อรองรับรถ EV เนื่องจากคาดว่าในอนาคต 5-6 ปีข้างหน้า ไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีคไฟฟ้า) ช่วงกลางคืน เนื่องจาก 80% ของรถ EV จะชาร์จไฟฟ้าจากที่บ้าน ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะศึกษาข้อมูลเพื่อให้ทราบความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อรองรับรถ EV และเพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ

4.นโยบายการส่งเสริมไฮโดรเจนของประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ Carbon Neutrality ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนพ. ได้ทำการศึกษารูปแบบไฮโดรเจนเพื่อนำมาใช้จริง ในกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มโรงงานที่ใช้ความร้อน และภาคขนส่ง เบื้องต้นเห็นว่าไทยควรใช้ระบบนำก๊าซธรรมชาติมาแยกออกซิเจนเพื่อให้ได้ไฮโดรเจน โดยคาดว่าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะมีสัดส่วนไฮโดรเจนเพื่อผลิตไฟฟ้า 20% จากเชื้อเพลิงทั้งหมด เบื้องต้นจะให้ภาครัฐเป็นผู้นำร่องกระบวนการเพื่อให้เกิดการใช้เชิงพาณิชย์ก่อน จากนั้นจะส่งเสริมภาคเอกชนต่อไป

และ 5. นโยบายเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กลไก  Renewable Energy Certificates (RECs) สำหรับประเทศไทย หรือ การให้ใบรับรองแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนสำหรับประเทศไทย  ซึ่งตามแผนพลังงานแห่งชาติ จะบรรจุการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ ไฟฟ้าสีเขียวให้มากขึ้น ซึ่งการซื้อไฟฟ้าดังกล่าวจะต้องได้รับใบรับรองเพื่อใช้ยืนยันทางการค้าว่าได้ผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และป้องกันการกีดกันทางการค้าในอนาคต  ซึ่งในระยะยาวตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป จะต้องมีการพัฒนาระบบติดตามและกำกับดูแลการดำเนินกิจกรรม RECs ให้สมบูรณ์, ประกาศใช้มาตรฐานการรับรอง RECs ของไทยและปรับปรุงแนวทางการซื้อไฟฟ้าสีเขียว เป็นต้น

โดยทั้ง 5 หัวข้อดังกล่าว ทาง สนพ.ได้ศึกษาและเตรียมนำเสนอกับรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาตามขั้นตอน เพื่อให้เกิดการนำมาใช้จริง และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

Source : Energy News Center