sacit จัดกิจกรรมดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สัมผัสวิถีเมืองเก่า ไหว้พระตามรอยศิลปินดัง พร้อมแวะสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยช็อปงานหัตถศิลป์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจภาคงานศิลปหัตถกรรมไทยเติบโต

ภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ sacit  เล่าว่า ปีนี้ sacit ได้เร่งเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการให้ต่อยอดสินค้างานฝีมือต่างๆ ด้วยนโยบาย “การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ Soft Power แบบเต็มสูบ โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศ สร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า ให้สินค้าไทยมีความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสินค้าหัตถกรรมไทยคู่ขนานภาคการท่องเที่ยว 

sacit ได้นำร่องจัดการประชาสัมพันธ์เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรู้จัก และเห็นคุณค่าในงานหัตถกรรมไทยผ่านสื่อแฝงบรรยากาศ (Ambient Media) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของนักท่องเที่ยว และยังเป็นที่ตั้งของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นศูนย์รวมสินค้างานหัตถกรรมไทย มีงานฝีมือจากการสร้างสรรค์ของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิก sacit ที่หลากหลาย รวมไปถึงสินค้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกด้วย และล่าสุดศิลปินคนไทยที่ดังระดับโลก “ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า BlackPink” แต่งผ้าไทยโดยการนุ่งซิ่นท่องเที่ยวในอยุธยา จนกลายเป็นไวรัล Soft Power เกิดกระแสท่องเที่ยวตามรอย จึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะกระตุ้นให้เกิดพลัง Soft Power จากภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจหมุนเวียนให้แก่สินค้าหัตถกรรมไทย จากแรงจับจ่ายสินค้าเพื่อเป็นของฝากของขวัญ ของที่ระลึก ในกลุ่มนักท่องเที่ยว

"sacit"ชวนเช็คอินอยุทธยา ดันsoft power ดึงนักท่องเที่ยว ซื้อหัตถกรรมไทย

การจัดกิจกรรมสื่อแฝงบรรยากาศ (Ambient Media) นี้ sacit ได้รับความร่วมมือจากสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา และอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ในการประชาสัมพันธ์งานศิลปหัตถกรรมไทย ตามจุดและสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น รถตุ๊กๆ หน้ากบ สัญลักษณ์เด่นของอยุธยา และหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมเป็นอย่างมาก คือ การปั่นจักรยานเช่าชมเมือง รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ที่จุดพักคอยโดยจัดในรูปแบบร่มบังแดด และพัดคลายร้อนตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดไชยวัฒนาราม, วัดมหาธาตุ และวังช้างอยุธยา แล เพนียด ฯลฯ 

พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านถุงโรตีสายไหม อาบีดีน-ประนอม แสงอรุณ ของฝากขึ้นชื่อประจำจังหวัด สร้างบรรยากาศแฝงทางการท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดการเดินทาง และจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เกิดเงินสะพัดภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากการรับรู้เกี่ยวกับความเป็นมา และความสำคัญของเมืองอยุธยา พร้อมแวะเยี่ยมชมและซื้อสินค้างานหัตถศิลป์ไทยที่ สถาบันศิลปหัตถกรรมไทย ที่เป็นศูนย์รวมงานศิลปหัตถกรรมไทยของประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

 “สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ sacit เป็นศูนย์รวมงานหัตถศิลป์ที่มีคุณภาพ ด้วยฝีมือของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตกรรม และสมาชิก sacit ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของขวัญ ของแต่งบ้าน ของใช้ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย สินค้าแฟชั่น และของที่ระลึก ที่มีทั้งสินค้างานหัตถกรรมไทยร่วมสมัย อาทิ กระเป๋ากระจูดปักลาย กระเป๋าผักตบชวา ตุ๊กตาจากผ้าฝ้าย ชุดผ้าย้อมคราม งานเซรามิคน่ารักๆ ฯลฯ และงานหัตถศิลป์ไทยทรงคุณค่า อาทิ งานลงรักปิดทอง เครื่องเขิน เครื่องถมเงิน-ทอง กระเป๋าย่านลิเภา เครื่องเบญจรงค์ต่างๆ ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ ฯลฯ จากทั่วทุกภาค เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.” 

sacit ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมชม และเลือกสรรผลิตภัณฑ์งานหัตถศิลป์ฝีมือคนไทยที่สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การันตีความสวยงามของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นที่คัดสรรมาจำหน่ายว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และสามารถใช้งานได้จริงกับวิถีชีวิตปัจจุบัน โดยสอบถาม หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือโทร. 1289

Source: กรุงเทพธุรกิจ

ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายสินค้าจากหน้าร้าน มาเป็นแบบออนไลน์ที่ทำให้มีปริมาณการใช้วัสดุห่อหุ้มสินค้า กล่องพัสดุ รวมถึงพวกวัสดุปิดกล่องต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดขยะเป็นจำนวนมาก รวมถึงวัสดุต่างๆ ที่ใช้ตามร้านสะดวกซื้อเพื่อห่อหุ้มอาหารจำหน่าย เน้นความสะดวกให้กับผู้บริโภคมากกว่าการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่า อาหาร 1 กล่อง สามารถสร้างขยะได้มากมายเลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดขยะที่เรียกว่า “ขยะกำพร้า” ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมากก่อน

ขยะกำพร้า คืออะไร?

ขยะกำพร้า เป็นขยะที่ถูกมองข้าม คือ ขยะที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ การรวบรวม คัดแยก ใดๆ เลย ซึ่งเป็นขยะที่ไม่มีใครเอา ไม่คุ้มกับการนำไปรีไซเคิล ถ้าเอาไปขายคนรับซื้อก็ไม่รับอีก ทำให้ขยะกำพร้ามีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้น ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ก็อธิบายง่ายๆ ด้วยการยกตัวอย่างได้ดังนี้ ถุงซองเครื่องปรุง เทปกาวติดกล่องพัสดุ ถุงใส่แกง ถุงใส่น้ำ แผงยา โฟมห่อผลไม้ เป็นต้น ก็เรียกว่าเป็นขยะที่คนไม่สนใจที่จะแยกออกมาจากขยะปกติ เวลาทิ้งก็ทิ้งรวมๆ ไปเลย เพราะมองว่ามันแค่นิดเดียว มีขนาดเล็ก แต่ถ้ารวมๆ กันปริมาณมากๆ ก็สร้างขยะได้ปริมาณมหาศาลมาก ยิ่งตอนนี้คนนิยมซื้อขายออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก วัสดุที่ใช้ก็มากตามไปด้วย และเชื่อว่าหลายคนเวลารับสินค้ามา ก็แกะกล่องเอาของออก แล้วก็โยนกล่องทิ้งลงทั้งขยะเลย ทั้งๆ ที่ ถ้าเราแยกเก็บไว้ เราก็จะได้กล่องกระดาษ เทปกาว และพลาสติกหุ้มห่อ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ในความเป็นจริงมีคนจำนวนมาก ไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ เพราะคิดว่าเป็นแค่เศษขยะเล็กๆ ก็ทิ้งลงทั้งขยะลงไปเลย

ข้อดีของ ขยะกำพร้า

ขยะกำพร้าถ้ามีการจัดการให้ดี มีข้อดีหลายอย่างด้วยกัน

  • ขยะกำพร้าสามารถนำมาแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้
  • ขยะกำพร้ามีค่าพลังงานความร้อนสูงกว่า 3,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำทางเชื้อเพลิงของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
  • ขยะกำพร้าที่มีการปรับสภาพก่อนให้สะอาด แห้ง และมีการคัดแยก ปรับให้เป็นชิ้นที่มีขนาดเล็ก จะมีค่าพลังงานสูงกว่า 5,000 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม เทียบเท่ากับถ่านหิน
  • ขยะกำพร้ามีน้ำหนักเบา ทำให้สามารถอัดเพิ่มความหนาแน่นอน ขนส่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
  • ขยะกำพร้าสามารถแปรรูปเป็น เชื้อเพลิงขยะมูลฝอยอัดแท่ง (Refuse Derived Fuel; RDF) นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับโรงงานปูนซีเมนต์ และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้

เส้นทางของขยะกำพร้า

ขยะกำพร้าก็มีเส้นทางที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน โดยสรุปแล้ว จะมีประมาณ 4 แหล่งด้วยกัน โดยข้อมูลนี้อ้างอิงมาจาก บริษัทที่นำขยะกำพร้ามาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

  1. ขยะจากคนทั่วไป ที่รวบรวมนำส่งเพื่อนำไปแปรรูป
  2. ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้ติดต่อเอาไว้
  3. ของเหลือใช้จากบริษัทต่างๆ ที่ส่งไป เช่น เครื่องสำอางหมดอายุ เครื่องแบบพนักงานเก่าๆ เป็นต้น
  4. ผู้รับเหมาที่ไปจัดการคัดแยกขยะที่เผาได้ มาจากบ่อขยะ

เมื่อได้รับขยะมาแล้ว ทางโรงงานหรือบริษัทแปรรูป ก็จะมีการคัดแยกขยะอีกรอบหนึ่ง เพื่อดูว่ามีขยะไหนที่เผาไม่ได้บ้าง ก็จะแยกออกไป เช่น กระเบื้องขนาดใหญ่ ก้อนหิน เมื่อคัดแยกแล้วก็จะนำขยะเข้าสู่กระบวนการบดหยาบเพื่อให้มีขนาดสม่ำเสมอ ในขั้ันตอนนี้ก็จะมีการคัดเลือกขยะอีกรอบ เพื่อดูว่ามีขยะที่ไม่สามารถใช้ได้ปะปนมาหรือไม่ ตามด้วยการนำขยะผ่านเครื่องแม่เหล็ก เพื่อแยกโลหะออก หลังจากนั้นจะเข้าสู่เครื่องคัดแยกแบบจานอีกรอบ แล้วเข้าสู่เครื่องบดละเอียดต่อไป

โครงการขยะกำพร้าสัญจร

หลายคนยังไม่ทราบว่า ได้มีการจัดโครงการขยะกำพร้าสัญจรขึ้นด้วย ซึ่งมีหน่วยงานจิตอาสาภาคเอกชน และจิตอาสา มาร่วมรับขยะกำพร้านำไปเป็นเชื้อเพลิง โดยทางเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เข้ามาให้บริการขยะกำพร้าส่งไปยังโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันเท่าที่ค้นหาข้อมูล พบว่ามีบริษัทที่ทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องหลายที่ แต่ที่มีข้อมูลเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน ก็ขอแนะนำ บริษัท N15 Technology ที่มีการทำกิจกรรมขยะกำพร้าสัญจร มายาวนาน และมีการเปิดเพจเพื่อเชิญชวนอย่างต่อเนื่อง ใครสนใจกิจกรรมนี้ ก็สามารถติดตามได้ที่เพจ www.facebook.com/n15technology ที่ผ่านมาจากข้อมูลในเพจ จนถึงช่วงต้นปีนี้ ทางบริษัทได้รับขยะกำพร้าทั้งหมด 38.8 ตัน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร

และล่าสุดทาง บริษัท N15 Technology ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลทางหน้าเพจว่า ได้มีการร่วมมือกับพันธมิตรใหม่คือ Glean Thailand ซึ่งเป็นผู้คิดค้นตู้รับแลกขยะรีไซเคิลขึ้น ให้คนทั่วไปสามารถนำขยะรีไซเคิลไปหน่อยตามจุดต่างๆ ได้ และยังมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นชื่อ Glean (กรีน) ขึ้นมาอีกด้วย สามารถดาวน์โหลดได้ที่

สำหรับท่านใดที่อยากเข้าร่วมกิจกรรม ก็สามารถติดตามกิจกรรมขยะกำพร้าสัญจรได้ที่หน้าเพจของ N15 Technology ได้เลย มาร่วมช่วยกันลดขยะกันดีกว่าครับ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของพวกเราทุกคน

‘ดีป้า’ ชี้ ‘ดิจิทัล’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนความยั่งยืน องค์กรต้องปรับตัว แนะไทยเปิดกว้างต่างชาติลงทุนเทคโนโลยีในไทย ขณะที่ ‘ซุปเปอร์แนป’ หนุนธุรกิจใช้พลังงานสะอาดเพิ่ม ยกเคสดาต้าเซ็นเตอร์หลังใช้พลังงานหมุนเวียน ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่า 1.8 หมื่นตันต่อปี

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวภายในงาน “Innovation Summit Bangkok 2023 : Innovations for a Sustainable Thailand” จัดโดย “ชไนเดอร์ อิเล็คทริค” ในหัวข้อ Thailand transformation towards sustainability ว่า “ความยั่งยืน” เป็นความท้าทายของธุรกิจในปัจจุบัน ถือเป็นเป้าหมายใหม่ที่มีความท้าทายจากเดิม “ดิจิทัล” คือ ตัวที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจ แต่ปัจจุบันธุรกิจมีแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเพิ่มคือ เรื่องความยั่งยืน เป็นสองเรื่องที่องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญ

เขากล่าวว่า ความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เรื่องของกรีนเทคโนโลยี ส่วน “ดิจิทัล เทคโนโลยี” หรือ “ดิจิทัล อินโนเวชั่น” วันนี้ คือ กุญแจสู่ความสำเร็จของทุกคน เป็นเครื่องมือเข้าไปสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ เช่น ด้านการตลาด ด้านการเงิน ด้านทรัพยากรส่วนบุคคล

“ความยั่งยืนคือ แรงผลักดันในการไปสู่เป้าหมายใหม่ของธุรกิจ วันนี้ ถ้าเรานำดิจิทัลไปขับเคลื่อนความยั่งยืน จะสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขันได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น”

ยุคแห่งบิ๊กดาต้าออโตเมชั่น

ปัจจุบันอยู่ยุคของ “บิ๊กดาต้า ออโตเมชั่น ดิจิทัลคอนเนค และดิจิทัล แอคเซส” ซึ่งทั้งหมดต้องให้ความสำคัญในเรื่องของซิเคียวริตี้ ยกตัวอย่าง บิ๊กดาต้า ต้องใช้เอไอในการประมวลผล มีเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนหนึ่งในเทคโนโลยีที่สนับสนุน บิ๊ก ดาต้า และเอไอ ขณะที่เครื่องจักรทั้งหมดก็จะถูกเปลี่ยนเป็นระบบโรโบติกส์ ที่ถูกเชื่อมต่อด้วย ไอโอที

ไม่เพียงแค่ บิ๊กดาต้า โรโบติกส์ เท่านั้น ในส่วนของ ดิจิทัล แอคเซส แน่นอนว่า ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ ดังนั้นกฎหมายในการกำกับดูแล จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่เฉพาะคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่รวมถึงความปลอดภัยของข้อมูลธุรกิจด้วย ความยั่งยืนเป็นเรื่องหนึ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ แต่เรื่องซิเคียวริตี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

“เรากำลังเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ระบบซัพพลายเชนที่อยู่ในรูปของแพลตฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืน จากเดิม ดิจิทัล เป็นตัวที่เข้ามาดิสรัปธุรกิจ แต่ปัจจุบันธุรกิจมีแรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกเพิ่มคือ เรื่องความยั่งยืน เรียกว่า เป็นสองเรื่องที่ธุรกิจกำลังเผชิญและต้องให้ความสำคัญ”

ดึงบริษัทเทคโนโลยีลงทุนนวัตกรรมในไทย

นายณัฐพล กล่าวย้ำว่า เมื่อความยั่งยืนเป็นเป้าหมายใหญ่ องค์กรธุรกิจจึงต้องหันกลับมาสำรวจดูความพร้อม โดยเฉพาะเรื่อง “บุคลากร” ถ้าคนในองค์กรยังไม่รู้ว่าความยั่งยืนคืออะไร เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ก็ยากที่จะไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จนั้น

“เรื่องความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของพนักงาน เป็นเรื่องการเพิ่มผลกำไร การเพิ่ม Productivity ดังนั้นองค์กรจึงต้องกลับมาดูความพร้อมในส่วนต่างๆ ของธุรกิจ เช่น เรื่องการตลาดก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน มีการทรานส์ฟอร์ม เพราะการตลาดก็เป็นหนึ่งในคีย์ซัคเซสของความยั่งยืน เรื่องเงินก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องดูเรื่องของ return on investment สุดท้าย คือ เรื่องเทคโนโลยีการเลือกเทคโนโลยีมาสู่องค์กร”

นอกจากนี้ เขายังมองด้วยว่า ประเทศไทยควรเปิดกว้างดึงบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนพัฒนานวัตกรรมในไทย ซึ่งไทยจะได้รับองค์กรความรู้ด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า ไทยไม่ได้มีเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ ไม่มีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแก้ pain point ในบางเรื่อง การเปิดกว้างให้เทคโนโลยีไหลเข้ามาในประเทศจะช่วยได้ โดยอาจแลกกับสิทธิประโยชน์ เช่น ถ้าบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีในไทย ก็จะมีการยกเว้นภาษีให้ เป็นต้น

‘ดีป้า’ ชี้ ‘ดิจิทัล’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’

ซุปเปอร์แนป หนุนใช้พลังงานสะอาด

นายแยป จิน ยี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของบริษัทเองได้มีการนำพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานสะอาดมาใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงมาก ขณะเดียวกัน ยังสร้างการรับรู้เรื่องความยั่งยืนให้กับพนักงานในบริษัท ในเรื่องง่ายๆ เช่น การเปิด ปิดไฟ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงความวิธีการใช้พลังงานที่ให้ประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ซุปเปอร์แนป ถือเป็นผู้นำในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ภายใน ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน ยังมีโซลาร์ฟาร์มสำหรับผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยได้บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เป็นผู้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้  ซึ่งช่วยให้ซุปเปอร์แนป สามารถลดค่าไฟฟ้า และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 18,000 ตันต่อปี

Source: กรุงเทพธุรกิจ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวบทเพลงพิเศษและมิวสิกวิดีโอ “เธอคือพลังของฉัน” ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ปตท. ที่ได้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินขวัญใจคนไทยทุกวัย และ อิ้งค์-วรันธร เปานิล ศิลปินยอดนิยม ร่วมเป็นตัวแทน ปตท. ถ่ายทอดบทเพลงขอบคุณคนไทย สำหรับพลังใจและการสนับสนุนอันดีที่มีให้กันตลอด 45 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ศิลปินสองวัยระดับแถวหน้าของประเทศที่อยู่ในใจของคนไทยได้ร่วมงานกันเพื่อส่งมอบความสุขให้คนไทย โดยมีผู้บริหาร และพนักงาน ปตท. รวมทั้งผู้บริหาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เข้าร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

นายอรรถพล กล่าวว่า “การก้าวสู่ปีที่ 45 ของ ปตท. อาจเปรียบเทียบได้กับคนวัยกลางคน ซึ่งถือเป็นวัยที่ต้องมีความรับผิดชอบ และทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เคียงข้างกับคนทุกวัย ทั้งคนรุ่นใหญ่ที่ได้ก้าวเดินมาร่วมกัน และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตและขับเคลื่อนประเทศไทยไปในอนาคต ถือเป็นความตั้งใจของ ปตท.ที่ให้ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ และ อิ้งค์-วรันธร เปานิล มาร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดบทเพลงที่มีความหมายพิเศษนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถรับฟังได้ทางแอปพลิเคชันมิวสิกสตรีมมิ่งชั้นนำ เช่น Plearn Joox พร้อมกับกิจกรรมต่อเนื่องจากบทเพลง อาทิ กิจกรรมร่วมสนุกผ่านคลิปวิดีโอสั้น TikTok เพื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์ส่งพลังและความรู้สึกที่ดี การจัดทำเสียงเพลงเรียกเข้าและเสียงเพลงรอสาย Line Melody เพื่อเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับคนไทย ตลอดจนภาพยนตร์โฆษณาในวาระครบรอบ 45 ปี ที่สื่อสารถึงการสนับสนุนและอยู่เคียงข้างกันของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานของไทยที่อยู่ร่วมกับคนไทยตลอดมา ในโอกาสนี้ ปตท. ขอส่งมอบเพลง“เธอคือพลังของฉัน” แทนความรู้สึกขอบคุณ จากผู้บริหารและพนักงาน ปตท. ให้คนไทยทุกคน ด้วยความเชื่อของ ปตท. ยึดมั่นร่วมกับคนไทยในการ จุดพลังชีวิต ขับเคลื่อนอนาคต เพื่อจุดพลังความสุขให้กันและกัน และมุ่งสู่อนาคตร่วมกันกับสังคมไทย”

“ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานของไทยได้ดำเนินภารกิจเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแก่ประเทศ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด 45 ปี พร้อมเป็นพลังสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่สำคัญนี้ ปตท. มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและการก้าวสู่ธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน อาทิ การขยายการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (EV value chain) ทั้งการจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่ ให้บริการเช่าใช้ EV ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยจะมี EV พร้อมให้บริการกว่า 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้ากว่า 400 หัวจ่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโภชนาการเพื่อสุขภาพ ทั้งการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชครบวงจรและเดินสายการผลิตภายในปีนี้ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่พร้อมจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ ปตท. พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย อาทิ โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนกว่า 45 พื้นที่ใน 29 จังหวัด โดยใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ของ กลุ่ม ปตท. เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้นวัตกรรมยกระดับการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการเริ่มต้นลงมือปลูกป่าเพิ่มเติม ร่วมกับกลุ่ม ปตท. อีก 2 ล้านไร่ เพื่อเป้าหมายการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในปีนี้มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถพลกล่าว

Source: Energy News Center

บอร์ด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 แบ่งเป็น 3 กรณี ที่บวกรวมการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าให้ กฟผ.ที่แบกรับแทนประชาชนอยู่ 135,297 ล้านบาท หากชำระหนี้คืนทั้งหมดค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 6.28 บาทต่อหน่วย หรือตรึงค่าไฟฟ้าไว้เท่าเดิมที่ 4.70 บาทต่อหน่วย หรือคืนหนี้ 5 งวด ค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ตามข้อเสนอ​ของ​ กฟผ.​ ซึ่งทาง สำนักงาน กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นประชาชนทั้ง 3 กรณี ระหว่างวันที่ 7-21 ก.ค. 2566 ก่อนเสนอบอร์ด กกพ. เพื่อประกาศค่าไฟฟ้างวด ก.ย.-ธ.ค. 2566 อย่างเป็นทางการต่อไป  

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2566 มีมติเห็นชอบผลการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ก.ย. -ธ.ค. 2566 ออกเป็น 3 กรณี พร้อมให้สำนักงาน กกพ. นำแนวทางการคำนวณค่า Ft และการจ่ายคืนหนี้ค่าไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาเปิดรับฟังความเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 7-21 ก.ค. 2566 ผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th  

สำหรับการคำนวณค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566 ค่า Ft แท้จริงอยู่ที่ 28.58 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าจริงอยู่ที่ 4.07 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามยังมีหนี้ค่าไฟฟ้าที่ กฟผ.แบกรับแทนประชาชนตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 135,297 ล้านบาท ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องทยอยจ่ายคืนในรูปของค่า Ft ดังนั้น บอร์ด กกพ. จึงได้จัดทำแนวทางการคำนวณค่า Ft และการชำระหนี้คืน กฟผ. แบ่งเป็น 3 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความเห็นประชาชน จากนั้น บอร์ด กกพ. จะนำมาสรุปผลเพื่อเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งต่อไป โดยทั้ง 3 กรณีจะแบ่งเป็นดังนี้

กรณีที่ 1 จ่ายคืนหนี้ กฟผ. ทั้งหมด จะทำให้ค่า Ft อยู่ที่  249.81 สตางค์ต่อหน่วย (2.50 บาทต่อหน่วย) รวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.28 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 2.50 บาทต่อหน่วย เกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการชำระหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ที่ กฟผ. กู้มาเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2564 – เม.ย. 2566 คิดเป็นเงินจำนวน 135,297 ล้านบาท  

กรณีที่ 2 ตรึงค่า Ft เท่างวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 66 โดย ค่า Ft จะอยู่ที่ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงเดิมที่ 4.70 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 91.19 สตางค์ต่อหน่วยเกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการทยอยชำระหนี้ กฟผ. จำนวน 38,291 ล้านบาท (ประมาณ 3 งวด) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2666 ประชาชนยังเหลือหนี้ที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 97,006 ล้านบาท  

กรณีที่ 3 ซึ่งเป็นกรณีที่ กฟผ.เสนอจ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้างใน 5 งวด ซึ่งจะทำให้ค่า Ft อยู่ที่ 66.89 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมปรับลดลงจากงวด พ.ค.-ส.ค. 2566 มาอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย โดยค่า Ft 66.89 สตางค์ดังกล่าวเกิดจากค่า Ft ที่แท้จริงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 จำนวน 28.58 สตางค์ต่อหน่วย และการทยอยชำระหนี้ของ กฟผ. ที่แบ่งเป็น 5 งวดๆ ละ 23,428 ล้านบาท โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2666 ประชาชนยังเหลือหนี้ที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. 111,869 ล้านบาท

นายคมกฤช กล่าวว่า สำหรับผลการคำนวณประมาณการค่า Ft และแนวทางการจ่ายคืนภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ทั้ง 3 กรณีที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นไปตามการประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงโดย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ กฟผ. นำประมาณการดังกล่าวมาคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งสำนักงาน กกพ. ได้นำมาจัดทำสรุปสมมุติฐานที่ใช้การประมาณการค่า Ft ในรอบคำนวณเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 เทียบกับการคำนวณในปีฐาน พ.ค. – ส.ค. 2558 และรอบประมาณการค่า Ft เดือน พ.ค. – ส.ค. 2566  

โดยราคาก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ที่ลดลงในรอบเดือน พ.ค.- ส.ค. 66 ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการประมาณการค่า Ft  ในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 ถึงแม้ว่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นแต่จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของแหล่งก๊าซธรรมชาติในเมียนมา ประกอบกับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณก๊าซที่ส่งให้ภาคไฟฟ้ามีจำนวนจำกัด  นอกจากนี้การเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรวมทั้งการเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวของยุโรปส่งผลให้ความต้องการใช้ LNG เพิ่มมากขึ้นและอาจส่งผลต่อราคา LNG ในตลาดเอเชีย

ดังนั้นสำนักงาน กกพ. ร่วมกับ ปตท. กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์การผลิตและใช้ก๊าซธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในราคาที่เหมาะสม  ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟที (Ft) สำหรับการเรียกเก็บในรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 7 – 21 ก.ค. 2566 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

Source: Energy News Center