กระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายเริ่มให้มีการผลิตและใช้ไฮโดรเจนในกลุ่มโรงไฟฟ้าตามแผน PDP ปี 2566-2580

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานนำเสนอโรดแมปแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อพาประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ประกอบด้วย 5 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

แนวทางการดำเนินการสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานไฟฟ้าแบบที่ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสีเขียว ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน โดยกำหนดเป้าหมายเริ่มให้มีการผลิตและใช้ไฮโดรเจนในกลุ่มโรงไฟฟ้าตามแผน PDP ปี 2566-2580 โดยกำหนดปริมาณการใช้ไฮโดรเจนมากสุดอยู่ที่ร้อยละ 20 ภายในปี 2580 ในปัจจุบันไทยมีฐานพลังงานสะอาดในประเทศคิดเป็นร้อยละ 20 และคาดการณ์ว่าฐานพลังงานสะอาดของไทยจะเติบโตขึ้นเป็นร้อยละ 50-60 ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า

“ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการผลิตและใช้ไฮโดรเจน” ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: การพัฒนาตลาดและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ใช้ เพื่อให้ได้ปริมาณมาก ต้นทุนต่ำลง มาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับกลุ่มผู้ใช้ การพัฒนากลไกราคาที่มีการพิจารณาเกณฑ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับการพัฒนาโครงการนำร่อง ทาง สนพ. มีแผนนำร่องเปิดศูนย์ไฮโดรเจน วัลเลย์ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

ยุทธศาสตร์ 2: การส่งเสริมการวิจัยและอุตสาหกรรมในประเทศ มาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ พัฒนาการตลาดและกลไกการซื้อขายคาร์บอน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ต่อเนื่องทั้งการขนส่ง เก็บและการนำไปใช้

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการพัฒนาโครงข่ายระบบท่อสำหรับเชื้อเพลิงผสม พัฒนาระบบจัดเก็บ ขนส่ง และสถานีเติมไฮโดรเจน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับไฮโดรเจนสีเขียว

ยุทธศาสตร์ที่ 4: การปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการเกี่ยวกับการใช้การผลิต ความปลอดภัย การขนส่ง การจัดเก็บ และการจำหน่าย

“การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานไฮโดรเจน” หลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจในเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานไฮโดรเจน โดยจะเริ่มจากไฮโดรเจนสีฟ้า ซึ่งเป็นการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนหรือฟอสซิลเป็นวัตถุดิบใน การผลิตเช่นเดียวกัน แต่มีการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน (CCS) เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไว้แล้วอัดเก็บไว้ใต้ดินที่ปลอดภัย และเป้าหมายต่อไป คือ ยกระดับการพัฒนาสู่ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด ซึ่งเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยการแยกน้ําด้วยไฟฟ้าซึ่งไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา โดยใช้น้ําเป็นวัตถุดิบ หรืออีกวิธีคือการใช้ชีวมวลหรือขยะอินทรีย์เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่านหิน จุดอ่อนที่สำคัญของพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ คือ ปัญหาเรื่องความไท่เสถียรเรื่องความเข้มของแสงอาทิตย์แบะแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถกักเก็บพลังงานเป็นระยะเวลานาน ส่วนพลังงานลม คือ ความไม่สม่ำเสมอของความเร็วลมส่งผลให้พลังงานลมเหมาะสมในพื้นที่เฉพาะที่มีกระแสลมแรงต่อเนื่อง

จากรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลนโยบายมาตรการในสหภาพยุโรปประกอบข้อเสนอแนะนโยบายด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในประเทศไทย ปี 2564 ระบุว่าสหภาพยุโรปมองว่าพลังงานไฮโดรเจนจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคต เนื่องจากสามารถสกัดได้จากน้ําซึ่งสามารถนํามาหมุนเวียนใช้ได้ มีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานความร้อนสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยตั้งเป้าว่าในปี 2025-2030 พลังงานไฮโดรเจนกลายเป็น ส่วนหนึ่งของระบบพลังงานแบบรวมด้วยสัดส่วนอย่างน้อย 40 กิกะวัตต์และต้องการผลิตไฮโดรเจนหมุนเวียนให้ได้ถึง 10 ล้านตัน

สำหรับประเทศไทยได้มีการนำไฮโดรเจนมามาใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดย กฟผ. ได้ดำเนินโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ซึ่งทาง กฟผ. กำลังศึกษาเพิ่มเติมแนวทางการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกใหม่ผสมก๊าซธรรมชาติร่วมผลิตไฟฟ้า สัดส่วนร้อยละ 5-20 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่อง โดยจะเพิ่มขึ้นตามขั้นบันไดจากร้อยละ 5 ระหว่างปี 2574-2583 เป็นร้อยละ 10 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2584-2593 และเพิ่มเป็นร้อยละ 15 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2594-2603 และเพิ่มสูงสุดเป็นร้อยละ 20 ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องระหว่างปี 2604-2613

พลังงานไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศไทยและนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่ตั้งเป้าหมายไว้ มาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเป็นหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญเพื่อจูงใจผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานไฮโดรเจน เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนสูงจึงต้องได้รับมาตรการส่งเสริมอย่างชัดเจน

Source : Ch7.com

อุณหภูมิโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละราว ๆ 0.6-0.9 องศาเซลเซียสและถ้าหากลองสังเกตช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราเองเผชิญกับอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงฝุ่นละอองในอากาศที่มหาศาล จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

ปรากฎการณ์นี้กำลังเตือนว่าสุขภาพโลกใบนี้กำลังอ่อนแอลงจนทำให้เกิด เมกะเทรนด์ ในโลกธุรกิจนั้นคือ Net Zero Emissionที่บริษัทระดับโลกมากมายต่างมีเป้าหมายดำเนินธุรกิจ ไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

บริษัทที่จริงจังกับเรื่องนี้ครบทุกมิติ เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยก็คือ Central Group โดยมีการดำเนินการผ่าน 3 บริษัทใหญ่ในเครือ 

1. บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) : ผู้นำธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทย หรือเรียกสั้น ๆ ว่า CRC โดยที่ผ่านมาบริษัทมีโครงการต่าง ๆ มากมาย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

อย่างที่โดดเด่นก็คือโครงการ Say No to Plastic Bags โดยเป็นค้าปลีกแห่งแรกที่งดแจกถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 2019, การใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนส่งสินค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, โครงการ Samui Zero Waste Model ที่ลดขยะอินทรีย์ 41.7 ตัน ผ่านการแปรรูปด้วยเครื่องหมักย่อยสลายทางชีวภาพเป็นปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ

2. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) : ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และโครงการที่พักอาศัยรายใหญ่ของประเทศไทยหรือ CPN ก็จริงจังกับเรื่องนี้มานานก่อนที่จะเกิดกระแส Net Zero 

โดยมีการติดตั้ง สถานีคัดแยกขยะ ในศูนย์การค้าเป็นแห่งแรก และมีการผลักดันให้คัดแยกได้กว่า 20,000 ตัน/ ปี, ผลิตพลังงานสะอาดด้วยตนเองกว่า 28 ล้านยูนิต/ ปี, ติดตั้ง EV Charger Station มากที่สุดในกลุ่มศูนย์การค้า รวมกว่า 495 ช่องจอด และมีการรีไซเคิลน้ำได้มากกว่า 500 ล้านลิตร/ ปี

CPN ยังร่วมกับพันธมิตรมากมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเอง ทั้งเทศบาล เกษตรกร และโครงการ ไม่เทรวม ของกทม. โดยเมื่อปีที่ผ่านมาลดการนำขยะอินทรีย์ไปฝังกลบ ได้ 6,000 ตัน จนถึงรวบรวมขยะรีไซเคิล พร้อมแปลงเป็น “เชื้อเพลิงขยะ” ได้ 18,182 ตัน

3.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จํากัด (มหาชน) : ผู้นำธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมร้านอาหารในประเทศไทย หรือ CENTEL ก็มีการขับเคลื่อนเรื่องนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น เช่น

สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของแขกเรื่องการจัดการขยะด้วยถังขยะรูปปลา “POP Fish” ที่ ย่อมาจาก “Plastic Only Please” เพื่อลดขยะในทะเลและรีไซเคิลขยะพลาสติก, โครงการ Food Surplus Donation ที่จัดการและส่งต่ออาหารส่วนเกินจากโรงแรมที่ยังมีสภาพดีให้กับผู้ที่ต้องการ โดยส่งต่อไปแล้วกว่า 312,782 มื้อ,Going Greener Programme รณรงค์ให้แขกมีส่วนร่วมในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวซ้ำระหว่างเข้าพัก โดยลดการใช้น้ำได้เฉลี่ย 8 ลิตร /ห้องพัก

ส่วนภารกิจที่ทาง Central Group จะ Move on ต่อไปข้างหน้าพร้อมกับวาง Timeline อย่างชัดเจน

– ภายในปี 2024 ติดตั้ง Solar Rooftop ให้ครบ 100% ของศูนย์การค้าในเครือ
– ภายในปี 2030 ใช้ Eco-friendly Packaging 100% ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก และโรงแรม
– ภายในปี 2030 ปลูกป่า 50,000 ไร่ 
– ภายในปี 2030 ลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ ให้ได้สูงสุดร้อยละ 50 ของปริมาณขยะทั้งหมด

ภารกิจทั้งหมดที่ถูกตั้งเป้าหมายไว้ และต้องทำให้สำเร็จก็เพื่อเป้าหมายเดียว คือสร้าง Central Group ให้เป็นอาณาจักร Net Zero ภายในปี 2050

Source : https://www.marketthink.co/43237

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุหนี้น้ำมันและก๊าซหุงต้ม(LPG) กว่า 1 แสนล้านบาท ที่กองทุนน้ำมันฯ ใช้ตรึงราคาช่วยเหลือประชาชนช่วงวิกฤติราคาพลังงานแพงเมื่อปี 2565 คาดจ่ายคืนผู้ค้า ม.7 ได้หมดภายในเดือน ก.ค. 2566 เนื่องจากที่ผ่านมาทยอยชำระคืน จนปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น พร้อมชะลอการกู้เงินเฟส 2 เหลือเพียง 25,000 ล้านบาท จากเป้าหมายจะกู้ 40,000 ล้านบาท เหตุกองทุนฯ เริ่มมีสภาพคล่องสูงขึ้น   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤติราคาพลังงานเมื่อปี 2565 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เข้ามาตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อช่วยเหลือประชาชน จนทำให้กองทุนน้ำมันฯ เป็นหนี้ผู้ค้าน้ำมันและก๊าซ LPG รายใหญ่ หรือ ผู้ค้า ม. 7 รวมกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ทยอยชำระหนี้มาโดยตลอด จนปัจจุบันเหลือหนี้รวม 11,712 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้น้ำมันอยู่ 4,846 ล้านบาท และหนี้ LPG อีก 6,866 ล้านบาท

ทั้งนี้ สกนช.คาดว่าจะสามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้หมดภายในสิ้นเดือน ก.ค. 2566 นี้ ซึ่งจะส่งผลให้หนี้ที่เกิดจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลและLPG ในช่วงวิกฤติพลังงานที่ผ่านมาจบสิ้นลง คงเหลือเพียงหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินสถาบันการเงินเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเป็นหนี้อยู่ประมาณ 55,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวกองทุนน้ำมันฯ ก็จะทยอยชำระดอกเบี้ยตามรอบการกู้เงิน โดยปลอดการชำระเงินต้น 1 ปี

สำหรับเงินกู้จากสถาบันการเงินดังกล่าว ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะกู้จริงประมาณ 110,000 ล้านบาท โดยรอบแรกได้กู้และใช้เงินหมดแล้ว 30,000 ล้านบาท และรอบ 2 มีกรอบวงเงินกู้ 80,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายจะกู้รวม 40,000 ล้านบาทก่อน แต่เมื่อทำการกู้เงินจริงกลับกู้เพียง 25,000 ล้านบาท เนื่องจากพบว่าสถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มปรับตัวดีขึ้นและทำให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้า จนเริ่มมีสภาพคล่องทางการเงิน จึงลดการกู้เงินดังกล่าวลง

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากกองทุนฯ ยังมีสถานะติดลบอยู่ แม้จะเริ่มมีเงินไหลเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม ประกอบกับต้องเตรียมความพร้อมรองรับการปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร หากกระทรวงการคลังกลับมาเก็บภาษีดีเซลตามเดิมหลังหมดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในวันที่ 20 ก.ค. 2566 นี้ 

ซึ่งการจะกู้เงินกับสถาบันการเงินนั้นจะต้องดำเนินการภายในวันที่ 5 ต.ค. 2566 เท่านั้น เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมากำหนดให้กองทุนฯ กู้เงินได้ภายใน 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 ต.ค.2565- 5 ต.ค. 2566 ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้กู้ไปแล้วรวม 55,000 ล้านบาท ยังคงเหลือวงเงินกู้ได้อีก 95,000 ล้านบาท ดังนั้นหากพิจารณาสถานะการเงินกองทุนฯ และแผนการใช้เงินแล้ว หากจำเป็นต้องกู้เงินอีก ทาง กบน.จะต้องวางแผนการกู้เงินให้ทันก่อนครบกำหนด 5 ต.ค. 2566

สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่รายงานโดย สกนช. ล่าสุด ณ วันที่ 9 ก.ค. 2566 พบว่า กองทุนฯ ยังคงติดลบอยู่ -52,270 ล้านบาท โดยมาจากบัญชีน้ำมันติดลบอยู่ -6,598 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ -45,672 ล้านบาท    

โดยกองทุนฯ ยังมีเงินไหลเข้าประมาณ 357 ล้านบาทต่อวัน เป็นเงินที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์รวม 78.86 ล้านบาทต่อวัน, เงินเรียกเก็บจากผู้ใช้และผู้ค้า LPG 22.74 ล้านบาทต่อวัน และเงินเรียกเก็บจากผู้ใช้ดีเซล 257.71 ล้านบาทต่อวัน

Source : Energy News Center