Mazda Motor บริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น กำลังพูดคุยกับ Panasonic Energy ในการพัฒนาแบตเตอรี่ EV เพื่อใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าในอนาคต Mazda ก่อนหน้านี้ได้เปิดเผยการลงทุน 10.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการผลิตรถยนต์ EV จนถึงปี 2030

ผู้บริหารทั้งสองบริษัทเผยว่าพวกเขากำลังสนทนาเพื่อกำหนดความร่วมมือในการตอบสนองความต้องการเพื่อรถยนต์แบตเตอรี่ EV และแบตเตอรี่ยานยนต์ในตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

Mazda มีแววจับมือ Panasonic ปั้นแบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

Mazda ต้องการให้ Panasonic จัดหาแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ผลิตขึ้นที่โรงงานของบริษัทในญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ และคาดว่า Mazda จะใช้แบตเตอรี่ Panasonic ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงประมาณปี 2025-2027 หรือหลังจากนั้น

Mazdaคาดว่ารถ EV จะมีอัตราส่วนระหว่าง 25% ถึง 40% ของรถทั้งหมดที่วางขายจนถึงสิ้นทศวรรษ ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของกลยุทธ์ของ Mazda คือ การร่วมมือกับผู้อื่น เช่นผู้จัดหาแบตเตอรี่เช่นพานาโซนิค หรือพาร์ทเนอร์เจ้าอื่นๆ

Mazda มีแววจับมือ Panasonic ปั้นแบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่ พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

ก่อนหน้านี้ Mazda ได้ใช้แบตเตอรี่ Panasonic สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Demio EV (หรือที่รู้จักในต่างประเทศว่า Mazda 2) รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางการขับขี่ 200 กม.

ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้อาจทำให้มาสด้าสามารถทำรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจเข้ามาแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องรอดูว่าจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้างคาดว่าจะได้เห็นในราวๆ ปี 2025-2027 นี้

ที่มา : electrek

Source : Spring News

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้จัดทำสัญญามาตรฐาน สําหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรอง (VERYs)และใบรับรองเครดิตพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Certificate ( REC )

เพื่อให้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และผู้ที่สนใจใช้เป็น กรอบการทำสัญญาที่เป็นมาตรฐานในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน REC

ดาวน์โหลดไฟล์ สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/wQXKI
ศึกษาคู่มือการใช้สัญญามาตรฐาน : https://shorturl.asia/ogEXa

Dogen City หรือเมืองลอยน้ำ เป็นคอนเซ็ปต์ของสตาร์อัพจากญี่ปุ่นที่ได้ออกแบบเมืองใหม่ ที่ลอยอยู่บนน้ำ เพื่อต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นมลพิษต่างๆ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสึนามิ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับเมืองในแบบปัจจุบันเป็นอย่างมาก

เมืองลอยน้ำนี้ มีขนาดใหญ่ในระดับที่รองรับผู้อยู่อาศัยได้กว่า 10,000 คน คิดค้นโดยบริษัทสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า N-ARK ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบให้คำปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเผยแพร่คอนเซ็ปต์และหน้าตาของเมืองลอยน้ำผ่านเว็บไซต์ พร้อมรายละเอียดต่างๆ อย่างครบถ้วน สามารถดูข้อมูลได้ที่ https://www.n-ark.jp/en/dogen-city

สำหรับเมืองลอยน้ำนี้ ได้มีการโปรโมทออกมาว่าเป็น A Smart healthcare city on the ocean ที่ได้รวมเอาความเป็นอัจฉริยะด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการอาหาร สถาปัตยกรรม ข้อมูล การจัดการด้านพลังงาน โดยเน้นเรื่องของการดูแลสุขภาพแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ภายใต้แนวคิดใหม่ ที่มีการบริการและจัดการทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับเมืองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยนั่นเอง

ขนาดของเมืองจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่ 1.58 กิโลเมตร และมีขนาดของเส้นรอบวงประมาณ 4 กิโลเมตร รองรับผู้พักอาศัยได้ราวๆ 10,000 คน โดยระบบต่างๆ ในเมืองนั้นก็จะมีฟังก์ชั่นเหมือนเมืองขนาดใหญ่ทั่วไป แต่ว่าจะถูกออกแบบให้เหมือนกับหมู่บ้านขนาดเล็กๆ สามารถผลิตกระแสไฟต่อปีได้มากถึง 22 ล้านกิโลวัตต์ รองรับการใช้น้ำได้มากถึง 2 ล้านลิตรต่อปี สามารถกำจัดขยะได้ปีละ 3,288 ตัน และมีการผลิตอาหารได้มากถึง 6,862 ตัน

ตัวเมืองจะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ มากมายอาทิเช่น โรงงานผลิตอาหาร โรงพยาบาล สวนสาธารณะ ห้องทดลอง โรงเรียน สนามกีฬา ศูนย์รักษาความปลอดภัย ฮอล์ขนาดใหญ่ สุสานและสถานที่ประกอบพิธีไว้อาลัย สถานีสื่อสาร ออฟฟิศ เกาะย่อยๆ พื้นที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม และขายสินค้า และโรงแรม ซึ่งแต่ละสถานที่ก็จะมีการแบ่งสัดส่วนกันตามความเหมาะสม

โดยภาพรวมจะมีการแบ่งเป็น 3 ส่วนที่สำคัญหลักๆ ส่วนแรกจะเป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย ส่วนนี้จะถูกเรียกว่า RING หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ ที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ในรูปแบบวงแหวนล้อมรอบตัวเมืองนั่นเอง ส่วนนี้จะมีการออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายกับเรือ มีส่วนเว้าส่วนโค้งเพื่อเป็นส่วนป้องกันให้กับพื้นที่ด้านใน รวมถึงช่วยป้องกันสึนามีได้อีกด้วย สำหรับส่วนที่สองจะเป็นส่วนของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ที่จะถูกออกแบบให้อยู่ในน้ำทะเลที่มีความเย็น จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยลดพลังงานที่ใช้กับศูนย์ข้อมูล อย่างเช่นส่วนของระบบช่วยทำความเย็น เพราะปกติศูนย์ข้อมูลจะมีเครื่องเซิรฟ์เวอร์ที่ทำงานอยู่และเกิดความร้อนมากมายมหาศาลนั่นเอง สำหรับศูนย์ข้อมูลนี้ก็จะเป็นส่วนที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ City OS สำหรับการบริหารเมืองนี้ ทั้งเรื่องของการดูแลเมือง รวมถึงส่วนของการบริการด้านสุขภาพอัจฉริยะ เป็นต้น

ส่วนสุดท้ายก็จะเป็นพวกอาคารที่ถูกออกแบบให้สามารถลอยน้ำได้ อยู่ด้านในของเมือง ซึ่งสามารถเคลือนย้ายได้ ปรับเปลี่ยนการจัดวางได้ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวกับโครงสร้างของเมืองเลย

สำหรับส่วนที่ทางผู้คิดค้นเน้นย้ำเป็นพิเศษของเมืองนี้ก็เห็นจะเป็นส่วนของการบริการด้านสุขภาพอัจฉริยะ ซึ่งจะมีทั้งการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ มีการจัดการการรักษาแบบใหม่ทั้ง การบริการด้านสุขภาพแบบทางไกล คือ คุยกับหมอผ่านทางระบบสื่อสารแทนที่จะต้องเดินทางไปหาหมอ การนำหุ่นยนต์เข้ามาให้บริการ รวมถึงการใช้โดรนเพื่อประโยชน์ทางรักษา เช่น การนำส่งยา นอกจากนี้ยังมีส่วนของการค้นคว้าวิจัย มีธนาคารดีเอ็นเอ มีส่วนของการจำลองการใช้ยารักษาโรค ในส่วนของการรักษาก็จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอีกด้วย ก็เรียกว่าเปลี่ยนการรักษาแบบเดิมๆ ไปเลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของเมืองลอยน้ำ ที่ทางทีมงานได้นำมาบอกเล่าให้ทราบกัน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะเริ่มก่อสร้างเมื่อใด มีเพียงข้อมูลที่คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดใช้งานราวๆ ปี 2030 ใครที่สนใจก็ติดตามข้อมูลอัพเดตได้ที่เว็บไซต์ของ N-ARK ได้เลยครับ หรือถ้ามีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ทางทีมงานก็จะหยิบมาเล่าให้ฟังกันในครั้งต่อไปครับ

“เหล้าจิน Krispy Kreme” ไอเดียใหม่ลดขยะอาหารจาก Krispy Kreme ของฝากนักหิ้วจากกรุงเทพฯสุดโด่งดัง ที่แก้ปัญหาขยะอาหารด้วยการนำเศษโดนัทเหลือทิ้งมาแปลงเป็น “เหล้าจิน”

โดนัท Krispy Kreme ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของฝากสุดฮิตจากกรุงเทพมหานคร Krispy Kreme เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่ในแต่ละวันก็สร้างขยะอาหารเยอะมากเหมือนกัน แม้โดนัทจะขายหมดก็ตาม แต่เศษโดนัทที่เหลือจากกระบวนการผลิตก็ช่างมีเยอะซะเหลือเกิน จะดีแค่ไหน ถ้าเราทำให้ร้านของเราไม่มีขยะอาหารเลย และนี่คือไอเดียจาก Krispy Kreme ในการพยายามทำเรื่องดังกล่าวให้เป็นจริง

Krispy Kreme จับมือกับ Ethical Spirits บริษัทในญี่ปุ่น เพื่อนำเศษเหลือของโดนัทในแต่ละวันมาแปลงเป็น เหล้าจิน ใช่ อ่านไม่ผิด พวกเขานำเศษโดนัทเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตมาแปลงเป็น สุรา ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้มันว่า “Little Joy Spirits”

"เหล้าจิน" จากเศษโดนัทเหลือทิ้ง Krispy Kreme ไอเดียใหม่ลดปัญหาขยะอาหาร

แนวคิดนี้เป็นการต่อเนื่องจากนโยบายการจัดการกับเศษอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้เศษเหลือของโดนัทจะถูกนำไปทำเป็นปุ๋ย แต่ครั้งนี้ พวกเขาอยากต่อยอดให้มันกลับมาเป็นสินค้าตัวใหม่ โดยได้นำแป้งโดและเกลซส่วนเกินของโดนัทสูตรเคลือบแบบดั้งเดิม (original glazed) ของ Krispy Kreme มาทำเป็นเหล้าจิน ซึ่งมันไม่ง่ายเลย

เหล้าจินจากเศษเหลือโดนัท Krispy Kreme Cr. The Ethical Spirits&Co.

พวกเขานำเศษทั้งหมดมาอบให้เป็นบิสกิต โดยใช้เกลซเคลือบเพื่อดึงความหวานและกลิ่นหอมของแป้งออกมา จากนั้นก็นำบิสกิตและคาราเมลเคลือบนั้นมากลั่นด้วยชิควาซา (shikwasa), ส้มวาเลนเซีย, จูนิเปอร์เบอร์รี่, รากแองเจลิกา, เมล็ดผักชี และผงกระวาน เพื่อสร้างรสชาติสดชื่น พร้อมกลิ่นความหวานจาง ๆ ที่อ่อนโยนของ original glazed

นอกจากนี้ พวกเขายังได้ทำโดนัทรสชาติใหม่ โดยใช้สมุนไพรและเครื่องเทศที่เหลือจากการทำ “Last Elegant” หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ Ethical Spirits ให้ออกมาเป็นโดนัทที่ชื่อว่า “Craft Gin Upcycle Old Fashioned”

โดนัทสูตรนี้ พวกเขาได้ทำการนวดสมุนไพรและเครื่องเทศที่บดแล้ว เช่น จูนิเปอร์เบอร์รี่ พริกไทยสีชมพู ลาเวนเดอร์ และกระวานผสมลงในแป้ง จะได้กลื่นของดอกไม้และความเผ็ดร้อน และเห็นว่าช่วยกระตุ้นความอยากอาหารด้วย ที่สำคัญใครที่ชอบทางเหล้าจิน แต่ไม่ชอบแอลกอฮอลล์ เขาก็มีตัวม็อกเทลที่ไม่เข้มข้นให้ลองทานด้วย

เหล้าจินจะขายปลีกอยู่ที่ขวดละ 3,300 เยน หรือประมาณ 800 บาท ส่วนม็อกเทลราคา 756 เยน 185 บาทสำหรับซื้อกลับบ้านหรือทานที่ร้านก็จะอยู่ในราคา 770 เยน หรือ 188 บาท ส่วนโดนัท Craft Gin Upcycle Old Fashioned จะมีราคาอยู่ที่ 291 เยนหรือ 71 บาท และ 297 เยนหรือ 72 บาท สำหรับทานที่ร้าน

Cr. The Ethical Spirits&Co.Cr. The Ethical Spirits&Co.

สำหรับใครที่อยากลิ้มลอง The Little Joy Spirits ได้วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนที่ร้านค้าออนไลน์ Etical Spirits และโรงกลั่น Tokyo Riverside Distillery ในคุรามาเอะ โตเกียว แต่ก็เสียใจด้วยที่ตอนนี้ของหมดแล้ว ของมีจำนวนจำกัด รอรอบต่อไปแทนนะ

แต่สำหรับโดนัทและม็อกเทลของคริสปี้ครีมยังสามารถลิ้มลองได้ที่ Krispy Kreme สาขา Tokyo International Forum ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ตลอดเดือนมิถุนายน ใครอยู่ญี่ปุ่นก็ไปลองกันได้นะ

ที่มาข้อมูล

Japan Today

The Ethicalcal Sprirts&Co.

Source : Spring News

“ไฮโดรเจน” กำลังเป็นกระแสพลังงานทางเลือกใหม่ ซึ่งทั่วโลกอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้เกิดการใช้งานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และเริ่มมีการนำมาใช้ในภาคการขนส่งของไทย ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวในงานสัมมนา “ไฮโดรเจน : พลังงานทางเลือกแห่งอนาคต ตอบโจทย์สภาวะโลกร้อน?” จัดโดย คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 66 ว่า บีไอจี มี Air Products เป็นบริษัทแม่ในสหรัฐ ที่ดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำและปราศจากคาร์บอนของโลก

ทั้งนี้ บีไอจีได้ดำเนินธุรกิจ ไฮโดรเจน ในไทยมากว่า 35 ปี โดยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี น้ำตาล และกระจก ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ต่างมุ่งไปที่การดูแลสังคมว่าจะทำอย่างไรให้สังคมและโลกดีขึ้น โดยบีไอจีเห็นว่าการใช้ไฮโดรเจนภาคขนส่งเป็นสิ่งสำคัญจึงร่วมมือกับ กลุ่ม ปตท. และ โตโยต้า พัฒนาและผลักดันการใช้พลังงานไฮโดรเจนในภาคขนส่ง

การใช้ไฮโดรเจนให้เป็นรูปธรรมจำเป็นมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุน โดยภาคเอกชนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่วนประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไฮโดรเจน รวมทั้งการที่จะไปสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ไทยประกาศไว้ปี 2565 ได้นั้นการใช้ไฮโดรเจนจะมีส่วนสำคัญ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ทั่วโลกยอมรับว่าถ้าไม่ผลักดันไฮโดรเจนอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมาย อีกทั้งการลงทุนก่อสร้างต้องใช้เวลา 4-5 ปี เพื่อไทยจะพึ่งตัวเองให้ได้และลดการนำเข้า จึงต้องเริ่มอย่างรวดเร็ว เพราะหากเสียเวลาเพียง 2-3 ปี จะช้าไปอีก ถ้าทุกภาคส่วนเห็นด้วยก็จะไปด้วยกันได้ทันที

“ขณะนี้ภาครัฐนำ ไฮโดรเจน เข้าไปในแผนพลังงานชาติ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง จึงต้องเริ่มทำให้เป็นแผนพลังงานก่อน และจะมีแผนและยุทธศาสตร์อย่างไรให้ไทยบรรลุเจตนารมณ์ตามนโยบาย 30@30 และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต ซึ่งในไทยใช้ไฮโดรเจนอยู่แต่เป็นรูปแบบภาคีเครือข่าย และการจะบรรจุในแผนพลังงานชาติจะต้องสอดรับกับภาคีเครือข่ายด้วย”

'ไฮโดรเจน' พลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ เร่งไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

นอกจากไฮโดรเจนจะใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งแล้วยังใช้ในภาคพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ด้วย จากปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งการผลิตไฟฟ้าไม่ต้องการปล่อยคาร์บอน และต่างประเทศเริ่มนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูงกว่าและไม่ปล่อยคาร์บอน โดยจะเห็นว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ศึกษาการนำไฮโดรเจนมาผลิตไฟฟ้าเช่นกัน

นายปิยบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรีนไฮโดรเจนยังมีราคาแพง และการจะลดต้นทุนต้องมีปริมาณการใช้จำนวนมากขึ้น ซึ่งหลายภาคส่วนเริ่มที่จะอยากใช้แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะช่วยกระตุ้นการใช้งานอย่างแพร่หลายได้คือ 1) การออกกฏระเบียบเพิ่มไฮโดรเจนเป็นพลังงาน และ 2) การออกมาตรการจูงใจ ปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการด้านภาษีเฉพาะผู้ลงทุนกรีนไฮโดรเจน แต่เมื่อต้นทุนยังสูงก็ยังไม่มีผู้ผลิตลงทุน ดังนั้น ภาครัฐต้องทำให้เกิดความต้องการในการใช้ก่อน เหมือนมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

“แนวโน้มการเติบโตของการใช้ ไฮโดรเจน นั้น หากรัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจังจะช่วยให้เกิดขึ้นเร็ว เพราะเทรนด์ไฮโดรเจนจะมาเรื่อยๆ โดยปัจจัยภาษีคาร์บอน อุตสาหกรรมจะต้องคิดแล้วว่า มีกี่ทางเลือกที่จะทำให้คาร์บอนลดลง ซึ่งไฮโดรเจนก็จะเป็นหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน” นายปิยบุตร กล่าว

การจัดงานสัมมนาครั้งนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ในด้านความเข้าใจอย่างไรบ้าง 

  1. การสนับสนุนของภาครัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐ โดยคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เข้ามาผลักดันสนับสนุนจะเป็นแรงผลักที่ดี
  2. การให้ความรู้ข้อเท็จจริงของไฮโดรเจน เพื่อที่สังคมจะได้ไม่เกิดข้อสงสัย เพราะหลายคนบอกว่าไฮโดรเจนอันตราย ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วทุกเชื้อเพลิงอันตรายหมด แต่จะจัดการอย่างไรให้ปลอดภัยแล้วใช้ประโยชน์จากตรงนั้น การเผยแพร่ข้อเท็จจริงสำคัญ รวมถึงแนวทางมาตรฐานเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทยเป็นอย่างไร อิงตามมาตรฐานประเทศไทยหรือไม่ ทั้งในด้านการผลิต ขนส่ง และการใช้งาน
  3. การสร้างความร่วมมือ บีไอจี ผลิตไฮโดรเจนกว่า 35 ปี แต่หากโตโยต้าไม่มีรถเข้ามาก็ไม่เกิดการใช้งาน หรือหาก ปตท. ไม่อำนวยความสะดวกนำเข้าไปอยู่ในสถานีก็ไม่เกิด จะเห็นว่า 3 ปาร์ตี้มาร่วมมือกันจึงเกิด Ecosystem ในอีกหลายปาร์ตี้ เพราะไฮโดรเจนทำคนเดียวไม่ได้ ซึ่งอนาคตภาครัฐจะเข้ามาอย่างไรถือเป็นอีกพาร์ทเนอร์ไลฟ์ของธุรกิจไฮโดรเจน

ส่วนแนวคิดของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่จะมีโครงการนำร่องพื้นที่ใช้จริง เช่น การสร้างไฮโดรเจน วัลเลย์ ในพื้นที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเป็นต้นแบบกระบวนการจัดหา กำกับ ใช้ ทดสอบ จะแสดงผลจริงนั้นมองว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเป็นคลัสเตอร์ของการใช้งานที่ดีที่มีทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดการปล่อยคาร์บอน และไม่ต้องกังวลการปล่อยคาร์บอน

'ไฮโดรเจน' พลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ เร่งไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

Source : กรุงเทพธุรกิจ