จากปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และเป็นขยะอีก 1 ประเภทที่กำจัดได้ยาก หากปล่อยให้ย่อยสลายเองก็ใช้เวลานานมากราวๆ 500 ปี จึงจะสลายได้หมด และหากจะกำหนดด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น การเผาทิ้ง ก็จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง และไอกรดต่างๆ ที่ส่งผลทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นอีกด้วย

แม้ว่าในปัจจุบันมีการลดใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น แต่ทว่าก็มีการใช้สินค้าที่มีการบรรจุในห่อพลาสติกเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารต่างๆ ที่คนนิยมซื้อแบบสำเร็จรูปมากยิ่งขึ้น ทำให้ปัญหาเรื่องขยะพลาสติกไม่ได้ลดน้อยลงเลย ซึ่งก็มีผู้เชี่ยวชาญพยายามคิดค้นหาวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ การกำจัดในหลายหลายรูปแบบ รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “การเอาขยะพลาสติกไปทำเป็นถนน” นั่นเอง

การนำขยะพลาสติกไปทำเป็นถนนนั้น จะใช้รูปแบบของการนำไปผสมกับยางมะตอยที่เราใช้ทำถนนกันปกติอยู่แล้ว ซึ่งพบว่าถนนมีความทนทานมากขึ้นกว่า 10 เท่า แถมยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้ยางมะตอยเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกด้วย

ขยะพลาสติกประเภทไหนเอามาทำถนนได้บ้าง

ขยะพลาสติกที่จะนำมาทำถนนได้นั้น ต้องเป็นพลาสติกประเภทที่เรียกว่า เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) เป็นพลาสติกที่หลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อนและแข็งตัวเมื่อเย็นลง สามารถหลอมเหลวซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่เสียคุณสมบัติเดิม พลาสติกประเภทนี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ โดยยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภทตามสัญลักษณ์การรีไซเคิล

  • PETE (Polyethylene Terephthalate) หรือ PET เป็นพลาสติกใส แข็ง ทนแรงกระแทกดี ไม่เปราะแตกง่าย และกันแก๊สซึมผ่านดี ใช้ทำขวดบรรจุน้ำดื่ม ขวดน้ำมันพืช เป็นต้น
  • HDPE (High Density Polyethylene) หรือ HDPE เป็นพลาสติกที่เหนียวและแตกยาก ค่อนข้างแข็งแต่ยืดได้มาก ทนทานต่อสารเคมีและสามารถขึ้นรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย ใช้ทำขวดนม ขวดน้ำ และบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำยาทำความสะอาด ยาสระผม เป็นต้น
  • PVC (Polyvinylchloride) หรือ PVC เป็นพลาสติกที่ทนทานต่อสารเคมีและความร้อน ใช้ทำท่อ ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  • LDPE (Low Density Polyethylene) หรือ LDPE เป็นพลาสติกที่เหนียวและยืดหยุ่นสูง ใช้ทำถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร ฟิล์มห่อหุ้ม เป็นต้น
  • PP (Polypropylene) หรือ PP เป็นพลาสติกที่แข็งแรงและทนทานต่อการเสียดสี ใช้ทำขวดพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น
  • PS (Polystyrene) หรือ PS เป็นพลาสติกที่น้ำหนักเบาและราคาถูก ใช้ทำถาดใส่อาหาร ถ้วย ช้อน กล่องโฟม เป็นต้น
  • Others (อื่นๆ) เป็นพลาสติกประเภทอื่น ๆ ที่ไม่สามารถจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งได้ เช่น ABS, POM, PC, PETG เป็นต้น

สำหรับพลาสติกประเภท PVC นั้นทางผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้เอามาทำถนนเนื่องจากเมื่อถูกความร้อนเกิน 180 องศาเซลเซียส ตัวพลาสติก PVC จะระเหยกลายเป็นไอของกรดเกลือซึ่งเป็นอันตรายกับสิ่งมีชีวิตนั่นเอง

ขั้นตอนการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนน

สำหรับขั้นตอนการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนนั้นก็มีหลายขั้นตอน ดังนี้

  1. คัดแยกขยะพลาสติก โดยแยกพลาสติกประเภทต่าง ๆ ออกจากกัน เช่น พลาสติกแข็ง พลาสติกอ่อน และพลาสติกผสม
  2. ล้างทำความสะอาดขยะพลาสติก เพื่อให้ไม่มีสิ่งปนเปื้อน
  3. บดขยะพลาสติกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 0.5-1 มิลลิเมตร
  4. ผสมขยะพลาสติกที่ถูกให้ความร้อนประมาณ 160 – 180 องศาเซลเซียส กับยางมะตอยที่อุณหภูมิเดียวกัน หรือวัสดุอื่น ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยพลาสติกที่ถูกหลอมละลายจะเป็นตัวเชื่อมวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกัน
  5. เทส่วนผสมลงบนพื้นผิวถนนและบดอัดให้แน่น

ในการใช้พลาสติกผสมกับยางมะตอยจะสามารถทดแทนยางมะตอยได้ราวๆ 10% ของน้ำหนัก และมีความแข็งแรงกว่าถนนที่ใช้ยางมะตอยแบบเดิมกว่า 60% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งาน หรือความทนทานมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า และถนนที่ใช้ส่วนผสมของขยะพลาสติกก็มีน้ำหนักเบากว่าถนนปกติถึง 4 เท่าด้วยกัน

ปัจจุบันมีการนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนในหลายประเทศทั่วโลก เช่น อินเดีย เนปาล สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศไทย

ในประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งเริ่มนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนน เช่น

  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทดลองสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลความยาว 220 เมตร ในปี พ.ศ. 2561
  • กรมทางหลวงชนบท ได้ทดลองสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลความยาว 100 เมตร ในจังหวัดกำแพงเพชร ในปี พ.ศ. 2562
  • กรุงเทพมหานคร ได้ประกาศแผนที่จะสร้างถนนพลาสติกรีไซเคิลบนพื้นที่ 100,000 ตารางเมตร ภายในปี พ.ศ. 2568

การนำขยะพลาสติกมาทำเป็นถนนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาขยะพลาสติก ยังช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึง 1.7 – 2.6 ตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อตันของปริมาณพลาสติกที่ทดแทนยางมะตอย และช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

Proton ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย และ Geely ค่ายรถจีน กำลังพิจารณาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

Proton หนึ่งในค่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย กำลังพิจารณาในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในประเทศไทย ซึ่งเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า แบรนด์ Proton มีที่มาที่ไปอย่างไร และน่าสนใจแค่ไหนถ้าหากจะเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยจริง

Proton เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ถือเป็นแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทกำลังหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยภายใต้การเป็นเจ้าของบางส่วนของ Zhejiang Geely Holding Group ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ หรือเรียกสั้นๆว่า Geely นั่นเอง 

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ Geely Holding Group ยังเป็นเจ้าของ Volvo และ Lotus และมีหุ้นใน Mercedes Benz ด้วย ทำให้การตั้งโรงงานในครั้งนี้เราอาจได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่คนเฝ้ารอคอยอย่าง Smart#1 ในประเทศไทยด้วย

Proton จับมือ Geely ตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย อนาคตไทย EV Hub ของอาเซียน

อย่างไรก็ตาม เพื่อดึงดูดผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทย รัฐบาลไทยยังได้เสนอเงินอุดหนุนให้สูงถึง 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยภายใต้โปรแกรมนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องเริ่มผลิตรถ EV ในประเทศตั้งแต่ปี 2024 เชื่อว่าข้อเสนอนี้จะทำให้หลากหลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอาจทยอยเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

ค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD ในปัจจุบันมีสัดส่วน 30% ของยอดขายรถ EV ในประเทศไทย และก็มีแผนที่จะสร้างโรงงานรถ EV ในจังหวัดระยองด้วย ส่วน GWM และ SAIC Motor Group อีกสองบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ต่างก็ต้องการจะผลิตรถ EV ในประเทศไทยเช่นกัน 

อนาคตประเทศไทยอาจกำลังกลายเป็น Regional EV hub หรือศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคแถบอาเซียน เนื่องจากมีอัตราการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น และนโยบายส่วนลดจากรัฐบาลที่จะช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสามารถซื้อและจำหน่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะมีค่ายรถยนต์ต่างๆเข้ามาพิจารณาในการตั้งโรงงานผลิต EV เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน 

ที่มา : nikkei-asia

Source : Spring News

จากการที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP27) โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emissions) ในปี ค.ศ. 2065

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า  ปตท.สผ. มีแนวคิด EP Net Zero 2050 โดยหนึ่งในแผนงานที่สำคัญคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม ด้วยการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลาย ๆ ประเทศวางแผนให้เป็นเทคโนโลยีหลักในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณมากกว่าเทคโนโลยีแบบอื่น

ปัจจุบันเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ไทยมีจำนวนการปล่อยคาร์บอนปี 2022 สูงถึง 250 ล้านตัน หากจะลดคาร์บอนทั้งหมดจะต้องปลูกป่าถึง 160 ล้านไร่ แต่ประเทศไทยทั้งประเทศมีป่า 321 ล้านไร่ ซึ่งต้องเปลี่ยนประเทศครึ่งประเทศเป็นป่า

'ปตท.สผ.' ลุย เทคโนโลยี CCS อาวุธลับ 'ดักจับ-กักเก็บคาร์บอน' สู่ Net Zero

ประเทศไทยมีการใช้พลังงานในภาคขนส่งและการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 75% แม้ภาครัฐจะใช้นโยบายที่จะขยับไปพลังงานหมุนเวียน แต่ต้นทุนการสร้างพลังงานที่ผลิตไฟฟ้ายังสูง ดังนั้น ระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในไทยยังสำคัญ แต่จะต้องทำให้สะอาดมากขึ้น ด้วยวิธีการแยกคาร์บอนไปจัดเก็บ” 

ทั้งนี้ 4 สาระสำคัญสำหรับเป้าหมายการกักเก็บคาร์บอนระยะยาวของไทย คือ

1. Technology & Cost ซึ่งปัจจุบันแเทคโนโลยี CCS ยังมีต้นทุนสูง 

2. Economic & Incentive หากจะส่งเสริมตลาดที่ยั่งยืน จะต้องสร้างเศรษฐกิจและแรงจูงใจที่มากพอ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น นโยบายคาร์บอนเครดิต 

3. Environment & Public การลงทุน CCS สิ่งที่จะตามมาคือ สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสังคม

4. Regulation & Liability ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ยังไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ ปตท.สผ. จะใช้ CCS เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย โดยดำเนินการผ่านโครงการ Eastern CCS จะสามารถช่วย Decarbonize กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้า โรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และ เหล็ก เป็นต้น โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพอยู่ใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

อย่างไรก็ดี พื้นที่ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสำรวจทางธรณีวิทยาอย่างจริงจัง รวมถึงการเจาะหลุมสำรวจเพื่อศึกษาความเหมาะสมของชั้นหินปิดทับ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มาก มีความเสี่ยงสูง และเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้ต้องมีกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลงทุน และ ระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน

ทั้งนี้ โครงสร้างทางธรณีวิทยาของประเทศไทย มีความสามารถในการอัดกลับและกักเก็บคาร์บอนแตกต่างจากประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บใน depleted reservoir หรือ saline aquifer ดังนั้น ปตท.สผ. จะผลักดันโครงการนำร่องการกักเก็บคาร์บอนในแหล่งอาทิตย์ (Arthit CCS) โดยวางแผนในการกักเก็บคาร์บอนทั้งหมดจากกระบวนการผลิตต้นน้ำ (Zero-flaring) โดยต้องใช้หลุมอัดกลับอย่างน้อย 7 หลุมที่เบื้องต้นใช้เงินลงทุนสูงราวประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ 

แม้ว่าจะเป็นโครงการนำร่องจะสามารถใช้ facility ที่มีอยู่แล้ว มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก็ตาม ดังนั้น ความชัดเจนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง Incentivized mechanismต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เบื้องต้น ปตท.สผ. ตั้งเป้าโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์จะเริ่มจัดเก็บที่ 1 ล้านตันต่อปี จึงหวังว่าเมื่อภาครัฐเห็นความสำคัญถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ ของสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรแห่งชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) กำหนดให้ CCS มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยของประเทศไทย ปตท.สผ. จึงตั้งเป้าหมายให้โครงการ CCS ช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไคออกไซค์ ประมาณ 40 ล้านตันต่อปี ในปี ค.ศ. 2050 และเพิ่มเป็น 60 ล้านต้นต่อปี ในปี ค.ศ. 2065  ซึ่งปัจจัยที่จะส่งเสริมให้บรรลุเป้าหมายนั่นคือทุกองค์ประกอบของการลงทุนCCS ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทุกฝ่าย 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ราคา LPG โลกเริ่มขยับขึ้นสูงกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน และมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีก เหตุเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวในต่างประเทศ กองทุนน้ำมันฯ เร่งเข้าชดเชยราคาจำหน่ายปลีก LPG แล้วกว่า 9 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ส่งผลเงินบัญชี LPG ไหลออก 13 ล้านบาทต่อวัน ยืนยันกรอบวงเงินชดเชย 48,000 ล้านบาท ยังเหลือเกือบ 3 พันล้านบาท เพียงพอดูแล LPG ถึงสิ้นปี 2566 ตามนโยบายรัฐแน่นอน

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ตลาดโลกเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 400-500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน มาอยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันแล้ว เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวในต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการซื้อ LPG ทั่วโลกสูงขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่น ดังนั้นต้องจับตาดูว่าจะขยับไปถึง 800 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เหมือนปี 2565 ที่ผ่านมาหรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากการปรับขึ้นราคา LPG ตลาดโลกส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในส่วนของบัญชี LPG จะต้องนำเงินเข้าไปพยุงราคาจำหน่ายปลีกมากขึ้น เพื่อไม่ให้ราคาจำหน่ายปลีก LPG ในประเทศเกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องตรึงราคาไว้จนกว่าจะสิ้นสุดมาตรการในเดือน ธ.ค. 2566 นี้

โดยราคา LPG ตลาดโลกที่ขยับขึ้นไปถึง 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ทำให้กองทุนฯ ต้องเข้าไปชดเชยราคา LPG ถึง 9 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 135 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) ซึ่งหากไม่มีการชดเชยจะส่งผลให้ราคาขายจริงอยู่ที่ 35.07 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 526.05 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) ซึ่งการชดเชยราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคา LPG มาอยู่ที่ 25.87 บาทต่อกิโลกรัม (หรือเท่ากับ 388.05 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม) เมื่อรวมกับค่าขนส่งแล้วราคาจะไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม   ตามที่รัฐกำหนดไว้

อย่างไรก็ตามการชดเชยราคาดังกล่าวส่งผลให้บัญชี LPG ประสบปัญหาเงินไหลออก 13 ล้านบาทต่อวัน หรือ 390 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้หากราคา LPG ตลาดโลกขยับขึ้นอีกช่วงปลายปี 2566 นี้ กองทุนฯ จำเป็นต้องเข้าไปชดเชยราคาเพิ่มขึ้นเพื่อพยุงราคาจำหน่ายปลีกในประเทศไม่ให้เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ตามนโยบายรัฐบาล

สำหรับบัญชี LPG นั้น ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดให้ใช้เงินบัญชี LPG ชดเชยราคาได้ไม่เกินกรอบวงเงิน 48,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันใช้ไปแล้ว 45,005 ล้านบาท เหลือเงินอยู่ 2,995 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เชื่อว่าจะสามารถดูแลราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ได้ครบตามกำหนดสิ้นปี 2566 แน่นอน   

ส่วนภาพรวมสถานะกองทุนฯ ล่าสุดที่ สกนช. รายงาน ณ วันที่ 8 ต.ค. 2566 พบว่ากองทุนฯ ยังคงติดลบอยู่ 68,327 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 23,322 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบ 45,005 ล้านบาท โดยยังมีเงินไหลเข้าจากการเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 141.22 ล้านบาทต่อวัน แต่มีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและ LPG วันละ 364.66 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมเงินไหลออกจากกองทุนฯ  223.44 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็น 6,703 ล้านบาทต่อเดือน

Source : Energy News Center

TCP กระตุ้นทุกภาคส่วนเร่ง “ลงมือทำ” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ รับภาวะโลกเดือด งัด 4 แกนหลักขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ.2593 อัดงบความยั่งยืนกว่า 100 ล้านบาทต่อปี ผนึกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนธุรกิจ

ปี 2565 กลุ่มธุรกิจ TCP ตั้งงบลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2565-2567) โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในต่างประเทศโดยเฉพาะในจีน ควบคู่กับการทำ Action Plans ลงมือปฏิบัติลดปัญหาสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต ซึ่งจะผนึกงบเพื่อดำเนินการด้านความยั่งยืน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนธุรกิจ ที่แต่ละปีคาดว่าจะใช้กว่า 100 ล้านบาท ในการดำเนินงาน

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ได้กล่าวในงาน “TCP SUSTAINABILITY FORUM 2023” ที่ TCP จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อช่วยขยายองค์ความรู้ สร้างความตระหนักกับประชาชนและทุกภาคส่วน ถึงปัญหาภาวะโลกร้อนว่า ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ปัจจุบันทุกคนสามารถรับรู้ได้จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ฉะนั้นทุกคนต้องเร่งลงมือปรับเปลี่ยนทันทีเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศแบบสุดขั้ว

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP 

กลุ่ม TCP ดำเนินการปรับเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่ต้นนํ้า คือการผลิต ไปสู่ปลายนํ้าคือ สู่มือผู้บริโภค ภายใต้แผนงาน 4 แกนหลัก ได้แก่ Product Excellence นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ถ้าผลิตออกมาขายไม่ได้ คือผิดตั้งแต่เริ่มต้น ผลิตภัณฑ์ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค, Circular Economy ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน TCP มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งโปรดักส์ทั้งหมด ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี พ.ศ.2567, Water Sustainability ส่งเสริมการจัดการนํ้าอย่างยั่งยืน TCP วางเป้าหมายสู่นํ้าสุทธิเป็นบวก ภายในปี พ.ศ.2573 และ Low Carbon Economy ตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

ปรับเปลี่ยนสู่พลังงานยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กลุ่ม TCP ได้ปรับเปลี่ยนสู่การใช้พลังงานยั่งยืน ทำให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 4% หรือลดคาร์บอนได้ประมาณ 2,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากปี 2564 โดยในส่วนของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่โรงงานผลิตไปแล้วราว 12 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 23 % ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมดของโรงงาน นอกจากนี้ ยังพัฒนาส่วนของโรงงานสู่ Smart Manufacturing พัฒนาระบบการผลิตให้สูญเสียน้อยที่สุด และต้องได้ผลลัพธ์มากขึ้น

รวมไปถึงการสร้างอาคารออฟฟิศใหม่ ด้วยงบราว 740 ล้านบาท ด้วยการออกแบบให้สอดรับกับการทำงานรูปแบบใหม่ กับแนวคิด Open Office พื้นที่ทำงานจึงเปิดโล่ง พร้อมจัดสรรพื้นที่กว่า 30% เป็นพื้นที่ส่วนกลางระหว่างแผนกเพื่อใช้เป็นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการลดใช้พลังงานและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จนได้รับมาตรฐาน LEED แพลทตินั่ม

ส่วนเรื่องของโลจิสติกส์ จะเริ่มนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ภายในปีหน้า (พ.ศ. 2567) ประมาณ 23% และปี พ.ศ.2573 จะเพิ่มสัดส่วนการใช้เป็น 30%

TCP อัดงบความยั่งยืน ปีละ 100 ล้าน กู้ภาวะโลกเดือด

ขับเคลื่อนแพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก

นายสราวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะให้ความสำคัญกับการลดนํ้าหนักของบรรจุภัณฑ์ โดยลดนํ้าหนักกระป๋องอลูมิเนียมลง 10% ฝากระป๋องอะลูมิเนียม 7% ขวดแก้ว 21% ขวดพลาสติก 9% โดยตั้งเป้าพัฒนาแพ็กเกจจิ้งในกลุ่ม ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี พ.ศ.2567 และสนับสนุนการเก็บกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล

ส่วนของฉลาก หันมาใช้ฉลากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต หรือ PET แทนการใช้ฉลากพลาสติกชนิดโพลีไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และมีความปลอดภัยกับผู้บริโภค

รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสร้างความรับผิดชอบไปยังช่วงต่างๆ ของวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ สามารถช่วยให้ผู้ผลิตได้คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเริ่มต้นคิด การออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก การจัดส่งกระจายสินค้า การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซํ้า จนนำมาสู่การนำกลับมาใช้ใหม่

ปัจจุบัน TCP ใช้กระป๋องที่จำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย เป็นกระป๋องที่ผลิตจากรีไซเคิลอะลูมิเนียม มีการนำกระป๋องเข้าสู่การรีไซเคิลได้มากกว่า 63 ล้านใบ หรือราว 803 ตัน และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 7,339 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ในขณะที่กล่องกระดาษที่ใช้ 99% เป็นกระดาษที่ได้มาตรฐาน FSC

นายสราวุฒิ กล่าวอีกว่า แผนต่อไปของ TCP คือ การตั้งเป้าสู่ 1, Zero Carbon Beverage แม้จะรู้ว่ายาก แต่ TCP ต้องทำ 2. Supply Chain Transparency 3. Water-Stress Mitigation เรื่องนํ้าเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง และ 4. Health and Nutrition Focus การสร้างสรรค์โปรดักส์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ก็ยังต้องเดินหน้าต่อเนื่องเช่นกัน

“การทำเรื่องความยั่งยืน ส่วนที่ยากที่สุด คือ สโคป 2 และ 3 เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับพาร์ทเนอร์และซัพพลายเออร์ ส่วนปัญหาใหญ่ คือเรื่องของเวลา เพราะทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา ในขณะที่โลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เชื่อว่า ทุกคนยินดีที่จะลงมือทำ แต่ภาครัฐควรสนับสนุน เพราะมันมีความยากในทางปฏิบัติหลายอย่าง ที่ต้องปลดล็อกไปเรื่อย ๆ”

Source : ฐานเศรษฐกิจ