ประชาชนยังมีความกังวลเรื่องค่าไฟแพง หนุนยอดขอติดตั้ง“โซลาร์เซลล์” พุ่งพวด ทำธุรกิจติดตั้ง “โซลาร์เซลล์” อู้ฟู่มากๆ พร้อมพาไปดู 5 ปัจจัยบวกหนุนอื่นๆ มีอะไรบ้าง ?

คนยังหลอนค่าไฟแพง แห่ติดตั้งโซลาร์เซลล์

การติดตั้ง “โซลาร์เซลล์” เป็นพลังงานสะอาด ที่นอกจากจะช่วยรักษ์โลกแล้ว ยังช่วยให้ประหยัดค่าไฟฟ้าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายครัวเรือนเริ่มสนใจหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ใช้แล้วเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดโลกร้อน จากการที่ประชาชนสนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำให้ยอดขอติดตั้งโซลาร์เซลล์ พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ

โดยนายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. เน้นในเรื่องของโซลาร์รูฟ เพราะประชาชนสนใจและเริ่มติดตั้งเยอะขึ้น ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ขึ้นไป ที่อาจขอข้อยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาต ส่วนกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ขอติดตั้งเกิน 1,000 กิโลวัตต์ จะมีขั้นตอนที่มากกว่าโดยเฉพาะการขอใบอนุญาต จึงต้องอธิบายตามกระบวนการว่าแต่ละขนาดควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อความรวดเร็วในการติดตั้ง

ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ในไทยบูม
ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ในไทยบูม

ทั้งนี้ที่ผ่านมาการขอติดตั้งโซลาร์รูฟอาจใช้ระยะเวลาที่ยืดยื้อด้วยปัจจัยหลายอย่าง กกพ. จึงพยายามปรับกระบวนการให้อยู่บนออนไลน์มากขึ้น เมื่อเอกสารการขอครบถ้วนโดยเฉพาะใบอนุญาตประเภทต่าง ๆ ก็สามารถยื่นขอตามขั้นตอนได้เลย ซึ่งปัจจุบันถือว่าการขอติดตั้งโซลาร์เซลล์ สำหรับบ้านอยู่อาศัยเร็วขึ้น แต่หากเป็นกลุ่มโรงงาน หรือธุรกิจที่มีจำนวนกิโลวัตต์สูง จะต้องใช้เวลาในการเริ่มต้นของการขอใบอนุญาตซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงปรับปรุง เพื่อลดขั้นตอนที่เคยประกาศจากเดิมการขอติดตั้งขนาดเล็กสำหรับประชาชนทั่วไปจะต้องแล้วเสร็จใน 1 เดือน และหากเกิน 200 กิโลวัตต์ จะต้องเร็วขึ้นกว่า 2 เดือน

พามาดู 5 ปัจจัยบวกที่หนุนธุรกิจติดตั้ง “โซลาร์เซลล์”  สูงมากขึ้น

  • ค่าไฟแพงขึ้น
  • กลุ่มธุรกิจโรงงาน เห็นถึงความสำคัญของการลดค่าไฟแล้ว และสามาารถรับรองได้ว่าเป็นโรงงานที่ใช้พลังงานสะอาด
  • สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เนื่องจากโรงงานแต่ละแห่งได้รับสิทธิพิเศษจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
  •  เทรนด์การใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมากขึ้น ที่อาจจะมาจากสังคมผู้สูงวัยที่มีคนอยู่บ้านในช่วงเวลากลางวันมากขึ้น รวมถึงกลุ่มคนที่นิยมทำงานที่บ้านมากขึ้น
  •  ต้นทุนค่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงกว่าเดิมจากราคากว่า 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เหลือเพียง 20 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

“จากข้อดีดังกล่าวที่กล่าวมาจึงทำให้การขอติดตั้งโซลาร์ใช้เองเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟกว่า 4 บาทต่อหน่วย รวมถึงแนวโน้มการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้า สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งแล้วประมาณ 10-20 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากยอดสะสมการติดตั้งนับตั้งแต่ปี 2562-2565 ที่มีเพียง 9 เมกะวัตต์ จากโควตารับซื้อรวม 260 เมกะวัตต์”

อย่างไรก็ตามสำหรับโควตารับซื้อไฟฟ้าภาคประชาชนนั้น ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2566 ได้ปรับหลักเกณฑ์การรับชื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนใหม่ จากเดิมจะประกาศรับซื้อปีต่อปี เปลี่ยนเป็นการรับซื้อระยะยาว 10 ปี (พ.ศ. 2564-2573) รวม 90 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1

ดังนั้นหากประชาชนเข้าร่วมโครงการมากกว่าโควตาที่กำหนด 90 เมกะวัตต์ก่อนปี 2573 กระทรวงพลังงาน สามารถขอ กพช. ขยายโควตาการรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนเพิ่มได้อีกตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในเวลานั้น  

Source : Spring News

ACE ลงนาม PPA โรงไฟฟ้าพลังงาน “แสงอาทิตย์” ล็อตแรกฉลุย 15 โครงการ 92.73 เมกะวัตต์ คาดสามารถเปิด COD ได้ภายในปี 2567 – 2568

นายธีรวุฒิ ทรงเมตตา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ว่าโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ในกลุ่มที่มีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (SCOD) ช่วงปี พ.ศ.2567– 2568 จำนวน 15 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายรวม 92.73 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดยบริษัทย่อยของ ACE ได้รับการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะเวลา 25 ปี จาก กฟภ. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 โดยมีอัตราขายไฟฟ้าแบบ FiT ที่ 2.1679 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญา คาดทั้ง 15 โครงการจะช่วยเพิ่มรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับ ACE ประมาณ 547.52 ล้านบาทต่อปี

สำหรับ 15 โครงการข้างต้นที่ได้รับการลงนาม PPA จะครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด โดยเป็นผลสืบเนื่องจากประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อเดือนเมษายน 2566 ที่ระบุให้บริษัทย่อยซึ่ง ACE ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 จำนวน 14 บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน คิดเป็นจำนวนรวม 18 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายรวม 112.73 เมกะวัตต์

สำหรับอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างรอการลงนาม PPA นั้นจะเป็นกลุ่มโครงการที่มีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี พ.ศ.2570 กำลังผลิตเสนอขายรวม 20.00 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้รับการลงนามในภายหลังตามลำดับ ซึ่งบริษัท จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้งเมื่อได้รับการลงนามสัญญา PPA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เมื่อ ACE สามารถ COD ครบทั้ง 18 โครงการคาดจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ ACE ประมาณ 664.76 ล้านบาทต่อปี

“นอกจากข่าวดีเกี่ยวกับการลงนาม PPA ในกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินที่เพิ่งได้รับมานั้น ในส่วนของการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ ตามแผนล้วนมีความคืบหน้าไปมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าขยะชุมชนของ อบต.เชียงหวาง อุดรธานี และ อบต.โชคชัย นครราชสีมา ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ 18.9 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตเสนอขาย (PPA) รวม 15.75 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิด COD ได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2567” นายธีรวุฒิ กล่าวเสริม

ขณะเดียวกันล่าสุด ACE เพิ่งประสบความสำเร็จจากการขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2566 ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 391.60 ล้านบาท บริษัทได้ออก และเสนอขายหุ้นกู้ โดยเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจ และ/หรือ เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด

ปัจจุบัน ACE มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมมากกว่า 652.64 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นที่เปิด COD แล้ว 23 โครงการ 257.57 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนา 68 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวมมากกว่า 395.07 เมกะวัตต์  โดยยังคงมองหาโอกาสการลงทุนโครงการพลังงานสะอาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความพร้อม และเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดทุกประเภท อาทิ ชีวมวล ชีวภาพ ขยะชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม สอดรับจุดยืนในการมุ่งสู่ “ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก” และเป้าหมาย “การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  เปิดบูธ “EGAT EV Business Solutions” ในงาน Bangkok EV Expo 2023 โชว์  3 แพ็คเกจ ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครบวงจร หวังดึงผู้สนใจร่วมลงทุน หนุนนโยบายรัฐส่งเสริมการใช้รถEV พร้อมตั้งเป้าหมาย ปี 2567 เดินหน้าขยายการติดตั้งสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอีก 50 แห่งครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

วันที่ 26 ต.ค. 2566 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเปิดบูธ EGAT EV Business Solutions (บูธ EL21) ในงาน Bangkok EV Expo 2023 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 29 ต.ค. 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในบูธ “EGAT EV Business Solutions” จะให้คำแนะนำด้านการบริการออกแบบและติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจร (one-stop service) ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยจาก กฟผ.

นางรังสินี ประกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ได้เปิดตัวแพ็คเกจสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3 แพ็คเกจ S, M, L ให้ผู้สนใจลงทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับสถานที่และรูปแบบธุรกิจ ทั้งขนาดของเครื่องชาร์จ เวลาในการใช้บริการในพื้นที่ ซึ่งเหมาะทั้งผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า Community Mall โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน ไปจนถึงจุดพักรถ

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้พบกับผู้เชี่ยวชาญจาก กฟผ. ที่ให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ อาทิ รูปแบบโมเดลการลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จ ผลตอบแทนจากการลงทุน การเลือกตำแหน่งสถานีที่เหมาะสมกับสถานที่ การควบคุมสถานีด้วยระบบบริหารจัดการ BackEN EV รวมถึงสาธิตการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ที่พัฒนาโดย กฟผ. เพื่อให้ผู้สนใจได้เตรียมความพร้อมก่อนลงทุนจริง พิเศษสุด รับส่วนลดสูงสุด 90,000 บาท เมื่อมัดจำการติดตั้งภายในงาน

“การออกบูธวันนี้ ถือเป็นครั้งแรกของ กฟผ.ที่เปิดตัว 3 แพ็คเกจ หวังดึงผู้สนใจเข้าร่วมลงทุน ซึ่งจากวันแรกได้รับการตอบรับที่ดี แต่ละแพ็คเกจมีผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนแล้วประมาณอย่างละ 10 ราย”

ปัจจุบัน กฟผ.ดำเนินงาน EV Ecosystem แบบครบวงจร ตั้งแต่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EleX by EGAT แอปพลิเคชัน EleXA ระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จ BackEN EV พร้อมด้วยทีมบริการลูกค้ายานยนต์ไฟฟ้า EV Customer Service มีความเชี่ยวชาญด้านการทำสถานีในเครือข่ายมาแล้วกว่า 150 สถานี และถึงสิ้นปี 2566 นี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 180 สถานี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ทำให้ กฟผ. เข้าใจความต้องการของเจ้าของสถานีชาร์จได้ดีที่สุด ขณะที่ ปี 2567 กฟผ.มีแผนที่จะเดินหน้าขยายสถานีในเครือข่าย เพิ่มขึ้นอีก 50 สถานี ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กฟผ. มุ่งมั่นดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลสังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2050 ด้วยกลยุทธ์ Triple S คือ 1) Sources Transformation เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน 2) Sink Co-creation เพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บคาร์บอน และ 3) Support Measures Mechanism กลไกการสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจพบกันได้ที่บูธ EGAT EV Business Solutions บูธ EL21 ในงาน Bangkok EV Expo 2023 วันที่ 26 – 29 ต.ค. 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA: @BackenEV https://egatev.egat.co.th หรือ FB Page: EGAT EV

Source : Energy News Center

ตลาดคาร์บอนทั่วโลกเติบโตรวดเร็ว แต่ปี 2022 เริ่มชะลอตัวลง จากกลไกตลาด ด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. สรุปภาพรวม ตลาดคาร์บอนเครดิต ทั่วโลก โดยพบว่า หลังจากปี 2020-2021 ตลาดคาร์บอนทั่วโลกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2022 ตลาดคาร์บอนเริ่มชะลอตัวลง เกิดจากกลไกตลาดทั้งด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ความต้องการส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ภาคธุรกิจเอกชนแบบสมัครใจ ขณะที่ความต้องการจากภาคบังคับเริ่มมีความต้องการมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2022 มีการรับรองคาร์บอนเครดิตลดลงประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจากมาตรฐานอิสระ (Independent crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นองค์กรอิสระ เช่น Verified Carbon Standard, Gold Standard มีจำนวน 275 MtCO2eq คิดเป็น 58% จากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองทั้งหมด 475 MtCO2eq

ขณะที่มาตรฐานระหว่างประเทศ (International crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตคือ UNFCCC เช่น โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เติบโตขึ้น คิดเป็นประมาณ 30% ซึ่งคาร์บอนเครดิตของโครงการ CDM สามารถใช้เพื่อการชดเชยในเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ได้

นอกจากนี้มาตรฐานภายในประเทศ (Domestic crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เป็นสัดส่วนประมาณ 10% เท่านั้น

มีหลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรฐานการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อการชดเชยในระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน แบบสมัครใจจากภาคเอกชน และภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6 (Paris Agreement Article 6) ได้

คาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองส่วนใหญ่มาจากประเภทพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) สัดส่วนกว่า 55% ซึ่งปัจจุบันต้นทุนในการทำโครงการประเภทนี้เริ่มถูกลงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้หลัก Financial additionality เพื่อดึงดูดให้ทำโครงการ ส่งผลให้โครงการที่ขึ้นทะเบียนใหม่ๆ ของประเภทพลังงานหมุนเวียนจะเริ่มลดลง ขณะที่สถิติการขึ้นทะเบียนโครงการใหม่ประเภทป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Forestry and land use) มีสัดส่วนกว่า 54% ส่งให้ผลการรับรองคาร์บอนเครดิตที่มาจากประเภทนี้มีมากขึ้นเป็นหลักในอนาคต เพราะผู้พัฒนาโครงการทราบดีว่าคาร์บอนเครดิตจากโครงการเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมหรือโครงการที่สามารถกักเก็บไว้ได้ในระยะยาว สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเอกชนมุ่งสู่ง Net Zero ได้ ซึ่งในอนาคตจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตประเภทนี้สูง

ด้านอุปสงค์รายงานจาก Ecosystem Marketplace พบว่า มีการใช้คาร์บอนเครดิต (Retirement) ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 1.3% แต่ยังคงสูงกว่าปี 2019 และ ปี 2020 กว่า 140% และ 70% ตามลำดับ โดยปี 2022 มีการใช้คาร์บอนเครดิตประมาณ 196 MtCO2eq ส่วนใหญ่มาจากการใช้ในภาคสมัครใจ และข้อมูลจากภาครัฐระบุว่าประมาณ 43 MtCO2eq ใช้ในภาคบังคับ

การใช้คาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่มาจากโครงการประเภทพลังงานหมุนเวียน คิดเป็น 52% ซึ่งเป็นประเภทที่มีขายอยู่มากที่สุดในตลาดคาร์บอนและมีราคาถูก สัดส่วนอีกกว่า 30% มาจากโครงการประเภทเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากอุปกรณ์ในครัวเรือน (Household device) เช่น Clean cookstove เป็นผลมาจากผู้ซื้อคำนึงถึงผลประโชน์ร่วม (Co-benefit) ที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าราคาเครดิตประเภทนี้จะสูงกว่าประเภทอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Allied Offsets ระบุว่าผู้ซื้อ มีแนวโน้มที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตที่มี Vintage year หรือปีที่ได้รับการรับรองใหม่กว่า โดยเฉพาะกลุ่ม Vintage year หลังปี 2016 มีอัตราการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ

สรุปสถานการณ์ “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ทั่วโลก

Source : ฐานเศรษฐกิจ