พลังงานชีวภาพจากสาหร่าย คือ พลังงานที่ได้จากการนำสาหร่ายมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล ไบโอแอลกอฮอล์ ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น พลังงานชีวภาพจากสาหร่ายเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากสาหร่ายสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้แหล่งน้ำและแสงแดดที่ไม่เหมาะสมสำหรับการเกษตร และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ โดยในการทดลองปลูกสาหร่ายในพื้นที่ประมาณ 2.5 ไร่ จะให้ปริมาณน้ำมันมากถึงประมาณ 34,000 ลิตร

พลังงานชีวภาพจากสาหร่ายสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • ไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากไขมันหรือน้ำมันพืช โดยสาหร่ายบางชนิดมีปริมาณน้ำมันสูง เช่น สาหร่ายสไปรูลิน่า สาหร่ายคลอเรลลา และสาหร่ายทะเล สามารถนำมาใช้ผลิตไบโอดีเซลได้
  • ไบโอแอลกอฮอล์ เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากคาร์โบไฮเดรต โดยสาหร่ายบางชนิดมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น สาหร่ายน้ำตาล สาหร่ายซูโครโลส และสาหร่ายแลคโตส สามารถนำมาใช้ผลิตไบโอแอลกอฮอล์ได้
  • ก๊าซชีวภาพ เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพประเภทหนึ่งที่ผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ โดยสาหร่ายสามารถย่อยสลายได้ จึงสามารถนำมาใช้ผลิตก๊าซชีวภาพได้

ขั้นตอนการแปรรูปสาหร่ายเป็นไบโอดีเซล

สาหร่ายผลิตไบโอดีเซลมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญของโลก เนื่องจากสาหร่ายสามารถเจริญเติบโตได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาการแย่งพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชน้ำมัน และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากสาหร่ายผลิตไบโอดีเซลอย่างแพร่หลายในอนาคต

กระบวนการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย ประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. การเพาะเลี้ยงสาหร่าย สาหร่ายสามารถเพาะเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ทะเล น้ำจืด และบ่อเลี้ยง การเพาะเลี้ยงสาหร่ายต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด อุณหภูมิ และความเข้มข้นของสารอาหาร เพื่อให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี
  2. การสกัดน้ำมันจากสาหร่าย น้ำมันจากสาหร่ายสามารถสกัดได้โดยใช้วิธีต่างๆ เช่น การบีบอัด การละลายด้วยตัวทำละลาย และการสกัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
  3. การแปลงน้ำมันเป็นไบโอดีเซล น้ำมันจากสาหร่ายสามารถแปลงเป็นไบโอดีเซลได้โดยใช้กระบวนการไฮโดรลิซิสหรือกระบวนการไฮดรอเทรชัน

สำหรับการแปรรูปนั้นจะใช้กระบวนการไฮโดรลิซิสในการผลิตไบโอดีเซล ใช้น้ำเป็นตัวทำละลายเพื่อสลายโมเลกุลของน้ำมันให้เป็นโมเลกุลของกรดไขมันอิสระและกลีเซอรอล กรดไขมันอิสระสามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ โดยกระบวนการทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน ต้องมีการเตรียมน้ำมันจากสาหร่ายโดยใช้วิธีต่างๆ เช่น การบีบอัด การละลายด้วยตัวทำละลาย และการสกัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ น้ำมันจากสาหร่ายจะถูกเติมน้ำลงไปในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นจะถูกนำไปต้มที่อุณหภูมิประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดการแตกตัวของโมเลกุลของน้ำมัน กรดไขมันอิสระและกลีเซอรอลจะถูกแยกออกจากกันโดยใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม และจะถูกทำให้บริสุทธิ์โดยใช้กระบวนการต่างๆ เช่น การกลั่น การตกผลึก และการดูดซับ

กระบวนการไฮโดรลิซิสเป็นกระบวนการที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมัน กระบวนการนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น เป็นกระบวนการที่ง่ายและสะดวก มีต้นทุนการผลิตต่ำ และสามารถใช้น้ำมันจากพืชหรือน้ำมันจากสัตว์เป็นแหล่งวัตถุดิบได้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการไฮโดรลิซิสยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กระบวนการใช้เวลานาน ต้องใช้อุณหภูมิและความดันสูง และผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจมีความบริสุทธิ์ไม่สูง

ข้อดี

  • สาหร่ายสามารถเจริญเติบโตได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงเพียง 1-2 เดือน
  • สาหร่ายสามารถเพาะเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำต่างๆ เช่น ทะเล น้ำจืด และบ่อเลี้ยง ทำให้สามารถลดปัญหาการแย่งพื้นที่ในการเพาะปลูกพืชน้ำมัน
  • สาหร่ายสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศได้ ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

ข้อจำกัด

  • ต้นทุนการผลิตยังสูงอยู่ เนื่องจากสาหร่ายเป็นพืชทะเลที่มีราคาสูง
  • เทคโนโลยีการผลิตยังต้องพัฒนาอีกมาก เพื่อให้สามารถผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายได้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต
  • ยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายอยู่

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย เป็นโครงการที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

ในประเทศไทย มีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ กำลังศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยมีโครงการนำร่องต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีการศึกษาและวิจัยกันมาหลายปีแล้ว เช่น

  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)
  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่าย โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายในประเทศไทย ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อผลิตไบโอดีเซล โดยมีแหล่งน้ำและแสงแดดเพียงพอสำหรับการเติบโตของสาหร่าย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีนโยบายส่งเสริมการผลิตพลังงานชีวภาพจากสาหร่าย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนี้ในประเทศไทยยังได้มีการจัดตั้ง ชมรมสาหร่ายและแพลงก์ตอนแห่งประเทศไทย โดยจะมีการจัดประชุมเพื่อนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายและแพลงก์ตอนอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการหมุนเวียนการจัดงานไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยา นิเวศวิทยา การเพาะเลี้ยง และการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและแพลงก์ตอน เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ นักวิจัยรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจ อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการในอันที่จะใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและแพลงก์ตอนอย่างยั่งยืน และเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงวิชาการของบุคลากรรุ่นใหม่ และนำไปสู่การพัฒนางานด้านสาหร่ายและแพลงก์ตอนให้ก้าวหน้าต่อไป

ปัจจุบันมีโครงการใหม่ๆ เกี่ยวกับการวิจัยเรื่องนี้เกิดขึ้นมากมาย คาดว่าในอนาคตหากได้รับความสนใจ ในการลงทุนแบบจริงจัง เราอาจจะเห็นการผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายเพื่อใช้งานจริงๆ ได้ แบบเดียวกับการผลิตไบโอดีเซล จากปาล์มน้ำมันที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) เผย ทางออกแก้โลกร้อน อาจเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยีการดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน พร้อมวาดเป้าจัดหาแหล่งกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลให้ได้ เสริมกับการปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

ทางเลือกใหม่สู้โลกร้อน

จากปัญหาภัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่แปรปรวนเอาแน่เอาเอานอนไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดมีต้นเหตุมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าโลกกำลังต้องทางออกสำหรับแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. จึงได้นำเสนอหนทางออกหนี่งที่ทางบริษัทเลือกใช้ในการช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน นั่นก็คือเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage

มนตรี กล่าวว่า เนื่องด้วยขณะนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการขุดเจาะใช้แก๊ซธรรมชาติจากอ่าวไทย เพื่อนำมาเป็นพลังงานจำนวนมาก โดยกว่า 70% ของพลังงานที่ใช้ในประเทศก็มาจากแก๊ซธรรมชาติ ดังนั้น ทาง ปตท.สผ. จึงพยายามหาหนทางที่จะปรับใช้การขุดเจาะแก๊ซธรรมชาติตรงนี้ มาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขโลกร้อน

เผยไม้ตาย ปตท.สผ. เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน อีกหนึ่งทางเลือกกู้โลก

“ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นที่จะต้องกักเก็บคาร์บอนให้ออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้ราว 4,000 ล้านตัน/ปี ซึ่งขณะนี้เรากำลังดำเนินการปลูกป่าให้ได้ 1 ล้านไร่ ซึ่งสามารถดูดซับคาร์บอนได้ราว 1-2 ล้านตัน/ปี อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าอาจไม่ใช่การกักเก็บคาร์บอนที่ยั่งยืน เพราะอาจจะมีความเสี่ยงจากการเกิดไฟป่าได้” มนตรี กล่าว

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่า การกักเก็บคาร์บอนที่เป็นผลพลอยได้ของการสกัดเอาแก๊ซธรรมชาติกลับไปกักเก็บในหลุมแก๊ซใต้อ่าวไทย จึงอาจเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เราสามารถดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึงราว 1 ล้านตัน/ปี

รู้จักข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

ข้อดี:

  • ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ: เทคโนโลยีนี้สามารถดักจับและกักเก็บการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าได้มากถึง 90% ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: ในเมื่อเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความสำคัญ เมื่อไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยปรับปรุงความมั่นคงด้านพลังงานโดยการทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีความยั่งยืนมากขึ้น
  • การสร้างงาน: การใช้เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปสู่การสร้างงานในด้านต่างๆ เช่น การก่อสร้าง วิศวกรรม และการบำรุงรักษา สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น
เผยไม้ตาย ปตท.สผ. เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน อีกหนึ่งทางเลือกกู้โลก

ข้อเสีย:

  • ต้นทุนสูง: เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับนวัตกรรมสู้โลกร้อนอื่นๆ
  • ความเสี่ยงของการรั่วไหล: ขณะนี้เทคโนโลยีนี้ยังคงมีความเสี่ยงที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจรั่วไหลออกจากสถานที่จัดเก็บ ซึ่งจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ
  • การรับรู้ของสาธารณชน: เนื่องจากยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ และมีความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของการกักเก็บคาร์บอน

โดยรวมแล้ว การกักเก็บคาร์บอนเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องจัดการกับความท้าทายของ การกักเก็บคาร์บอนเช่น ต้นทุนที่สูงและความเสี่ยงของการรั่วไหล ก่อนที่จะนำไปใช้งานในวงกว้างได้

นอกจากข้อดีและข้อเสียที่ระบุไว้ข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การกักเก็บคาร์บอนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งสำคัญคือต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยสิ้นเชิงและเปลี่ยนไปสู่แหล่งพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การกักเก็บคาร์บอนสามารถมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้

Source : Spring News

“หมัดน้ำ” อาจเป็นฮีโร่กู้วิกฤติมลพิษแหล่งน้ำ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า พวกมันสามารถ “บำบัดน้ำเสีย” ได้ดี โดยเฉพาะการกรองได้ทั้งสารเคมี-ยาฆ่าแมลง แถมมีประสิทธิภาพสูงเหมือนใช้เครื่องดูดฝุ่นในน้ำเลยทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ในสหราชอาณาจักร ได้ค้นพบความสามารถใหม่ของ “ไรน้ำ” หรือ “หมัดน้ำ” ในการบำบัดน้ำเสีย โดยพวกมันสามารถบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะการกรองสารตกค้างจากยา ยาฆ่าแมลง และสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมออกจากน้ำได้ ทำให้แหล่งน้ำมีความปลอดภัยมากขึ้น

ไรน้ำ = เครื่องดูดฝุ่นชีวภาพทำความสะอาดแหล่งน้ำ

งานวิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสาร Science of the Total Environment ซึ่ง คาร์ล เดิร์น (Karl Dearn) หนึ่งในทีมวิจัยเปิดเผยว่า มันเหมือนกับว่าพวกเขาได้ค้นพบเครื่องดูดฝุ่นชีวภาพสำหรับทำความสะอาดในน้ำได้ ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมาก 

เขาบอกอีกว่า ที่ผ่านมาโรงบำบัดน้ำเสียตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่สามารถกำจัดมลพิษออกได้ทั้งหมด น้ำที่ถูกบำบัดเหล่านั้นจึงยังมีสารเคมีตกค้างอยู่ และมักถูกปล่อยลงตามแม่น้ำ ลำธาร และระบบชลประทานทันทีหลังบำบัด ซึ่งน้ำเหล่านั้นยังคงมีความอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศธรรมชาติ และสร้างมลพิษให้กับอาหารและน้ำดื่มของมนุษย์ 

ทั้งนี้ แม้จะมีโรงบำบัดทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถกรองน้ำเสียให้สะอาดบริสุทธิ์มากกว่านี้ได้ แต่ส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก ทำให้หลายๆ โรงงานไม่ลงทุนในเรื่องนี้มากนัก อีกทั้งยังมีต้นทุนคาร์บอนสูง และอาจก่อให้เกิดมลพิษในตัวเองได้ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จึงอยากหาคำตอบว่า จะมีวิธีบำบัดน้ำเสียแบบอื่นๆ อีกไหม ที่สามารถบำบัดน้ำได้สะอาดมากที่สุด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนต่ำ ในที่สุด.. พวกเขาก็ค้นพบว่า “ไรน้ำ” คือคำตอบ

ไรน้ำ หรือ หมัดน้ำ พวกมันไม่ใช่ตัวหมัดจริงๆ แต่เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ในสกุล Daphnia ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์จำพวกครัสเตเชียน มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.4 – 1.8 มิลลิเมตร ในธรรมชาติพบหมัดน้ำได้มากกว่า 450 สายพันธุ์ พวกมันกินอนุภาคเล็กๆ จากเศษซากสาหร่าย หรือแบคทีเรียต่างๆ ในแหล่งน้ำ จึงมีส่วนในการปรับสภาพน้ำให้สะอาดขึ้น

วิจัยพบ 'หมัดน้ำ' กรอง 'น้ำเสีย' ให้สะอาด ได้ผลดีเทียบเท่าเครื่องดูดฝุ่น

คัดเลือกหมัดน้ำ 4 สายพันธุ์มาทดลอง ซึ่งทุกสายพันธุ์ทำงานได้ดี

ด้านศาสตราจารย์ ลุยซา ออร์ซินี (Luisa Orsini) อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม และผู้ร่วมเขียนผลงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า การศึกษาครั้งนี้ค้นพบสิ่งสำคัญคือ ไรน้ำสามารถดูดซับสารเคมีในน้ำได้ โดยมีขั้นตอนการวิจัยคือ ทีมวิจัยเลือกไรน้ำมา 4 ชนิดที่คาดว่าสามารถดูดซับสารเคมีจากแหล่งน้ำได้ นำมาทดลองในการดูดซับสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ เช่น สารประกอบทางเภสัชกรรมไดโคลฟีแนค, ยาฆ่าแมลงอะทราซีน, สารหนูโลหะหนัก และสารเคมีอุตสาหกรรม PFOS ซึ่งมักใช้เพื่อทำให้เสื้อผ้ากันน้ำได้

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ “หมัดน้ำ” ที่แข็งแรงที่สุดสำหรับการทำวิจัย ทีมวิจัยจึงเพาะเลี้ยงหมัดน้ำขึ้นมาใหม่ ไม่ได้จับเอาจากธรรมชาติ และมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุด โดยคัดเลือกทั้งหมัดน้ำสายพันธุ์เก่าแก่และหมัดน้ำสายพันธุ์ใหม่ (หมัดน้ำแต่ละสายพันธุ์มีช่วงเวลาการเกิดในปีที่ต่างกัน เช่น หมัดน้ำสายพันธุ์ของปี 1900, 1960, 1980 และ 2015)

เมื่อได้หมัดน้ำที่แข็งแรงหลากหลายสายพันธุ์มาแล้ว ทีมวิจัยก็เริ่มทดลองความสามารถของพวกมันครั้งแรก ด้วยการนำลงใส่น้ำเสียในปริมาณ 100 ลิตร ผลการทดลองในห้องทดลองพบว่า พวกมันทุกสายพันธุ์ต่างก็ทำงานได้ดีในการกรองสารเคมี โดยหมัดน้ำดูดสารพิษไดโคลฟีแนคได้ 90%, สารหนู 60%, อะทราซีน 59% และ PFOS 50%

วิจัยพบ 'หมัดน้ำ' กรอง 'น้ำเสีย' ให้สะอาด ได้ผลดีเทียบเท่าเครื่องดูดฝุ่น

ไรน้ำอาจเป็น Gamechanger ของระบบโรงบำบัดน้ำเสียในอนาคต

หลังจากได้ผลการทดลองครั้งแรกแล้ว ทีมวิจัยก็ได้ขยับไปทดลองในโรงบำบัดจริงที่มีน้ำเสียมากกว่า 2,000 ลิตร และขั้นต่อไปก็ขยับสู่การทดลองบำบัดน้ำเสียจำนวน 21 ล้านลิตร ซึ่งผลการทดลองในพื้นที่กลางแจ้ง ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับห้องทดลอง นั่นคือ พวกมันทำงานได้ดีมาก เพราะการกำจัดสาร PFOS ได้มากถึง 50% นั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากเมื่อเทียบกับระบบบำบัดน้ำแบบเดิมที่หลายโรงงานใช้กันอยู่ตอนนี้

“ระบบบำบัดน้ำเสียด้วยไรน้ำ อาจเป็น Gamechanger ของระบบโรงบำบัดในอนาคต ต่อไปอาจมีการวิจัยเพื่อตัดต่อยีนของพวกมันให้สามารถดูดซับสารพิษที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้ ส่วนตัวมองว่าความสามารถของพวกมันไร้ขีดจำกัด” โจเซฟ อาร์ ชอว์ (Joseph R Shaw) นักพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา กล่าวแสดงความคิดเห็น (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้)

เขาบอกอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่หมัดน้ำจะเข้ามาปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากพวกมันมีความสามารถในการปรับตัว และมีชีวิตรอดในน้ำเสียได้ ทั้งยังควบคุมจำนวนประชากรของพวกมันเองได้ตามสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำ อีกทั้งยังมีราคาถูก มีความเป็นกลางทางคาร์บอน พวกมันจะมีประโยชน์กับระบบบำบัดน้ำเสียในอนาคตแน่นอน

——————————————
อ้างอิง : The GuardianScienceDirect

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผลวิจัยชี้ชัด เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเข้มข้นขึ้นจะทำให้สารอาหารในข้าวลดลง โดยเฉพาะ จากวิตามิน B 4 ชนิด และโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี เสี่ยงทำให้คนหลายล้านต้องประสบภาวะทุพโภชนาการ

ข้าวเป็นแหล่งอาหารหลักของผู้คนมากกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยคณะนักวิจัยนานาชาติ นำโดย Chunwu Zhu สถาบันปฐพีวิทยา สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน และนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยเซาท์เทอร์นควีนส์แลนด์ และมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ข้าวที่ปลูกในระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับนั้น จะทำให้ สารอาหารสำคัญในข้าว เช่น วิตามินบี 4 ชนิดจะลดลง ภายในสิ้นศตวรรษนี้

“ข้าวเป็นอาหารหลักมาเป็นเวลาหลายพันปีสำหรับประชากรจำนวนมากในเอเชีย และเป็นอาหารหลักที่เติบโตเร็วที่สุดในแอฟริกา ดังนั้นการลดคุณภาพทางโภชนาการของข้าวอาจส่งผลต่อสุขภาพแม่และเด็กสำหรับผู้คนหลายล้านคน” ศาสตราจารย์ Kristie Ebi ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าว

นักวิจัยได้ทำการศึกษาภาคสนามในจีนและญี่ปุ่นครอบคลุมสายพันธุ์ข้าว 18 สายพันธุ์ ผลของการวิจัยยืนยันว่ารายงานก่อนหน้านี้ว่า สารอาหารในข้าวที่ปลูกภายใต้สภาวะที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น จะลดคุณค่าของสารอาหาร เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสีในข้าว ลงอย่างเห็นได้ชัด

โลกร้อนทำสารอาหารในข้าวลด เสี่ยงกระทบโภชนาการคนนับล้าน

โดยภายใต้การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้นนี้ ภายในปลายศตวรรษที่ 21 ค่าเฉลี่ยของวิตามิน B1, B2, B5 และ B9 จะลดลงเช่นเดียวกับสารอาหารอื่นๆ

โดยระดับวิตามิน B1 (ไทอามีน) ลดลง 17.1%  วิตามิน B2 (ไรโบฟลาวิน) 16.6% วิตามิน B5 (กรด pantothenic) 12.7% และวิตามิน B9 (โฟเลต) 30.3% อย่างไรก็ตามทีมวิจัยรายงานว่า ระดับวิตามิน B6 หรือแคลเซียมไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ระดับวิตามิน E เพิ่มขึ้นสำหรับสายพันธุ์ส่วนใหญ่

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของวิตามินแล้ว พวกเขารายงานว่าโปรตีนลดลงโดยเฉลี่ย 10.3% ธาตุเหล็กลดลง 8% และสังกะสีลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับข้าวที่ปลูกภายใต้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบัน

ผลการวิจัยชี้ชัดว่า ปริมาณสารอาหารที่ลดลงของข้าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในประเทศที่ยากจนที่สุดที่ต้องพึ่งพาข้าว โดยผลกระทบต่อโภชนาการจากการคุณค่าทางอาหารที่ถดถอยเพราะผลกระทบโลกร้อนในข้าว จะเห็นชัดที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้คนมากกว่า 600 ล้านคน กินข้าวทุกวันเป็นอาหารหลัก

โลกร้อนทำสารอาหารในข้าวลด เสี่ยงกระทบโภชนาการคนนับล้าน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสารอาหารในข้าวจะส่งจะไม่ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อหลายประเทศที่ปลูกข้าวและบริโภคข้าวเท่านั้น แต่พืชพรรณธัญญาหารอื่นๆของโลกก็จะประสบกับปัญหาแบบเดียวกัน

“ทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่การกินอาหารเสริม หรือหาทางลัดโดยการส่งเสริมพืชจีเอ็มโอซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ แต่อยู่ที่ความพยายามร่วมกันของทั้งโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล สร้างระบบเกษตรเชิงนิเวศ และส่งเสริมการบริโภคพืชพรรณธัญญาหารที่หลากหลาย ฟื้นฟู พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน” ศาสตราจารย์ Kristie กล่าว

Source : Spring News

กระทรวงพลังงาน เกาะติดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มฮามาส และ อิสราเอล อย่างใกล้ชิด ชี้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก ว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำมัน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล ว่าทางกระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำมัน เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย

โดยในเบื้องต้น อิสราเอล ถึงแม้เป็นประเทศที่มีศักยภาพและแหล่งพลังงาน แต่ก็มีการผลิตน้ำมันดิบน้อยมาก ซึ่งปัจจุบัน อิสราเอล ยังต้องนำเข้าน้ำมันประมาณ 90% และไม่มี cargo ส่งออก  ดังนั้นสถานการณ์ในอิสราเอล จึงไม่กระทบต่อด้าน physical ของน้ำมันดิบ หรือสำเร็จรูป รวมถึงไม่กระทบต่อเส้นทางการเดินทางทางเรือที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมัน

อย่างไรก็ตามในแง่ของความอ่อนไหว ( sentiment ) ที่มีต่อตลาดน้ำมัน สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อราคาที่จะขยับสูงขึ้นได้ หากบานปลายกลายเป็นประเด็นความตึงเครียดทางการเมืองกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก  

ทั้งนี้ทางกระทรวงพลังงานจะสื่อสารชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าของสถานการณ์ ในวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566 นี้