สัญลักษณ์รีไซเคิลมีมากมายหลายแบบ ซึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี ก็จะเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมที่มีตัวเลขและตัวอักษรอยู่ด้านใน สัญลักษณ์รูปเกลียวพลาสติก สัญลักษณ์รูปกระป๋อง สัญลักษณ์รูปกระดาษ ซึ่งจะเป็นการบอกความหมายต่างๆ ให้เราทราบ ว่าผลิตภัณพ์ที่มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวนั้นๆ ทำมาจากอะไร เพื่อที่เราจะสามารถแยกขยะได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ล่าสุดได้มีสัญลักษณ์รีไซเคิลตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า The Green Dot เกิดขึ้นแล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดกันว่าน่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลที่จะมีการนำไปใช้กันทั่วโลก สำหรับสัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot นี้ ได้รับการดีไซน์ใหม่จากสตูดิโอที่มีชื่อว่า Goods ตั้งอยู่ในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งแต่เดิมนั้น สัญลักษณ์นี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย Gary Anderson นักศึกษาชาวอเมริกัน ในปี 1970 และได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงปี 1990 ได้มีการริเริ่มนำมาใช้ ซึ่งความหมายดั้งเดิม The Green Dot หมายถึง บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตได้จ่ายเงินให้กับองค์กรกลางเพื่อการฟื้นฟูและสนับสนุนการรีไซเคิลหลังการใช้งาน องค์กรกลางเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรวบรวมและคัดแยกขยะรีไซเคิลจากผู้บริโภค และนำไปส่งต่อให้กับโรงงานรีไซเคิล

และล่าสุดก็ได้มีการรีดีไซน์ใหม่ โดยเน้นให้มีความเรียบง่ายมากที่สุด ในขณะที่สามารถสื่อสารข้อมูลให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสามารถบอกถึงชนิดของวัสดุได้ และยังบอกได้อีกว่า องค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ตั้งแต่ก่อนการซื้อสินค้านั้นๆ ว่าสินค้าตัวไหนรักษ์โลกมากแค่ไหน และหลังจากใช้งานสินค้านั้นเรียบร้อยแล้ว หรือสินค้ามีความเสียหายต้องการทิ้ง ก็จะช่วยให้รู้ว่าจะแยกขยะแบบไหน หรือถ้าต้องทำลายจะต้องทำลายอย่างไร

สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot จะประกอบไปด้วยจุดสีเขียว 2 จุด โดยจุดสีเขียวทึบอันแรกจะบอกถึง ชนิดของวัสดุที่ใช้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น ขวดพลาสติก กระป๋องอลูมีเนียม เป็นต้น โดยจะมีภาษาอังกฤษกำกับเอาไว้ด้วย สำหรับจุดที่สอง จะบอกถึงองค์ประกอบของวัสดุนั้นทำมาจากวัสดุรีไซเคิลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีตัวเลขกำกับเอาไว้ พร้อมคำว่า “recycled material” โดยตัวเลขจะแสดงในลักษณะ % เช่น 25% , 50% โดยจะแสดงไว้ในรูปแบบนี้ 25% recycled material ลองดูภาพตัวอย่างได้ด้านล่างนี้เลย

สรุปสุดท้าย สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ในปัจจุบันถึอว่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจากเดิมที่เป็นเพียงสัญญลักษณ์ในการแสดงการสนับสนุนเรื่องการรีไซเคิลจากบริษัทต่างๆ กลายเป็น สัญลักษณ์รีไซเคิล The Green Dot ที่เป็นสัญลักษณ์รีไซเคิลจริงๆ ที่การนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างเป็นทางการ คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สัญลักษณ์ The Green Dot มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้คนรักษ์โลกในไทยแยกขยะได้อย่างมีสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณรูปภาพจาก Printmag

การลดคาร์บอนเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่หลายอุตสาหกรรมมุ่งไปเพื่อลดโลกร้อน ซึ่งท่าจอดเเรือชั้นนำ อย่าง รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทำให้ท่าจอดเรือแห่งนี้ก้าวไปสู่อีกขั้นของการเป็นท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก

รอยัล ภูเก็ต มารีน่า เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมท่าจอดเรือ โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร CFO ประจำปี 2566 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO)

ก้าวสู่ท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก ใช้พลังงานหมุนเวียน ลดจำนวนขยะ

ท่าจอดเรือแห่งนี้กำลังพัฒนาสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งสู่การเป็นท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก ตั้งเป้าเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการใช้ชีวิต การทำงาน การพักผ่อนหรือแม้แต่การเฉลิมฉลอง ตามแบบวิถีชีวิตของนักท่องเที่ยวทางทะเล

การจะได้การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์นี้ต้องมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์การรับรองขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบ ในนาม International Accreditation Forum และ คณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ หรือ National Standardization Council of Thailand ด้วย

ก้าวสู่ท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก ใช้พลังงานหมุนเวียน ลดจำนวนขยะ

ท่าจอดเรือแห่งนี้ได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งรับใบประกาศจาก Letter of Recognition หรือ LOR ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หรือเรียกโดยย่อว่าโครงการ LESS ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทย หรือ อบก. 

ท่าจอดเรือของ RPM สามารถตอบสนองต่อความต้องการพลังงานได้มากถึง 40% ต่อวัน ผ่านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่สะอาดและยั่งยืน และยังมีแผนพัฒนาเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนของโลก

ท่าจอดเรือ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า ยังร่วมมือกับทางเรือต่าง ๆ ในการลดการใช้ขวดพลาสติกในกิจกรรมการเดินเรือทุกประเภท ตั้งเป้าหากสำเร็จจะสามารถช่วยลดขวดพลาสติกไปได้ราว ๆ กว่า 4 ล้านขวดต่อปี ความร่วมมือเหล่านี้ยังครอบคลุมไปถึงพันธมิตรอื่น ๆ มากมาย เช่น องค์กร Seakeepers, มูลนิธิ Oceans For All, License To Clean, บริษัท Wawa Creations และสมาคมกีฬาเรือใบสำหรับคนพิการ 

ก้าวสู่ท่าจอดเรือปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก ใช้พลังงานหมุนเวียน ลดจำนวนขยะ

ท่าจอดเรือ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า เป็นท่าจอดเรือแห่งเดียวของประเทศไทยผ่านการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก CFO ซึ่งมีเป้าหมายคือการรักษามาตรฐานการเป็นท่าจอดเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของเอเชีย นอกจากท่าจอดเรือแล้วที่นี่ยังมีที่พักอาศัย ศูนย์กลางร้านค้า ซึ่งใช้หลักความยั่งยืนจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้านองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดโดยหอการค้า เนเธอร์แลนด์-ไทย NTCC ที่ตอบโจทย์ต่อความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม สังคม และการกํากับดูแลกิจการ (ESG)

Source : Spring News

เหมืองทะเลลึก หรือ การทำเหมืองเพื่อขุดโลหะและแร่จากพื้นก้นทะเล แม้มีการระบุว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแร่ธาตุที่สำคัญทั่วโลกได้ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

มีแร่ธาตุสำคัญมูลค่าหลายพันล้านตันและหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึง นิกเกิล ทองแดง โคบอลต์ และแมงกานีสที่อยู่ใต้ก้นทะเล ที่ก่อตัวอยู่ใต้พื้นมหาสมุทรเป็นเวลาหลายล้านปี โลหะเหล่านี้ถูกระบุว่า มีความสำคัญต่อ “แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า” และการเปลี่ยนผ่านของ “พลังงานสะอาด” พบได้มากมายในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่า พื้นที่สำหรับสำรวจแหล่งแร่ใต้ทะเล หรือ the Clarion-Clipperton Zone (CCZ)

นิกเกิล ทองแดง โคบอลต์ และแมงกานีสพบอยู่มากมายบนพื้นทะเล ในรูปของก้อนโพลีเมทัลลิก ซึ่งเป็นความเข้มข้นของแร่ธาตุทรงกลมที่ครอบคลุมถึง 70% ของพื้นทะเลในบางพื้นที่ โดยในเขต Clarion-Clipperton Zone ประเมินว่ามีก้อนแร่มากกว่า 2 หมื่นล้านตันในพื้นที่ เจอราร์ด บาร์รอน ซีอีโอของ The Metals Company กล่าว 

ปี 2020 – 2030 ความต้องการแบตเตอรี่สำหรับนิกเกิลถูกกำหนดให้เพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า ความต้องการแมงกานีส คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 เท่า และความต้องการแบตเตอรี่โคบอลต์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4 เท่า ตามรายงานของ Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นติดตาม โลหะเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพลังงาน

ข้อมูลจาก CNBC อ้างอิงข้อมูลของ The Metals Company ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจแร่ใต้ทะเลลึกที่มุ่งเน้นการรวบรวม แปรรูป และการกลั่นก้อนโลหะโพลีเมทัลลิกที่พบบนพื้นทะเลของเขต Clarion Clipperton ของมหาสมุทรแปซิฟิก (CCZ) พบว่า โลกผลิตนิกเกิลประมาณ 3.3 ล้านตันในปีที่แล้ว เเละคาดว่าตลาดนิกเกิลจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขุดในทะเลลึก เนื่องจากแร่ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และการขุดนิกเกิลในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าครั้งใหญ่ในป่าฝนของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญ

พื้นที่แห่งหนึ่งที่ The Metals Company ถือใบอนุญาตการสำรวจที่เรียกว่า  NORI ได้รับการจัดอันดับว่ามีแหล่งสะสมนิกเกิลที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และครอบคลุมพื้นทะเลเกือบ 29,000 ตารางไมล์

แม้ว่าจะเป็นเพียงประมาณ 0.02% ของก้นทะเลทั้งหมด แต่บริษัทกล่าวว่าทรัพยากรนี้เมื่อรวมกับพื้นที่โครงการอื่นที่บริษัทมีสัญญาสำรวจ มีนิกเกิล ทองแดง โคบอลต์ และแมงกานีส เพียงพอที่จะให้พลังงานประมาณ 280 ล้านคัน (EVs)  ซึ่งเป็นปริมาณทั้งหมดของจำนวนรถยนต์ (แก๊สและไฟฟ้า) ที่ใช้งานในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

เหมืองใต้ทะเลลึก ยังมีอุปสรรค

การขุดโลหะเหล่านี้ด้วยการขุดใต้ทะเลลึกกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก เพราะหลายคนกลัวว่าอาจเกิดการหยุดชะงักทางระบบนิเวศขึ้นกับส่วนหนึ่งของโลกที่ยังไม่มีการสำรวจเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น กฎระเบียบระหว่างประเทศสำหรับการทำเหมืองใต้ทะเลลึกยังไม่ได้รับการสรุป 

ข้อมูลจาก กรีนพีช ระบุว่า องค์กรพื้นทะเลระหว่างประเทศ (The International Seabed Authority : ISA) ออกสัมปทาน 31 ฉบับในการสำรวจพื้นที่เพื่อทำโครงการ ซึ่งกินพื้นที่มากกว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่กว่าพื้นที่เยอรมนีถึง 4 เท่า

สัมปทานส่วนใหญ่ครอบคลุมการสำรวจพื้นที่พื้นที่ใต้ทะเลลึกใน พื้นที่สำหรับสำรวจแหล่งแร่ใต้ทะเล ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกซึ่งตั้งอยู่ข้ามเส้นศูนย์สูตร ระหว่างฮาวายและเม็กซิโก โดยพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสินแร่ ไม่ว่าจะเป็น ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส และแร่ชนิดอื่น ๆ

หลายประเทศรวมถึง เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน ชิลี นิวซีแลนด์ และอีกหลายรัฐในหมู่เกาะแปซิฟิก ลงความเห็นว่าโครงการเหมืองทะเลลึกเสี่ยงเป็นภัยคุกคามต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยผู้คัดค้านเรียกร้องให้โครงการหยุดการดำเนิการขอใบอนุญาตชั่วคราว และพยายามเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลออกใบอนุญาตการทำเหมือง เเละยังมีเสียงเรียกร้องจากนักรณรงค์อีกหลายประเทศรวมถึงในอังกฤษที่นักรณรงค์เรียกร้องให้อังกฤษเข้าร่วมกับรัฐบาลจากประเทศอื่นและสนับสนุนการระงับการดำเนินการชั่วคราวนี้ 

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ระงับการทำเหมืองในทะเลลึกชั่วคราว บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google และ Samsung รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ BMW, Volkswagen, Volvo, Renault และ Rivian ได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวแล้ว

แต่ก็มีการจะโต้แย้งว่า the Clarion-Clipperton Zone (CCZ) ซึ่งเป็นที่ที่ The Metals Company วางแผนจะทำเหมืองมีการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าพื้นที่ใต้ทะเลลึกอื่นๆ

ไม่ว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการทำเหมืองใต้ทะเลลึกจะทำให้อุตสาหกรรมโลหะทั่วโลกมีความยั่งยืนมากขึ้นหรือน้อยลง และผลกระทบต่อระบบนิเวศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เเละจะพิสูจน์ว่าคุ้มค่าสำหรับผลตอบแทนจากพลังงานสะอาดหรือไม่ ก็ยังคงเป็นประเด็นของการถกเถียง มุมมอง และการซักถามทางวิทยาศาสตร์

ข้อมูล 

What is deep sea mining?

cnbc

metals

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ประกาศยกเลิกรายชื่อผู้ร่วมโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 จาก 31 โครงการ  24 หน่วยงาน ระบุปริมาณกำลังผลิตติดตั้งไฟฟ้าสำหรับทดสอบซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนสูงเกินกว่าที่ภาครัฐกำหนด พร้อมเปิด “โครงการ ERC Sandbox (เพิ่มเติม)” แทนโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 เริ่มรับสมัคร 2-31 ต.ค. 2566 นี้ ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 1 ปี   

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) แจ้งว่า สำนักงาน กกพ. ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 ยกเลิกรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วม “โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน หรือ ERC Sandbox ระยะที่ 2” ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เคยประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ไว้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2565 ซึ่งมีทั้งสิ้น 31 โครงการ จาก 24 หน่วยงาน

พร้อมกันนี้ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วม “โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน หรือ ERC Sandbox (เพิ่มเติม)” แทนโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2  โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 2-31 ต.ค. 2566

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่สำนักงาน กกพ. ประกาศยกเลิกรายชื่อผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ว่า ปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งตามที่ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 31 โครงการเสนอ เพื่อทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนผ่านโครงข่ายของการไฟฟ้าในโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 มีปริมาณเกินกว่าที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2563 จึงต้องประกาศยกเลิกรายชื่อดังกล่าวทั้งหมด

สำหรับโครงการ ERC Sandbox เป็นการทดสอบนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง กกพ. และผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเน้นรูปแบบธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ระบบ เครื่องมือ หรือบริการด้านพลังงานที่ยังไม่เคยนำมาใช้งาน หรือถ้าหากมีการใช้งานในท้องตลาดแล้ว ก็จะต้องมีความแตกต่างจากรูปแบบที่เป็นอยู่ ทั้งหมดจะต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาด และสอดรับกับหลักเกณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนการเปิดรับผู้เข้าร่วม “โครงการ ERC Sandbox (เพิ่มเติม)” กำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี โดยโครงการจะได้รับการผ่อนผันกฎระเบียบภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ. กรณีโครงการมีความจำเป็นต้องดำเนินการทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนผ่านโครงข่ายของการไฟฟ้า สามารถดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยใช้อัตราค่าบริการตามที่ กกพ.กำหนด ภายใต้การกำกับของ กกพ. ร่วมกับการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง และต้องไม่ได้รับผลกำไรในเชิงการค้าจากการดำเนินโครงการด้วย

ทั้งนี้โครงการ ERC Sandbox (เพิ่มเติม) จะถูกใช้ทดสอบในหลายด้าน เช่น 1.การทดสอบแพล็ตฟอร์มการให้บริการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือ คาร์บอนเครดิต หรือใบรับรองสิทธิการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 2.การทดสอบนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบสมาร์ทกริด หรือ การเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือทดสอบเพื่อรองรับรูปแบบธุรกิจซื้อขายพลังงานรูปแบบใหม่ๆ  รวมถึงทดสอบกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม  และการกำหนดอัตราค่าบริการที่เกี่ยวข้อง 3.การทดสอบการใช้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ๆ  และ 4. การทดสอบรูปแบบที่เป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานในด้าน Green Innovation, Green Regulation  

สำหรับผู้สมัครต้องเป็นหน่วยงานรัฐ หรือ นิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย หรือสถาบันการศึกษา โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการเพียงผู้เดียวหรือเป็นกลุ่มความร่วมมือก็ได้ โดยกำหนดเปิดให้ยื่นข้อเสนอโครงการระหว่างวันที่ 2-31 ต.ค. 2566 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. www.erc.or.th หรือยื่นด้วยตัวเอง หรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 29 ธ.ค. 2566 และลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินโครงการภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาจากสำนักงาน กกพ.  ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่ฝ่ายนวัตกรรมและพัฒนาการกำกับกิจการพลังงาน โทร 0-2207-3599 ต่อ 860, 817

Source : Energy News Center