กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายหลัก “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ที่ “เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” ใน 4 มิติพร้อมกัน

ได้แก่

  1. ความสำเร็จทางธุรกิจ เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
  2. ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ส่งเสริมทำงานร่วมกันระหว่างสถานประกอบการ ชุมชน และสังคม
  3. ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อโอกาสทางธุรกิจ และ
  4. การกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ตั้ง 

ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จึงมอบหมายให้ SME D Bank เป็นหน่วยร่วมดำเนินโครงการสินเชื่อลดโลกร้อน (Decarbonize Loan) ภายใต้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ นำไปยกระดับปรับเปลี่ยนธุรกิจสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุง หรือลงทุนในกิจการ ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG Model (B: Bio Economy เศรษฐกิจชีวภาพ, C: Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน และ G: Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว)

“สินเชื่อลดโลกร้อน”1,500 ล้าน  ปรับ - เปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เผยผลสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รวมมูลค่า 7,000 ล้านบาท ยอดจองกว่า 3 เท่าของมูลค่าการเสนอขาย สะท้อนทิศทางบริษัทฯ สู่การพัฒนาพลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโก กรุ๊ป ได้เสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ในวันที่ 1-2 พ.ย. 2566 และจัดออกหุ้นกู้ในวันที่ 3 พ.ย. 2566 โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่า  80 ราย ที่แจ้งความจำนงต้องการลงทุนเป็นจำนวนกว่า 20,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.15 เท่าของมูลค่าการเสนอขายเดิมที่ 6,500 ล้านบาท บริษัทฯจึงเพิ่มหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoes) อีก 500 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการและช่วยขยายฐานนักลงทุนใหม่ โดยนักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ในครั้งนี้ ได้แก่ กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสหกรณ์ และนักลงทุนประเภทอื่น ๆ

สำหรับหุ้นกู้กรีนบอนด์ของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 5 ชุด รวมมูลค่าทั้งหมด 7,000 ล้านบาท ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.35% จำนวน 1,000 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.71% จำนวน 700 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.02% จำนวน 500 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.32% จำนวน 1,000 ล้านบาท และ หุ้นกู้อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.65% จำนวน 3,800 ล้านบาท โดยหุ้นกู้กรีนบอนด์นี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA+ จากทริสเรทติ้ง และจัดออกภายใต้โครงการหุ้นกู้ของเอ็กโก กรุ๊ป ปี 2566 วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็น Joint Green Structuring Advisors และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

“เอ็กโก กรุ๊ป ขอขอบคุณนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่ให้ความเชื่อมั่นและจองหุ้นกู้กรีนบอนด์อย่าง ท่วมท้น โดยเฉพาะประเภทหุ้นกู้อายุ 15 ปี แม้สภาวะตลาดในปัจจุบันมีความผันผวนทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน การสนับสนุนดังกล่าวทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยบริษัทมีแผนจะนำวงเงินระดมทุนนี้ไปใช้ชำระคืนเงินทุนสำหรับโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเภทพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมของบริษัทและบริษัทในเครือ ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (2050)” นายเทพรัตน์ กล่าว

สำหรับปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 7,023 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,418 เมกะวัตต์ (คิดเป็นสัดส่วน 20% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่าง ๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ทีพีเอ็น” โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม “เอ็กโกระยอง” บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน “เพียร์ พาวเวอร์” บริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม “อินโนพาวเวอร์” เอ็กโก กรุ๊ป ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) มา 3 ปีต่อเนื่อง และตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050

Source : Energy News Center

ขอเชิญอบรม หลักสูตรการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ENERGY TRANSITION & CLIMATE CHANGE MANAGEMENT (ETC) รุ่นที่ 5

ทุกวันพุธ เริ่ม 24, 31 มกราคม และ 7, 14, 24, 28 กุมพาพันธ์ 2567
ณ ห้อง Budsaba ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน ถนนนพระราม 4

  • เป็นหลักสูตรการอบรมที่ผ่านการรับรองโดยกระทรวง อว. แล้ว
  • สามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม
  • ได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านการฝึกอบรม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

คุณอังศนา 
Email : aungsna.ch@gmail.com
โทร. 084-938-3057

คุณกรวิชญ์
Email : korawit.re100@gmail.com
โทร. 091-804-6643

สำนักข่าววีโอเอ สื่อใหญ่จากสหรัฐ รายงานข่าวความคืบหน้าการวิจัยด้านพลังงานทางเลือก ที่ไม่เพียงช่วยให้โลกสามารถลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเราจะใช้ประโยชน์จากนํ้าเสียหรือนํ้าทิ้งได้อย่างไรด้วย

ทั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอเรกอน (Oregon State University) ได้พัฒนากระบวนการนำนํ้าเสียมาผลิตไฮโดรเจนสีเขียว หรือ Green Hydrogen พร้อมกับกรองนํ้าให้สะอาดได้ในเวลาเดียวกัน

ไฮโดรเจนสีเขียว หรือ Green Hydrogen คือ ไฮโดรเจนที่ปราศจากก๊าซคาร์บอน เป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่ถูกใช้เป็นพลังงานทางเลือกในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อขับเคลื่อนยานพาหนะ ไปจนถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในครัวเรือนและธุรกิจต่าง ๆ

ปกติแล้วการผลิตไฮโดรเจนจะมาจากกระบวนการทางเคมีที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดคาร์บอน ไดออกไซด์เป็นจำนวนมาก แต่ในทางตรงกันข้าม ไฮโดรเจนสีเขียวนี้สามารถผลิตขึ้นมาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน อีกทั้งยังสามารถสกัดได้ ทั้งจากนํ้าจืดและนํ้าทะเล

ในเวลานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน ได้พัฒนาระบบในการผลิตไฮโดรเจนจากนํ้าที่ปนเปื้อนสารกำจัดวัชพืช ซึ่งพบได้ทั่วไปในพื้นที่การเกษตร ระบบที่กำลังคิดค้นนี้ ยังช่วยกรองนํ้าปนเปื้อนให้สะอาดไปในเวลาเดียวกันด้วย

คิริคอส สไตลินู ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเคมีที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษานี้กล่าวว่า นํ้าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แต่การบริโภคนํ้าที่ปนเปื้อนอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของคนเราได้

กลุ่มเกษตรกร คือตัวอย่างของผู้ที่ใช้เทคโนโลยีนี้ในการกรองนํ้าให้บริสุทธิ์ และนำไฮโดรเจนที่ได้มาใช้กับอุปกรณ์การเกษตรในฟาร์มของพวกเขา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อนำภาคพลังงานของประเทศไปสู่แนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050

การผลิตไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดน ต่ออนาคตพลังงานที่สะอาดขึ้น เพราะหลายประเทศต่างให้ความสนใจการผลิตไฮโดรเจนในประเทศเพื่อใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือกกันมากขึ้นด้วย

สุนิตา ศัตยาปาล ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง ในสังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐ ชี้ว่าเหตุผลหลักประการหนึ่งคือประเทศต่าง ๆ ตระหนักดีว่า ในการที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้นั้น จำเป็นต้องมีธาตุที่ปราศจากคาร์บอน อย่างเช่นไฮโดรเจน ซึ่งมีประโยชน์รอบด้าน และนั่นก็คือสิ่งที่ขับเคลื่อนความคิดริเริ่มด้านนวัตกรรมไฮโดรเจนในภาครัฐและเอกชนในฐานะแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับอนาคต

Source : ฐานเศรษฐกิจ

StoreDot EV Battery คือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิดใหม่ ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท StoreDot สตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอล มีความพิเศษกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเดิมๆ ที่เด่นชัดมากทึ่สุดคือ ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น และยังมีการทดสอบชาร์จมากถึง 1,000 ครั้ง โดยไม่มีการเสื่อมของแบตเตอรี่เกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้ StoreDot EV Battery ยังได้มีการนำไปทดสอบกับรถยนต์ไฟฟ้าในการใช้งานจริง พบว่าแม้ชาร์จแบตเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถขับขี่ไปได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตรแล้ว ซึ่งผลทดสอบนี้ตอบโจทย์สำหรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก แก้ปัญหาของการชาร์จแล้วต้องมีการรอเป็นระยะเวลานานๆ ให้หมดไปได้เลย เกือบเทียบกับการขับรถเข้าปั๊มไปเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

คุณสมบัติที่น่าสนใจของ StoreDot EV Battery

  • ใช้เทคโนโลยีการชาร์จเร็วที่มีความเร็วสูงถึง 70% ของรอบการชาร์จ
  • ความเร็วในการชาร์จแบตจาก 10% ไปถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น
  • ความเร็วในการชาร์จแบตแบบชาร์จช้า ตั้งแต่ 0 – 100% ใช้เวลาเพียง 28 นาที
  • สามารถชาร์จโดยใช้เวลา 5 นาที วิ่งได้ไกลกว่า 160 กิโลเมตร
  • แบตเตอรี่มีความทนทานสูง มีการทดสอบชาร์จกว่า 1,000 รอบ โดยแบตเตอรี่ไม่เสื่อม

ล่าสุดทาง StoreDot ได้มีการร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Volvo ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเร็วๆ เราน่าจะได้เห็นการนำ StoreDot EV Battery ไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าของ Volvo รุ่นใหม่ๆ ที่น่าจะชูจุดเด่นเรื่องการชาร์จไว และอายุของตัวแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ตามคุณสมบัติของ StoreDot EV Battery แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่อย่างแน่นอน โดยมีการคาดการณ์กันว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ากับแบตรุ่นใหม่นี้ในช่วงปี 2024 สำหรับพันธมิตรในการพัฒาแบตเตอรี่ StoreDot EV Battery นี้ก็มีบริษัทชั้นนำมากมายอาทิเช่น BP, Daimler, VinFast, Volvo Cars, Polestar, Ola Electric, Samsung และ TDK

นอกจากนี้ทาง StoreDot ก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในการพัฒนา StoreDot EV Battery เอาไว้ด้วย โดยในปี 2024 นี้จะชาร์จไฟเพียง 5 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร ในปี 2023 จะพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้ชาร์จเพียง 3 นาที วิ่งได้ไกล 160 กิโลเมตร และในปี 2032 จะใช้เวลาชาร์จเหลือเพียง 2 นาทีเท่านั้น นั่นเท่ากับว่าเราจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟได้ไม่ต่างจากการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว