News & Update

สรุปสถานการณ์ “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ทั่วโลก

ตลาดคาร์บอนทั่วโลกเติบโตรวดเร็ว แต่ปี 2022 เริ่มชะลอตัวลง จากกลไกตลาด ด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. สรุปภาพรวม ตลาดคาร์บอนเครดิต ทั่วโลก โดยพบว่า หลังจากปี 2020-2021 ตลาดคาร์บอนทั่วโลกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในปี 2022 ตลาดคาร์บอนเริ่มชะลอตัวลง เกิดจากกลไกตลาดทั้งด้านอุปทาน (Supply) การรับรองเครดิตใหม่และด้านอุปสงค์ (Demand) ของผู้ใช้เครดิตที่ปรับลดลง

ความต้องการส่วนใหญ่ยังคงมาจาก ภาคธุรกิจเอกชนแบบสมัครใจ ขณะที่ความต้องการจากภาคบังคับเริ่มมีความต้องการมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2022 มีการรับรองคาร์บอนเครดิตลดลงประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจากมาตรฐานอิสระ (Independent crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นองค์กรอิสระ เช่น Verified Carbon Standard, Gold Standard มีจำนวน 275 MtCO2eq คิดเป็น 58% จากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองทั้งหมด 475 MtCO2eq

ขณะที่มาตรฐานระหว่างประเทศ (International crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตคือ UNFCCC เช่น โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เติบโตขึ้น คิดเป็นประมาณ 30% ซึ่งคาร์บอนเครดิตของโครงการ CDM สามารถใช้เพื่อการชดเชยในเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ได้

นอกจากนี้มาตรฐานภายในประเทศ (Domestic crediting mechanism) ซึ่งหน่วยงานที่ให้การรับรองคาร์บอนเครดิตจะเป็นภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เป็นสัดส่วนประมาณ 10% เท่านั้น

มีหลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรฐานการรับรองคาร์บอนเครดิตภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อการชดเชยในระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน แบบสมัครใจจากภาคเอกชน และภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6 (Paris Agreement Article 6) ได้

คาร์บอนเครดิตที่ถูกรับรองส่วนใหญ่มาจากประเภทพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) สัดส่วนกว่า 55% ซึ่งปัจจุบันต้นทุนในการทำโครงการประเภทนี้เริ่มถูกลงในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้หลัก Financial additionality เพื่อดึงดูดให้ทำโครงการ ส่งผลให้โครงการที่ขึ้นทะเบียนใหม่ๆ ของประเภทพลังงานหมุนเวียนจะเริ่มลดลง ขณะที่สถิติการขึ้นทะเบียนโครงการใหม่ประเภทป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Forestry and land use) มีสัดส่วนกว่า 54% ส่งให้ผลการรับรองคาร์บอนเครดิตที่มาจากประเภทนี้มีมากขึ้นเป็นหลักในอนาคต เพราะผู้พัฒนาโครงการทราบดีว่าคาร์บอนเครดิตจากโครงการเพิ่มการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมหรือโครงการที่สามารถกักเก็บไว้ได้ในระยะยาว สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเอกชนมุ่งสู่ง Net Zero ได้ ซึ่งในอนาคตจะมีความต้องการคาร์บอนเครดิตประเภทนี้สูง

ด้านอุปสงค์รายงานจาก Ecosystem Marketplace พบว่า มีการใช้คาร์บอนเครดิต (Retirement) ลดลงจากปีก่อนหน้าประมาณ 1.3% แต่ยังคงสูงกว่าปี 2019 และ ปี 2020 กว่า 140% และ 70% ตามลำดับ โดยปี 2022 มีการใช้คาร์บอนเครดิตประมาณ 196 MtCO2eq ส่วนใหญ่มาจากการใช้ในภาคสมัครใจ และข้อมูลจากภาครัฐระบุว่าประมาณ 43 MtCO2eq ใช้ในภาคบังคับ

การใช้คาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่มาจากโครงการประเภทพลังงานหมุนเวียน คิดเป็น 52% ซึ่งเป็นประเภทที่มีขายอยู่มากที่สุดในตลาดคาร์บอนและมีราคาถูก สัดส่วนอีกกว่า 30% มาจากโครงการประเภทเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานจากอุปกรณ์ในครัวเรือน (Household device) เช่น Clean cookstove เป็นผลมาจากผู้ซื้อคำนึงถึงผลประโชน์ร่วม (Co-benefit) ที่เกิดขึ้นถึงแม้ว่าราคาเครดิตประเภทนี้จะสูงกว่าประเภทอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Allied Offsets ระบุว่าผู้ซื้อ มีแนวโน้มที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตที่มี Vintage year หรือปีที่ได้รับการรับรองใหม่กว่า โดยเฉพาะกลุ่ม Vintage year หลังปี 2016 มีอัตราการใช้สูงขึ้นเรื่อยๆ

สรุปสถานการณ์ “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ทั่วโลก

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เนื้อหาน่าสนใจ :  กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

เซ็นทรัล รีเทล คว้ารางวัล The Global CSR & ESG Awards ต้นแบบเพื่อความยั่งยืน

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เซ็นทรัล รีเทล บริษัทเล็งเห็นความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เซ็นทรัล…

ที่ปรึกษาของ WMO เตือน คลื่นความร้อนจัดทั่วโลกลากยาวถึงสิงหาคม

ที่ปรึกษาด้านความร้อนสูงขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวเมื่อวันศุกร์ ระบุคลื่นความร้อนจะยังคงมีอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกตลอดเดือนสิงหาคม หลังอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิในอเมริกาเหนือ เอเชีย แอฟริกาเหนือ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส (104 ฟาเรนไฮต์) ติดต่อกันนานหลายวันในสัปดาห์นี้ เนื่องจากคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น “เราควรวางแผนสำหรับคลื่นความร้อนสูงเหล่านี้ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนสิงหาคม” จอห์น แนร์น ที่ปรึกษาอาวุโสของ WMO กล่าว ยุโรปตอนใต้กำลังต่อสู้กับคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติในช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุดในฤดูร้อน ทำให้ทางการเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพและแม้แต่การเสียชีวิต สภาพอากาศที่รุนแรงยังทำให้ชีวิตชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องหยุดชะงัก ด้วยความร้อนที่เป็นอันตรายซึ่งทอดยาวจากแคลิฟอร์เนียตอนใต้ไปจนถึงภาคใต้ตอนล่าง ความร้อนที่ร้อนระอุได้กระทบถึงตะวันออกกลางด้วย Nairn กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ทำให้คลื่นความร้อนจะถี่มากขึ้นและเกิดขึ้นได้ในทุกฤดูกาล "เรามีแนวโน้มที่จะเห็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งจะส่งผลให้คลื่นความร้อนมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น" …

โลกร้อนทำสารอาหารในข้าวลด เสี่ยงกระทบโภชนาการคนนับล้าน

ผลวิจัยชี้ชัด เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเข้มข้นขึ้นจะทำให้สารอาหารในข้าวลดลง โดยเฉพาะ จากวิตามิน B 4 ชนิด และโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี…

Leave a Reply