ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ดีป้า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมให้เกิดสมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างฉลาด เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเมืองที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เกิดการกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมไปสู่เมืองต่าง ๆ ไม่ให้มากระจุกตัวเพียงแต่กรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ซึ่งจะนำพาไปสู่ความเท่าเทียมกันของพลเมืองในการพัฒนาเมืองทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล และด้านอื่น ๆ ให้เท่าเทียมกับเมืองใหญ่

โดยได้ตั้งเป้าหมายให้เมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ยกระดับการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ที่ประชาการมีการใช้ชีวิตที่ดี ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเมืองที่เข้าข่ายนี้จะมีประมาณ 2.2 พันเมือง อยู่ในระดับเทศบาลตำบลขึ้นไป และเมืองใหม่ที่จะต้องมีประชาชนเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1 พันคนต่อวัน เช่น วังจันทน์วัลเลย์ ของ ปตท. บริเวณเหมืองแม่เมาะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริเวณโดยรอบ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

“ดีป้า"ส่งนวัตกรรมปั้น36"สมาร์ทซิตี้"    สู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะ 105 แห่ง

ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ตั้งเป้าให้เกิดสมาร์ทซิตี้ให้ได้ 105 เมือง ภายในปี 2570 โดยในปัจจุบันได้มีเมืองที่มียื่นขอส่งเสริมแล้วจำนวน 144 เมือง ซึ่งดีป้าจะเข้าไปบ่มเพาะเพื่อให้มีความพร้องในการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ และมีเมืองที่ผ่านการอนุมัติในการพัฒนาไปสู่สมาร์ทซิตี้แล้ว 36 เมือง ใน 25 จังหวัด ซึ่งแต่ละเมืองจะมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาในสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะได้จากการเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็คือ การได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของเมือง ที่ภาครัฐ และเอกชน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาแก้ไขปัญหาของเมืองได้อย่างตรงจุด เกิดพัฒนาการให้บริการแบบใหม่ หรือเกิดธุรกิจใหม่ ๆ รวมทั้งสตาร์ทอัพได้อีกมากมายในอนาคต โดยสตาร์ทอัพที่สามารถนำโมเดลความสำเร็จจากการทำธุรกิจในไทยในต่อยอดขยายธุรกิจในทุกประเทศอาเซียนได้ เพราะมีสิ่งแวดล้อมการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ สมาร์ทซิตี้ ต้องมีการพัฒนาใน 7 ด้าน คือ 1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการบริหารจัดการ และติดตามเฝ้าระวัง สิ่งแวดล้อม

2. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นเพิ่มความสะดวก ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

3. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ เป็นเมืองที่มุ่งเน้นให้บริการที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิต เช่น การส่งเสริมให้เกิดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการดำรงชีวิตที่เหมาะสม

 4. พลเมืองอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นพัฒนาพลเมืองให้มีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต

 5. พลังงานอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเมือง หรือใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาด

 6. เศรษฐกิจอัจฉริยะ ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมโยงและความร่วมมือทางธุรกิจ และประยุกต์ใช้นวัตกรรม ในการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจ และ7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะพัฒนาระบบบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐสะดวก รวดเร็ว เพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน

“โดยแนวทางทั้ง 7 ด้านนี้ ดีป้า ได้กำหนดให้ทุกเมืองสมาร์ทซิตี้ จะต้องเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนที่เหลืออีก 6 ด้าน แต่ละเมืองจะเลือกพัฒนาให้ตอบโจทย์ของปัญหา และเป้าหมายของแต่ละเมือง และทั้ง 7 ด้านนี้จะช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลภาวะต่าง ๆ ในทุกกิจกรรมการทำงาน ดังนั้นหากส่งเสริมให้เมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ที่มีกว่า 2.2 พันเมืองไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และด้านสิ่งแวดล้อมลงได้มาก”

สำหรับ เมืองที่ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาจากภาครัฐ การได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้กับภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนพัฒนาสมาร์ทซิตี้ 8 ปี หากอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( อีอีซี) จะได้รับเพิ่มอีก 5 ปี รวมเป็น 13 ปี และด้านอื่น ๆ เช่น การพัฒนาคนให้เข้ามารองรับเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น

โดยดีป้า ยังได้ร่วมกับ เอ็น.ซี.ซี. ในการจัดงาน “Thailand Smart City Expo 2023” ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งได้รับความร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) จัดเวิร์คช้อปเพื่อยกระดับการพัฒนาพิธีมอบรางวัล The Smart City Solution Awards 2023 เพื่อเป็นการส่งเสริมผลงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในงานจะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับภาครัฐองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเมืองของตนเพื่อต่อยอดในการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2567 พุ่งเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพิ่มขึ้นเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐานอีก 3.78 บาทต่อหน่วย และยังต้องใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 95,777 ล้านบาท โดย กกพ. ได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าใน 3 กรณี แบ่งเป็นกรณีแรกคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ส่งผลค่าไฟฟ้าแตะ 5.59 บาทต่อหน่วย, กรณีที่ 2 คืนหนี้ กฟผ. 3 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.93 บาทต่อหน่วย และกรณีที่ 3 คืนหนี้ กฟผ. 6 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย พร้อมนำรายละเอียดเปิดรับฟังความเห็นประชาชนระหว่าง 20-24 พ.ย. 2566 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 10 – 24 พ.ย. 2566 ก่อนจะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการ และนำไปหารือกับภาครัฐเพื่อพิจารณาแนวทางกำหนดราคาค่าไฟฟ้าต่อไป

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ กกพ. เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 เห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567  โดยค่า Ft เพิ่มเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทนประชาชน จนปัจจุบันมียอดหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืน กฟผ. อยู่ที่ 95,777 ล้านบาท ดังนั้น กกพ. จึงได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าแบ่งเป็น  3 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ได้แก่

กรณีที่ 1 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.ทั้งหมด 95,777 ล้านบาทในงวดเดียว ทำให้ค่า Ft รวมเป็น 216.42 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.95 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 1 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวดๆ ละจำนวน 31,926 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 114.93 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567  เพิ่มขึ้นเป็น 4.93 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 2 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้ กฟผ. จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละจำนวน 15,963 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 4.68 บาทต่อหน่วย

นายคมกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังอยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 200-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือน เม.ย. 2567 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อมาชดเชยก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งหากมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องนำเข้า LNG เพิ่มมากขึ้นอีกตามไปด้วย

นอกจากนี้สถานการณ์สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อประกอบกับสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันดิบดูไบ และราคา LNG มีความผันผวนสูงจึงมีความเสี่ยงที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 และ ม.ค. – เม.ย. 2567 จะเปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการ

อย่างไรก็ตาม กกพ. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม มีความมั่นคง และเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเปลี่ยนแปลงไป  นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการนำเข้า LNG และลดความผันผวนของราคาพลังงาน

Source : Energy News Center

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ขวดใส่น้ำใสๆ กล่องใส่อาหารที่เป็นพลาสติกใสๆ ที่เราใช้อยู่เป็นพลาสติกแบบรีไซเคิลระดับ Food Grade เพราะเข้าใจกันมาตลอดว่าพวกพลาสติกรีไซเคิลนั้น จะไม่สามารถนำมาใช้ใส่อาหารได้ ซึ่งบทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับ พลาสติก PCR ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เพราะเป็นพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade ที่นำมาใช้ได้จริง ช่วยลดปัญหาขยะ ลดโลกร้อน และลดการใช้พลังงาน

พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled Resin)

พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled Resin) คือ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตขึ้นจากพลาสติกที่ใช้งานแล้ว โดยจะเป็นพลาสติกที่ผู้บริโภคใช้กัน เช่น ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เป็นต้น พลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไปคัดแยก ทำความสะอาด และบดย่อยให้เป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็ก จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น

พลาสติก PCR สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง โดยยังคงคุณสมบัติและคุณภาพใกล้เคียงกับพลาสติกใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อดีหลายอย่างเช่น

  • ลดต้นทุนการผลิต
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันปิโตรเลียม
source : ENVICCO

บริษัท ENVICCO เป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade

สำหรับการรีไซเคิลพลาสติกให้มาเป็น พลาสติก PCR ในบ้านเรานั้น มีบริษัท ENVICCO เป็นโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอส เอส พี เขตประกอบการอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท เอ็นวิคโค จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท ALPLA Werke Alwin Lehner GmbH & Co KG หรือ ALPLA ผู้นำระดับโลกในธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกและพลาสติกรีไซเคิล โดยทาง GC ยังได้มีการริเริ่ม GC YOUเทิร์น เป็นโครงการรีไซเคิลพลาสติกของทางบริษัท เข้ามาช่วยจัดการ ตั้งแต่วิธีการคัดแยก การจัดเก็บ การขนส่ง เพื่อส่งต่อให้กับโรงงาน ENVICCO

นอกจากนี้บริษัท ENVICCO ยังได้รับการรับรองจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) ตัวบริษัทตั้งอยู่ที่นิคมเอเชีย มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) ภายใต้แบรนด์ InnoEco

สำหรับเม็ดพลาสติก InnoEco PCR PET เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงระดับ Food Grade ผ่านกระบวนการคัดแยกและล้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านกระบวนการอัดรีดกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปน และกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ มีคุณสมบัติและคุณภาพใกล้เคียงกับพลาสติกใหม่ จึงสามารถใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งผลิตจากพลาสติกใช้แล้วในประเทศไทย 100% รับประกันการตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ (Traceability) ได้ 100%

โรงงาน ENVICCO มีพื้นที่รวม 100 ไร่ มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 45,000 ตันต่อปี ลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 140,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากยุโรปในการคัดแยก ทำความสะอาด และบดย่อยพลาสติกใช้แล้วให้เป็นเม็ดพลาสติกขนาดเล็ก จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PCR ของ ENVICCO ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001:2015, ISO 14001:2015 และ US FDA สามารถใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มได้

GC YOUเทิร์น โครงการรีไซเคิลพลาสติก

GC YOUเทิร์น เป็นโครงการรีไซเคิลพลาสติกของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC มุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดแยก รวบรวม ขนส่ง จนถึงการแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง เพื่อนำกลับมาสร้างมูลค่าในรูปแบบต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

โครงการ GC YOUเทิร์น เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดย GC ได้ร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขยายเครือข่ายการมีส่วนร่วมในโครงการ และเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล

การดำเนินงานของโครงการ GC YOUเทิร์น ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

  1. การคัดแยกขยะพลาสติก GC YOUเทิร์น ส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะพลาสติกออกจากขยะอื่นๆ โดยจุดรับขยะพลาสติกของโครงการมีสัญลักษณ์ GC YOUเทิร์น ปรากฏอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถสังเกตและนำขยะพลาสติกมาทิ้งได้อย่างถูกต้อง
  2. รวบรวมและขนส่งขยะพลาสติก GC YOUเทิร์น มีเครือข่ายรถขนส่งขยะพลาสติกที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมขยะพลาสติกจากจุดรับขยะพลาสติกต่างๆ และนำส่งไปยังโรงงานแปรรูป
  3. การแปรรูปขยะพลาสติก ขยะพลาสติกที่รวบรวมได้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง โดยโรงงานแปรรูปของ GC หรือโรงงานแปรรูปของพันธมิตรของโครงการ

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตได้จากโครงการ GC YOUเทิร์น สามารถนำกลับมาสร้างมูลค่าในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น ผลิตเป็นขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก ถุงพลาสติก เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น

โครงการ GC YOUเทิร์น ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณขยะพลาสติกและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2565 โครงการสามารถรวบรวมขยะพลาสติกได้กว่า 10,000 ตัน และผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงได้กว่า 7,000 ตัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของ พลาสติก PCR ที่สามารถผลิตกันได้แล้วในประเทศไทย และเราก็มีโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งความต้องการใช้พลาสติก PCR ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก ช่วยในเรื่องของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน ส่งเสริมทางเลือกให้กับการใช้พลาสติกรีไซเคิล และที่สำคัญที่สุด ผู้บริโภคสามารถใช้พลาสติก PCR ซึ่งเป็นพลาสติกรีไซเคิลระดับ Food Grade ได้อย่างปลอดภัย

Photo : freepik , envicco

“บางจาก-บีทีเอส กรุ๊ป”ผุดธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เจ้ากลุ่มเป้าาหมายวินมอเตอ์ไซด์พื้นที่ใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง และขยายเครือข่ายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท วินโนหนี้ จำกัด (Winnonie) บริษัทสตาร์ทอัพในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้ดำเนินการร่วมกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอส กรุ๊ปฯ) 

ทั้งนี้ เพื่อร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท สมาร์ท อีวี ไบค์ จำกัด (Smart EV Bike) ในสัดส่วนการลงทุนโดย วินโนหนี้ 33.3% และ บีทีเอส กรุ๊ปฯ 66.7% เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ในบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับการร่วมลงทุนกับ บีทีเอส กรุ๊ปฯ นั้น เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) เพื่อการขยายเครือข่ายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ของวินโนหนี้ ให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

โดยมีแผนติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามแนวรถไฟฟ้าเริ่มจากสายสีเขียว ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทร่วมทุนนี้ จะใช้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ผ่านเครือข่ายสถานีฯ ของวินโนหนี้ 

รวมถึงบริการหลังการขายอื่น ๆ เช่น การดูแลซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Call Center ฯลฯ 

อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปวินโนหนี้จะระดมทุน Series B เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์ม Battery as a Service (BaaS) สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมขยายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อัตโนมัติ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

ส่งเสริมการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Polestar 4 EV หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ LCA ประเมินว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่ง Polestar 4 EV ปล่อยคาร์บอนออกไซด์เพียง 19.4 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในโลกในปัจจุบัน

Polestar 4 EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในรูปทรง SUV ที่ได้เปิดโชว์ตัวไปที่งานเซี่ยงไฮ้มอเตอร์โชว์ก่อนหน้านี้ ได้ขึ้นแท่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบัน โดย LCA ได้ตรวจสอบว่า Polestar 4 EV ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง “19.4 ตัน” ซึ่งทำให้เห็นว่า Polestar 4 EV กลายรถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุดในโลก

Credit : Polestar

Credit : Polestar

Polestar 4 EV ผลิตในโรงงาน SEA ของ Geely Holdings ในอ่าวหางโจว ประเทศจีน ซึ่งรถยนต์คันนี้เป็นการผสมผสานพลังงานสะอาดที่มีพลังงานน้ำ I-REC เข้ากับไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากหลังคาของโรงงาน 

ซึ่ง Polestar 4 EV ยังมีการใช้อะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำจากโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำในปริมาณที่สูงขึ้นจะช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้อีก นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งของอะลูมิเนียมรีไซเคิลยังรวมอยู่ในการประเมินเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Polestar 4 EV รุ่นมอเตอร์เดี่ยว ได้มีการวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศจีน โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 19.4 ตัน รุ่นมอเตอร์เดี่ยวระยะไกลปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 19.9 ตัน ในขณะที่มอเตอร์คู่ระยะไกลใปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 21.4 ตัน ซึ่งอะลูมิเนียมคิดเป็น 23-24% ของ Carbon Footprint ในขณะที่เหล็กและเหล็กคิดเป็น 20% ส่วนโมดูลแบตเตอรี่มีส่วนแบ่ง Carbon Footprint สูงสุดในการผลิตและการกลั่นวัสดุที่ 36-40% ซึ่งนี่ชี้ให้เห็นว่า Polestar 4 EV ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก

Credit : Polestar

Credit : Polestar

Polestar 4 EV ยังได้เผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถทุกรุ่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดนรายนี้ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ควรเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงสู่การคมนาคมที่ยั่งยืน และความโปร่งใสคือปัจจัยสำคัญของการผลิตและพัฒนา

Credit : Polestar

Credit : PolestarPolestar 

วางแผนที่จะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 5 รุ่นภายในปี 2569 Polestar 2 รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fast-back ที่เปิดตัวในปี 2562 , Polestar 3 รถเอสยูวีสำหรับยุคไฟฟ้าเปิดตัวในปลายปี 2565, Polestar 4 รถยนต์ SUV แบบคูเป้ได้เปลี่ยนแปลงไป กำลังเปิดตัวเป็นระยะจนถึงปี 2023 และในปี 2024 Polestar 5 ซึ่งเป็น GT สี่ประตูระบบไฟฟ้า และ Polestar 6 ซึ่งเป็นรถโรดสเตอร์ระบบไฟฟ้า กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

ที่มา : Polestar

Source : Spring News