รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงความคาดเคลื่อนข่าวการค้นพบแหล่งลิเธียม​ ปริมาณ 14.8 ล้านตัน ในข้อเท็จจริงตามข้อมูลของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)เป็นปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ของแร่เลพิโดไลต์ (Lepidolite) ที่มีความสมบูรณ์ของลิเธียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% ไม่ใช่ Lithium Resource ซึ่งหมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม พร้อมระบุหากมีการอนุญาตทำเหมืองและมีการออกแบบแผนผังอย่างเหมาะสม คาดว่าในอนาคต จะสามารถนำลิเธียมมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คัน 

วันที่ 20 มกราคม 2567 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบทรัพยากรแร่ ซึ่งรวมถึงแร่ลิเธียม​ที่ ณ​ ขณะนี้เป็นสนใจเป็นอย่างกว้างขวางของสังคมนั้น ล่าสุด​เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2567 กพร. ได้แจงข้อมูลชุดใหม่ เพื่อขยายความในรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนบางประการ และช่วยสร้างความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับผลการสำรวจแหล่งลิเธียมในประเทศไทยนั้น ​ได้พบแร่เป็นจำนวนมากในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งมี​แหล่งลิเธียมที่มีศักยภาพอยู่ 2 แหล่งด้วยกัน คือแหล่งเรืองเกียรติ และแหล่งบางอีตุ้ม​

ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุด พบว่า ในแหล่งบางอีตุ้มนั้น ขณะนี้ในขั้นตอนการดำเนินงานยังอยู่ระหว่างการสำรวจขั้นรายละเอียด เพื่อประเมินปริมาณสำรองอยู่ ในขณะที่แหล่งเรืองเกียรตินั้น ได้มีการประเมินแล้วว่ามีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน ซึ่งแร่ที่พบนั้นเป็นแร่เลพิโดไลต์ (Lepidolite) ที่มีความสมบูรณ์ของลิเธียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% ซึ่งหากมีการอนุญาตทำเหมืองและมีการออกแบบแผนผังอย่างเหมาะสม คาดว่าในอนาคต จะสามารถนำลิเธียมมาพัฒนาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คัน 

อย่างไรก็ตามในการนำเสนอข้อมูลก่อนหน้านี้ โดยเปรียบเทียบกับปริมาณสำรอง ของต่างประเทศนั้น มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแสดงถึงข่าวดีของประเทศไทย กับการมีแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่สามารถช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีปริมาณแร่ลิเธียม เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก นอกจากนี้ กพร. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า คำว่า “ทรัพยากรแร่” หรือ Mineral Resource นั้นหมายถึงปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเธียมแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการค้นพบ “แร่ดิบ” ที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีแร่สำคัญคือ “แร่ลิเธียม” อยู่ในนั้นด้วย

โดยเอกสารข่าวของ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่ามีการพบแหล่งลิเธียมในประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งแร่จากหินแข็งในพื้นที่แหล่งเรืองเกียรติ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โดยแหล่งลิเธียมเรืองเกียรติมีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน ที่เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% หรือมีปริมาณลิเทียมคาร์บอเนตเทียบเท่า (LCE) ประมาณ 164,500 ตัน 

หากออกแบบแผนผังการทำเหมืองอย่างเหมาะสมและสามารถนำแร่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ 25% คาดว่าจะสามารถนำลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน นั้นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ขอชี้แจงว่า คำว่า Mineral Resource มีความหมายถึงปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Lithium Resource ซึ่งหมายถึงปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียม

ดังนั้น การนำข้อมูลปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ไปเปรียบเทียบกับปริมาณทรัพยากรโลหะลิเทียมของต่างประเทศ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่ลิเทียมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกได้ สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้เป็นแร่เลพิโดไลต์ (lepidolite) ที่พบในหินเพกมาไทต์ (pegmatite) และมีความสมบูรณ์ของลิเทียมหรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ดังกล่าวได้คุ้มค่า อีกทั้งแร่ลิเทียมมีความสัมพันธ์กับแหล่งแร่อื่นๆ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ดีบุกและธาตุหายากอื่น ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งดีบุกที่สำคัญในอดีต จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพบแหล่งลิเทียมเพิ่มเติมหากมีการสำรวจในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีผู้ได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจลิเทียมจำนวน 3 แปลง ในพื้นที่จังหวัดพังงา และมีคำขออาชญาบัตรเพื่อสำรวจลิเทียมในพื้นที่จังหวัดอื่นอีก เช่น จังหวัดราชบุรี และ จังหวัดยะลา 

โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จะเร่งรัดให้เกิดการสำรวจลิเทียมและแร่หายากเพิ่มขึ้น ให้ประเทศไทยมีข้อมูลพื้นฐานสำหรับการทำเหมืองลิเทียม เพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคต่อไป

Source : Energy News Center

ระบบโซลลาร์เซลล์ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า อาจจะเกิดการทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์ และระบบได้ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้ได้เช่นกัน ซึ่งระบบการผลิตไฟฟ้าโดยใช้แผงโซลาร์เซลล์นั้นจะเป็นลักษณะการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถตัดกระแสไฟฟ้าจากระบบได้เมื่อมีแสงอาทิตย์ที่ยังส่องไปยังแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาระงับเหตุไม่สามารถตัดกระแสไฟเพื่อระงับเหตุได้นั่นเอง ทำให้มีการคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า PV Stop ขึ้นมาเพื่อเข้ามาแก้ปัญหานี้ และบทความในวันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ “PV Stop” ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จัก อาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วไปเกี่ยวข้องอะไรกับระบบการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ด้วย วันนี้เราจะมารู้จักกันครับ

PV Stop คืออะไร?

PV STOP เป็นนวตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากประเทศออสเตรเลีย ย่อมาจาก “Photovoltaic Stop” เป็นสารเคลือบโพลีเมอร์ที่ใช้น้ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทันสมัย ซึ่งใช้สำหรับพ่นลงบนแผงโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่เสมือน “ผ้าใบกันน้ำ” เพื่อทำการปิดกั้นแสง และช่วยในเรื่องของการ ปิดระบบแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งสามารถปิดการทำงานได้ในไม่กี่วินาที เมื่อมีการนำไปพ่นแล้ว จะเป็นการเคลือบ PV STOP ลงบนแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเมื่อสารแห้งแล้ว จะกลายเป็นฟิล์มป้องกัน มีคุณสมบัติไม่ติดไฟ และเมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว ก็สามารถลอกออกจากแผงโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ทำลายตัวแผงโซลาร์เซลล์ และระบบต่างๆ เมื่อต้องการเปิดใช้งานระบบโซลลาร์เซลล์อีกครั้ง

คุณสมบัติของ PV Stop

  • ไม่ติดไฟ
  • ไม่เป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า
  • สามารถใช้ได้ในทุกสภาวะอากาศ
  • ไม่เกิดประกายไฟ
  • เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ของ PV Stop

  1. ช่วยในเรื่องของความปลอดภัย เมื่อมีการพ่น PV Stop ลงบนแผงโซลาร์เซลล์ จะเป็นการหยุดการทำงานของแผงโซลาร์เซลล์ทันที ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ ระบบจะหยุดการทำงานได้ภายในไม่กี่วินาที
  2. ช่วยรักษาแผงโซลลาร์เซลล์ ด้วยการออกแบบให้ PV Stop มีคุณสมบัติเหมือนผ้าใบกันน้ำ ทำให้เมื่อพ่นลงบนแผงโซลาร์เซลล์แล้ว จะทำหน้าที่เป็นเสมือนฟิลม์ป้องกันแผงโซลลาร์เซลล์จากสภาวะอากาศต่างๆ กรณีที่ไม่ต้องการใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ โดยไม่จำเป็นต้องหาวัสดุใดๆ มาคลุมทับ สามารถใช้ปกป้องได้นานกว่า 12 เดือน
  3. ช่วยให้การบำรุงรักษาระบบโซลลาร์เซลล์ง่ายขึ้น ในกรณีที่มีการใช้ระบบโซลลาร์เซลล์ที่มีขนาดใหญ่ และต้องการปิดระบบชั่วคราวในการบำรุงรักษาเฉพาะจุด หรือต้องการเปลียนแผงโซลลาร์เซลล์ ก็สามารถใช้ PV Stop พ่นลงแผงโซลาร์เซลล์เฉพาะในจุดที่่ต้องการบำรุงรักษาได้เลย ไม่ต้องปิดระบบทั้งหมด

วิธีการใช้ PV Stop

สำหรับวิธีการใช้งาน PV Stop นั้น ก็จะคล้ายๆ กับการใช้งานถังดับเพลิงเวลาเกิดเหตุไฟไหม้ แต่ว่าอาจจะมีขั้นตอนอื่นๆ เพิ่มเติมเล็กน้อย

  1. สวมอุปกรณ์ป้องกันให้เรียบร้อย ประกอบไปด้วย แว่นตาป้องกัน หน้ากาก และถุงมือ ซึ่งผู้ที่ใช้งาน และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกคน
  2. มีการประเมินพื้นที่ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น การระบายอากาศ เส้นทางการหลบหนี และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ว่าสามารถเข้าไปในพื้นที่และออกมาได้อย่างปลอดภัย
  3. เตรียมถัง และให้ถือในแนวตั้งก่อนใช้งาน
  4. ดึงสลักนิรภัย เพื่อเริ่มใช้งาน
  5. เล็งหัวฉีดไปยังบริเวณที่จะพ่น
  6. กดคันบีบ

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ ผู้ปฏิบัติงานควรได้รับการอบรม และฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ และเมื่อมีการใช้พ่นไปยังแผงโซลลาร์เซลล์แล้ว ระบบจะหยุดทำงานทันที แม้ว่าตัวสารเคมีจะอยู่ในสภาพเปียก และจะแห้งสนิทโดยใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที ที่อุณหภูมิประมาณ 25 องศา และหากในบริเวณนั้นมีอุณหภูมิที่สูงกว่านี้ ก็จะแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากในบริเวณนั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำ ก็จะแห้งช้าลง

เมื่อต้องการเปิดระบบการใช้งานโซลลาร์เซลล์อีกครั้ง ก็สามารถลอก PV Stop ออกได้โดยใช้มือดึงออกได้เลย ซึ่งจะไม่มีการทิ้งคราบใดๆ ที่ติดกับแผงโซลลาร์เซลล์ และเมื่อลอดตัวฟิลม์ PV Stop เรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ใช้น้ำทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ทันที ตัวฟิลม์ที่ลอกออกแล้ว ก็สามารถนำไปทิ้งเป็นขยะตามปกติได้เลย เพราะไม่มีอันตราย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการใช้งานนั้นสามารถใช้ได้นานกว่า 12 เดือน

การเก็บรักษา PV Stop

สำหรับการเก็บรักษานั้น ให้เก็บในจุดที่ออกแบบมาเพื่อเป็นจุดสำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ในกรณีฉุกเฉินที่สามารถหยิบใช้ได้ทันทีในกรณีเกิดเหตุต่างๆ ที่ไม่คาดฝัน ควรมีการแขวนไว้บนขายึดหรือตู้เก็บถัง บริเวณที่จัดเก็บควรมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 5 – 30 องศาเซลเซียสเพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวภายในแข็งตัว และมีควรมีการตรวจอุปกรณ์ทุกๆ เดือน รักษาอุปกรณ์ให้สะอาดเสมอ สามารถใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เพื่อเช็คได้ ไม่แนะนำใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน และควรตรวจสอบสลักล็อคทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติ และบริเวณมาตรวัดความดันควรชี้ไปที่โซนสีเขียวอยู่ตลอด หากมีความผิดปกติให้ติดต่อตัวแทนจำหน่ายทันที

โดยสรุปแล้วใครที่ใช้แผงโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า และต้องการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ควรจะ PV Stop ไว้ในบริเวณที่ใช้งานแผงโซลาร์เซลล์ด้วย เพื่อเอาไว้ระงับเหตุต่างๆ ด้วยข้อดีต่างๆ ของ PV Stop ทั้งหมดที่นำเสนอไปแล้ว มีไว้ย่อมดีกว่าแน่นอนครับ

Source : PV-STOP.COM

เป้าหมายที่ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% หรือ 222 ล้านตันคาร์บอน ในปี 2573 มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมสรรพสามิตจึงมีนโยบายสนับสนุนนโยบายภาครัฐดังกล่าว

ปัจจุบันกรมสรรพสามิตกำหนดนโยบาย EASE EXCISE ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สร้างมาตรฐานสากล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” ซึ่ง ตัว E ตัวแรก หมายถึง ESG/BCG Focus เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อดูแลสุขภาพ พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมภายในประเทศสู่มาตรฐานสากล

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมฯได้ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษามาตรการและแนวทางการจัดเก็บภาษี ตลอดจนมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ศึกษาแล้วเสร็จประมาณกลางปี พ.ศ. 2567 และจะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

กรมสรรพสามิตได้พิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย (Carbon Tax Guide: Handbook for Policy Maker) ของธนาคารโลก ซึ่งเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายต้องพิจารณา 5 ด้าน ได้แก่

1.ฐานภาษี (Tax base) สามารถจำแนกได้ 2 ส่วน คือ จัดเก็บจากกระบวนการผลิต เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่จัดเก็บจากโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือจากสินค้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่จัดเก็บกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหรือผลิตภัณฑ์จากฟอสซิล ทั้งนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จะสามารถจัดเก็บภาษีได้กับสินค้าเท่านั้น โดยจัดเก็บจากทั้งผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้นน้ำหรือโรงกลั่นฯ สำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำหรือโรงผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอาจจัดเก็บกับสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

2.อัตราภาษี (Tax rate) ในปัจจุบันมีการกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนมีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้างจากประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ จนถึงประมาณ 130 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ขึ้นกับบริบทหรือสถานการณ์ภายในแต่ละประเทศ

3.การใช้งบประมาณ (Revenue use) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารโลกเสนอให้พิจารณา เนื่องจาก การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้งบประมาณเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ หรือการใช้จ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบางที่อาจมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาษีคาร์บอน

4.การบริหารจัดการด้านองค์กรที่รับผิดชอบ (Institutions) ควรมีการกำหนดผู้รับผิดชอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การตรวจวัดค่าและการสอบทวนอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารการจัดเก็บภาษี เป็นต้น

5.การพิจารณาผลกระทบเชิงลบ (Avoid undesirable effects) เช่น ความซ้ำซ้อนของภาระภาษี และความเท่าเทียมระหว่างผู้เสียภาษีหรือระหว่างภาคส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ อาจต้องพิจารณาถึงมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM โดยสามารถนำภาษีคาร์บอนภายในประเทศไปชดเชยกับค่าธรรมเนียมคาร์บอนที่ถูกกำหนดขึ้นได้

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้แนะนำว่าทั้ง 5 ส่วนที่กล่าวมามีความเชื่อมโยงกันกันในทุกมิติ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาออกแบบนโยบายภาษีโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมทุกด้าน

“การจัดเก็บภาษีคาร์บอนมิได้มุ่งเน้นการหารายได้เป็นหลักแต่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งพฤติกรรมของผู้ผลิตในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อให้การผลิตสินค้ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง และผู้บริโภคสามารถตระหนักและเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีราคาเข้าถึงได้”

โดยในช่วงแรกอาจจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราภาษีที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจาก เป็นการปรับตัวเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แล้วจึงทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนเพียง 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนเทียบเท่าในช่วงแรกและทยอยปรับขึ้นทุกๆ 2 ปี เป็นต้น

นอกจากนี้ นโยบายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนยังมุ่งหวังการลดภาระของผู้ส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคที่มีการดำเนินมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เพราะหากประเทศไทยไม่จัดเก็บภาษีคาร์บอน ภาระดังกล่าวก็จะถูกจัดเก็บในต่างประเทศแทน ดังนั้น จึงควรจัดเก็บภาษีคาร์บอนภายในประเทศเพื่อนำรายได้ดังกล่าวกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Revenue Recycling

ภาษีอาจถูกมองเป็นภาระทางธุรกิจ และย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภค แต่เป้าหมายของภาษีคาร์บอนคือการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเปลี่ยนโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วกับภาระทางภาษีรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. คลอดโฉนดต้นยางพารา แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ต่อยอดอาชีพชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ “การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสวนยางพารา และการจัดทำโฉนดต้นยางพารา” ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ว่า

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายจัดทำโครงการโฉนดต้นไม้สำหรับต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรนำไม้ยืนต้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับ ธ.ก.ส. เป็นการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร เพื่อต่อยอดอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในการจัดทำโฉนดต้นยางพาราครั้งนี้ จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา อาทิ การขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น กยท. จึงได้ดำเนินโครงการร่วมมือกับ ธ.ก.ส. บรรจุต้นยางพาราให้เป็นไม้ชนิดหนึ่งในระบบค้ำประกันเงินกู้ และดำเนินการจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อใช้เป็นหลักประกันเงินกู้จาก ธ.ก.ส. ซึ่งเกษตรกรที่สามารถขอรับโฉนดต้นยางจะต้องขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุนสำหรับการประกอบอาชีพการทำสวนยาง โดยใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นเอกสารประกอบการขอรับบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ให้บริการ โดย กยท. จะเป็นผู้ประเมินราคาต้นยางพาราที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. และจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ทุกครั้ง

ทั้งนี้ จะผลักดันให้สามารถใช้ได้กับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ตลอดจนใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยจะเร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต่อไปโดยเร็ว

“ภายหลังจากการ Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 ม.ค.นี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าขยายผลในทุก ๆ เรื่องไม่ใช่เฉพาะต้นไม้ เพราะสินทรัพย์ของพี่น้องเกษตรกรต้องมีราคา สร้างมูลค่าได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดต้องแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของไม้เศรษฐกิจที่เล็งเห็นเพิ่มเติมที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้พะยูง ไม้ตะเคียน และไม้ยางนา รวมถึงไม้พืชผลทุกประเภท เช่น ต้นทุเรียน ต้นมะม่วง อีกด้วย” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทและแนวทางความร่วมมือของ กยท. หลังจากลงนาม MOU ร่วมกันในครั้งนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะมีการอบรมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เรื่องวิธีการประเมินมูลค่าไม้ยางพารา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานร่วมกันประเมินมูลค่าไม้ยางพาราสำหรับใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ นอกจากนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะร่วมกัน บูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยาง ส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกสร้างสมดุลเชิงนิเวศ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายผลผลิตจากยางพาราเพียงอย่างเดียว

นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า การร่วมมือกับ กยท. ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์กับและ ธ.ก.ส. เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและบุคลากรของ ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต การส่งเสริมการจัดทำโฉนดต้นยางพารา เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. และ กยท. พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสีเขียวตามนโยบายด้านการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรนำสวนยางพาราไปขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) รวมถึงเข้าร่วมโครงการ BAAC Carbon Credit ที่จะช่วยสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้เกษตรกร ซึ่ง ธ.ก.ส. เตรียมเปิดตัวการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน ประกาศนโยบายปี 2567 เร่งปรับโครงสร้างน้ำมันทุกส่วน สร้างความเป็นธรรมด้านราคา รัฐมนตรีพลังงานระบุกำลังพิจารณาทั้งมาตรการภาษีน้ำมันกลุ่มเบนซินที่จะสิ้นสุด 31 ม.ค. 2567, มาตรการยกร่างกฎหมายราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกร และมาตรการเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ปลัดพลังงาน เผยปี 2566 ใช้งบแก้วิกฤติราคาพลังงานประมาณ 1 แสนล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงผลงานกระทรวงพลังงานปี 2566 และแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2567 ในหัวข้อ “ปีแห่งการขับเคลื่อนพลังงานไทย สู่อนาคตที่ดีกว่า” ว่า ในปี 2567 กระทรวงพลังงานจะเร่งปรับโครงสร้างน้ำมัน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันในประเทศเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างน้ำมันจะทำให้กระทรวงพลังงานได้เห็นข้อมูลต้นทุนราคาที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เบื้องต้นจะมีการปรับโครงสร้างหลายด้าน เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะเงินติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG), การร่างกฎหมายน้ำมันเพื่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำร่างกฎหมายแล้วและภาครัฐกำลังเตรียมพิจารณาด้านความเป็นไปได้ เบื้องต้นราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกรจะต้องเป็นราคาเดียวกับน้ำมันเพื่อชาวประมง หรือ น้ำมันเขียว, และราคาน้ำมันกับค่าการตลาด ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เป็นต้น

สำหรับในส่วนของมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ที่จะสิ้นสุด วันที่ 31 ม.ค. 2567 นี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นหากราคาน้ำมันโลกกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ปรับสูงขึ้น ก็อาจจะต้องพิจารณาขอต่ออายุมาตรการลดภาษีดังกล่าวออกไป แต่ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันโลกไม่ได้สูงมาก โดยราคากลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าในช่วงเดือน พ.ย. 2566 ที่เริ่มต้นมาตรการ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 38 บาทต่อลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 ดังนั้นต้องขอหารือกันก่อนว่าจะช่วยเหลือด้านราคากลุ่มนี้ต่อหรือไม่ โดยต้องพิจารณาจากฐานการเงินกองทุนฯ และฐานะการคลังของประเทศร่วมด้วย

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2567 นี้ ว่าจะขยายเวลาต่ออีกหรือไม่ เนื่องจากการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจะกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาร่วมกับแนวทางการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือการปรับเปลี่ยนน้ำมันอากาศยานเป็นน้ำมันชีวภาพ เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกันในรายละเอียด  

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลงานในปี 2566 ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวของ 2 รัฐบาล แต่ทั้ง 2 รัฐบาลก็ได้มีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับดูแลการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต

นอกจากนั้น ก็ยังได้มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ ทั้งนี้ ในปี 2567 ได้เตรียมนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะการ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ซึ่งจะมุ่งการแก้ไขระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้มานาน ให้มีความเหมาะสม ทันสถานการณ์ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ ให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และที่สำคัญ การดำเนินการจะวางรากฐานไว้ให้เกิดความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย รวมทั้งประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะความผันผวนด้านพลังงานทั้งปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และ อิสราเอล – กลุ่มฮามาสที่มีความยืดเยื้อ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ โควิด-19 ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญๆ หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านราคาพลังงานที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งในส่วนของการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ปี 2566 ได้ใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งตรึงราคาค่าไฟฟ้า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และ NGV นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2566 มีการใช้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 178,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วน

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในปี 2566 ที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24 จำนวน 3 แปลง และการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G2/61 อย่างราบรื่น

สำหรับในปี 2567 กรมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการเร่งรัดการลงทุนให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากแหล่งในประทศ รวมทั้งส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน กรมฯ ยังได้เตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย มาตรการเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถัน ไม่เกิน 10 ppm) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป มีการส่งเสริมการติดตั้ง EV Charging Station ภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยปี 2567 มีแผนจัดทำมาตรฐานติดตั้งทางไฟฟ้าและกำหนดกรอบการให้บริการติดตั้ง EV Charging Station รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนลดชนิดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ให้เหลือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐานชนิดเดียว (B 7) เนื่องจากเป็นน้ำมันที่สามารถใช้กับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 (น้ำมันทางเลือก) เริ่ม 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาระบบ e-Service เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน มีการพัฒนาระบบ Stockpile และ e-Fuelcard และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ e-Safety e-Trade และ e-License และระบบสำรองข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานในรูปแบบ e-Service รวมทั้ง มีแผนส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2566 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยประชาชนกว่า 10,000 ครัวเรือน การติดตั้งและซ่อมแซมโซลาร์เซลล์สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ช่วยเหลือชุมชนกว่า 7,200 ครัวเรือน  การเดินหน้าใช้กฎหมาย BEC เต็มตัว และที่สำคัญ พพ.ได้เปิดอาคารใหม่ Net zero energy building อาคารสำนักงานราชการใหญ่ที่สุดในไทย และในปี 2567 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงพลังงานสะอาดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแบบครบวงจรมากขึ้น อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง  มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO)สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา สนพ. ได้เร่งจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2566–2580 (ร่างแผนพลังงานชาติ ) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในภาคพลังงาน ภายในปี 2050 โดยร่างแผน NEP ประกอบด้วยแผนย่อย 5 แผนคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)

ทั้งนี้ ในปี2567 จะมีการทบทวนและปรับปรุง ร่างแผนพลังงานชาติเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และเสนอร่างแผนฯ ต่อ กพช. และ ครม. เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้แผนงานในปี 2567 ของ สนพ. ยังมีเรื่อง การนำเสนอแนวทางการเปิดเสรีในกิจการไฟฟ้า ซึ่งจะมีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระยะทดลอง-นำร่อง พ.ศ. 2567 – 2568 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขันที่สะท้อนต้นทุนทางด้านราคาแทนการอุดหนุนทางด้านราคา และเปิดโอกาสให้มีธุรกิจใหม่ทางด้านพลังงานเกิดขึ้น และภาครัฐสามารถใช้เป็นกลไกให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

Source : Energy News Center