“พิมพ์ภัทรา”จ่อปลดล็อกใบอนุญาติติดตั้งผลิตไฟฟ้าพลังงานลม-น้ำครัวเรือน หวังลดค่าใช้จ่าย แก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้าให้ประชาชน เตรียมชง ครม. พิจารณาพร้อมนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรี

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันกำลังเร่งดำเนินการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาติผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และน้ำภาคครัวเรือน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนเป็นหลักเกี่ยวกับเรื่องของการลดค่าค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือน และไม่ให้มีปัญหาเรื่องของไฟฟ้า เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาพร้อมกับนโยบายโซลาร์รูฟท็อป (Solar rooftop) เสรีในส่วนครัวเรือนของพรรคครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

ขณะที่ความคืบหน้านโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีในส่วนครัวเรือนนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยปัจจุบันได้ปลดล็อกเรื่องการขอใบอนุญาติแล้วทั้งระบบ 

“กระทรวงฯอำนวยความสะดวกให้แล้ว ด้วยการปลดล็อกการขอใบอนุญาติ รง. 4 ได้สบายมากขึ้น ไม่ต้องมาขอ ในภาคครัวเรือนด้วยเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าการติดตั้งโซลาร์ของครัวเรือนส่วนใหญ่จะมีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกกะวัตต์ จะไม่ต้องขอใบอนุญาติ รง. 4 อยู่แล้ว 

ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนเป็นการปลดล็อกทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ และขนาดเล็กในครั้งเดียว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

วันนี้ทีมงานขอนำเสนออุปกรณ์ที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีสักที ล่าสุดก็มีแล้วครับ กับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ ซึ่งตอบโจทย์คนใช้รถไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน แต่เดิมเวลาต้องชาร์จไฟแบบเร็วๆ ก็ต้องไปชาร์จตามปั๊มน้ำมัน หรือจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC ซึ่งเมื่อเรามีเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้แล้ว ก็สามารถนำไปติดตั้งได้ตามต้องการ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็สามารถขนกลับไปเก็บไว้ได้อีกด้วย

แบบนี้ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ น่าจะเหมาะกับใคร อันนี้ก็ต้องบอกว่า น่าจะเหมาะกับการนำไปให้บริการเชิงพาณิชย์มากกว่า เช่น นำไปให้บริการบริเวณจุดแคมปิ้ง หรือจะเป็นภายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงคอนโดรุ่นเก่าที่ไม่มีจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 800 กิโลกรัม มิติตัวเครื่อง 1,200 x 800 x 2,000 มม. ก็อาจจะไม่สะดวกเรื่องการพกพาไปใช้งานสักเท่าไหร่ เหมาะกับเคลื่อนย้ายไปวางในสถานที่ต่างๆ มากกว่า เช่น กรณีเราไปจัดงานแคมปิ้ง ก็สามารถนำไปเปิดให้บริการผู้ที่เข้าร่วมงานได้ หรือบางสถานที่ไม่มีสถานีชาร์จเลย เราก็สามารถนำไปตั้งเป็นจุดบริการชาร์จด่วนได้เช่นกัน และหากบริเวณนั้นเราได้ทำพวกร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ก็จะช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

สำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs ตามสเปคบอกเอาไว้ว่า สามารถชาร์จรถไฟฟ้าได้พร้อมๆ กันถึง 6 คัน มีกำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 180 กิโลวัตต์ แบตเตอรืแบบ EFP ความจุ 184 kWh ซึ่งเพียงพอต่อการชาร์จรถไฟฟ้าในระดับ 60% เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปได้ และยังสามารถนำไปบริการที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่อีกต่อไป สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับระบบการติดตาม และการจัดการแบบออนไลน์ได้ด้วย แต่ว่าต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย

ราคาของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ 3.5 ล้านบาท หากเทียบกับการก่อสร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบปกติแล้ว จะใช้งบประมาณที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs มีข้อดีมากกว่าในเครื่องของการเป็นสถานีชาร์จที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ย้ายไปติดตั้งได้ตามต้องการ และไม่ได้ต้องการพื้นที่ในการจัดวางมากมายอะไร เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าแบบเดิมๆ

สรุปสิ่งที่น่าสนใจของ Eplvs

  • สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็ว โดยชาร์จได้สูงสุดถึง 180 กิโลวัตต์
  • รองรับการชาร์จรถพร้อมกันได้สูงสุดถึง 6 คัน
  • ขนาดกระทัดรัดสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
  • ใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เสียบหัวชาร์จกับเข้ารถก็จะเริ่มการชาร์จให้ทันที
  • ตัวเครื่องชาร์จมีการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ทันที
  • ใช้เงินลงทุนไม่มาก ไม่ต้องปรับปรุงสถานที่เหมือนกับสถานีชาร์จแบบเดิมๆ
  • รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

รายละเอียดทางเทคนิค

  • กำลังไฟ: สูงสุด 180 กิโลวัตต์
  • แรงดันไฟฟ้า: 380-415V AC
  • กระแสไฟ: สูงสุด 320A
  • ประเภทปลั๊ก: CCS2, CHAdeMO
  • ระยะเวลาการชาร์จ: ประมาณ 30 นาทีสำหรับการชาร์จเต็ม (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ของรถ EV)
  • ขนาด: 1,200 x 800 x 2,000 มม.
  • น้ำหนัก: 800 กก.

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuvo Plus

ปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น “แก้วกระดาษ” ก็นับเป็นตัวเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า “พลาสติก” แต่ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะอาจยังมีพลาสติกเคลือบอยู่ ?

แก้วกระดาษ หรือภาชนะอื่นๆ ที่ทำมาจากกระดาษ ถือว่าเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่หลายคนเลือกใช้สำหรับการสั่งอาหารกลับบ้าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ “พลาสติก” เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต แต่กลับมีงานวิจัยออกมาว่า “บรรจุภัณฑ์จากกระดาษ” อาจมีอันตรายใกล้เคียงกับพลาสติก เพราะยังมีการเคลือบพลาสติกเอาไว้บางๆ ที่อาจกลายเป็นสารเคมีปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้

แม้ว่าที่ผ่านมา “แก้วกระดาษ” จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความหวังที่ว่าจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนลงได้บ้าง แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Pollution พบว่าการทดสอบแก้วกระดาษในงานวิจัยอาจมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตมากกว่าที่หลายคนคิดเอาไว้

  • หรือแท้จริงแล้ว “แก้วกระดาษ” ก็มีสารพิษ ?

ผลการศึกษาเบื้องต้นของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กหลังจากที่ทำการทดลองโดยการนำแก้วแบบใช้แล้วทิ้งที่มีวัสดุแตกต่างกันมาอยู่กับลูกน้ำของยุงลาย และพบว่าแก้วทั้งหมดส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพวกมัน ไม่เว้นแม้แต่ “แก้วกระดาษ

“เราทิ้งแก้วกระดาษและแก้วพลาสติกไว้ในตะกอนเปียกและน้ำ เป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ และคอยติดตามว่าสารเคมีที่ถูกชะล้างออกมาจากแก้วจะส่งผลกับตัวอ่อนอย่างไร ซึ่งเห็นได้ว่าแก้วทุกประเภทส่งผลเสียหมด” เบธานี คาร์นีย์ อาล์มรอธ (Bethanie Carney Almroth) หัวหน้าทีมวิจัยระบุ

สาเหตุที่ทำให้มีสารเคมีออกมาจากแก้วกระดาษไม่ต่างจากพลาสติกก็เพราะแก้วพลาสติกไม่มีทั้งไขมันและน้ำในตัวมันเอง จึงต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้กระดาษดูดซับของเหลวหรือสลายตัวเมื่อเทของร้อนลงไป ทำให้จำเป็นต้องเคลือบพื้นผิวเพื่อให้เหมาะสมในการบรรจุอาหารหรือเครื่องดื่ม แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์มพลาสติกแบบ Polylactide (PLA) ซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพที่ได้มาจากทรัพยากรหมุนเวียน เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรืออ้อย เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยสลาย แต่การย่อยสลายนั้นก็ต้องเป็นไปตามสภาวะที่เหมาะสมด้วย เพราะหากกำจัดโดยผิดวิธีก็ยังคงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อพวกมันปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ

  • อันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากแก้วกระดาษ

เมื่อ “พลาสติก” ยังคงตกค้างอยู่ในธรรมชาติ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สัตว์น้ำกิน “ไมโครพลาสติก” เข้าไป หรือแม้แต่มนุษย์เองก็อาจรับเข้าร่างกายไปโดยที่ไม่รู้ตัว แม้พลาสติกชีวภาพจะมีสารเคมีน้อยกว่าพลาสติกทั่วไปก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

“บรรจุภัณฑ์กระดาษอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเช่นกันเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ และกำลังกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราสัมผัสกับพลาสติกและสารเคมีที่เกี่ยวข้องผ่านอาหารและเครื่องดื่ม” เบธานี กล่าว

อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้มีการตั้งคำถามว่าแก้วกระดาษนั้นปลอดภัยจริงหรือไม่มาจากการที่ยังไม่มีการวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อค้นหาว่าสารชนิดใดที่ถูกชะล้างออกจากแก้วกระดาษ แต่จากรายงานของ Wired ระบุว่าแม้แก้วกาแฟกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งที่ผู้ผลิตใช้พลาสติกชีวภาพในการเคลือบแก้วกระดาษมาแล้วชั้นหนึ่ง ก็ยังมีบางยี่ห้อที่มีการเพิ่มสารเคมีสำหรับคงความเสถียรลงไปอีก

จากปัญหาดังกล่าวทำให้ เบธานี อธิบายผ่าน Wired ว่าจะเป็นเรื่องดีหากผู้ผลิตแจ้งให้ทราบอย่างเปิดเผยว่ามีส่วนผสมอะไรในผลิตภัณฑ์ของตนเองบ้าง เพราะปัจจุบันถือเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่ามีสารเคมีอะไรบ้างที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์

แม้ว่าการ “รีไซเคิล” ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่ได้ผล แต่แท้จริงแล้วก็ยังถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับศูนย์รีไซเคิลส่วนใหญ่ที่จะแยกพลาสติกออกมาจากแก้วกระดาษ มีศูนย์เพียงไม่กี่แห่งในสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่สามารถแยกสารเคลือบออกมาได้ แต่ในภาพรวมแล้วก็ยังถือว่าเป็นปัญหาใหญ่อยู่ดี

อ้างอิงข้อมูล : Wired และ Greenqueen

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กฟผ. จับมือ อ.อ.ป. ศึกษาพื้นที่ศักยภาพปลูกพืชพลังงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้กับโรงไฟฟ้า หวังเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพิ่มปริมาณการดูดซับกักเก็บคาร์บอน

หลายหน่วยงานเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อย่างเช่น ดร.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนายสุกิจ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. 

โดย ดร.จิราพร ศิริคำ รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การผลิตและจัดหาเชื้อเพลิงชีวมวลมาผสมร่วมกับถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการปลูกไม้โตเร็ว กฟผ. จึงร่วมกับ อ.อ.ป. ศึกษาและประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับปลูกพืชพลังงานชีวมวล เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล สำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ.

เล็งปลูกพืชพลังงาน
เล็งปลูกพืชพลังงาน

ทั้งนี้ผลการศึกษาจะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี อีกทั้งยังถือเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มศักยภาพการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต รวมทั้งรายได้ที่เกิดจากการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ.

นายสุกิจ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กล่าวว่า อ.อ.ป. มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมป่าไม้ รวมทั้งการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขับเคลื่อนการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย และการใช้ศักยภาพของสวนป่าเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศในการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 จากความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับไม้ที่ปลูก โดยนำมาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล สำหรับผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน และประเทศชาติต่อไป

สำหรับพลังงานชีวมวลนับเป็นอีกพลังงานทางเลือกที่ กฟผ. ดำเนินการศึกษา เพื่อก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ภายใต้กลยุทธ์ ‘Triple S’ คือ Sources Transformation เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน Sink Co-creation เพิ่มศักยภาพการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ และ Support Measures Mechanism ส่งเสริมการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกในภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

Source : Spring News

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) วางเป้าหมายการประหยัดพลังงานสำหรับอาคารใหม่หรือดัดแปลง ให้สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน ให้ประหยัดสะสมได้ จำนวน 1,574 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe)  ในปี 2580 เพื่อส่งเสริมการสร้างความร่วมมือในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เดินหน้ามาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (BEC)  ดันไทยสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงานในระดับดีเด่น ดีมาก และดี จำนวนกว่า 184 แบบอาคาร

 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ดำเนินโครงการพัฒนาและสนับสนุนการบังคับใช้กฎกระทรวงว่าด้วยเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (BEC) ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศ (EEP 2018) พ.ศ. 2558 – 2580 ของกระทรวงพลังงาน

โดยได้กำหนดกลยุทธ์ภาคบังคับใน “มาตรการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานด้านพลังงานสำหรับการก่อสร้างอาคารใหม่หรืออาคารดัดแปลง เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน” หรือ Building Energy Code (BEC)  ซึ่งได้ออกกฎกระทรวงกำหนดประเภท หรือขนาดของอาคาร และมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2563 โดยกำหนดให้อาคารที่จะออกแบบก่อสร้างใหม่ที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร ต้องออกแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎกระทรวงฯ

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า  พพ. ได้ดำเนินการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 นี้ สามารถพัฒนาระบบงานตรวจประเมินแบบอาคารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้รองรับการบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร สนับสนุนการตรวจประเมินรับรองแบบอาคารภาครัฐตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนด โดยมีผลประหยัดสะสม 147.10 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) และดำเนินการเข้าตรวจวัดการใช้พลังงานและเก็บข้อมูลแล้ว จำนวน 10 อาคาร

รวมถึงยังเดินหน้าสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง โดยสามารถมอบฉลากรับรองมาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และกระตุ้นให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพ โดยมีแบบอาคารที่ได้รับฉลากรับรองการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในระดับดีเด่น ดีมาก และดี จำนวนรวมทั้งสิ้น 184 แบบอาคาร โดยปี 2567 นี้ มีแบบอาคารที่ได้รับฉลากในระดับดีเด่น 4 แบบอาคาร ระดับดีมาก จำนวน 9 แบบอาคาร และฉลากระดับดี 9 แบบอาคาร รวมทั้งหมด 22 อาคาร

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า “พพ. ได้กำหนดเป้าหมายการประหยัดพลังงานสำหรับอาคารใหม่หรือดัดแปลง ให้สอดคล้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยมีเป้าหมายผลประหยัดสะสม จำนวน 1,574 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe)  ในปี 2580 และส่งเสริมการสร้างความร่วมมือในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนดำเนินการที่รองรับ และพัฒนากระบวนการติดตามผลการบังคับใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เชื่อมั่นว่า หากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทุก ๆ ภาคส่วน ให้ความร่วมมือร่วมใจในการส่งเสริมและสนับสนุนการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ให้ขยายตัวไปในวงกว้างอย่างทั่วถึง จะสามารถช่วยลดการใช้พลังงานในภาคอาคารและบรรลุเป้าหมายตามแผนอนุรักษ์พลังงานของกระทรวงพลังงานได้อย่างแน่นอน”

Source : Energy News Center