นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุทิศทางค่าไฟฟ้าไทยในปี 2567 ยังตกอยู่ในกับดักของการอุดหนุนราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุน ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างพลังงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว ทำให้ราคายังอยู่ในระดับสูง

บทความ โดย วีระพล จิรประดิษฐกุล นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

ในช่วงปี 2565-2566 เป็นช่วงที่ราคานํ้ามันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2564 การคลี่คลายการระบาดของโรคโควิด-19 และจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในช่วงต้นปี 2565 และมาซํ้าเติมด้วยสงครามอิสราเอล-ฮามาส

นโยบายของรัฐบาลจึงเข้ามาตรึงทั้งราคานํ้ามันและไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชน โดยมาตรการด้านนํ้ามันใช้กลไกของการลดภาษีสรรพสามิตและกองทุนนํ้ามันอุดหนุน จนกองทุนนํ้ามันติดลบกว่า 150,000 ล้านบาท ส่วนการตรึงค่าไฟฟ้า ใช้วิธีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย( กฟผ.) รับภาระไปก่อน จนติดหนี้ กฟผ. 150,268 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 รวมทั้งติดหนี้ค่าก๊าซธรรมชาติ ปตท. อีก 8,000-9,000 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2566

การแก้ไขปัญหาดังกล่ามิได้เป็นการแก้ไขเชิงโครงสร้างของไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติและนํ้ามัน ซึ่งเป็นการแก้ไขระยะยาวและมีความยั่งยืน แต่เป็นการติดหนี้ ยืมเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนต้องมาใช้หนี้ด้วยตนเอง นอกจากนี้การกำหนดราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุนที่แท้จริง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนไม่ประหยัดพลังงานอีกด้วย

  • ตรึงค่าค่าเอฟทีต่อในปี 2567

ล่าสุดค่าเอฟทีงวดมกราคม-เมษายน 2567 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศค่าเอฟทีอยู่ที่ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย รวมค่าไฟฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟรวมอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย โดยได้คืนค่า AF แก่ กฟผ. จำนวน 15,963 ล้านบาท เหลือ AF สะสม 79,814 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ค่าเอฟทีไม่ควรสูงกว่า 4.20 บาท โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขด่วน

ในที่สุดในวันที่ 10 มกราคม 2567 ทาง กกพ. ได้เคาะค่าไฟฟ้างวด มค.-เมย. 67 ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย โดยใช้หลายมาตรการมาช่วยปรับค่าเอฟทีลง ประกอบด้วย การปรับราคาก๊าซธรรมชาติเข้าและออกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นราคา Pool Gas ยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่นำไปใช้ในการผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) การปรับปรุงราคา Spot LNG ใหม่ การเรียกเก็บ Shortfall จาก ปตท. จำนวน 4,300 ล้านบาท กรณีผู้ผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งให้ กฟผ.รับภาระเงินคงค้างแทนประชาชน จำนวน 15,963 ล้านบาท ทำให้เอฟทีงวดใหม่ลดลงจาก 98.55 สตางค์ต่อหน่วยเหลือ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติ ให้ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย โดยใช้งบกลางปี 2567 วงเงินรวม 1,950 ล้านบาท

การดำเนินการตามที่ได้กล่าวมาแล้ว คาดว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงปี 2567 จะยังอยู่ในระดับที่ 4.20-4.40 บาทต่อหน่วย ถ้าจะให้ลดได้อีกจะต้องเร่งการผลิตจากอ่าวไทยให้เพิ่มจากระดับ 200-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือนเมษายน 2567 รวมทั้งรณรงค์ให้มีการประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้มากขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน (เม-ย.-ก.ค.) เพื่อลดการนำเข้า LNG ซึ่งยังมีราคาสูงและผันผวน

  • ความท้าทายปรับโครงสร้างพลังงาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของการอุดหนุนราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุน ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยการส่งเสริมให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยาว

ดังนั้น ในช่วงปี 2567 ยังมีงานใหญ่ค้างรอรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงาน รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มาขับเคลื่อนในเชิงกำหนดนโยบายและการปรับแผนโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว ให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และสอดคล้องกับเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศ ตามนโยบาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ซึ่งแผนดังกล่าวได้ล่าช้ากว่า 2 ปีแล้ว ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2023) ระหว่างปี 2566-2580 ซึ่งเป็นแผนพลังงานทางด้านไฟฟ้าที่มีทิศทางสอดรับกับข้อตกลงที่ประเทศมุ่งสู่พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ (CO2) พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

รวมทั้งจัดทำแผนพลังงานชาติ 2023 (National Energy Plan 2023) เพื่อให้เห็นภาพรวมพลังงานทั้งประเทศ โดยรวมทั้ง 5 แผนไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย (1). แผน PDP 2023 (2). แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) (3). แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) (4). แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และ (5). แผนบริหารจัดการนั้นเชื้อเพลิง (Oil Plan)

นอกจากนี้ ยังมีงานปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ใน ช่วงปี 2564-2568 ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งไม่สะท้อนกับโครงสร้างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว แต่ยังมีก้าวหน้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนต่อไปพร้อม ๆ กับการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าซึ่งเป็นระบบรวมศูนย์แบบ Enhanced Singer Buying (ESB) เป็นระบบที่ใช้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการแปลงนวัตกรรมทางเทคโนยีด้านพลังงานอันรวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เรากำลังเข้าสู่ในยุคของการใช้พลังงานสะอาด ที่ส่งผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด ซึ่งหนึ่งในพลังงานที่เป็นพลังงานสะอาดที่กำลังมาแรงนั่นก็คือ “ไฮโดรเจน” พลังงานที่ผลิตได้จากวัตถุดิบตามธรรมชาติหลายหลายประเภท ซึ่งจะได้น้ำและออกซิเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ และช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน

ไฮโดรเจนคืออะไร?

ไฮโดรเจนเป็นธาตุเคมี สัญลักษณ์ธาตุคือ H เป็นธาตุที่เบาที่สุดและเป็นองค์ประกอบของน้ำ (H2O) คุณสมบัติทั่วไปของไฮโดรเจน คือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เชื้อเพลิงในรถยนต์ไฮโดรเจน ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีอื่นๆ เช่น อะมโมเนีย กรดไฮโดรคลอริก และกรดซัลฟิวริก เป็นต้น ใช้เป็นสารหล่อเย็น และ ใช้เป็นสารป้องกันการกัดกร่อน

photo : freepik

วิธีผลิตไฮโดรเจน ในปัจจุบัน

สำหรับพลังงานไฮโดรเจนนั้น สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบหลักๆ ดังนี้

  1. เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม
  2. พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล น้ำ
  3. พลังงานนิวเคลียร์

ซึ่งการเลือกใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันนั้นก็ทำให้ได้ไฮโดรเจนที่มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตจะมีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ ซึ่งสามารถสรุปได้ประมาณ 3 รูปแบบ ได้แก่ กระบวนการให้ความร้อนเคมี กระบวนการไฟฟ้าเคมี และ กระบวนการสังเคราะห์แสง

ไฮโดรเจนมีกี่ประเภท

พลังงานไฮโดรเจนสามารถสังเคราะห์ได้จากเชื้อเพลิงตามธรรมชาติหลากหลายประเภท ซึ่งเราสามารถจำแนกจากชนิดของแหล่งพลังงานและวิธีในการผลิตไฮโดรเจน โดยกำหนดเป็นสีต่าง ๆ ดังนี้

  1. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (electrolysis) ซึ่งไฮโดรเจนสีเขียวถือเป็นไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำหรือเป็นศูนย์ เนื่องจากใช้แหล่งพลังงานสะอาด เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอิเล็กโทรไลซิสในกระบวนการแยกน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2)
  2. ไฮโดรเจนสีเหลือง (Yellow Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทดแทน ร่วมกับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ ซึ่งความแตกต่างระหว่างไฮโดเจนสีเหลือง กับไฮโดรเจนสีเขียว ก็อยู่ที่พลังงานที่นำมาใช้ผลิตจะมีส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้ามาร่วมด้วยนั่นเอง
  3. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ ร่วมกับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนสีชมพูยังมีข้อจำกัดบางประการ คือ ต้นทุนการผลิตยังสูง และยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
  4. ไฮโดรเจนสีฟ้าน้ำทะเล (Turquoise Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการ pyrolysi คือ การนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านการแยกสลายด้วยความร้อนสูง ซึ่งสิ่งที่จะได้ออกมาจะเป็นไฮโดรเจน และผงคาร์บอน
  5. ไฮโดรเจนสีฟ้าน้ำเงิน (Blue Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่สามารถผลิตได้จากก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยการผลิตจากก๊าซธรรมชาตินั้นจะใช้กระบวนการ steam reforming ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 800-1,000 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปสารไฮโดรคาร์บอนในก๊าซธรรมชาติด้วยไอน้ำ ควบคู่กับการกักเก็บ Co2 ส่วนการใช้ถ่านหินนั้นจะมีการใช้กระบวนการที่มีชื่อว่า Gasification เป็นการเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง ควบคู่กับการกักเก็บ Co2
  6. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากกระบวนการทางเคมีโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ โดยจะแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยใช้กระบวนการทางเคมี เช่น กระบวนการ steam reforming หรือกระบวนการ partial oxidation และมีการปล่อย Co2 สู่บรรยากาศออกมาในปริมาณมาก เนื่องจากกระบวนการนี้เป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล จึงทำให้ไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้ง่ายและราคาถูกที่สุดในปัจจุบัน จึงนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เป็นต้น
  7. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้กระบวนการแก๊สซิฟิเคชัน (Gasification) ของถ่านหิน โดยใช้ความร้อนสูง ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไฮโดรเจน และก๊าซอื่นๆ ไฮโดรเจนสีน้ำตาลเป็นไฮโดรเจนที่สะอาดน้อยกว่าไฮโดรเจนสีฟ้าหรือไฮโดรเจนสีเหลือง เนื่องจากกระบวนการผลิตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ซึ่งต้นทุนที่ใช้ในการผลิตนั้นค่อนข้างต่ำมาก จึงนิยมใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่างๆ มากมาย

ไฮโดรเจนในประเทศไทย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ศึกษาการนำไฮโดรเจนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อให้บริการพลังงานสีเขียว

ในปี พ.ศ. 2559 กฟผ.ประสบความสำเร็จในการทดลองผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่ผลิตมาจากพลังงานลม โดยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid System) จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ และเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำไฮโดรเจนมาใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานหมุนเวียนได้สำเร็จ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ กฟผ. ยังคงศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในอนาคต

โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green  Hydrogen) จากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 เต็มศักยภาพรวมถึงต่อยอดพัฒนาไปยังพื้นที่โครงการพลังงานทดแทนจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์แห่งอื่นๆของกฟผ. ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ และในปี พ.ศ. 2567 กฟผ. มีแผนศึกษาความเหมาะสมโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซสังเคราะห์จากถ่านหินที่มีแคลเซียมออกไซด์ (CaO) สูง ควบคู่กับเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการนำไปใช้ประโยชน์ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ณ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปางซึ่งได้เป็นไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) และแผนศึกษาความเหมาะสมโครงการศึกษารูปแบบการผสมและการใช้งานไฮโดรเจนร่วมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น

ไฮโดรเจนกับการนำมาใช้เป็นพลังงานในรถยนต์

ไฮโดรเจนถือเป็นพลังงานทางเลือกที่มีการพัฒนานำมาใช้ในรถยนต์อีกด้วย ซึ่งอาศัยหลักการของเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงจะทำหน้าที่แปลงพลังงานจากไฮโดรเจนและออกซิเจนให้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อนำไปขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า

ตัวอย่างรถยนต์ที่มีการพัฒนาไปใช้พลังงานไฮโดรเจน

Toyota Mirai เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 647 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Hyundai Nexo เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทฮุนได ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 666 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Honda Clarity Fuel Cell เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนเหลว ผลิตโดยบริษัทฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 754 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

Mercedes-Benz GLC F-Cell เป็นรถไฮโดรเจนแบบบรรจุไฮโดรเจนอัด ผลิตโดยบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศเยอรมนี เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2560 มีระยะทางในการขับขี่สูงสุด 437 กิโลเมตรต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนอีกหลายรุ่นที่ผลิตโดยบริษัทต่างๆ ทั่วโลก เช่น BMW iX5 Hydrogen, Audi e-tron GT quattro Hidrogen Fuel Cell, และ Porsche Taycan Sport Turismo Hydrogen Fuel Cell เป็นต้น

และทัั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้เกี่ยวกับไฮโดรเจน พลังงานสะอาดแห่งอนาคต แม้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช้พลังงานหลัก แต่ก็ถือว่าเป็นพลังงานสะอาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีการคิดค้นและพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการทดลองใช้ในรถยนต์พลังงานสะอาด ที่ยังคงต้องรอติดตามดูว่า สุดท้ายแล้วผู้ผลิตรถยนต์ จะตัดสินใจผลิตรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนออกมาจำหน่ายหรือไม่ เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานสะอาดแล้ว ยังไม่ต้องเสียเวลาชาร์จไฟเหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังนิยมในขณะนี้ด้วย รอติดตามกันครับ

photo : freepik

สังคมจับตา! คลอดภาษีคาร์บอน ของกระทรวงการคลัง ว่ารถยนต์แบบไหน จะเสียเท่าไหร่? เบื้องต้นจะพาส่องดูคร่าวๆก่อน โดยใช้กลไกภาคบังคับ ดูแลสิ่งแวดล้อม สินค้าใดผลิตด้วยการปล่อยคาร์บอนสูงจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูง

สังคมยังคงจับตามองคลอดภาษีคาร์บอน ของกระทรวงการคลัง ว่าจะออกมาในรูปไหน ภาคธุรกิจ และเกณฑ์ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ จะเสียภาษีปประมาณไหน วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพามาดูคร่าวๆ ก่อนว โดนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผย กรมฯ จะปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับทิศทางที่ดูแลสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยกรมฯ ได้ศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสินค้าที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยนำมาตรฐานโลกมาเป็นแนวทาง ได้แก่

1.จัดเก็บระดับคอร์ปอเรท

2.จัดเก็บระดับโปรดักส์ ซึ่งในอำนาจของกรมฯ นั้น สามารถจัดเก็บได้เลยจากโปรดักส์ และเห็นว่า การจัดเก็บภาษีสินค้าตั้งแต่ระดับต้นน้ำ เช่น น้ำมัน แก๊ส ถ่านหิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่ส่งต่อไปยังสินค้ากลางน้ำและปลายน้ำ จะเป็นการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยปล่อยคาร์บอนถึง 372 ล้านตันคาร์บอน แบ่งเป็น กลุ่มพลังงานและขนส่งรวม 70% ซึ่งใน 70% นี้ เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีกรมสรรพสามิต สำหรับกรณีที่กรมฯศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนว่า ในอนาคตรถยนต์ใดที่ปล่อยคาร์บอนสูงก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ซึ่งจะบีบไปเรื่อยๆ ได้แก่

  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนมากกว่า 200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 35% ในปี 2569 และ 38% ในปี 2573
  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 151-200 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเก็บภาษี 30% ในปี 2569 และ 33% ในปี 2573
  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 121-150 กรัมต่อกิโลเมตร จะถูกเก็บภาษี 25% ในปี 2569 และ 29% ในปี 2573
  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร จะเก็บภาษีในอัตรา 22% ในปี 2569 และ 26% ในปี 2573
  • รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร จะเก็บภาษีในอัตรา 13% ในปี 2569 และ 15% ในปี 2573

ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าภาษีคาร์บอนของประเทศไทย จะออกมาในรูปแบบไหน !

Source : Spring News

พลังงาน คาด ก.พ. เคาะราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว คาดราคาเหมาะสม 4.55 บาทต่อหน่วย ปลดเงื่อนไขทางต่างชาติต้องการพลังงานสะอาด ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแก้กฎหมายโรงงานผลิตไฟฟ้าโซลาร์หลังคาเกิน 1,000 หน่วยไม่ต้องขออนุญาต

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในไม่เกินเดือน ก.พ.2567 กระทรวงพลังงานจะประกาศอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์การให้บริการและการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวไปแล้ว นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีความพร้อมในการจัดหา “ไฟฟ้าสีเขียว” มีทั้งกระบวนการผลิต จัดหา และการรับรองไฟฟ้าสีเขียวเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทข้ามชาติ ที่ต้องการขยายการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ทั้งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ขจัดอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน จากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ได้เป็นอย่างดี มั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าสีเขียวในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ

ทั้งนี้ จึงมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามแผน PDP เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยแบบที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสีเขียวจะไม่สามารถเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสัญญาบริการ และแบบที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเจาะจงแหล่งที่มาได้

รับฟังความเห็นสาธารณะ ม.ค. นี้ 

เสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกกพ.กล่าวว่า ตั้งแต่การประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าพลังสะอาดภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับคัดเลือกจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) เข้าสู่ระบบกว่า 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ควบคู่ไปกับการออกแบบกำหนดหลักเกณฑ์การคิดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว และแนวทางการกำกับดูแลให้กระบวนการบริหารจัดการและรับรองแหล่งกำเนิดไฟฟ้าสีเขียวให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การคำนวณอัตราราคาเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว และพร้อมให้การไฟฟ้าให้บริการแล้ว และเตรียมที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงเดือนม.ค. 2567 นี้ โดยการประกาศโครงการ การจัดทำอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) จะสามารถขยายโครงการนี้ให้ครอบคสุมความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้หลากหลายขึ้นและปรับปรุงข้อจำกัดต่าง ๆ

พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์สูงสุด

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 250 ล้านตันต่อปี โดย 100 ล้านตัน มาจากภาคการไฟฟ้า มีการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเหลือ 75 ล้านตัน และภายในปี 2080 จะมีการใช้พลังงานหมุนเวียน 80% โดยส่วนใหญ่มาจากโซลาร์เซลล์ ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์

พลังงานเคาะ“ค่าไฟฟ้าสีเขียว”ปลดล็อค  เปิดทางพลังงานสะอาดดึงดูดการลงทุน

คมกฤชคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวเบื้องต้นที่คำนวณเพื่อจะนำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในเดือน ม.ค. 2567 โดยคำนวณราคาค่าไฟไว้ที่ 4.55 บาทต่อหน่วย ที่น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม มารับฟังความเห็นฯ โดยตัวเลขต่างๆ มีการรวบรวมจากค่าบริการของต่างประเทศที่ได้มีการประกาศใช้ไปแล้วด้วย

แก้กฎหมาย-ลดหย่อนภาษีโซลาร์หลังคา

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าแก้ไขกฎหมายปลดล็อคให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ไม่เข้าข่ายโรงงานที่ต้องขอรับ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขกฎกระทรวง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2567 

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ รวมทั้งเตรียมผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษีประจำปี ส่งเสริม Solar Rooftop ในกลุ่มบ้านอาศัย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท 10 กิโลวัตต์ เพื่อสนับสนุนคนใช้โซลาร์ 9 หมื่นครัวเรือนต่อปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า สำหรับประชาชนผู้ร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐบาลเร่งปลดล็อค”โซลาร์รูฟท๊อป”ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน หลังความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการประสานข้อมูลกับภาคเอกชน อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคศูนย์การค้า ภาคโรงแรม และภาคบริการ พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 

ขณะที่ต้นทุนการติดตั้งโซล่าเซลล์มีราคาที่ถูกลง ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่ประสงค์จะติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท๊อป (Solar Rooftop) เป็นจำนวนมาก เช่น อาคารโรงงาน ศูนย์การค้า โรงแรม มหาวิทยาลัย เป็นต้น 

ซึ่งตามกฎหมายโรงงานเดิมกำหนดว่าการติดตั้ง Solar Rooftop ที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1 เมกะวัตต์ เข้าข่ายเป็นโรงงานต้องขอรับใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการผลิตโซล่าเซลล์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมากโดยใช้จำนวนแผงเซลล์แสงอาทิตย์หรือพื้นที่ติดตั้งลดลงกว่าเดิมถึง 2.7 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2557 อีกทั้งยังมีมาตรฐานควบคุมด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลเร่งปลดล็อค"โซลาร์รูฟท๊อป"ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน

“การปลดล็อคดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจจากการติดตั้ง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 500 tCO2/เมกะวัตต์/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 62,500 ต้น นับเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการเกิดการขับเคลื่อนทางธุรกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนใน 4 มิติ ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจต่างๆ ส่งเสริมการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การได้รับการยอมรับจากสังคม ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อโอกาสทางธุรกิจตอบโจทย์ไทยและประชาคมโลก และการกระจายรายได้สู่ชุมชนจากการขยายตัวของธุรกิจติดตั้งโซล่าเซลล์”

นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593

และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยต่อไป 

Source : ฐานเศรษฐกิจ