News & Update

รมว.พลังงาน เผยแผนปี 2567 เร่งปรับโครงสร้างน้ำมัน หลังปี 2566 ใช้เงิน 1 แสนล้านบาทแก้วิกฤติราคาพลังงาน

พลังงาน ประกาศนโยบายปี 2567 เร่งปรับโครงสร้างน้ำมันทุกส่วน สร้างความเป็นธรรมด้านราคา รัฐมนตรีพลังงานระบุกำลังพิจารณาทั้งมาตรการภาษีน้ำมันกลุ่มเบนซินที่จะสิ้นสุด 31 ม.ค. 2567, มาตรการยกร่างกฎหมายราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกร และมาตรการเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ปลัดพลังงาน เผยปี 2566 ใช้งบแก้วิกฤติราคาพลังงานประมาณ 1 แสนล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงผลงานกระทรวงพลังงานปี 2566 และแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2567 ในหัวข้อ “ปีแห่งการขับเคลื่อนพลังงานไทย สู่อนาคตที่ดีกว่า” ว่า ในปี 2567 กระทรวงพลังงานจะเร่งปรับโครงสร้างน้ำมัน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันในประเทศเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างน้ำมันจะทำให้กระทรวงพลังงานได้เห็นข้อมูลต้นทุนราคาที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เบื้องต้นจะมีการปรับโครงสร้างหลายด้าน เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะเงินติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG), การร่างกฎหมายน้ำมันเพื่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำร่างกฎหมายแล้วและภาครัฐกำลังเตรียมพิจารณาด้านความเป็นไปได้ เบื้องต้นราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกรจะต้องเป็นราคาเดียวกับน้ำมันเพื่อชาวประมง หรือ น้ำมันเขียว, และราคาน้ำมันกับค่าการตลาด ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เป็นต้น

สำหรับในส่วนของมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ที่จะสิ้นสุด วันที่ 31 ม.ค. 2567 นี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นหากราคาน้ำมันโลกกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ปรับสูงขึ้น ก็อาจจะต้องพิจารณาขอต่ออายุมาตรการลดภาษีดังกล่าวออกไป แต่ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันโลกไม่ได้สูงมาก โดยราคากลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าในช่วงเดือน พ.ย. 2566 ที่เริ่มต้นมาตรการ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 38 บาทต่อลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 ดังนั้นต้องขอหารือกันก่อนว่าจะช่วยเหลือด้านราคากลุ่มนี้ต่อหรือไม่ โดยต้องพิจารณาจากฐานการเงินกองทุนฯ และฐานะการคลังของประเทศร่วมด้วย

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2567 นี้ ว่าจะขยายเวลาต่ออีกหรือไม่ เนื่องจากการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจะกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาร่วมกับแนวทางการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือการปรับเปลี่ยนน้ำมันอากาศยานเป็นน้ำมันชีวภาพ เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกันในรายละเอียด  

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลงานในปี 2566 ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวของ 2 รัฐบาล แต่ทั้ง 2 รัฐบาลก็ได้มีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับดูแลการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต

นอกจากนั้น ก็ยังได้มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ ทั้งนี้ ในปี 2567 ได้เตรียมนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะการ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ซึ่งจะมุ่งการแก้ไขระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้มานาน ให้มีความเหมาะสม ทันสถานการณ์ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ ให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และที่สำคัญ การดำเนินการจะวางรากฐานไว้ให้เกิดความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย รวมทั้งประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะความผันผวนด้านพลังงานทั้งปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และ อิสราเอล – กลุ่มฮามาสที่มีความยืดเยื้อ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ โควิด-19 ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญๆ หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านราคาพลังงานที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งในส่วนของการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ปี 2566 ได้ใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งตรึงราคาค่าไฟฟ้า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และ NGV นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2566 มีการใช้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 178,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วน

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในปี 2566 ที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24 จำนวน 3 แปลง และการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G2/61 อย่างราบรื่น

สำหรับในปี 2567 กรมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการเร่งรัดการลงทุนให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากแหล่งในประทศ รวมทั้งส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน กรมฯ ยังได้เตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย มาตรการเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถัน ไม่เกิน 10 ppm) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป มีการส่งเสริมการติดตั้ง EV Charging Station ภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยปี 2567 มีแผนจัดทำมาตรฐานติดตั้งทางไฟฟ้าและกำหนดกรอบการให้บริการติดตั้ง EV Charging Station รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนลดชนิดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ให้เหลือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐานชนิดเดียว (B 7) เนื่องจากเป็นน้ำมันที่สามารถใช้กับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 (น้ำมันทางเลือก) เริ่ม 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาระบบ e-Service เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน มีการพัฒนาระบบ Stockpile และ e-Fuelcard และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ e-Safety e-Trade และ e-License และระบบสำรองข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานในรูปแบบ e-Service รวมทั้ง มีแผนส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2566 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยประชาชนกว่า 10,000 ครัวเรือน การติดตั้งและซ่อมแซมโซลาร์เซลล์สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ช่วยเหลือชุมชนกว่า 7,200 ครัวเรือน  การเดินหน้าใช้กฎหมาย BEC เต็มตัว และที่สำคัญ พพ.ได้เปิดอาคารใหม่ Net zero energy building อาคารสำนักงานราชการใหญ่ที่สุดในไทย และในปี 2567 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงพลังงานสะอาดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแบบครบวงจรมากขึ้น อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง  มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO)สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา สนพ. ได้เร่งจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2566–2580 (ร่างแผนพลังงานชาติ ) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในภาคพลังงาน ภายในปี 2050 โดยร่างแผน NEP ประกอบด้วยแผนย่อย 5 แผนคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)

ทั้งนี้ ในปี2567 จะมีการทบทวนและปรับปรุง ร่างแผนพลังงานชาติเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และเสนอร่างแผนฯ ต่อ กพช. และ ครม. เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้แผนงานในปี 2567 ของ สนพ. ยังมีเรื่อง การนำเสนอแนวทางการเปิดเสรีในกิจการไฟฟ้า ซึ่งจะมีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระยะทดลอง-นำร่อง พ.ศ. 2567 – 2568 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขันที่สะท้อนต้นทุนทางด้านราคาแทนการอุดหนุนทางด้านราคา และเปิดโอกาสให้มีธุรกิจใหม่ทางด้านพลังงานเกิดขึ้น และภาครัฐสามารถใช้เป็นกลไกให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

Source : Energy News Center

TDRI จี้รัฐเร่งปฏิรูปพลังงานสะอาด หวั่นสูญเสีย FDI กว่า 1.1 ล้านล้าน

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นวาระสำคัญระดับโลก ด้วยเหตุผลที่ว่า พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่มาจาก แสงอาทิตย์ มีต้นทุนในการผลิต ถูกกว่า พลังงานที่มาจากฟอสซิล แล้ว เป็นที่ประจักษ์และใช้กัน…

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร ‘TOP Green’ ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

จุฬาฯ จับมือกรม Climate Change และเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวหลักสูตร “TOP Green” หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability…

พพ.ออกประกาศ โซลาร์รูฟท็อป โครงการใหม่ หลัง 1 ก.ค. 66 ต้องติดตั้งอุปกรณ์ rapid shutdown ตามมาตรฐาน วสท.

พพ.ออกประกาศเงื่อนไขการอนุญาตระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป)​ที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไ​ทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ วสท.033013-2​2 ในเรื่อง rapid shutdown เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.…