วิกฤติกองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มเป็น 1.1 แสนล้าน กบน. สั่งลดการชดเชยดีเซลหนุนสภาพคล่อง ขยับขึ้นราคาขายปลีกอีก 50 สตางค์ต่อลิตรเป็น 31.94 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป 

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นว่าแม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีรายจ่ายลดลงแต่กองทุนน้ำมันฯ ยังขาดสภาพคล่อง ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากปัจจัยด้านสงครามและเศรษฐกิจ กบน. จึงมีมติลดอัตราเงินชดเชยประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 จาก 2.58 บาท/ลิตร เป็น 1.94 บาท/ลิตร เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายประเภทน้ำมันดีเซลลดลงประมาณวันละ 40.91 ล้านบาท จากวันละ 164.05 ล้านบาท เป็น 123.14 ล้านบาท การลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันประเภทดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกประเภทน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 0.50 บาท/ลิตร เป็น 31.94 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชน โดยวางกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

และการดำเนินการนี้เป็นไปตามมติ กบน. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่เห็นชอบในหลักการให้ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลเพื่อให้ราคาขายปลีกเกินกว่า 30 บาทต่อลิตรได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม กบน.จะพิจารณาลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปให้เป็นไปตามช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ให้ผันผวนมากจนเกินไป และให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด  

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ยังติดลบอยู่ 110,296 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,719 ล้านบาท ส่วนบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 47,577 ล้านบาท

Source : Energy News Center

สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่คิดค้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งใช้หลักการการระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสี ให้สามารถถ่ายเทความร้อนจากภายในอาคารออกสู่ภายนอกอาคารได้โดยไม่ต้องใช้พลังงาน และยังมีข้อดีในเรื่องของราคาที่มีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าอื่นๆ ที่ช่วยถ่ายเทความร้อนกว่า 10 เท่า โดยต้นทุนจะอยู่ประมาณ 20 – 50 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น ส่วนสินค้าอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันจะมีต้นทุนอยู่ประมาณ 200 – 500 บาทต่อตารางเมตร

งานวิจัย สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ถูกคิดค้นโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พงศกร กาญจนบุษย์ อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนายปฐวี สักกะตะ นักศึกษาระดับปริญญาเอก พร้อมกับทีมงานอีกหลายท่าน อธิบายถึงหลักการในการทำงานของสเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิเอาไว้ว่า การระบายความร้อนด้วยการแผ่รังสีนั้น ทำได้โดยการแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8-13 ไมโครเมตร เนื่องจากเป็นช่วงที่ชั้นบรรยากาศเปิด ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาวัสดุให้สามารถแผ่รังสีความร้อนได้ สามารถทำได้ 3 วิธีคือ

  1. การเลือกวัสดุ (Materials) ที่มีพันธะเคมีที่เหมาะสมโดยจะสามารถแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตรได้ดีโดยธรรมชาติ
  2. การใช้สารเจือปน (Additives) ผสมเข้าไปในวัสดุที่ไม่มีพันธะเคมีที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการแผ่รังสีความร้อนในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตร
  3. การทำให้เกิดรูปทรงและรูปร่าง (Patterning) โดยวิธีนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดัชนีการสะท้อนแสงที่แตกต่างกันแบบไม่เป็นเนื้อเดียว โดยรูปทรงเหล่านั้นต้องมีขนาดในช่วง 8 – 13 ไมโครเมตร การเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ทำให้เกิดการแผ่รังสีความร้อนอินฟราเรด ซึ่งการทำให้เกิดรูปทรงและรูปร่างนั้นมักจะใช้กระบวนการที่ซับซ้อนและมีราคาแพง เพื่อให้เกิดรูปทรงต่างๆ ที่สามารถควบคุมได้อย่างชัดเจน

ในงานวิจัยนี้ เป็นการพัฒนา สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ครั้งแรกของโลกที่มีการนำกระบวนการสเปรย์มาใช้ในกระบวนการระบายความร้อน สามารถใช้ได้กับพื้นผิวที่มีลักษณะหลากหลาย หากเทียบกับสินค้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นสติกเกอร์แปะทับเคลือบลงไปบนวัสดุที่มีผิวเรียบเท่านั้น การใช้สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ จึงสามารถใช้งานร่วมกับวัสดุที่หลากหลายกว่า ทีมวิจัยเอง ได้มีการทดลองเคลือบลงบนวัสดุต่างๆ ด้วย อาทิเช่น กระจก เมทัลชีทหรือแผ่นโลโหะสำหรับทำหลังคา แก้ว ปูน และกระเบื้องหลังคา ซึ่งได้ผลออกมาว่า สเปรย์ฟิล์มที่ทำการวิจัยนี้ สามารถลดอุณหภูมิความร้อนได้เฉลี่ยลดลงประมาณ 0.25 – 2.20 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ยังมีข้อดีในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน สามารถสเปรย์ลงบนผิววัสดุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำการขนส่งได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของวัสดุที่จะเคลือบลงไป ส่วนต้นทุนของสเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมินี้ อยู่ที่ 20 – 50 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น

ผลงานวิจัยเรื่อง “Radiative cooling film enabled by droplet-like infrared hot spots via low-cost and scalable spray-coating process for tropical regions” ได้ถูกยื่นจดสิทธิบัตรผ่าน มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับตีพิมพ์ระดับ Top3% ของสาขา Engineering (miscellaneous) ซึ่งนิตยสารมีค่า Impact Factor สูงถึง 8.9 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ปัจจุบันรองศาสตราจารย์ ดร.พงศกร และทีมงาน กำลังดำเนินการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อเพิ่มระดับความพร้อมของเทคโนโลยี ซึ่งร่วมมือกับภาคธุรกิจในการนำนวัตกรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าของคนไทย ซึ่งจะสร้างชื่อเสียง และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยต่อไป

บทสรุป

สเปรย์ฟิล์ม ลดอุณหภูมิ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ และใช้งานง่าย เหมาะสำหรับใช้ในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย

คุณสมบัติ

  • ลดอุณหภูมิได้ 0.25-2.20 องศาเซลเซียส
  • ต้นทุนต่ำ อยู่ที่ 20-50 บาทต่อตารางเมตร
  • ใช้งานง่าย เพียงแค่พ่นสเปรย์ลงบนพื้นผิว
  • เหมาะกับพื้นผิวหลากหลายชนิด เช่น แก้ว กระจก แผ่นโลหะ ปูน และกระเบื้อง
  • ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประโยชน์

  • ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร
  • ประหยัดพลังงาน
  • เพิ่มความสบายตัว
  • เหมาะสำหรับใช้ในบ้าน อาคาร ร้านค้า และโรงงาน

ตัวอย่างการใช้งาน

  • พ่นบนหลังคา กันความร้อนก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน
  • พ่นบนผนังอาคาร ช่วยลดการดูดซับความร้อน
  • พ่นบนกระจก ช่วยลดความร้อนจากแสงแดด
  • พ่นบนหลังคาโรงงาน ช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงงาน

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถชมคลิปรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้เลย

สหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เล็งเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จีน 4 เท่า ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 100% โดยสหรัฐฯให้เหตุผลว่า ต้องการป้องกันก่อนที่จะทำลายเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

สหรัฐฯกำลังมีสินค้าจีนล้นประเทศ ซึ่งท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ต้องการแก้ไขปัญหาใหญ่นี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จึงต้องการเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีนราว 4 เท่า จาก 25% เป็น 100% เพื่อรักษาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไว้ก่อนจะโดนทำลาย

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จีน 4 เท่า เพิ่มเป็น 100% หลังสินค้าจีนล้นประเทศ

ปัจจุบันสินค้าจีนมีราคาที่ถูก โดยเฉพาะกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด โดยเห็นได้ชัดว่า รถ EV จีนเข้ามาตีตลาดในด้านราคากับประเทศทั่วโลก โดยขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่ EV, แผงโซลาร์เซลล์ราคาถูก ก็ได้เข้ามาส่งผลกระทบกับหลายๆประเทศทั่วโลก

WSJ รายงานว่า การตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าของจีนครั้งนี้ จะครอบคลุมเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์, โซลาร์เซลล์, แร่ และเวชภัณฑ์ที่ผลิตในจีน เช่น เข็มฉีดยาและอุปกรณ์ใช้ส่วนบุคคล 

สหรัฐฯ จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จีน 4 เท่า เพิ่มเป็น 100% หลังสินค้าจีนล้นประเทศ

โดยก่อนหน้านี้การตั้งกำแพงภาษีเคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์มาแล้ว แต่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตามแม้สหรัฐฯ จะอัดฉีดเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุน EV ในประเทศไม่น้อย แต่การพัฒนาตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถทำราคาได้ถูกเท่าจีน 

    ไม่เพียงเท่านั้น สหรัฐฯยังได้มองเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว่า 30% ของยอดขายรถยนต์ประเทศเป็นรถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ EV และการผลิตทั่วโลกก็ยังคงต้องพึ่งพาจีน ปัจจุบันรถ EV จีน จึงได้เปรียบทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และราคา

    ฝั่ง Tesla ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกก็ยังได้พูดถึงผู้ผลิตในจีนจะทำลายคู่แข่งกันเองในประเทศ โดยไร้ข้อกีดกันทางการค้า เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนนั้นราคาถูกมาก โดยยกตัวอย่างเช่น BYD Seagull ที่ทำราคารถ EV ได้เหลือเพียง 360,000 บาท 

    การต่อสู้ด้านอุตสาหกรรมระหว่างสหรัฐและจีนกำลังดุเดือด ซึ่งก่อนหน้านี้ในยุคของอดีตประธานาธิปดีทรัมป์ก็เคยได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จีน มากถึง 27.5% ในปี 2018 และครั้งนี้เป็นยุคของประธานาธิปดีคนปัจจุบันที่กำลังจะขึ้นภาษีนำเข้า EV จีนมากถึง 100% 

    หากโจ ไบเดน ประกาศใช้มาตรการนี้จริงก็อาจทำให้เกิดสงครามการค้าครั้งใหญ่ และน่าจับตามองว่าจีนจะแก้เกมนี้อย่างไร โดยปัจจุบันประเทศอาเซียนหรือไทยเองก็มีการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปยังสหรัฐฯด้วย

    ที่มา : Bloomberg , WSJ

    Source : Spring News

    กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าไฮโดรเจนสามารถมีบทบาทในการลดคาร์บอน 25% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั่วโลก แต่ต้องมีการทำงานเพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุน สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปนี้เพื่อให้แน่ใจว่าได้พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของไฮโดรเจนเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่บนเส้นทางสู่การแข่งขันด้านต้นทุนกับดีเซล

    ความพยายามที่จะทำให้การผลิตไฮโดรเจนถูกลง

    ข้อมูลจาก World economic forum ระบุว่า มีการมุ่งมั่นในการลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนเพื่อให้การใช้ไฮโดรเจนดังกล่าวเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา พระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อได้แนะนำเครดิตภาษีที่ให้ผลกำไร ซึ่งมีมูลค่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมของไฮโดรเจนที่ปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ เพื่อสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนแห่งใหม่

    นักลงทุนทั่วโลกทุ่มเงินกว่าพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่ใช้อิเล็กโตรไลเซอร์ เช่น Electric Hydrogen, Ohmium, Verdagy และ EvolOH ซึ่งสัญญาว่าจะลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

    และเมื่อไม่นานมานี้ “ไฮโดรเจนทางธรณีวิทยา” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้เห็นการลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากสัญญาว่าจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนการลงทุนในการผลิตไฮโดรเจนมีความสำคัญ เนื่องจากราคาไฮโดรเจนสะอาดในปัจจุบันสูงเกินไปและผันแปรเกินกว่าที่ผู้ใช้ปลายทางจะนำไปใช้

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนในการผลิตไฮโดรเจนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ไฮโดรเจนเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ในภาคส่วนต่างๆ เช่น การขนส่งสำหรับงานหนัก ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการใช้งานขั้นสุดท้าย จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อลดต้นทุนของไฮโดรเจน

    ต้นทุนไฮโดรเจนที่ซ่อนอยู่ 85% 

    นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Argonne ในปี 2019 ระบุว่าต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนคิดเป็นเพียง 15% ของต้นทุนสุดท้าย “ที่เครื่องจ่าย” สำหรับไฮโดรเจนที่ใช้ในการขนส่งค่าใช้จ่ายไฮโดรเจนที่เหลือหรือ “ซ่อน” อยู่ที่ 85% มักถูกมองข้าม แต่ต้นทุนเหล่านี้จะต้องลดลงสำหรับการขนส่งหนักที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจกับน้ำมันดีเซล

    ในช่วงเวลาของการศึกษาในห้องปฏิบัติการแห่งชาติอาร์กอนน์ ราคาไฮโดรเจนอยู่ที่ 13-16 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมที่สถานีเติมน้ำมันในแคลิฟอร์เนีย

    เมื่อพิจารณาจากต้นทุนต่อกิโลกรัม เพียง 15% ของต้นทุนนี้เกิดจากการผลิต ประมาณ 50% ของต้นทุนไฮโดรเจนมาจากโรงงาน อุปกรณ์ เช่น คอมเพรสเซอร์และการจัดเก็บในสถานที่ และ 35% มาจากการจำหน่าย ซึ่งหมายความว่า 85% ของต้นทุนสุดท้ายของไฮโดรเจนอันน่าตกใจนั้นเกิดจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการผลิต

    ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านรถบรรทุกสำหรับงานหนัก ตั้งแต่เจ้าของกองยานพาหนะไปจนถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (OEM) มักอ้างราคาไฮโดรเจนที่ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. เป็นราคาที่จำเป็นสำหรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฮโดรเจนเพื่อให้ต้นทุนมีความเท่าเทียมกับน้ำมันดีเซล การลดต้นทุนการผลิตอย่างชัดเจนจึงไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายต้นทุนที่จำเป็นในการกระตุ้นการดูดซึมไฮโดรเจน

    ลงทุนเพื่อลดต้นทุนไฮโดรเจน

    แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ แต่ประเด็นสำคัญที่ชัดเจนคือจำเป็นต้องลงทุนในการลดต้นทุนการจัดส่งและการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนโชคดีที่มีแนวทางที่ชัดเจนในการลดต้นทุนการจัดส่งไฮโดรเจนและสถานี

      1. ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งไฮโดรเจน (35%)

      ต้นทุนการจัดส่งได้รับแรงผลักดันจากปัจจัย 2 แบบ ได้แก่ การทำให้ไฮโดรเจนมีความหนาแน่นมากขึ้นที่โรงงานผลิตส่วนกลาง เช่น การทำให้ไฮโดรเจนกลายเป็นของเหลว และการส่งมอบไฮโดรเจนไปยังสถานีเชื้อเพลิงผ่านทางรถบรรทุก

      การทำให้ไฮโดรเจนกลายเป็นของเหลวจากส่วนกลางสามารถเพิ่มต้นทุนไฮโดรเจนได้ 2.75 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความหมายภายในบริบทของเป้าหมายต้นทุนรวมที่ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐ/กก.

      บริษัทของ Verne ระบุตัวขับเคลื่อนต้นทุนนี้และสร้างระบบที่สามารถเข้าถึงความหนาแน่นของไฮโดรเจนที่เทียบเคียงได้โดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่า 65% ปลดล็อกความหนาแน่นสูงที่จำเป็นสำหรับการจัดจำหน่ายด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่ามากต้นทุนการขนส่งไฮโดรเจนด้วยรถบรรทุกจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อมีการสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนมากขึ้น ระยะทางเฉลี่ยระหว่างสถานที่ผลิตและสถานีบริการน้ำมันจะลดลง ส่งผลให้ระยะทางและต้นทุนในการจัดส่งลดลง

      นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในการเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนที่รถบรรทุกแต่ละคันสามารถบรรทุกได้ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละเที่ยวและลดจำนวนเที่ยวที่ต้องใช้

      2. ต้นทุนสถานีไฮโดรเจน (50%)

      เทคโนโลยีสถานีไฮโดรเจนก็มีแนวทางที่ชัดเจนในการลดต้นทุนเช่นกัน ส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น คอมเพรสเซอร์และเครื่องจ่าย สามารถลดต้นทุนได้เพียงจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมในคอมเพรสเซอร์สามารถลดต้นทุนและเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อีก

      นอกจากนี้ Verne ยังจัดการกับต้นทุนของสถานีด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดแรงดันที่จำเป็นสำหรับการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งช่วยลดต้นทุนของคอมเพรสเซอร์แรงดันสูง การใช้แรงดันที่ต่ำกว่ายังเพิ่มความน่าเชื่อถือและเวลาทำงานของคอมเพรสเซอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความยุ่งยากสำหรับผู้ใช้ไฮโดรเจนในปัจจุบัน

      นอกจากคอมเพรสเซอร์แล้ว การลดต้นทุนของตู้เติมเชื้อเพลิงก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน (มากกว่า 10% ของต้นทุนสถานี) นวัตกรรมและมาตรฐานในหัวฉีดเติมเชื้อเพลิงสามารถลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานสำหรับกลุ่มยานพาหนะและคนขับรถบรรทุก

      ลดต้นทุนของไฮโดรเจน

      เพื่อให้ไฮโดรเจนบรรลุศักยภาพตามที่สัญญาไว้ในภาคส่วนที่ยากต่อการลดคาร์บอน เช่น การขนส่งที่ต้องใช้งานหนัก ต้นทุนรวมของไฮโดรเจนจะต้องลดลงการลดต้นทุนนี้จะเกิดขึ้นได้จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการผลิตไฮโดรเจน แนวทางและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเติมเชื้อเพลิงและการจัดจำหน่าย

      การประสานงานระหว่างนักพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน OEM รัฐบาล ห้องปฏิบัติการวิจัย และบริษัทสตาร์ทอัพก็มีความสำคัญเช่นกันเพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และวิธีการที่เป็นนวัตกรรมและคุ้มค่าที่สุดได้รับมาตรฐานและเชิงพาณิชย์

      การลงทุนในการลดต้นทุนทั่วทั้งห่วงโซ่มูลค่าไฮโดรเจนทั้งหมด ไม่ใช่แค่การผลิตไฮโดรเจนเท่านั้น จะช่วยให้ไฮโดรเจนสามารถเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงดีเซล และนำเข้าสู่ยุคใหม่ของการขนส่งงานหนัก 

      นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีการผลักดันการใช้ไฮโดเจนไม่ว่าจะเป็น GC หรือบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  ร่วมมือกับ บีไอจี  (BIG) ผลักดันเศรษฐกิจไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) ในไทย รวมถึงการบริหารจัดการและพัฒนานวัตกรรมเพื่อผลักดันการใช้ไฮโดรเจน เน้นการพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐาน และการกระตุ้นให้เกิดทั้งอุปสงค์และอุปทานตลอดห่วงโซ่ธุรกิจไฮโดรเจนในประเทศไทย 

      ร่วมการเปิดสถานีนำร่องทดลองใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) แห่งแรกของประเทศไทย (Hydrogen Station) ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย 4 ยักษ์ใหญ่ “PTT–OR–TOYOTA–BIG”การนำรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง รุ่นมิไร (Mirai) ของโตโยต้า มาเพื่อทดสอบการใช้งานในประเทศไทย ที่เล็งเห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่มีศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน

      Source : กรุงเทพธุรกิจ

      รวมผลประกอบการไตรมาสแรกในปี 2567 ของธุรกิจน้ำมันและโรงกลั่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้ง TOP OR บางจาก SPRC IRPC ล้วนมีรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้น สะท้อนถึงภาพรวมที่ดีของอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่นในประเทศ ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รวบรวมข้อมูลผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่น่าสนใจ มีดังนี้

      บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ผลประกอบการในไตรมาส 1/2567 มีกำไรสุทธิ 5,863 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นในประเทศสหรัฐฯ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันเบนซินเพื่อส่งออกตึงตัว รวมถึงส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่ใช้กลั่นจริงเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ (Crude Premium) ปรับตัวลดลง หลังจีนและอินเดียลดการซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ในขณะที่อุปทานจากตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาค 

      โดยภาพรวมกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มฯ รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันอยู่ที่ 10.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/2567 เพิ่มขึ้น 6.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากไตรมาส 4/2566


      สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นในช่วงไตรมาส 2/2567 นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ TOP มองว่ามีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 หลังได้รับแรงกดดันจากโรงกลั่นใหม่หลายแห่งที่เริ่มเปิดดำเนินการ ทำให้อุปทานปรับเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงกลั่นยังได้รับแรงหนุนจากโรงกลั่นรัสเซียที่ยังคงอยู่ในระหว่างการปิดปรับปรุงจากการถูกโจมตี ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มตึงตัว ในขณะที่อุปสงค์น้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางปริมาณสต๊อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง และสำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวสู่สมดุล โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19


      ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  OR

      บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ภายใต้การนำของนายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,723 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนกว่า 100% โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.31 บาท  สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 6,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,650 ล้านบาท หรือกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2566 โดยเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้น


      บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน)


      บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่มีนายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจ้งว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1 / 2567 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 63,583 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยมี EBITDA 2,117 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 198% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 263% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.25 บาท  

      ส่วนภาพรวมทั้งกลุ่มบริษัทบางจากภายใต้การนำของนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก  ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 135,382 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็น EBITDA รวม 15,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปี 2566 และมีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 2,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.68 บาท 


      ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก

      โดยในไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน (โรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา) มี EBITDA 4,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566   ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (จาก  4.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 ปี 2566 มาเป็น 6.08 เหรียญสหรัฐฯ)

      กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ด้วยปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมทุกช่องทางสูงถึง 3,541 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสแรกปี 2566  เติบโตจากเครือข่ายสถานีบริการที่ครอบคลุม 2,217 สถานีทั่วประเทศ  มียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29.2 (จากร้อยละ 28.8 ณ สิ้นปี 2566)


      โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

      บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC  ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ  มีผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2567 รวม 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น กำไรจากสต๊อกน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าซื้อเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 

      สำหรับปริมาณน้ำมันดิบที่โรงกลั่นนำเข้ากลั่นในไตรมาสแรกของปี 2567 อยู่ที่ 167,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 96 ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ค่าการกลั่นทางการตลาดในไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 6.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 จากพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ รวมถึง อัตรากําไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 มาเป็นยูโร 5 


      กฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC 

      บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC  ภายใต้การบริหารของ นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2567  โดยมีกำไร  1,545  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 413 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566  และเพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาส 4/2566  โดยมีรายได้รวม 74,644  ล้านบาท ลดลง 652 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566  จากการที่บริษัทฯ สามารถผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ภายในประเทศในไตรมาส 1/2567 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่บริษัทฯ จำหน่ายปรับตัวสูงขึ้น 

      นอกจากนี้การลดการผลิตน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องของกลุ่มโอเปกพลัส และความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 1/67 ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน จำนวน 901 ล้านบาท ประกอบกับมีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับจำนวน 1,324 ล้านบาท และกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน (Hedging Oil) จำนวน 59 ล้านบาท  รวมเป็นการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Gain) รวม 2,284 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี จำนวน 7,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 978%  และมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA จำนวน 4,680  ล้านบาท 

      อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2567 ปัจจัยลบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ ทางการเงิน 319 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้จำนวน 134 ล้านบาท ทำให้ไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาสก่อน 

      Source : Energy News Center