Polestar จับมือ StoreDot เผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ Polestar 5 ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Extreme Fast Charging (XFC) สามารถชาร์จจาก 10 – 80% ได้ในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

Polestar แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในเครือ Geely ชายคาเดียวกับแบรนด์รถยนต์หรูสัญชาติสวีเดนอย่าง Volvo ได้ทำการเผยโฉมรถต้นแบบ Polestar 5 ที่ติดตั้งเทคโนโลยีชาร์จด่วน Extreme Fast Charging หรือ XFC ควบคู่ไปกับแบตเตอรี่ขนาดความจุ 77 kWh ที่ใช้เซลล์แบบ Silicon-dominant ซึ่ง Polstar ระบุว่าสามารถเพิ่มความจุได้ไม่ต่ำกว่า 100 kWh ขึ้นไป

เทคโนโลยี XFC ดังกล่าวช่วยให้ Polestar 5 สามารถชาร์จด้วยกระแสไฟอัตราคงที่เริ่มต้นตั้งแต่ 310 kW และเพิ่มสูงสุดถึง 370 kW ในช่วงท้ายของการชาร์จ จึงสามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากถึง 320 กม. ในระยะเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีชาร์จด่วนแบบ XFC คือสามารถใช้งานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานระบบชาร์จแบบ DC ในปัจจุบันได้ โดยอนาคตอันใกล้จะมีการนำเอาเครื่องชาร์จไฟที่สามารถปล่อยกระแสไฟได้มากกว่า 350 kW มาใช้งานอย่างแพร่หลาย นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่จะใช้เวลาหยุดชาร์จสั้นลง จากเดิมที่ใช้เวลาราว 30 นาที ก็จะเหลือเพียง 10 นาที ใกล้เคียงกับระยะเวลาการเติมน้ำมันของรถสันดาปในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี Polestar ยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัดว่าจะนำเทคโนโลยีชาร์จด่วนดังกล่าวมาใช้กับรถที่วางจำหน่ายจริงเมื่อใด

Source : MGROnline.com

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟค่อนข้างมาก ก็คงจะหนีไม่พ้นเครื่องปรับอากาศ หรือเราเรียกกันสั้นๆ ว่า แอร์ นั่นเอง ยิ่งในช่วงหน้าร้อนนี้ หลายคนต้องจ่ายค่าไฟมากเป็นพิเศษ เพราะเปิดแอร์กันฉ่ำๆ ตลอดวัน วันนี้ทางทีมงานเลยขอนำเสนอวิธีการใช้งานแอร์ และวิธีดูแลรักษาแอร์ ให้ประหยัดไฟได้จริงๆ จะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้นติดตามกันได้เลย

1.ติดตั้งแอร์ และคอมเพรสเซอรแอร์ในตำแหน่งที่เหมาะสม

สำหรับใครที่ติดตั้งแอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะลำบากในการเลือกตำแหน่งแอร์ให้เหมาะสม แต่ก็สามารถตรวจสอบดูได้ครับว่า ตำแหน่งที่ติดตั้งไปแล้วเหมาะสมดีหรือไม่ หลักการง่ายๆ ก็คือ ตัวแอร์ที่อยู่ภายในห้อง ควรอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีอะไรบัง เพื่อให้ลมสามารถกระจายไปได้ทั่วถึง หากใครที่เอาของไปไปไว ก็แนะนำให้ย้ายออกให้เรียบร้อย สำหรับคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ด้านนอก ก็ไม่ควรจะมีอะไรบังเช่นกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนระหว่างการทำงานของเครื่องได้ดีมากยิ่งขึ้น และควรจะอยู่ในบริเวณที่ร่มจะดีที่สุด นอกจากนี้อย่าลืมดูด้วยว่า คอมเพรสเซอร์ ปล่อยลมร้อนไปยังเพื่อนบ้านหรือเปล่า ถ้าใช่แนะนำให้หาซื้อตัวบังคับทิศทางลมมาติดตั้งเพิ่มเติม จะได้ไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้านครับ

2.ใช้แอร์ที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ และไม่ควรใช้ในพื้นที่เปิด

เวลาเลือกซื้อแอร์ ควรพิจารณาขนาดของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่เราใช้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้เครื่องไม่ทำงานหนักเกินไป ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึน หากไม่สามารถคำนวณได้เอง ก็สามารถปรึกษากับพนักงานขาย หรือช่างแอร์ได้เลย นอกจากนี้ไม่แนะนำให้ใช้แอร์ในพื้นที่เปิด หรือห้องที่มีช่องขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก เพราะจะส่งผลให้แอร์นั้นทำงานหนักตลอดเวลา และทำให้มีการใช้ไฟเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง หากห้องไหนที่ต้องการติดแอร์ไว้ใช้ แต่เป็นห้องเปิด ก็แนะนำให้ทำฉากกั้นแอร์ ในปัจจุบันมีทั้งเป็นแบบแผ่นเลื่อนปิด หรือจะกั้นห้องด้วยกระจกพร้อมโครงสร้างอลูมิเนียมก็ได้ นอกจากจะประหยัดไฟแล้ว ยังทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้นอีกด้วย สำหรับใครที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ได้ แนะนำว่าอาจจะต้องเปลี่ยนไปเลือกซื้อแอร์แบบเคลื่อนที่ พร้อมมุ้งสำหรับแอร์เคลื่อนที่แทน แบบนี้อาจจะเหมาะกับบ้านรุ่นเก่ามากๆ ที่ไม่สามารถจัดพื้นที่สำหรับติดแอร์ได้เลย แต่ก่อนจะเลือกก็แนะนำให้คำนวณค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบให้ดีก่อน ว่าแบบไหนประหยัดกว่ากัน ซึ่งแบบที่เหมาะสมที่สุด สะดวก และคุ้มค่า ก็จะเป็นการติดตั้งแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมกั้นห้องให้ไม่เป็นพื้นที่เปิด

3. ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสม

คำแนะนำเรื่องอุณหภูมิที่เหมาะสม ปกติจะอยู่ที่ 25 องศา เชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบกันอยู่แล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการทดสอบอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ได้ผลออกมาคือ ที่ 26 หรือ 27 องศา แล้วใช้การเปิดพัดลมช่วยเอา จะประหยัดไฟกว่าเดิมได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว จะเปิดที่ 26 หรือ 27 ก็ให้ดูตามความเหมาะสมของแต่ละท่านครับ แต่ที่แน่ๆ ประหยัดไฟกว่าเปิดที่ 25 องศา อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบการเปิดแรงลมของแอร์ด้วย พบว่าการเปิดแรงลมให้น้อย เช่น ที่ระดับ 1 หรือ 2 จะประหยัดไฟมากกว่าเปิดแรงลมที่ระดับ 5 อีกด้วย ทั้งนี้ก็แนะนำว่าให้เลือกปรับตามความเหมาะสมก็แล้วกัน เพราะแต่ละคนอาจจะรู้สึกร้อน หรือเย็นต่างกันไป อาจจะเริ่มจากคำแนะนำที่ 27 องศา แล้วเปิดพัดลมช่วยก่อน ถ้ายังรู้สึกร้อนอยู่ก็ปรับเป็น 26 องศาแทน

4.งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงขณะเปิดแอร์

สำหรับข้อนี้ถ้างดได้ แนะนำให้งดดีที่สุด เพราะว่าการที่เราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงในห้องที่เปิดแอร์ จะทำให้แอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้น ส่งผลให้กินไฟเพิ่มขึ้น ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ก็ได้แค่ เครื่องเป่าผม กระทะไฟฟ้า หม้อชาบู เป็นต้น แนะนำว่าถ้าต้องการใช้ ก็ควรใช้ให้เรียบร้อยก่อนเปิดแอร์ เช่น เป่าผมให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดแอร์ หรือใครที่อยากกินหมูกระทะ ชาบู ก็แนะนำให้เปิดห้องให้โล่ง แล้วใช้พัดลมระบายความร้อนแทน นอกจากจะช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักแล้ว ยังช่วยให้กลิ่นไม่ติดอยู่ในห้องอีกด้วย

5.ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า

หลายคนยังไม่ทราบว่าเราสามารถตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้าได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟได้เพิ่มขึ้น คำแนะนำที่เหมาะสม ก็ควรตั้งปิดแอร์ก่อนประมาณ 30 นาที ซึ่งภายในห้องยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่ สำหรับระยะเวลาในการตั้งนี้ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละท่านนะครับ หรือใครที่คิดว่าไม่อยากตั้งปิดก่อน กลัวจะร้อน หรือหายใจไม่ออก จะเลือกที่ไม่ทำก็ได้ครับ แต่ถ้าทำก็จะเป็นอีกทางเลือกในการช่วยประหยัดไฟนั่นเอง

6.ทำความสะอาด และล้างแอร์เป็นประจำ

หากเราเป็นผู้ใช้งานทั่วไปที่ล้างแอร์ไม่เป็น ก็สามารถดูแลเบื้องต้นเป็นประจำได้ ด้วยการถอดแผ่นกรองฝุ่นมาทำความสะอาดได้เลย สำหรับวิธีการถอดนั้นบอกเลยว่าไม่ยาก สามารถดูในคู่มือได้เลย และหากใช้ไปสักระยะหนึ่ง อาจจะเป็นทุก 6 เดือน หรือทุก 1 ปี ระยะเวลาขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบ้านนะครับ ให้เรียกช่างมาล้างแอร์สักครั้ง ซึ่งจะช่วยให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ลมผ่านได้ดี นอกจากนี้แนะนำให้เอาน้ำฉีดล้างคอมเพรสเซอร์ด้านนอกตัวบ้านบริเวณแผงระบายความร้อนแอร์ด้วยนะครับ สุดท้ายนี้ถ้าใครไม่ถนัดทำเอง ก็แนะนำให้ช่างทำจะดีที่สุดครับ แม้ว่าในร้านค้าออนไลน์จะมีอุปกรณ์ทำความสะอาดและล้างแอร์ขาย แต่ก็ช่วยทำความสะอาดและล้างได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากเป็นช่างแอร์มาล้างให้ ก็จะถอดทุกชิ้นส่วนออกมาล้างสะอาดกว่าแน่นอนครับ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการและคำแนะนำในการใช้งานแอร์ และดูแลรักษาแอร์ เพื่อช่วยให้ประหยัดไฟมากยิ่งขึ้น ก็นำไปลองทำกันดูนะครับ รับรองว่าในเดือนต่อไปประหยัดค่าไฟได้แน่นอน

Photo : Freepik

จริงหรือที่ว่า…วัยรุ่น Gen Z เสพติดฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด แม้ปากจะบอกว่ารักษ์โลก หรือใส่ใจสิ่งแวดล้อมก็ตาม สปริงชวนติดตามเรื่องราวนี้ พร้อมดูผลกระทบของฟาสต์แฟชั่นต่อโลกของเรา

Gen Z คือกลุ่มที่ชอบซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งโดย ThredUp แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินค้ามือสอง โดย ThredUp ได้ทำการสำรวจกลุ่ม Gen Z ในประเด็นเรื่องการซื้อเสื้อผ้าของพวกเขา

Lottie Lashley วัย 25 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ตอบแบบสอบถาม เปิดเผยว่า ช่วงที่เธอเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย สภาพแวดล้อม สังคม หรือเทรนด์ของในโซเชียล บีบบังคับให้เธอต้องซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นโดยไม่จำเป็น

Lottie บอกว่าเธอใช้เวลายามว่างไปกับการเลือกสรรเสื้อผ้าใหม่ ๆ เพราะเธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ไปแล้ว ห้ามใส่ซ้ำ มิเช่นนั้นอาจถูกมองหรือถูกจับสังเกต ทำให้เธอเสียเงินไปกับการซื้อชุดใหม่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน หรือประมาณ 4,416 บาท

Gen Z นิยมซื้อฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด Credit ภาพ Reuters
Gen Z นิยมซื้อฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด Credit ภาพ Reuters

ThredUp สรุปว่า กลุ่มวัยรุ่น Gen Z เป็นกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าฟาสต์แฟชั่นมากที่สุด ขณะเดียวกัน เราอาจจะได้ยินมาบ้างว่าเด็กรุ่นใหม่ หรือวัยรุ่นที่เกิดในยุค 2000s เป็นต้นมานั้นให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

รู้หรือไม่ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตฯ การบินเสียอีก
รู้หรือไม่ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าอุตฯ การบินเสียอีก

แต่ในยุคที่โลกออนไลน์ยังคงเป็นใหญ่ แถมมีอิทธิพลในเรื่องการสร้างค่านิยม รสนิยม เทรนด์ หรือป้อนความคิดให้กับคนทั่ว ๆ ไปได้ เห็นทีปัญหาฟาสต์แฟชั่นคงจะไม่หมดไปเร็ว ๆ นี้ เวลาเห็นอินฟลูเอนเซอร์สวมชุดสวย คนก็แห่ตามไป cf กันเป็นแถวแล้ว…จริงไหม

ทิ้งท้ายกันไปด้วยผลลัพธ์ของปัญหาฟาสต์แฟชั่น หลายคนอาจเข้าใจว่า…Fast Fashion มันไม่ดี แต่มันไม่ดียังไง สปริงรวบรวมมาให้เป็นข้อ ๆ เอาให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย

    • อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 8 – 10% มากกว่าอุตฯ การบิน และอุตฯ ขนส่งรวมกัน
    • ฝ้ายที่ใช้ในอุตฯ แฟชั่น ใช้พื้นที่เพาะปลูกราว 2.5% ของโลก
    • กระบวนการผลิตเสื้อผ้าใช้สารเคมี 43 ล้านตันต่อปี
    • อุตฯ แฟชั่นใช้น้ำเยอะมาก เช่น เสื้อ 1 ตัวใช้น้ำ 2,700 ลิตร กางเกงยีนส์ 1 ตัวใช้น้ำ 10,000 ลิตร

    ที่มา: New York Post

    Source : Spring News

    “บีโอไอ” ชี้บิ๊กเทคต่างชาติร้องหาไฟสะอาด 100% “รัฐบาล” เร่งเคาะราคา เดินหน้าโครงการ UGT1-2 ด้าน “กฟผ.” เร่งร่างสัญญาซื้อขายไฟสะอาดให้ “อัยการสูงสุด” ตรวจ คาดในช่วง 2-3 เดือนนี้ได้ฤกษ์ซื้อขายไฟสะอาด UGT1 ราคาเฉลี่ย 4.5 บาทต่อหน่วย  

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า กลไกในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สำคัญคือ ขณะนี้กระทรวงพลังงาน ร่วมกับสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) 

    ทั้งนี้จะเป็นเป็นอาวุธใหม่ให้กับประเทศไทยในการดึงการลงทุน โดยบริษัทชั้นนำที่หารือกับรัฐบาล ต่างมีคำถามว่าประเทศไทยมีพลังงานสะอาดเพียงพอหรือไม่ และต้องเป็นพลังงานสะอาด 100%

    รวมทั้งบริษัทชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส, กูเกิล และไมโครซอฟท์ ต่างต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% ที่ไม่ใช่แค่จากบริษัทที่ได้รับการการันตีเท่านั้น แต่ต้องสามารถยืนยันแหล่งที่มาของพลังงานได้ และต้องเป็นพลังงานใหม่เท่านั้น จึงเป็นที่มาของ UGT ที่รัฐบาลได้เร่งดำเนินการ

    อย่างไรก็ตาม UGT1 จะเป็นกลไกที่ค้างอยู่ในปัจจุบัน โดยจะไม่เจาะจงแหล่งที่มา แต่ UGT 2 จะเป็นอาวุธใหม่ในการดึงการลงทุนจากบริษัทชั้นนำ เป็นกลไกที่จะสามารถระบุผู้ผลิตได้ เป็นแหล่งใหม่ของพลังงานหมุนเวียน 

    สำหรับกลไกนี้อยู่ในช่วงเตรียมการประกาศราคา โดยราคาที่ประชาพิจารณ์ไปแล้วคือ 4.55 บาทต่อหน่วย ซึ่งเอกชนต่างบอกว่ายังสูงเกินไป ขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างพิจารณา โดยคาดว่าจะพร้อมใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า สำนักงาน กกพ. เดินหน้าในเรื่องของไฟสะอาดเพื่อกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว UGT ซึ่งผู้ผลิตที่เลือกใช้ไฟฟ้าสีเขียวจะได้ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC

    ขณะนี้ค่าไฟฟ้าสีเขียวสำหรับผู้ซื้อที่ไม่เจาะจงโรงไฟฟ้า (UGT1) นั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกาศรับซื้อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างตัวสัญญาซื้อขายไฟใหม่ให้แล้วเสร็จเพื่อส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบสัญญาให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการเปิดรับซื้อ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

    ส่วนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ซื้อที่เจาะจงโรงไฟฟ้า (UGT2) กฟผ. อยู่ระหว่างปรับแรงดัน เพราะจะต้องมีการแยกแรงดันเดิมทีใช้แรงดันเดียวรวมกันหมด ดังนั้น เมื่อแยกแรงดันเสร็จต้องส่งมาให้กกพ.เห็นชอบอีกครั้ง เพื่อทำสัญญาซื้อขายใหม่ตามขั้นตอนเดียวกับ UGT1

    สำหรับราคาซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากแยกแรงดันเสร็จราคาอาจจะขึ้นหรือลงก็ได้ขึ้นอยู่กับแรงดันที่แยก ยิ่งแรงดันสูงอาจจะถูกกว่าแรงดันต่ำ ดังนั้น จะต้องรอดูการแยกแรงดันของกฟผ. อีกครั้ง

    รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า สำหรับแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียว UGT 2 คือ กลุ่มโรงไฟฟ้าใน “โครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565” 

    ทั้งนี้โดยผู้มีสิทธิ์ซื้อไฟฟ้า คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 4, 5 หรือ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยสัญญาซื้อไฟฟ้ามีอายุ 10 ปี ซึ่งการซื้อไฟฟ้าสีเขียวดังกล่าวผู้ซื้อจะได้รับใบรับรอง REC ที่ออกโดยการไฟฟ้าที่ลูกค้าไปซื้อด้วย

    ปัจจุบัน กกพ. ได้เตรียมความพร้อมในการจัดหาไฟฟ้าสีเขียว UGT2 โดยมีกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับคัดเลือกจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) เข้าสู่ระบบกว่า 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 และอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดรับซื้ออีก 3,668.5 เมกะวัตต์

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    รัฐมนตรีพลังงาน สั่งกรมธุรกิจพลังงาน เร่งเอาผิดปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรณีเติมน้ำมันกลายเป็นน้ำ หลังผู้เสียหายร้องเรียนพลังงานจังหวัด เล็งเพิกถอนใบอนุญาตเปิดปั๊ม ล่าสุดอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีแล้ว คาดโทษ 2 กระทง จำหน่ายน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน และ น้ำมันไม่ได้คุณภาพ ย้ำผู้ค้าน้ำมันรายอื่นเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนน้ำมันในถังเก็บและระหว่างขนส่ง ป้องกันความเสียหายต่อประชาชน

    จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ร้องเรียนกรณีเติมน้ำมันดีเซล B7 แต่กลายเป็นน้ำ ทำให้รถเกิดความเสียหาย โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2567 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้นำรถกระบะฟอร์ด 4 ประตู เข้าเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่งบริเวณอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,000 บาท ภายหลังการเติมน้ำมันรถมีอาการสั่นและกระตุก ดับ และมี สัญญาณเตือนขึ้นโชว์ที่หน้าปัดรถ Water in fuel drain filter มีน้ำในถังน้ำมันและท่อกรอง จึงมีการทดสอบกดน้ำมันลงถัง ปรากฎว่ากลายเป็นน้ำไหลลงมาและมีเศษน้ำมันลอยบนน้ำเพียงเล็กน้อย เมื่อนำรถไปซ่อมประเมินราคาค่าเสียหาย 1.2 แสนบาท แต่เจ้าของปั๊มปฏิเสธความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายรายอื่นๆ รวม 3 คันก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน ตัวเองจึงได้เข้าแจ้งความ พร้อมร้องเรียนไปยังพลังงานจังหวัดกาญจนบุรี

    ภายหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า จากกรณีปัญหาการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2567 นั้น ผมและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกระทรวงพลังงานได้รับทราบเรื่องผ่านทางพลังงานจังหวัดกาญจนบุรีว่าผู้เสียหายได้มาร้องเรียนเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2567 ซึ่งพลังงานจังหวัดและกรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มาเป็นลำดับ

    โดยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ท่านปลัดกระทรวงพลังงานได้แจ้งให้ผมทราบว่าเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดกาญจนบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีกับทางปั๊มน้ำมันต้นเหตุแล้ว เพราะเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และมีคลิปวีดีโอเป็นหลักฐานชัดเจน ส่วนประชาชนที่ได้รับความเสียหายทั้งที่เป็นข่าวและที่ไม่เป็นข่าวก็มีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีฐานฉ้อโกงประชาชนได้ด้วย เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

    ทั้งนี้ผมได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบว่าจะสามารถเพิกถอนใบอนุญาตเปิดปั๊มน้ำมันแห่งนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็คงต้องแก้ไขกฎหมายกันต่อไปเพราะมีการกระทำความผิดของปั๊มน้ำมันในลักษณะที่เป็นการเอาเปรียบหรือฉ้อโกงประชาชนมาหลายครั้งแล้ว

    “ขอให้มั่นใจว่าผมและกระทรวงพลังงานจะไม่ยอมให้ประชาชนถูกเอาเปรียบหรือถูกโกงแบบนี้อย่างเด็ดขาดครับ”

    ล่าสุด นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า จากกรณีการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำในพื้นที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บตัวอย่างน้ำมันมาตรวจสอบคุณภาพ และแจ้งความดำเนินคดีกับปั๊มน้ำมันดังกล่าวในความผิดฐานการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนด ตามข้อกฎหมายด้านคุณภาพและความปลอดภัย ที่หากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีโทษตามมาตรา 48 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีปริมาณเกิน 200 ลิตร จะเข้าข่ายเป็นการปลอมปนน้ำมันมีโทษตามมาตรา 49 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ทั้งนี้กรมฯ ได้กำชับผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ให้ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีน้ำปนในน้ำมัน โดยการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การปนเปื้อนของน้ำระหว่างขั้นตอนการขนส่งหรือจัดเก็บ และการรั่วไหลของน้ำเข้าไปในถังน้ำมัน ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำมันในถังเก็บน้ำมันให้เหมาะสม ตรวจวัดน้ำก่อนการรับน้ำมันจากรถขนส่ง และตรวจวัดปริมาณน้ำในถังเก็บน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของประชาชน

    Source : Energy News Center