กระแสการใช้งานโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนซึ่งประชาชนทั่วไปต่างก็มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายราคาสูงจากค่าไฟต่อหน่วยที่เพิ่มมากซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA คือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มองเห็นแนวโน้มความต้องการดังกล่าว และมีการพัฒนารูปแบบการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” กรรมการผู้จัดการ SENA ถึงแนวโน้มการใช้งานโซลาร์ และแผนการพัฒนาในระยะต่อไป  

เพิ่มประสิทธิภาพโซลาร์

ผศ.ดร.เกษรา ระบุว่า ปี 2567 เสนาฯ มีเป้าหมายการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ที่มุ่งเน้นการหานวัตกรรมใหม่ ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น ศึกษาในด้านประสิทธิภาพ และชนิดของแผงโซลาร์รุ่นใหม่ พบว่า ปัจจุบันมีความหลากหลายต่อการติดตั้ง สำหรับอาคารประเภทต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์แปลงไฟ (Inverter) ที่จากเดิมมีขนาดใหญ่ ก็มีสเกลลดลง ทำให้ตอบสนองต่อการใช้งานที่ประสิทธิภาพสูง รวมถึงราคาที่ลดลง 
 

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาส่งเสริมการทำตลาดอสังหาฯ ในอนาคต ที่มีทิศทางและแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นของตลาดพลังงานสะอาด ทั้งในรูปแบบติดตั้งในที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น จากต้นทุนค่าพลังงานต่อหน่วยที่ลดลง รวมถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง 

"เสนา" เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
“เสนา” เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
  
“เสนาฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นทดลองศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ในการนำแผงโซลาร์แบบงอได้ และแผงโซลาร์ที่ผลิตพลังงานจากแสงนีออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ติดตั้งกับตึกและอาคารต่างๆ ที่มีพื้นในการติดตั้งจำกัด ทำให้แผงโซลาร์สามารถเป็นส่วนประกอบของการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานได้มากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักที่เบา และไม่จำเป็นต้องติดบนหลังคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เสนาฯ ให้ความสนใจและต้องเร่งศึกษา เนื่องจากในอนาคตอาคารขนาดใหญ่มีเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการใช้พลังงานของอาคาร” 

นอกจากประชาชนต้องการติดตั้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญในเรื่องของนโยบาย หรือการสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐในนโยบายการรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนราคา 2.20 บาท /หน่วย ซึ่งมองว่ายังไม่เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากเท่าที่ควร หากเพิ่มราคารับซื้อที่แพงกว่านี้ หรือ 3 บาท/หน่วย จะสามารถกระตุ้นให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

บ้านพลังงานเป็นศูนย์-คอนโด Low Carbon

การขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ได้มีการนำโซลูชั่นมาพัฒนาธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯได้ก้าวข้ามบ้านโซลาร์สู่การเป็นบ้านประหยัดพลังงาน หรือการทำกรีนโซลูชั่นเพิ่ม ซึ่งเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นบ้านพลังงานเป็นศูนย์ หรือ Zero Energy House (ZEH) และคอนโด Low Carbon โดยนำวิธีคิดต่างๆ มาผสมผสาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสอดรับกับภูมิอากาศของประเทศ ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง และสุขภัณฑ์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้บริการ EV Ready หรือการติดตั้งเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า (EV Charger) เพื่อรองรับกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโครงการต่างๆ ของเสนาฯ โดยคำนึงถึงหลักการออกแบบ 3 ขั้นตอน ดังนี้   

"เสนา" เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ
“เสนา” เตรียมแผนศึกษาโซลาร์เจนใหม่ติดอาคารทุกรูปแบบ

  • Active Design การออกแบบอาคารให้มีความยั่งยืนด้านการใช้พลังงาน โดยการนำเทคโนโลยี 
  • หรืออุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยในการออกแบบ เช่น เซนเซอร์ควบคุมระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง, การใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน 
  • Passive design การออกแบบอาคารให้มีความสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น ทิศทางลม และแสงแดด เป็นต้น
  • การมีระบบผลิตพลังงานใช้เองจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การนำพลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาสร้างเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศของเมืองไทย และการอยู่อาศัยภายในบ้าน ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมแต่ละฤดูกาล ผสมผสานการใช้พลังงานที่ใช้ได้เองอย่างมีประสิทธิผล 

ผศ.ดร.เกษรา ระบุอีกว่า ปัจจุบันเสนาได้ทำการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับลูกค้า ทั้งบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม กว่า 1,000 หลัง คิดเป็นการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์ โดยตั้งเป้าปีนี้จะติดตั้งโซลาร์ สำหรับกลุ่ม B2C จำนวน 1,800 หลัง ปัจจุบันมีโรงผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม 2 แห่ง คือ จ.สระบุรี และ จ.นครปฐม มีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวมขนาดการติดตั้งอยู่ที่ 46.5 เมกะวัตต์ โดยปีนี้ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 20 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เสนาพยายามศึกษาและพัฒนาไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งโซลาร์ แต่เสนาต้องการทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตแบบ Sustainability Way Long life เพื่อการพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน และทุกคนเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน ที่ไม่ต้องจ่ายแพงขึ้น โดยเสนาฯ ได้คิดค้นนวัตรกรรม บริหารต้นทุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงองค์ประกอบที่สมดุล (Compromise) ทั้งในด้านการออกแบบ  การเลือกวัสดุอุปกรณ์การติดตั้ง และเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ให้บ้านประหยัดพลังงานได้ เพื่อคนทุกกลุ่ม แม้จะเป็นความท้าท้ายของการพัฒนาโครงการก็ตาม เพื่อปิดโจทย์ความเชื่อว่า “การรักษ์โลก ต้องจ่ายแพงขึ้น” สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราได้พยายามคิดโซลูชั่นต่างๆ เพื่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัยรักษ์โลกอย่างแท้จริง

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บ้านไหนที่อยู่กันมายาวนาน แนะนำให้ลองสำรวจตรวจสอบหลอดไฟในบ้านดูครับว่าใช้หลอดไฟแบบไหนบ้าง ยังใช้หลอดไฟแบบไส้ หรือหลอดไฟธรรมดาอยู่หรือเปล่า ซึ่งหลอดไฟรุ่นเก่าเดิมๆ นั้นมีข้อเสียมากมาย บางคนอาจจะไม่เคยสนใจเลย เพราะหลอดไฟยังใช้ได้ปกติอยู่ แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาอยากให้ลองสำรวจกันดูครับ และถ้าเปลี่ยนได้ อยากแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED กัน เพราะมีข้อดีมากมาย ซึ่งในบทความนี้ เราก็จะมาเปรียบเทียบหลอดไฟแบบธรรมดา กับหลอดไฟแบบ LED ให้ดูกัน

ทำไมต้องใช้หลอดไฟ LED

หลอดไฟ LED มีข้อดีมากมาย ซึ่งจุดเด่นหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการประหยัดไฟ ทีประหยัดกว่าหลอดไฟแบบธรรมดา นอกจากนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ดังนี้

1. ประหยัดพลังงาน หลอดไฟ LED ใช้งานไฟฟ้า น้อยกว่า หลอดไฟแบบเก่าถึง 80% ช่วยให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว หลายคนอาจจะกังวลว่าการเปลี่ยนหลอดไฟ ก็ต้องเสียเงินค่าหลอดไฟใหม่ มันจะคุ้มได้อย่างไร แต่ถ้าเราคำนวณกันใหม่แล้ว จะพบว่าในระยะยาวจะมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะอย่างไรหลอดไฟธรรมดาเมื่อหมดอายุการใช้งานเราก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างจากการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED แทน

2. อายุการใช้งานยาวนาน หลอดไฟ LED มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ทนทานกว่าหลอดไฟแบบเก่าที่อายุการใช้งานเพียง 1,000 ชั่วโมง ซึ่งอายุการใช้งานที่มากกว่านี้ทำให้เราไม่ต้องเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยๆ ประหยัดค่าหลอดไฟไปได้เยอะเลย

3. สว่างกว่า หลอดไฟ LED ให้ความสว่าง มากกว่า หลอดไฟแบบเก่าในระดับวัตต์ที่เท่ากัน ช่วยให้ประหยัดจำนวนหลอดไฟที่ใช้ ซึ่งแต่เดิมเราอาจจะต้องใช้หลอดไฟในพื้นที่เดียวกันเป็นจำนวนมาก เพราะแสงสว่างไม่พอ ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ที่มีกำลังไฟมากกว่า สว่างมากกว่า ทดแทนได้ โดยไม่ต้องใช้จำนวนหลอดไฟมากเหมือนเดิมอีกต่อไป

4. ปลอดภัยกว่า หลอดไฟ LED ไม่มีสารปรอท ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต่างจากหลอดไฟแบบเก่าที่มักมีสารปรอท ข้อนี้ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่สำคัญมาก

5. ร้อนน้อยกว่า หลอดไฟ LED ร้อน น้อยกว่า หลอดไฟแบบเก่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อการไหม้ รวมถึงลดความร้อนระหว่างการใช้งานอีกด้วย หากเราลองนึกดูว่าแต่เดิมเราใช้หลอดไฟแบบเก่าเป็นจำนวนมากๆ ในพื้นที่เดียวกัน จะเกิดความร้อนสะสมมากขนาดไหน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ที่มีความร้อนน้อยลง และยังใช้จำนวนหลอดที่น้อยกว่า จะช่วยให้ความร้อนขณะใช้งานลดลงเป็นอย่างมาก

6. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลอดไฟ LED ใช้พลังงานน้อย ปลอดสารปรอท และมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหลอดไฟแบบเก่า

7. มีหลายเฉดสี หลอดไฟ LED มีหลายเฉดสีให้เลือก เหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางรุ่นก็สามารถปรับเฉดสีได้ผ่านรีโมท หรือแอพพลิเคชั่นอีกด้วย ปลดล็อคข้อจำกัดในเรื่องของสีได้เลย สามารถเลือกสีได้หลายร้อยสี ช่วยให้เรานำไปใช้งานได้ตามต้องการเลย ไม่ต้องมาซื้อหลอดแต่แบบระบุสีให้เปลืองเงินอีกต่อไป เพราะเราสามารถซื้อหลอดไฟ LED เพียง 1 หลอด แต่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามใจ

8. ดีไซน์หลากหลาย หลอดไฟ LED มีดีไซน์หลากหลาย สวยงาม ทันสมัย ด้วยข้อดีอันนี้ เราจึงได้เห็นรูปแบบหลอดไฟ LED ที่หลากลาย ไม่ว่าจะเป็นหลอดทรงกลม หลอดทรงเหลี่ยม หลอดทรงแบบกว้างขนาดใหญ่เหมือนจาก UFO ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันออก หรือใครเน้นดีไซน์ของบ้าน ก็สามารถเลือกหาหลอดไฟมาติดตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าหลอดไฟแบบเดิมๆ

9. ควบคุมแสงได้ หลอดไฟ LED บางรุ่นสามารถหรี่แสงและปรับอุณหภูมิสีได้ อันนี้ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เราเลือกปรับความสว่างของแสงได้ตามรูปแบบการใช้งาน เช่น หลอดไฟในห้องนั่งเล่นอาจจะปรับให้สว่างมากหน่อย ส่วนห้องนอนอาจจะปรับให้มืดสักหน่อย เพื่อให้ได้บรรยากาศสำหรับการเข้านอน รวมถึงการปรับสีให้ออกโทนเหลืองๆ เพื่อความสบายตา และยังสามารถปรับเพื่อใช้งานอื่นๆ ได้อีกมากมาย

10. ทนทาน หลอดไฟ LED ทนทานต่อแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ด้วยกระบวนการผลิต และวัสดุที่ใช้ ทำให้หลอดไฟแบบ LED มีความทนทานเป็นพิเศษ ซึ่งสามารถนำไปติดตั้งและใช้งานได้พื้นที่ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น จริงๆ ไม่เพียงแต่ใช้งานในบ้านเท่านั้น หลอดไฟแบบ LED ก็ยังมีการนำไปใช้ในรถยนต์ที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนในระหว่าการขับขี่อีกด้วย

11. รองรับการใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น หลอดไฟแบบ LED รุ่นใหม่ มีการพัฒนาให้สามารถสั่งงานผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือได้ ทำให้เราควบคุมการทำงานของหลอดไฟได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การสั่งเปิดปิด ปรับความสว่าง ปรับสี การตั้งเวลา รวมถึงการใช้งานในรูปแบบการตั้งเงื่อนไขต่างๆ เช่น เวลาฝนตกให้เปิดอัตโนมัติ หรือเวลาเช้าให้ปิดไฟทุกดวงในบ้าน ก็สามารถทำได้เช่นกัน และยังสามารถสั่งงานในระยะไกลอีกด้วย เช่น เราไปเที่ยวเชียงใหม่ ก็สามารถสั่งเปิดไฟบ้านที่กรุงเทพได้

แม้ว่าหลอดไฟแบบ LED จะมีราคาสูงกว่าหลอดไส้ หรือหลอดไฟแบบธรรมดา แต่ถ้าเรามองในเรื่องของความคุ้มค่า ความสะดวกในการใช้งาน ก็ถือว่าคุ้มค่ามากกว่าเยอะครับ สำหรับบ้านใครที่ยังไม่ได้เปลี่ยนไปใช้หลอดไฟแบบ LED แต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณในการซื้อหลอดไฟใหม่ แนะนำว่ารอให้หลอดเก่าเสียก่อนค่อยเปลี่ยนก็ได้ ส่วนใครไม่ได้ติดขัดเรื่องนี้แนะนำให้สำรวจและทำการเปลี่ยนได้เลย หากเรามีความชื่นชอบเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว อาจจะเลือกหลอดไฟ LED แบบที่เชื่อมกับ WiFi บ้านไปเลยก็ได้ ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้เราสามารถควบคุมหลอดไฟผ่านมือถือได้เลย เป็นอะไรที่สะดวกกว่าเดิมมากๆ ยังไงก็ลองไปพิจารณากันดูนะครับ

Photo : freepik

Subaru ร่วมมือกับ Toyota สองค่ายยักษ์ใหญ่นี้จะผลิตรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้ามากถึง 3 รุ่น เพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนารถ EV ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวภายในปี 2026 ซึ่งขณะนี้ Toyota ถือหุ้น 20% ของซูบารุอยู่ด้วย

Subaru แบรนด์รถญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของช่วงล่าง สมญานามว่า “ดาวลูกไก่” ล่าสุดได้มีการร่วมมือกับ Toyota ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่โด่งดั่งไปทั่วโลก เพื่อเตรียมแผนการผลิตและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าประเภทครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า โดยจะออกมาถึง 3 รุ่นด้วยกัน ภายในปี 2026 ซึ่งนี่ถือเป็นการลดความเสี่ยงและเร่งการพัฒนาการผลิตรถ EV ให้กับสองบริษัท

ซูบารุ ภายใต้การบริหารของ CEO คนใหม่ Atsushi Osaki ได้ตั้งเป้าบริษัทว่าจะจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ได้ 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือราวๆ 600,000 คัน ภายในปี 2030

Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

โดยแผนดังกล่าวกำหนดให้บริษัทสร้างรถ SUV ไฟฟ้าล้วน 4 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึงรถรุ่น Subaru Solterra ที่วางจำหน่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งแผนถัดไปของ Subaru คือการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าใหม่อีก 4 รุ่น ภายในสิ้นปี 2028 รวมแล้วทั้งหมดเป็น 8 รุ่นด้วยกัน

Subaru Solterra ถือเป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Subaru ที่พัฒนาร่วมกับ Toyota โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2021 เมื่อปีที่แล้วสามารถทำยอดขายได้ 8,872 คันในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันรถรุ่น Solterra ถูกผลิตที่โรงงานของ Toyota ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง Atsushi Osaki ได้เปิดเผยว่าหลังจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าล้วนใหม่อีก 3 รุ่นจะพัฒนาร่วมกับ Toyota ด้วยเช่นกัน

Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    ปัจจุบัน Toyota ถือหุ้น 20% ในบริษัท Subaru โดย Atsushi Osaki ยังกล่าวเสริมว่า ในขณะที่ตลาดรถยนต์มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น บริษัทจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กับการศึกษาสถานการณ์อย่างระมัดระวัง

    Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    ถ้าหาก Subaru ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ก็จะทำให้บริษัทเข้าร่วมเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้ ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มยอดขายและความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

    แผนการผลิตของ Subaru จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นที่โรงงาน Yajima ในประเทศญี่ปุ่น โดยวางแผนเริ่มการผลิตในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และจะเพิ่มสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 200,000 คันภายในปี 2027

    ส่วน Toyota ก็จะผลิตรถ SUV ไฟฟ้าใหม่อีก 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานรัฐเคนตักกี้ ซึ่งจะเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru หลังจากที่เปิดตัวรถ SUV ขนาดใหญ่ของตนเอง

    นอกจะร่วมมือกับ Toyota ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่แล้ว Subaru ยังมีแผนขยายกลุ่มรถยนต์ไฮบริดด้วย เนื่องจากบริษัทยังมองว่าการขายรถยนต์สันดาปยังคงมีความสำคัญ และอาจจะไม่เสี่ยงเท่ากับขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว

    Subaru จับมือ Toyota ร่วมผลิต SUV ไฟฟ้า 3 รุ่น เร่งการพัฒนา EV ยังไม่ทิ้งไฮบริด

    สำหรับรถยนต์รุ่นที่ขายดีของ Subaru ในอเมริกาเหนืออย่าง Forester ก็เตรียมที่จะเพิ่มทางเลือกขุมพลัง Hybrid โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota พร้อมด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อให้สอดรับกับนโยบายต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา

    ที่มา : electrek
    Source : Spring News

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ได้มีการใช้พลังงานสะอาด ช่วยลดภาวะโลกร้อน กำหนดนโยบาย Smart Energy and Climate Action (SECA) ให้หน่วยงานในสังกัดติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ล่าสุดติดตั้งแล้ว 1,496 แห่ง ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 43,137.43 tonCo2/ปี ลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 392 ล้านบาท/ปี

    นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด การเกิดโรคติดต่อ และภัยจากสภาพอากาศที่รุนแรงต่างๆ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบาย Smart Energy and Climate Action (SECA) : พลังงานอัจฉริยะ และการดำเนินการที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานในสังกัดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    ป้องกันการสูญเสียพลังงานอย่างไร้ประโยชน์ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งข้อมูลล่าสุดถึงเดือนเมษายน 2567 หน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งหมด 1,857 แห่ง

    ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว 1,496 แห่ง คิดเป็น 82.02 % ขนาดกำลังการผลิตรวม 75,806.09 กิโลวัตต์ ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 43,137.43 tonCo2/ปี สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 392,238,903 บาท/ปี โดยยังมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 206 แห่ง

    ภายใต้นโยบาย SECA ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อการประหยัดพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลังงาน 20% ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV), การปรับปรุง และก่อสร้างอาคารอนุรักษ์พลังงาน (Energy Building), การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโรงพยาบาล, การเพิ่มศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ทางไกลเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่ไปรับบริการแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล, การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการมูลฝอย/น้ำเสีย โดยใช้หลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle)

    รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ทั้งนี้ มีงานวิจัยของหลายหน่วยงานคาดการณ์ว่า หากการลดก๊าซเรือนกระจกของทุกประเทศยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 2-3 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษนี้ ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะเรือนกระจก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG)

    จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย

    • การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
    • การขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม 423 บาท ต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567
    • การลดค่าไฟที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ในงวดเดือนพฤษภาคม  ถึง สิงหาคม 2567

    เช็คมาตรการช่วย "ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล" ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 

    ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว 

    หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป 

    อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

    “ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” 

    Source : ฐานเศรษฐกิจ