“บีไอจี-วิศวะ จุฬา” รุกใช้ Climate Technology ยกระดับลดปล่อยคาร์บอน เดินหน้าบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากกการใช้พลังงานในอาคารตภายในคณะจากการใช้งานและการบำรุงรักษาพลังงาน 

คุณปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดการตรวจสอบและวิเคราะห์แนวทางการลดการปล่อยซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร นำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะจากการใช้งานและการบำรุงรักษาพลังงาน 

รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้ Carbon Management Platform ที่พัฒนาโดยบีไอจี ยกระดับการบริหารจัดการพลังงานในสถาบันการศึกษา และศึกษาการนำ Climate Technology มาใช้ประโยชน์นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร จึงได้ร่วมมือกับบีไอจีในการนำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ

และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะ ซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร จึงได้ร่วมมือกับบีไอจีในการนำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ

และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะ

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ช่วงนี้ทางผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าต่างก็พากันเปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่ง CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับ 1 ของโลกในตอนนี้ ก็ได้เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Shenxing Plus ออกมา ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากแบตเตอรี่รุ่นเดิม Shenxing นั่นเอง โดยแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้มีจุดเด่นในที่การใช้เทคโนโลยีชาร์จเร็วพิเศษ 4C ที่สามารถชาร์จเพียง 10 นาที รถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรเลยทีเดียว และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 1,000 กิโลเมตร (มาตรฐาน CLTC)

สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิม แต่เดิมแบตเตอรี่ Shenxing นั้นจะทำระยะทางได้ประมาณ 400 กิโลเมตรเมื่อชาร์เร็ว เรียกได้ว่า Shenxing Plus แบตเตอรี่รุ่นใหม่ สามารถทำระยะทางได้มากกว่าเดิมถึง 200 กิโลเมตรเลยทีเดียว สำหรับการออกแบบนั้นจะใช้เทคโนโลยี Cell to Body (CTB 3.0) ซึ่งเป็นการรวมเซลล์แบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างตัวรถโดยตรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ ลดน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรงของตัวรถ และใช้โครงสร้างแบบรังผึ้ง 3 มิติ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน และ รองรับการชาร์จเร็ว มีความหนาแน่นของพลังงาน 205Wh/kg ซึ่งเทียบได้กับแบตเตอรี่ NMC ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันในปัจจุบัน 

เรื่องความปลอดภัยนั้นก็จะใช้ เทคโนโลยี LFP มีความปลอดภัยสูง เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ น้อยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ สามารถชาร์จเร็วได้แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำถึง -20°C แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2025

ข้อดีของแบตเตอรี่ Shenxing Plus

  • ระยะทางวิ่งไกล
  • ชาร์จเร็ว
  • ปลอดภัย
  • อายุการใช้งานยาวนาน
  • สามารถชาร์จเร็วได้แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำถึง -20°C

ข้อสังเกตของแบตเตอรี่ Shenxing Plus

  • ยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
  • ราคาอาจจะสูง

เปรียบเทียบกับแบตเตอรี่รุ่นอื่น

คุณสมบัติShenxing PlusLi-ion ทั่วไป
เทคโนโลยีLFPNMC, LFP
ระยะทางวิ่งไกล1,000 กม. (มาตรฐาน CLTC)400-600 กม.
ความเร็วในการชาร์จชาร์จ 10 นาที วิ่งได้ 600 กม.30 นาที ชาร์จ 80%
อายุการใช้งาน3,000 รอบชาร์จ1,500-2,000 รอบชาร์จ
ความปลอดภัยสูงปานกลาง
ต้นทุนสูงปานกลาง

บทสรุป

แบตเตอรี่ Shenxing Plus เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพสูง แต่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา ยังมีข้อมูลไม่มากนัก คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ กว่าจะทราบถึงประสิทธิภาพ ราคา และการใช้งานจริง ซึ่งหากมีการใช้งานจริงแล้ว จะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น ไม่ต้องชาร์จกันบ่อยๆ อีกต่อไป และแน่นอนว่าจะทำให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น และราคารถก็น่าจะถูกลงกว่าในปัจจุบัน

รถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮบริด กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ หลายคนจึงไม่คุ้นชิน

นักวิจัยในอังกฤษได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อุบัติเหตุจราจรทางถนน และพบข้อมูลที่น่าตกใจ ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ไฮบริดที่ใช้แบตเตอรี่ (HEV) มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อคนเดินถนนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลอย่างมีนัยสำคัญ

โดยข้อมูลที่รวบรวมจากการเดินทางด้วยรถยนต์ BEV และ HEV เป็นระยะทางรวม 32 พันล้านไมล์ และการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลมากกว่า 3 ล้านล้านไมล์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง รถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะชนคนเดินถนนมากกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 3 เท่า แม้ว่าในพื้นที่นอกเมือง ความเสี่ยงจะไม่แตกต่างกันมากนัก

นักวิจัยมองว่า อาจมีปัจจัยสนับสนุนบางอย่าง แต่ก็ยังค่อนข้างแปลกใจถึงความแตกต่างอย่างมหาศาลของแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์ทั่วไป แม้ยังไม่มีปัจจัยที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน แต่การใช้ตรรกะบางอย่าง ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

\"รถยนต์ไฟฟ้า\" เสียงเงียบอาจก่อปัญหา อังกฤษพบแนวโน้มชนคนมากกว่ารถสันดาป

ประการแรก : โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักร พวกเขาพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมักจะเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองที่มีคนเดินถนนหนาแน่นอยู่มากกว่ามาก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถยนต์ EV และ Hybrids มักเป็นผู้ขับขี่อายุน้อย ที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

อีกปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยค้นพบ คือ ความเงียบของรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เดินทางด้วยพลังงานแบตเตอรี่นั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลมาก แม้ว่าจะมีระบบเตือนคนเดินถนนที่สร้างเสียงรบกวนที่ความเร็วต่ำ แต่จากประสบการณ์ของหลายคน เสียงเตือนเหล่านี้ยากต่อการระบุความเร็วและระยะทาง เราอาจได้ยินเสียงโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองและคิดว่าอยู่ห่างออกไปสิบหรือสิบห้าฟุต ทั้งที่จริงๆ แล้วเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก ทำให้คนเดินถนนอาจประมาทและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

\"รถยนต์ไฟฟ้า\" เสียงเงียบอาจก่อปัญหา อังกฤษพบแนวโน้มชนคนมากกว่ารถสันดาป

ศาสตราจารย์ฟิล เอ็ดเวิร์ดส์ นักวิจัยหลักและเป็นศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและสถิติ จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีต่อคนเดินถนน ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน เขาระบุว่า “รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อคนเดินถนน เนื่องจากมีโอกาสได้ยินเสียงน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือดีเซล

“หากคุณกำลังจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า จำไว้ว่ามันเป็นยานพาหนะประเภทใหม่ พวกมันเงียบกว่ารถยนต์รุ่นเก่ามาก และคนเดินถนนทั่วไปมักเดินทางไปตามถนนโดยการฟังเสียงการจราจร ผู้ขับขี่ยานพาหนะเหล่านี้จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

จากการศึกษาข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนในอังกฤษตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุด การวิเคราะห์ประกอบด้วยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน 916,713 ราย พบว่าร้อยละ 13 เป็นคนเดินเท้า โดยประมาณ 1 ใน 4 ของการเสียชีวิตของคนเดินถนน เกิดจากการถูกรถที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ชน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน

นักวิจัยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแผนที่จะยกเลิกการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในอนาคตอันใกล้ มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงการปรับปรุงระบบเตือนเสียงในรถยนต์ไฟฟ้า และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา Gizmod
Source : Spring News

กยท. เปิดตัวยางล้อ  “Greenergy Tyre”  ประสบผลสำเร็จ ยอดสั่งทะลุ 20,000 เส้น  เตรียมขยายการผลิตเพิ่ม ครอบคลุมการใช้งานรถทุกประเภท เผยจุดเด่น คุณภาพสูงได้มาตรฐาน ราคาถูก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบย้อนกลับตามกฎเหล็กEUDR  ได้ทุกเส้น  มั่นใจช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และสร้างเสถียรภาพยางพาราอย่างยั่งยืนได้

ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจาก กยท.ได้เปิดตัวยางล้อยี่ห้อ “Greenergy Tyre” ภายใต้แนวคิดขับเคลื่อนทุกชีวิตสู่ความยั่งยืน อย่างเป็นทางการไป

เมื่อเร็วๆ นี้ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ยอดการผลิตในล็อตแรกจำนวน 20,000 เส้น ซึ่งเป็นยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกขนาดเล็ก(ปิคอัพ)และรถตู้ ถูกสั่งจองจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนครบเต็มจำนวน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นไลน์ผลิตในล็อตต่อๆ ไป โดย กยท.วางแผนที่จะผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์ประเภทต่างๆ ทั้งหมด 8 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบัส รถเพื่อการเกษตร  รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (ออฟโรด) รถจักรยานยนต์ เป็นต้น 

ทั้งนี้ ในการผลิตยางล้อ “Greenergy Tyre”  กยท.ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตได้มาตรฐานสากล ผ่านการทดสอบทุกขั้นตอน ทั้งการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม มีความนุ่มนวล มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า  50,000 กิโลเมตร

และยังให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิต

  • ยางล้อทุกเส้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งวัตถุดิบยางได้ว่ามาจากสวนยางพาราที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่า
  • รวมทั้งจะต้องมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม
  • สอดรับกับกฎระเบียบ EU Deforestation-free Products Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้  

นอกจากนี้ กยท.ยังวางเป้าหมายที่ยกระดับคุณภาพสวนยางให้ตรงตามมาตรฐาน GAP และกระบวนการผลิตยางให้ได้มาตรฐาน GMP อีกด้วย

    “จุดเด่นของยางล้อ  Greenergy Tyre นอกจากเป็นยางที่ได้มาตรฐานสากล และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีราคาถูกกว่ายางล้อทั่วไป  ทั้งยังเป็นยางล้อที่ใช้ยางธรรมชาติจากสวนยางของเกษตรกรมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากกว่ายางล้อทั่วไปถึง 20%  ซึ่งจะมีส่วนทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ” ประธานบอร์ด กยท.กล่าว

    ยางล้อ “Greenergy Tyre” ยอดทะลุเป้า! กยท. สั่งเพิ่มผลิต อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า การผลิตยางล้อ Greenergy Tyre ของ กยท. เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล  ซึ่งอุตสาหกรรมยางล้อของไทยมีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี  ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าผลิตยางล้อได้มาตรฐาน คุณภาพสูง  ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตยางล้อรายใหญ่ ส่งออกกว่า10-20 ล้านเส้นต่อปี  ผนวกกับการที่ EU จะบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ในปลายปีนี้ 

    จะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยางล้อรวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ยางจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางที่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางได้
     ผู้ว่าการ กยท.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัตถุดิบยางที่นำมาผลิตยางล้อ  Greenergy Tyre นั้น รับซื้อจากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน โดยซื้อ-ขาย ผ่านตลาดกลางยางพารา ของ กยท.  เพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปเป็นยางแท่ง STR และส่งต่อไปยังโรงงานผลิต ซึ่งขณะนี้มีวัตถุดิบที่พร้อมนำไปผลิตยางล้อมากกว่า 4 ล้านตัน  

    นอกจากจะขายให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการใช้ยางราคาประหยัดและมีคุณภาพได้มาตรฐานสากลแล้ว  

    ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีนโยบายให้ใช้ในหน่วยงานราชการ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค อีกด้วย ซึ่งรถยนต์แต่ละคันจะต้องเปลี่ยนยางใหม่ทุกๆ 2-3 ปี ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงมีความต้องการใช้ยางล้ออย่างต่อเนื่อง

     “กยท.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล  ในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ  ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินโครงการต่างๆ หลายโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ  โครงการสนับสนุนและส่งเสริมสถาบันเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางใช้ในภาครัฐ โครงการทำถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา  เป็นต้น  ครั้งนี้ 
    การดำเนินโครงการผลิตยางล้อ Greenergy Tyre จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยให้ราคายางไทยเกิดเสถียรภาพอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    300 ครัวเรือนบนเกาะหมากน้อย จังหวัดพังงา จะมีไฟฟ้าใช้และจ่ายค่าไฟถูกลงจากโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และโครงข่ายสายส่งขนาดเล็กภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงพลังงานผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 

    เกาะหมากน้อย ขนาดพื้นที่รวม 9,500 ไร่ เป็นเกาะที่อยู่ในเขตจังหวัดพังงาแต่อยู่ไม่ไกลจากท่าเรือแหลมสัก จังหวัดกระบี่ เดินทางด้วยเรือเพียงประมาณ 20 นาที  แต่ชุมชนบนเกาะที่มีอยู่ กว่า 358 ครัวเรือน มีไฟฟ้าใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพียง 30 ครัวเรือน อย่างไรก็ตามด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานผ่านกลไกของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในปีงบประมาณ 2565และ2566 จะทำให้ชุมชนบนเกาะแห่งนี้ครอบคลุม 300 ครัวเรือน พร้อมด้วย โรงเรียนและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน  จะมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมงและจ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือนถูกลง


    ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เมื่อปี 2546 สำหรับโรงเรียนเกาะหมากน้อย ซึ่งปัจจุบันชำรุดและเลิกใช้งานแล้ว

    ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ของโรงเรียนเกาะหมากน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2561 ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้งานได้

    ในอดีตเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เข้ามาสนับสนุนให้โรงเรียนเกาะหมากน้อย มีไฟฟ้าใช้ด้วยระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์แล้ว แต่ชุดอุปกรณ์ติดตั้งดังกล่าวมีความชำรุดและต้องหยุดใช้งาน จนในปี 2561 กระทรวงพลังงานผ่านกลไกสนับสนุนของกองทุนฯ ได้อนุมัติให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์  ระบบอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ชุดใหม่ ที่ยังมีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน  และเมื่อปี 2564 ชุมชนเกาะหมากน้อย ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนอีก 21 ล้านบาท สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ Solar Floating กำลังผลิตติดตั้ง 200 กิโลวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่ลิเทียมขนาดความจุ 300 กิโลวัตต์ชั่วโมง และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าระยะทาง 2.2 กิโลเมตร ซึ่งช่วยให้ครัวเรือน จำนวน 30 ครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ตลอด 24 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเฉลี่ย 600-1000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน จากช่วงก่อนหน้าที่จะมีการติดตั้งโครงการดังกล่าว  ชาวบ้านจะมีไฟฟ้าใช้ เฉพาะช่วง 18.30-22.30 น. ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 800 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน 


    ปลัดกระทรวงพลังงานถ่ายรูปร่วมกับตัวแทนชุมชนเกาะหมากน้อยและคณะสื่อมวลชน

    โดยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ  สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะซึ่งประกอบด้วย นายเพทาย หมุดธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  พลังงานจังหวัดพังงา พลังงานจังหวัดกระบี่ และสื่อมวลชนสายพลังงาน เยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ของเกาะหมากน้อย ตำบลเกาะปันหยี จังหวัดพังงา ที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะหมากน้อย ให้การต้อนรับ  


    ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระหว่างเยี่ยมชมโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบโซลาร์เซลล์ที่โรงเรียนเกาะหมกน้อย

    ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน (ที่สองจากขวา) และ เพทาย หมุดธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน มอบพัดลมไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะหมากน้อย

    นายประเสริฐ  กล่าวภายหลังการเยี่ยมชมโครงการว่า ปัจจุบันบนเกาะหมากน้อยมีการผลิตไฟฟ้าจาก 3 แหล่ง คือ 1. ระบบMicro-Grid ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ (Solar Floating) ที่สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ปีงบประมาณ 2564 ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว  2. ระบบโซลาร์โฮม ที่ชุมชนลงทุนติดตั้งเอง และระบบโซลาร์โฮมแบบเติมเงินที่เอกชนลงทุนผ่านกลุ่มบริหารจัดการโดยชุมชนนำร่อง 10 ครัวเรือน 3. ระบบผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟฟ้าน้ำมันดีเซลของเอกชน ซึ่งระบบนี้มีเวลาบริการจำกัดเพียง 4 ชั่วโมงต่อวัน ระหว่าง 18.30 – 22.30 น. ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ และไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่สาธารณะและถนน ทำให้ไม่มีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตเท่าที่ควร ในขณะที่ยังมีหน่วยงานส่วนราชการบนเกาะที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ด้วย


    ระบบMicro-Grid ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ (Solar Floating) ที่สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ปีงบประมาณ 2564.

    ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมีแนวทางที่จะขยายผลด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบนเกาะหมากน้อย ให้ 300 ครัวเรือนบนเกาะ รวมทั้ง โรงเรียน โรงพยาบาลส่วนตำบล ได้มีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง 

    โดยในเฟสที่สองได้ดำเนินการของบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติม ภายใต้งบประมาณปี 2565  เพื่อเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งอีก  100 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ลิเทียม ขนาดความจุ 200 กิโลวัตต์ชั่วโมง โครงข่ายสายส่งขนาดเล็ก ระยะทาง 4.2 กิโลเมตร ที่จะจ่ายไฟฟ้าครอบคลุม เพิ่มเป็น 200 ครัวเรือน ปัจจุบันส่วนนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ  เนื่องจากอยู่ระหว่างการขอขยายเวลาก่อหนี้ผูกพัน 

    ส่วนแนวทางการดำเนินการเฟสสาม ได้ของบจากกองทุนฯปี 2566 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตอีก 50 กิโลวัตต์  แบตเตอรี่อีก 300 กิโลวัตต์ชั่วโมง  ระบบสายส่งขนาดเล็กระยะทาง 0.8 กิโลเมตร  ครอบคลุม 300 ครัวเรือน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการ

    ทั้งนี้การจะให้ทั้ง 358 ครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ทั้งหมดจะต้องดำเนินการรวม 4 เฟส โดยจะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าให้ได้ขนาดกำลังผลิตรวม 400 กิโลวัตต์  แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดรวม 1,200 กิโลวัตต์ชั่วโมงและสายส่งรวมทั้งสิ้น 9.5 กิโลเมตร 


    ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระหว่างตรวจความดันที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน พร้อมรับฟังประเด็นปัญหาความจำเป็นที่โรงพยายาลต้องมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24ชั่วโมง รองรับอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยบนเกาะ

    ในภาพรวมระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน นั้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนเกาะหมากน้อยให้ดีขึ้น โดยในส่วนของโรงเรียน ที่จะมีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับสื่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน  ก็มีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการรักษาคนในชุมชนที่ต้องการไฟฟ้าตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง  อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์นั้นจำเป็นต้องมีการใช้งานและบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญที่คนในชุมชนจะต้องได้รับการฝึกอบรมด้วยความช่วยเหลือจากพลังงานจังหวัดพังงา ที่จะต้องช่วยเป็นพี่เลี้ยง  ซึ่งผู้นำชุมชนเกาะหมากน้อย สะท้อนความคิดเห็นว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เชลล์ที่ชุมชนได้รับการช่วยเหลือจากกระทรวงพลังงานในครั้งนี้นั้น ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชน ที่จะต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัว จากที่คุ้นเคยกับระบบเครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมัน มายาวนาน

    Source : Energy News Center