ปี 2020 โลกมีก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอยู่ที่ 37 GtCO2 หรือ 37,000 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า โดย GHG มาจากก๊าซ 3 ประเภทหลัก

บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด
บทความโดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด

ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 75% มีเทน (CH4) 16% และร้อยละ 6 จากไนตรัสออกไซด์ (N2O) แม้ว่า CH4 กับ N2O ปล่อยน้อยกว่า CO2 ก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่า CO2 หลายเท่าตัว  CH4 ทำให้เกิด GHG 25 เท่า และ N2O 300 เท่า

ภาคเกษตรกรรมปล่อย GHG ร้อยละ 20 หรือเท่ากับ  7,400 ล้านตันคาร์บอน เป็นอันดับสามรองจากอุตสาหกรรม สัดส่วน 29% (น้ำมัน&ก๊าซ เหล็ก ซิเมนต์ เคมี อุตสาหกรรมอื่น) และการทำไฟฟ้าสัดส่วน 29% (ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน)  

สำหรับภาคเกษตรนั้น ปศุสัตว์และพืชทำให้เกิด GHG มากสุด โดยปศุสัตว์ปล่อย CH4 14.5% ของ GHG (วัว 1 ตัวปล่อย 220 ปอนด์ต่อปี) (Wikipedia) แต่ Breakthrough Institute ในรายงาน “Livestock Don’t Contribute 14.5% of Global GHG Emission)” เมื่อ MAR 20, 2023 บอกว่าปศุสัตว์ปล่อย CH4 มากถึง 11-19.6%  และปล่อยไนตรัสออกไซด์ (N2O) 6% ของ GHG ในจำนวนพืชทั้งหมด

การทำข้าวปล่อย CH4 มากสุดสัดส่วน 1.5% ของ GHG (Innovation in Reducing Methane Emissions from the Food Sector : Side of Rice, hold the methane, Julia Kurnik, 12 April 2022)

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

“เวียดนาม” เป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียนที่ปล่อย GHG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเวียดนามปล่อย GHG เพิ่มจาก 220 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี 2019 เพิ่มเป็น 454.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์  และภายใต้การพัฒนาประเทศของเวียดนามปี 2021-2030 ตาม National Climate Change Policy  โดยมีเป้าหมายลด Net Zero ในปี 2050 เหตุผลหนึ่งมาจาก FDI ที่เข้าไปในเวียดนามมาก รวมไปถึงการมี FTA กับยุโรปตามแผน Europe Green Deal

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

หนึ่งในกิจกรรมเศรษฐกิจที่เวียดนามต้องการลด GHG คือ “การปลูกข้าว” เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าว 47 ล้านไร่ มีผลผลิตข้าวเปลือกปีละ 42 ล้านตัน ผลิตข้าวสารได้ 30 ล้านตัน (2022)  ปล่อย GHG 44 ล้านตันคาร์บอน คิดเป็น 10% ของ GHG รวม

พื้นที่ปลูกข้าวของเวียดนาม 90% เป็นน้ำชลประทาน (“GHG mitigation potential in Vietnam’s rice sector through outscaling of water-saving technigue”, IRRI) ทำให้ข้าวเวียดนามในน้ำชลประทานจึงเป็นแหล่งที่มาจาก CH4 สอดคล้องกับ Ronald L. Sass (Department of Ecology and Evolutionary Biology, Rice University พบว่า CH4 ปล่อยมาจากการทำนาข้าวชลประทาน “irrigated rice ≥ continuously flooded rice > flood prone rainfed rice ≥ deepwater rice > drought prone rainfed rice > tidal rice”

ส่องแผนเวียดนาม “ศูนย์กลาง” อาเซียน ข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร

ปี 2030 เวียดนามมีเป้าหมายลด GHG ในนาข้าวให้ต่ำกว่า 30 ล้านตันคาร์บอน ตามแผนปฎิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contribution  :NDC) โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 1.7 ล้านเฮกตาร์ หรือ 10.7 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นรัฐบาลสนับสนุน 1.2 ล้านเฮกตาร์ และต่างประเทศสนับสนุน 5 แสนเฮกตาร์ ทำให้ในปี 2030 เวียดนามจะสามารถลด GHG ของข้าวลงไป 6.5 ล้านตันคาร์บอน

รัฐบาลเวียดนามผลักดันข้าวคาร์บอนต่ำด้วยเหตุผล 2 เรื่องคือ ตอบโจทย์โลกร้อน และปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวตามกระแสโลก โดยมีกิจกรรมคือ 1.นโยบายข้าวคาร์บอนต่ำชัดเจน ทั้งระดับชาติและแผน NDC  (ไทย อินโดนีเซีย ไม่ได้ระบุเรื่องข้าวในแผน NDC)

2.ขับเคลี่อน 4 ฝ่าย โดยทำงานระหว่าง รัฐ เอกชน วิชาการ และชาวนา เช่น บริษัท Loc Troi group สำนักงานอยู่ในโฮจิมินห์เข้ามาทำฟางข้าวเป็นปุ๋ยออร์แกนิค ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ไปแทนปุ๋ยเคมีให้ข้าวมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น บริษัท My Lan Group ที่อยู่ในจังหวัด Tra Vinh จัดทำระบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับข้าว ทำให้สามารถลดปุ๋ยไป 40 – 60% เพิ่มผลผลิต 10% และลด GHG ได้ 60%

3.พัฒนา “Alternative Wet and Dry (AWD)” นาข้าวลด GHG ได้ 40%  4. “Rice-Shrimp Model” เพื่อเลี้ยงกุ้งก่อนปลูกข้าว หลังจากนั้นปลูกข้าวในหน้าฝน วิธีนี้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี (ช่วยลด GHG) เพราะขี้กุ้งเป็นปุ๋ยแทน 5.พัฒนาพันธุ์ข้าวโลกร้อน เช่น พันธุ์ข้าวทนน้ำเค็ม (Salt-Tolerant Rice Varieties : STRVs) ได้แก่พันธุ์  Lua Soi, Mot Bui Hong, and Nang Quot Bien (Rice Breeding in Vietnam : Retrospects, Challenges and Prospects, Tran Dang Khan และทีม, 2021) และพันธุ์ OM576, OM 4900, OM5629, OM6377 เป็นต้น (Salt-tolerant rice variety adoption in the Mekong River Delta, SongYi Paik, July 9, 2019)

Source : ฐานเศรษฐกิจ

รู้จักแผนที่อัจฉริยะรักษ์โลกจากบริษัทสัญชาติสกอตแลนด์ Space Intelligence ที่ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประมวลผลออกมา เพื่อใช้สอดส่องผืนป่า และถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์หลายชนิด

บริษัทสัญชาติสกอตแลนด์ ‘Space Intelligence’ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ โดยจุดประสงค์ของการตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาคือ ต้องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มนุษยชาติในยุคปัจจุบันมี เพื่อปกป้องผืนป่าสีเขียวของโลก และชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ให้อยู่รอดจากภัยคุกคาม

โดยบริษัท Space Intelligence ยึดหลัก 3 ข้อในการดำเนินงานของบริษัท

1. Science First

บริษัทจะให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ และสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เป็นอันดับแรก ดังนั้นทำให้ทุกแผนงานของบริษัทได้รับการเชื่อมั่นจากบุคคลภายนอกว่า ‘ถูกต้องตามข้อเท็จจริง’

2. Innovation

บริษัทเชื่อว่าเมื่อโลกไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ปุถุชนก็ไม่ควรหยุดนิ่งเช่นเดียวกัน บริษัทใช้เทคโนโลยีด้านอวกาศ และความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลออกมาให้มีความแม่นยำที่สุด

3. Equality

นอกเหนือจากวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไม่แบ่งแยกมนุษย์ด้วยปัจจัยทั้งปวง บริษัทยังให้ความสำคัญผลกระทบในธรรมชาติที่คนท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ อาจได้รับอีกด้วย

Space Intelligence เป็นบริษัทที่ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม ผสมรวมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เรียนรู้และประมวลผลระบบนิเวศของผืนป่า จากนั้นจะสร้างออกมาเป็นแผนที่โดยละเอียดเชิงลึกของพื้นที่ป่าห่างไกล เพื่อใช้ศึกษาสภาพแวดล้อมของผืนป่า และถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์

เมื่อได้แผนที่จากการประมวลของ AI มาแล้ว บริษัท Space Intelligence ก็จะใช้ข้อมูลที่มีในการติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อมของป่า การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนมีคนคอยมอนิเตอร์ผืนป่าไว้อยู่ตลอดเวลา โดยสามารถวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละจุดของป่า เพื่อสันนิษฐานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเช่น การตัดไม้ หรือไฟป่า

สำรวจผืนป่าด้วยแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียมและ AI Cr. Space Intelligence
สำรวจผืนป่าด้วยแผนที่จากภาพถ่ายดาวเทียมและ AI Cr. Space Intelligence

ทำให้แผนที่จาก Space Intelligence สามารถช่วยลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าลงได้ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย และหากเทคโนโลยีถูกเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง บุคคลที่ต้องการเข้าไปลุกล้ำพื้นที่ป่าอาจเกิดความหวั่นเกรงต่อความผิดมากยิ่งขึ้น

แผนที่ดังกล่าวยังสามารถช่วยให้เราได้ศึกษาแหล่งที่อยู่ของสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ลิงอุรังอุตัง ซึ่งนับว่าเป็นสัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์สูง

นอกจากนี้ แผนที่ของ Space Intelligence ยังสามารถช่วยให้เจ้าของที่ดินแห่งนั้น (ผืนป่า) ช่วยคิดหาวิธีป้องกันสภาวะฉุกเฉินจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือเบื้องต้น หรือในระดับนโยบาย ซึ่งทางบริษัทมองว่าทางหน่วยงานภาครัฐยังขาดข้อมูลที่ต้องและอัพเดตอยู่ในขณะนี้

ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ ผู้ก่อตั้งของ Space Intelligence กล่าวว่า ในช่วงต้นปีทางบริษัทได้มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติ Gunung Leuser ที่ประเทศอินโดนีเซีย และได้เห็นวิถีชีวิตของลิงอุรังอุตัง ยิ่งตอกย้ำให้เขาและบริษัทได้เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เราต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ประชากรอุรังอุตัง (ทุกสายพันธ์) มีอยู่ 104,000 ตัว Cr. Unsplash

“เราต้องอาศัยความได้เปรียบจากเทคโนโลยีอวกาศที่เรามี เพื่อรับมือกับวิกฤตของสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้มากที่สุด” ดร.มอร์เลย์ คอลลินส์ กล่าว

ช่วงก่อนหน้านี้ บริษัท Space Intelligence ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 30.3 ล้านปอนด์จากรัฐบาลของสหราชอาณาจักร และ 2.2 ล้านปอนด์ จากรัฐบาลสกอตแลนด์ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เทคโนโลยีชิ้นนี้ สามารถผลิดอกออกผลและสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผืนป่าให้ได้มากที่สุด

รัฐมนตรีกระทรวงกระทรวงการต่างประเทศของสกอตแลนด์ มัลคอล์ม ออฟฟอร์ด กล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องดี ๆ ที่ได้เห็นบริษัทสัญชาติสกอตแลนด์กลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของแวดวงการดูแลปกป้องผืนป่าห่างไกล และสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วย”

ปัจจุบัน แผนที่ของ Space Intelligence กินพื้นที่กว่า 1 พันล้านเฮกเตอร์ ครอบคลุมกว่า 33 ประเทศทั่วโลก ไม่แน่ใจว่าหากเทคโนโลยีชิ้นนี้สามารถนำปรับใช้กับผืนป่าของประเทศไทย ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น อุทยานแห่งชาติสามารถใช้เครื่องมืดชนิดนี้ในการติดตามเฝ้าระวัง คงช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้มากพอสมควร

ที่มา: Independent

        SpaceIntelligence

Source : Spring News

กรมการขนส่งทางบก เผยการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 100% ที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนม.ค. – ก.ย. 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน อันดับ 1 BYD Atto3 เข้าจดทะเบียนตั้งแต่ต้นปี รวม 15,924 คัน  สนนราคาเริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

นาทีนี้ปฎิเสธไม่ได้ว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้าดูจะมาแรงเป็นพิเศษ จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง ล่าสุดบอร์ดอีวีชุดใหม่ อนุมัติมาตรการ EV 3.5 โดยรัฐจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามประเภทของรถ และขนาดของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังได้ให้ความสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นฮับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EICฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ฐิตา เภกานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตลาด EV โลก หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายเละยอดผลิตรถ EV ทั่วโลกในช่วงระหว่างปี 2022 – 2030 จะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% และ 33% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจาก 

1.นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ไทย บราซิล และอินเดีย ที่ต่างมุ่งส่งเสริมการใช้งานและการลงทุนในอุตสาหกรรม EV 

2. การเปิดรับจากฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะหลังเผชิญราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ EV ก็ทยอยลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าในระยะยาวจะต่ำกว่ารถสันดาปจากค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา และ 

3.การรุกตลาดของค่ายรถยนต์จีนที่ทำให้ตัวเลือกในตลาดรถยนต์ EV มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านรูปลักษณ์ ฟังก์ชันการใช้งาน และระดับราคา

ทั้งนี้ ผู้ผลิตยานยนต์สันดาปจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยปรับตัวให้สอดรับกับกระแสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป SCB EIC ได้ศึกษาแผนการลงทุนของบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกและพบว่า ค่ายรถจากฝั่งตะวันตก อาทิ BMW Mercedes-Benz และ Volkswagen มีการเปลี่ยนผ่านที่เท่าทันกับกระแส EV ทั้งในด้านการเพิ่มความหลากหลายของโมเดลรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาแบตเตอรี่ EV ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่เจ้าตลาดเดิมจากฝั่งตะวันออก เช่น Toyota Honda และ Nissan กลับมีแนวทางการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

โดยคาดว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ทั่วโลกจะทวีความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่ปรับตัวได้ช้าจะเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนแบ่งทางตลาด ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลือกในตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ได้ประเมินว่า ทุก ๆ 1 แสนคันของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ภายในประเทศจะทำให้ GDP ไทย เติบโตขึ้นราว 0.2% นัยต่อเศรษฐกิจไทยจากการก้าวไปเป็น Regional EV hub ไม่เพียงแต่จะมาจากภาคการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงกับมูลค่าเพิ่มจากภาคธุรกิจที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม EV ที่กำลังทยอยเกิดขึ้นอย่างครบวงจรภายในประเทศอีกด้วย ทั้งอุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนบางประเภท ซึ่งเดิมเป็น Supplier ให้กับผู้ผลิตรถสันดาป

อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้าก็นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์บางกลุ่มแม้ว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์บางกลุ่มมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มความต้องการที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบส่งกำลังและเชื้อเพลิง โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปรับลดลง 3.8 พันล้านบาท หรือราว 10% จากปี 2022 หากรถ EV สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 15% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกภายในปี 2025

สำหรับ ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คือ การเร่งพัฒนาระบบนิเวศน์ยานยนต์ไฟฟ้า และการส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวได้สอดรับกับความต้องการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยประเมินว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ 

1.การสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศน์ EV ให้เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างครบวงจร เพื่อลดการนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเป็นหลัก และ 

2.การส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและมีความพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาด EV อาทิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า ยางล้อ และชุดสายไฟ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรมีแนวทางการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ อาทิ ชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV คาดว่าจะเกิดขึ้นช้ากว่า รวมถึงการเจาะตลาดอะไหล่ (REM) ซึ่งอุปสงค์ยังเติบโตได้ตามอายุการใช้งานรถยนต์ที่ยาวนานขึ้นในหลายประเทศ

ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สำรวจข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก กรณีการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการเข้ามาจดทะเบียนป้ายขาวครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 66 โดย 10 อันดับยอดจดทะเบียนสูงสุด รวมทั้งสิ้น 46,496 คัน

อันดับ 1  BYD Atto3  รวม 15,924 คัน  

เริ่มต้น 1.09 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 1,040 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 2,068 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 2,434 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 1,743 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 2,025 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 1,857 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,377 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,770 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,610 คัน

BYD Atto3
BYD Atto3

อันดับ 2  NETA V  รวม 9,294 คัน

เริ่มต้น 5.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 555 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1,254 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 693 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 564 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 686 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 2,203 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 1,234 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 1,251 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 854 คัน

NETA V
NETA V

อันดับ 3  Tesla Model Y รวม  4,753 คัน

เริ่มต้น 1.69 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 25 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 534 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 1,034 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 391 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 840 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 814 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 201 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 664 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 250 คัน

Tesla Model Y
Tesla Model Y

อันดับ 4  ORA Good Cat รวม 4,362 คัน

เริ่มต้น 8.28 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 494 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 282 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 214 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 92 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 430 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 959 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 643 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 598 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 650 คัน

ORA Good Cat
ORA Good Cat

อันดับ 5 MG EP รวม  3,110 คัน

เริ่มต้น 9.98 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 356 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 306 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 275 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 346 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 348 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 384 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 513 คัน

MG EP
MG EP

อันดับ 6 MG 4 Electric รวม 2,860 คัน

เริ่มต้น 8.69 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 107 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 318 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 447 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 271 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 407 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 298 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 292 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 340 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 380 คัน

MG 4 Electric
MG 4 Electric

อันดับ 7  BYD Dolphin รวม  2,103 คัน

เริ่มต้น 6.99 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 1 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน – คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 481 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 1,621 คัน

BYD Dolphin
BYD Dolphin

อันดับ 8  Tesla Model 3 รวม 1,843 คัน

เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 7 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 175 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 488 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 143 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 232 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 411 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 71 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 191 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 125 คัน

Tesla Model 3
Tesla Model 3

อันดับ 9  MG ZS EV รวม 1,389 คัน

เริ่มต้น 9.49 แสนบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 372 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 241 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 155 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 105 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 145 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 107 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 86 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 82 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 96 คัน

MG ZS EV
MG ZS EV

อันดับ 10  Volvo XC40 EV รวม 858 คัน

เริ่มต้น 1.99 ล้านบาท

  • ม.ค. มียอดจดทะเบียน 78 คัน 
  • ก.พ. มียอดจดทะเบียน 76 คัน 
  • มี.ค. มียอดจดทะเบียน 121 คัน 
  • เม.ย. มียอดจดทะเบียน 66 คัน 
  • พ.ค. มียอดจดทะเบียน 98 คัน 
  • มิ.ย. มียอดจดทะเบียน 121 คัน
  • ก.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน
  • ส.ค. มียอดจดทะเบียน 99 คัน 
  • ก.ย. มียอดจดทะเบียน 100 คัน

Volvo XC40 EV

Volvo XC40 EV

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ดีป้า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมให้เกิดสมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างฉลาด เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเมืองที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เกิดการกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมไปสู่เมืองต่าง ๆ ไม่ให้มากระจุกตัวเพียงแต่กรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ซึ่งจะนำพาไปสู่ความเท่าเทียมกันของพลเมืองในการพัฒนาเมืองทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล และด้านอื่น ๆ ให้เท่าเทียมกับเมืองใหญ่

โดยได้ตั้งเป้าหมายให้เมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ยกระดับการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ที่ประชาการมีการใช้ชีวิตที่ดี ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเมืองที่เข้าข่ายนี้จะมีประมาณ 2.2 พันเมือง อยู่ในระดับเทศบาลตำบลขึ้นไป และเมืองใหม่ที่จะต้องมีประชาชนเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1 พันคนต่อวัน เช่น วังจันทน์วัลเลย์ ของ ปตท. บริเวณเหมืองแม่เมาะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริเวณโดยรอบ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

“ดีป้า"ส่งนวัตกรรมปั้น36"สมาร์ทซิตี้"    สู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะ 105 แห่ง

ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ตั้งเป้าให้เกิดสมาร์ทซิตี้ให้ได้ 105 เมือง ภายในปี 2570 โดยในปัจจุบันได้มีเมืองที่มียื่นขอส่งเสริมแล้วจำนวน 144 เมือง ซึ่งดีป้าจะเข้าไปบ่มเพาะเพื่อให้มีความพร้องในการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ และมีเมืองที่ผ่านการอนุมัติในการพัฒนาไปสู่สมาร์ทซิตี้แล้ว 36 เมือง ใน 25 จังหวัด ซึ่งแต่ละเมืองจะมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาในสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะได้จากการเป็นสมาร์ทซิตี้ ก็คือ การได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของเมือง ที่ภาครัฐ และเอกชน สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาแก้ไขปัญหาของเมืองได้อย่างตรงจุด เกิดพัฒนาการให้บริการแบบใหม่ หรือเกิดธุรกิจใหม่ ๆ รวมทั้งสตาร์ทอัพได้อีกมากมายในอนาคต โดยสตาร์ทอัพที่สามารถนำโมเดลความสำเร็จจากการทำธุรกิจในไทยในต่อยอดขยายธุรกิจในทุกประเทศอาเซียนได้ เพราะมีสิ่งแวดล้อมการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ สมาร์ทซิตี้ ต้องมีการพัฒนาใน 7 ด้าน คือ 1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการบริหารจัดการ และติดตามเฝ้าระวัง สิ่งแวดล้อม

2. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นเพิ่มความสะดวก ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

3. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ เป็นเมืองที่มุ่งเน้นให้บริการที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิต เช่น การส่งเสริมให้เกิดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการดำรงชีวิตที่เหมาะสม

 4. พลเมืองอัจฉริยะ หรือเป็นเมืองที่มุ่งเน้นพัฒนาพลเมืองให้มีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต

 5. พลังงานอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเมือง หรือใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาด

 6. เศรษฐกิจอัจฉริยะ ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมโยงและความร่วมมือทางธุรกิจ และประยุกต์ใช้นวัตกรรม ในการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจ และ7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะพัฒนาระบบบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐสะดวก รวดเร็ว เพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน

“โดยแนวทางทั้ง 7 ด้านนี้ ดีป้า ได้กำหนดให้ทุกเมืองสมาร์ทซิตี้ จะต้องเป็นเมืองอัจฉริยะด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนที่เหลืออีก 6 ด้าน แต่ละเมืองจะเลือกพัฒนาให้ตอบโจทย์ของปัญหา และเป้าหมายของแต่ละเมือง และทั้ง 7 ด้านนี้จะช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลภาวะต่าง ๆ ในทุกกิจกรรมการทำงาน ดังนั้นหากส่งเสริมให้เมืองที่มีประชากรมากกว่า 1 หมื่นคน ที่มีกว่า 2.2 พันเมืองไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ได้ ก็จะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และด้านสิ่งแวดล้อมลงได้มาก”

สำหรับ เมืองที่ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น การสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาจากภาครัฐ การได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้กับภาคเอกชนที่เข้าไปลงทุนพัฒนาสมาร์ทซิตี้ 8 ปี หากอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( อีอีซี) จะได้รับเพิ่มอีก 5 ปี รวมเป็น 13 ปี และด้านอื่น ๆ เช่น การพัฒนาคนให้เข้ามารองรับเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น

โดยดีป้า ยังได้ร่วมกับ เอ็น.ซี.ซี. ในการจัดงาน “Thailand Smart City Expo 2023” ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ย.นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งได้รับความร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) จัดเวิร์คช้อปเพื่อยกระดับการพัฒนาพิธีมอบรางวัล The Smart City Solution Awards 2023 เพื่อเป็นการส่งเสริมผลงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในงานจะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับภาครัฐองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับเมืองของตนเพื่อต่อยอดในการพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เผยค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2567 พุ่งเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพิ่มขึ้นเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐานอีก 3.78 บาทต่อหน่วย และยังต้องใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อีก 95,777 ล้านบาท โดย กกพ. ได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าใน 3 กรณี แบ่งเป็นกรณีแรกคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด ส่งผลค่าไฟฟ้าแตะ 5.59 บาทต่อหน่วย, กรณีที่ 2 คืนหนี้ กฟผ. 3 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.93 บาทต่อหน่วย และกรณีที่ 3 คืนหนี้ กฟผ. 6 งวด ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย พร้อมนำรายละเอียดเปิดรับฟังความเห็นประชาชนระหว่าง 20-24 พ.ย. 2566 นี้

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 10 – 24 พ.ย. 2566 ก่อนจะสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการ และนำไปหารือกับภาครัฐเพื่อพิจารณาแนวทางกำหนดราคาค่าไฟฟ้าต่อไป

โดยที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ กกพ. เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 เห็นชอบผลการคำนวณประมาณการค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567  โดยค่า Ft เพิ่มเป็น 64.18 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าแทนประชาชน จนปัจจุบันมียอดหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืน กฟผ. อยู่ที่ 95,777 ล้านบาท ดังนั้น กกพ. จึงได้จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าแบ่งเป็น  3 กรณี เพื่อเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ได้แก่

กรณีที่ 1 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ทั้งหมด) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.ทั้งหมด 95,777 ล้านบาทในงวดเดียว ทำให้ค่า Ft รวมเป็น 216.42 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.95 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 1 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้คืน กฟผ.จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวดๆ ละจำนวน 31,926 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 114.93 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวด ม.ค.-เม.ย. 2567  เพิ่มขึ้นเป็น 4.93 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 3 (จ่ายคืนหนี้ กฟผ.ภายใน 2 ปี) แบ่งเป็นค่า Ft จำนวน 64.18 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายหนี้ กฟผ. จำนวน 95,777 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละจำนวน 15,963 ล้านบาท รวมเท่ากับค่า Ft จะอยู่ที่ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 4.68 บาทต่อหน่วย

นายคมกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังอยู่ระหว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 200-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือน เม.ย. 2567 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อมาชดเชยก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งหากมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้องนำเข้า LNG เพิ่มมากขึ้นอีกตามไปด้วย

นอกจากนี้สถานการณ์สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อประกอบกับสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันดิบดูไบ และราคา LNG มีความผันผวนสูงจึงมีความเสี่ยงที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2566 และ ม.ค. – เม.ย. 2567 จะเปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการ

อย่างไรก็ตาม กกพ. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม มีความมั่นคง และเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆที่อาจเปลี่ยนแปลงไป  นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการนำเข้า LNG และลดความผันผวนของราคาพลังงาน

Source : Energy News Center