ปศุสัตว์และข้าว เป็นกิจกรรมการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) มากสุด (ปศุสัตว์ปล่อยมีเทนและไนตรัสออกไซด์ ข้าวปล่อยมีเทน) งานวิจัยบางงานบอกว่าปศุสัตว์ปล่อย GHG มากกว่า (Source of GHG, EPA) บางงานวิจัยบอกว่าปล่อยใกล้เคียงกัน (Rdodium Group)

บทความ โดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด
บทความ โดย : รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด

ขณะที่บางงานวิจัยบอกว่าข้าวปล่อยมีเทนมากกว่าปศุสัตว์ (การลดการปลดปล่อยเรือนกระจก : กรณีก๊าซมีเทนจากนาข้าว เศวตฉัตร ศรีสุรัตน์, วารสารสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ)

สำหรับนโยบายข้าวคาร์บอนตํ่าระหว่างไทยกับเวียดนาม ได้ดูองค์ประกอบโดยรวม และวัดจากแผน การลดก๊าซเรือนกระจก (NDC) แล้ว พบว่า “เวียดนามทำเป็นเรื่องเป็นราวและระบุข้าวคาร์บอนตํ่าชัดเจนมากกว่าไทย” พูดง่าย ๆ เวียดนามแซงหน้าไทยเรื่องนี้

“เวียดนามมีการคำนวณการปล่อย GHG ข้าว และมีแผนผลิตข้าวคาร์บอนตํ่าปีละเท่าไร” ขณะนี้ทุกประเทศในโลกมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องลดการปล่อย GHG ส่วนใหญ่ในปี ค.ศ.2050 เวียดนามก็เช่นกัน มีการบรรจุ “ข้าว” อยู่ในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2050 เพราะเวียดนามรู้ดีว่า ข้าวที่ปลูกปล่อย GHG มากถึง 44.7 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า เวียดนามต้องการลดให้เหลือ หรือใกล้เคียง 30 ล้านตันคาร์บอนในปี 2030 ให้ได้ วิธีการคือผ่านโครงการจากรัฐบาลเวียดนามดำเนินการเอง และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศสนับสนุน

 ผมพยายามจะหาข้อมูลว่า ข้าวไทยปล่อย GHG เท่าไร ก็ยังหาไม่พบว่าข้าวปล่อยเท่าไร การที่ไทยไม่รู้ว่า ข้าวปล่อย GHG เท่าไร มีข้อเสีย 2 เรื่องใหญ่คือ 1.พลาดเป้าลด GHG ไทยจะไม่สามารถลด GHG ได้ตามเป้าหมาย NDC ที่ประกาศไปทั่วโลกในปี 2050 และ 2.ข้าวไทยจะสูญเสียศักยภาพการแข่งขัน เพราะในอนาคตอันใกล้ตลาดถามหา “ฉลากคาร์บอน (Carbon Footprint)” หรือปริมาณการมีเทนข้าวไทยที่ปล่อย

ตั้ง“ภาคีข้าวคาร์บอนต่ำ” กำหนดอนาคตข้าวไทย บนเวทีโลก

เมื่อประเทศไทยไม่ขยับ “ข้าวคาร์บอนตํ่า” เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเรื่องเป็นราว ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จึงเกิดองค์กรใหม่ข้าวขึ้น ชื่อว่า “ภาคีข้าวคาร์บอนตํ่า” คงมีการเปิดตัว อย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ ผมเป็น 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งภาคีฯ ปัจจุบันภาคีประกอบด้วย “สมาคมเกษตรปลอดภัย” “สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย” “สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย” และบริษัทอินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด ที่ผมเป็นที่ปรึกษาบริษัทอยู่ กำลังรอการตอบรับจากสมาคมโรงสี เพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายข้าวคาร์บอนตํ่าที่ครบวงจร ขณะนี้มีประธานภาคีฯ คือ นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ

สำหรับภารกิจสำคัญเพื่อข้าวของไทยในครั้งนี้คือ การผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนตํ่าให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่เฉพาะจากต้นนํ้า แต่เป็นทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตข้าวคาร์บอนตํ่า นั้นคือเป็นข้าวที่เกิดจากการผลิตข้าวคาร์บอนตํ่า ที่มาจาก 3 ส่วนผู้มีบทบาทสำคัญคือ ชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก เป้าหมายสุดท้ายของภาคีฯ คือ การมี “คู่มือข้าวคาร์บอนตํ่าของไทย เพื่อเป็นแนวทางปฎิบัติ”

พื้นที่นำร่องของข้าวคาร์บอนตํ่าอยู่ที่ อ.หนองหญ้าไส จ.สุพรรณบุรี องค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่ใช้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ การแกล้งข้าว หรือ ระบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่นานาประเทศส่วนใหญ่ใช้เพื่อลดมีเทน และ “นาสภาพไร่” ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ไม่ให้นํ้าขังในนาข้าว แต่จะรักษาอุณหภูมิและความชื้นของดินให้เหมาะสม วิธีการนี้นอกจากจะช่วยลดมีเทนแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้นํ้า ที่นํ้าทำการเกษตรในประเทศไทย หายากเต็มที่ เกษตรกรหรือชาวนาหลายรายปัจจุบันต้องซื้อนํ้าทำการเกษตร (นํ้า 1 คันรถ ขนาดเท่ารถขนนํ้ามัน ราคาขนนํ้า 1,000 บาท)

อนาคตข้าวไทยนอกจากปัญหาเดิม ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว กำลังเจอปัญหาโลกร้อน ที่ผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้วจะไม่ชื้อ ทั้งที่เป็นอาหารคน และอาหารสัตว์ (ใช้แกลบหรือรำข้าวในการเลี้ยงสัตว์ ที่มาจากข้าวที่ปล่อยมีเทน) ความสำเร็จตามเป้าหมายของภาคีฯ เป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่จะกำหนด “อนาคตข้าวไทย”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด (GML) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านระบบการขนส่งทางราง มุ่งสร้างเครือข่ายด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศ โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานกรรมการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และนายชาญศักดิ์ ชื่นชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และนายไกรยสิทธิ์ อินทรพาณิชย์ รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล มัลติโมดัล โลจิสติกส์ จำกัด เป็นผู้ลงนาม

นายไกรยสิทธิ์ อินทรพาณิชย์ เปิดเผยว่า GML ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เชื่อมโยงระบบเครือข่ายขนส่งของประเทศไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกจากประเทศไทย ปัจจุบัน GML ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการขนส่งสินค้าไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา เป็นต้น สำหรับความร่วมมือครั้งนี้  GML และ อ.ต.ก. จะนำศักยภาพของทั้ง 2 องค์กรมาสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ผ่านระบบขนส่งทางรางไปยังประเทศเป้าหมาย โดย GML จะบริหารจัดการระบบการขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และ อ.ต.ก. จะเป็นผู้จัดหาสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและกระจายสินค้าของประเทศไทยสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน สหพันธรัฐรัสเซีย รวมทั้งประเทศในกลุ่มยุโรป เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง

นายปณิธาน มีไชยโย เปิดเผยว่า จากความร่วมมือกันระหว่าง อ.ต.ก. และ GML ที่ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้น โดยจะดำเนินการส่งสินค้าเกษตรผ่านระบบการขนส่งทางรถไฟไทย-จีน ซึ่งสอดรับกับโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road (OBOR) หรือ แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมทางบกของจีน ที่ผลักดันการเชื่อมโยงและเส้นทางการค้าระหว่างประเทศสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก  สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขยายตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ ซึ่ง อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตร และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายดังกล่าว สร้างโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตให้แก่พี่น้องเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเส้นทางการค้าทางรถไฟจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน กล้วยไข่ มังคุด และ ส้มโอ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้า ไม่น้อยกว่า 20,000 ตัน/ปี  โดย อ.ต.ก. จะดำเนินการจัดส่งข้าวหอมมะลิ ลำไยสด ลำไยอบแห้ง นำร่องไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านการขนส่งทางราง

Source : Energy News Center

สถาบันการเงิน ยังคงเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าภาคธุรกิจสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ล่าสุด กสิกรไทย ลุยให้ความรู้ Decarbonize Now เจาะลึก 4 อุตสาหกรรมรวมกว่า 130 บริษัท และจะขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่านาทีนี้ภาคธุรกิจจำเป็นอย่างมากในการตื่นตัวเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพราะกฎเกณฑ์ทั่วโลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หากไม่ทำในอนาคตอาจส่งผลทำให้ธุรกิจของตนเองค้าขายกับต่างชาติได้ยาก โดยเฉพาะเรื่อง CBAM  หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาใน EU

นอกจากภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวเองสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แบงก์ต่างๆก็แบงก์หนุนลูกค้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างเช่น แบงก์กสิกรไทย ที่เดินเครื่องผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกเต็มกำลัง ปรับการดำเนินงานภายในองค์กรทุกภาคส่วน พร้อมส่งเสริมลูกค้าปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วยการสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้

ล่าสุดจัดงาน Decarbonize Now สัมมนาเชิงลึกให้กับลูกค้าธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมตลอดเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีความเสี่ยงจากมาตรการ CBAM โดยมีลูกค้าเข้าร่วมงานกว่า 130 บริษัท ซึ่งลูกค้าจะได้รับความรู้เจาะรายอุตสาหกรรมพร้อมเวิร์กชอปคำนวณคาร์บอน และมีเครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ทดลองใช้ หวังให้ลูกค้าสามารถวางแผนและดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจได้จริง เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนำไปสู่ธุรกิจสีเขียว ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้สำเร็จ โดยมีแผนจะขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าประกาศนโยบายและการดำเนินงานต่างๆ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามเป้าหมายประเทศไทย โดยเริ่มจากปรับการดำเนินงานภายในธนาคาร พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนลูกค้าให้เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวด้วยการสนับสนุนเงินทุนและองค์ความรู้ แต่ธุรกิจไทยมากกว่า 98% ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนมากนักทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาแล้ว เช่น การประกาศ Thailand Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มมีการนำมาใช้เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา

แบงก์หนุนภาคธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
แบงก์หนุนภาคธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่จะนำเข้าไปในอียู ทำให้การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Decarbonization เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องตระหนักรู้ถึงโอกาสและความเสี่ยงต่อธุรกิจ เพราะหากธุรกิจปรับตัวไม่ทันจะทําให้ต้นทุนในอนาคตสูงขึ้น ต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสินค้าและบริการสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน แต่หากปรับตัวได้ทันก็จะสามารถคว้าโอกาสไว้ได้

โดยการให้ความรู้กับลูกค้าธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีความเสี่ยงจากมาตรการ CBAM โดยมีลูกค้าเข้าร่วมงานกว่า 130 บริษัท ซึ่งลูกค้าจะได้รับความรู้เชิงลึกถึงแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมตามปัจจัยและเงื่อนไขเฉพาะของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีวิทยากรจากบริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ชำนาญการด้านก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะ มาให้ความรู้เชิงลึกที่ตอบโจทย์รายอุตสาหกรรม

รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอปคำนวณคาร์บอนของแต่ละธุรกิจ และวิธีลดคาร์บอน โดยมีเครื่องมือคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ทดลองใช้จริง ซึ่งหลังจบสัมมนาคาดว่าแต่ละบริษัทจะสามารถนำองค์ความรู้ไปคำนวณและวางแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บริษัทของตัวเอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนำไปสู่ธุรกิจสีเขียวได้จริง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและคว้าโอกาสธุรกิจในอนาคต

นายพิพิธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารมุ่งมั่นสนับสนุนลูกค้าให้ร่วมเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับเรา ในปีหน้าธนาคารมีแผนที่จะจัดสัมมนาเตรียมความพร้อมให้แก่ลูกค้าที่อยู่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เรื่องการลดโลกร้อนเพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้แก่คนรุ่นหลัง เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกัน ธนาคารจึงเดินหน้าปรับการดำเนินงานในองค์กร และยินดีสนับสนุนให้ลูกค้า คู่ค้า ผู้ลงทุน และคนไทยทุกคนร่วมเปลี่ยนผ่านไปกับเรา เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยของเราสู่เป้าหมาย Net Zero ได้สำเร็จ

Source : Spring News

กิจกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยว ได้ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ภาคการท่องเที่ยวกำลังขับเคลื่อนตัวเองเพื่อไปสู่ความยั่งยืน นำไปสู่เทรนด์ใหม่ ที่เรียกว่า การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ 

อมูลจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ระบุว่า  การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว ที่เป็นทางเลือกในการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง เมื่อเทียบกับ การท่องเที่ยวแบบปกติ ในขณะที่นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่มีส่วนร่วม ในการลดโลกร้อน โดยยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายและความสุขที่ได้รับจากการท่องเที่ยว

คาร์บอนที่เกิดจากการท่องเที่ยวนั้นมาจากการเดินทาง 75% แบ่งออกเป็น การเดินทางโดยเครื่องบิน 40 % การเดินทางโดยรถยนต์ 32% การเดินทางวิธีอื่นๆ 3%  บริการและกิจกรรมจากที่พัก 21% กิจกรรมต่างๆ จากการท่องเที่ยว 4% 

คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 ปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากการท่องเที่ยว จะเพิ่มสูงถึง 130%  แต่หากเกิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำคาดการณ์ดังกล่าวอาจกลายเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดได้ 

จิระวดี คุณทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงาน GC Sustainable Living Symposium 2023: We are GEN S” จัดโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จากัด (มหาชน) (GC) ว่า ปัจจุบันเทรนด์ของโลกที่นักท่องเที่ยวต้องการการเดินทางแบบยั่งยืนสูงมากขึ้น เป็นจำนวน 69% ของนักท่องเที่ยวบนโลก 

โดย ททท. ได้มีโครงการมากมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติตื่นตัวขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีความรู้เกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมต่างๆรวมถึงเรื่อง“การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ”ด้วย

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายในการส่งต่อความรู้เรื่องดังกล่าวในประเทศไทยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดสื่อและคอนเทนท์ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับยุโรปที่มีความพร้อมมากกว่า แต่ททท.ได้มีการร่วมมือกับสื่อ เพื่อที่จะให้ความรู้กับคนไทยเรื่องของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และเปลี่ยนแปลงการพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคน

“ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ”เทรนด์ใหม่    ดีมานด์และซัพพลายที่เติบโตร่วมกัน

นอกจากนี้มีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อมและสร้างมาตราฐานใหม่ให้กับการท่องเที่ยว โดยให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ Sustainable Tourism Goals ซึ่งสามารถให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นรวมถึงสามารถประเมินตัวเองว่าอยู่ในระดับไหนในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ขณะเดียวกัน เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวนั้น ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น  การใช้พลาสติกให้น้อยลง การใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น การใช้รถไฟฟ้าในการท่องเที่ยว  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันเพื่อลดคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน

ชวาล คงทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด กล่าวว่า การจัดการพื่้นที่ได้นำแนวคิดการอยู่ร่วมกับป่าไม้ธรรมชาติและชุมชน เข้ามาส่วนร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชยางพารา และชาอู่หลง ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ รวมถึงพืชอื่นๆอีกมากมายเพื่อให้เกิดความหลากหลายทางธรรมชาติ 

โดยสิงปาร์คมีหลักการดำเนินงานดังนี้ 1.ทำเพื่อสังคม 2.อยู่ได้ด้วยตัวเอง และช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยสิงปาร์คมีพื้นที่สีเขียว 5,000 ไร่และแหล่งน้ำ 1,000 ไร่ ที่เหลือเป็นป่าที่อนุรักษ์

 “การสร้างความหลากหลายของธรรมชาติ ควบคุมปัจจัยต้นทุนของการใช้พลังงานและปัจจัยการผลิต ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความยั่งยืน เช่น การเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าในการนำนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมต่างๆ และใช้งานในฟาร์ม ซึ่งพบว่าเป็นการลดต้นทุนและสามารถช่วยสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น” 

ภาวิดา โวเวลส์ ผู้ร่วมก่อตั้งเบสแคมป์ เทรล โพรวิชั่น เบสแคมป์ เทรล ฮับ กล่าวว่า การท่องเที่ยวยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ส่งเสริมให้คนรู้จักประหยัดทรัพยากรและลดขยะในชีวิตประจำวันผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ก่อนต่อยอดไปสู่ภาพรวมของเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป 

ดีมานด์ต่อการท่องเที่ยวที่ยังยืนกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ของการลดคาร์บอน ลดขยะ และลดต้นทุนได้ในที่สุด ก็เป็นเส้นกราฟสองฝั่งทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่จะเติบโตไปด้วยกันบนเส้นทางความยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในทางการเมือง การที่รัฐบาลดำเนินนโยบายปรับลดหรือตรึงไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าก็เพื่อหวังคะแนนนิยมจากประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องรู้ว่า ต้นทุนส่วนต่างที่เกิดขึ้นจริงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระเอาไว้ให้ก่อนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสะสมอยู่ 1.38 แสนล้านบาทนั้น เป็นภาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องทยอยจ่ายคืนบวกด้วยดอกเบี้ยเงินกู้จนครบตามจำนวน และยิ่งปล่อยให้ กฟผ.แบกรับภาระมากเกินไปจนมีปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งจะทำให้มีต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้าก็ยิ่งหนักขึ้น

นโยบายประชานิยมเรื่องค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับในทางบวกจากผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ปรับลดลงจาก 4.45 บาทต่อหน่วยเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ซึ่งผลจากมติ ครม.นี้ ทำให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กพพ.) ต้องเรียกประชุมเพื่อกำหนดอัตราค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 ที่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้กันใหม่ โดยนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ. มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งสาระสำคัญของมาตราดังกล่าว คือเป็นการกำหนดค่าไฟฟ้าตามมติ ครม. แม้ว่าจะเป็นอัตราที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงก็ตาม โดยต้นทุนส่วนต่างที่ปรับลดจำนวน 46 สตางค์ต่อหน่วยนั้น กกพ.ให้ กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับไปก่อน 

ผลจากมติ ครม.และ กกพ. ที่ปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้ลดลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ทำให้ กฟผ.ยังไม่ได้รับคืนเงินค้างจ่าย จากการที่ต้องแบกรับภาระแทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไว้ก่อน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ถึงปัจจุบัน เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงประมาณ 138,485 ล้านบาท ซึ่งในมติเดิมของ กกพ. นั้น กฟผ.จะต้องได้รับการทยอยคืนเงิน โดยบวกรวมไปในค่าเอฟทีงวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2566 จำนวน 38.31 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 23,428 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังเป็นอัตราที่ ปตท.ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแทนกฟผ.ไปก่อนจำนวนประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท ซึ่งกฟผ.จะทยอยจ่ายคืนให้ ปตท.ในงวดถัดไป 

สำหรับการคำนวณค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคม-เมษายน 2567 ที่จะเริ่มเห็นตัวเลขค่าไฟฟ้าประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน นี้ ทางเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)มีการส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนหลายสำนักแล้วว่า จะต้องปรับค่าเอฟทีสูงขึ้นจากงวดก่อนหน้า (กันยายน-ธันวาคม 2566)ซึ่งอยู่ที่ 20.48 สตางค์ต่อหน่วย และจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น , อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง รวมทั้งยังมีเงินภาระค่าเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยจ่ายคืนให้กับ กฟผ. ด้วย

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมไฟฟ้า วิเคราะห์ว่า ค่าไฟฟ้าสำหรับงวด เดือนมกราคม- เมษายน 2567 หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายการตรึงค่าไฟฟ้าเอาไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วยต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน สร้างคะแนนนิยมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ผ่านมติ ครม.เหมือนมติเมื่อ 18 กันยายน ที่ผ่านมาก็จะเป็นการบีบให้ กกพ.ต้องนำมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และข้อ 11 ตามประกาศ กกพ.มาใช้อีกครั้ง  แต่ผลกระทบที่ตามมาจะหนักขึ้น เพราะมีแนวโน้มที่ กฟผ.จะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง ไม่สามารถชำระหนี้ค่าเชื้อเพลิงให้กับ ปตท.ที่แบกภาระไว้ให้ก่อนหน้านั้นได้ และอาจถูกปรับลดเครดิตเรตติ้ง ที่จะทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ก็จะต้องเป็นผู้ทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งดอกเบี้ยทั้งหมด โดยบวกรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บในงวดถัดๆไป

“ นโยบายตรึงค่าไฟฟ้าของรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงหายไป เพียงแต่มี กฟผ.และปตท.ช่วยแบกรับแทนไปก่อน ซึ่งในท้ายที่สุด ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะต้องทยอยจ่ายคืนภาระหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดบวกด้วยดอกเบี้ย “ แหล่งข่าวกล่าว

Source : Energy News Center