มนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย ภายใต้ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงให้ความสำคัญและดำเนินงานด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ตามเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ทั้งในระดับชุมชน ระดับองค์กร และระดับประเทศ ซึ่งเราได้ทำการปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ของ ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ด้วยการเพิ่มจุดพักผ่อนอันร่มรื่นและกิจกรรมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้มากขึ้นสำหรับคนทั่วไปและชุมชนใกล้เคียง

โดย ‘สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา’ หรือ อินทรี กรีนพาร์ค พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 22 ไร่ ริมทางหลวงหมายเลข 2 กม. 125 อ.แก่งคอย จ.สระบุรี สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การดูแลของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ที่สร้างขึ้นบนความตั้งใจในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่า 

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

คอนเซ็ปต์ใหม่ ตอบโจทย์ความหลากหลายของพื้นที่สาธารณะชุมชน

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ได้ปรับคอนเซ็ปต์ใหม่ ด้วยการเพิ่มจุดพักผ่อน และกิจกรรมใหม่ภายในสวนสาธารณะสุดร่มรื่น อาทิ การเข้าชมและถวายสักการะพระบรมรูปปั้นรัชกาลที่ 9 ในหอเฉลิมพระเกียรติ เยี่ยมชมแปลงผักสวนครัวปลอดสารเคมีที่ใช้สารปรับปรุงดินจากขยะเศษอาหารมาใช้แทนปุ๋ย ชมโรงเรือนเพาะกล้าไม้พันธุ์พื้นถิ่น เพื่อนำไปปลูกบนพื้นที่เหมืองเพื่อการฟื้นฟู

นอกจากนั้นยังมีสินค้า OTOP จากชาวบ้านชุมชนแก่งคอย ลานวิ่งเล่นพักผ่อนกับสุนัขรู้ใจในพื้นที่สวนสีเขียวเปิดโล่ง รวมถึงโซนของการเรียนรู้การคัดแยกขยะที่ช่วยลดปริมาณขยะไปหลุมฝังกลบและเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ เพื่อสร้างคุณค่าและความผูกพันที่ดีร่วมกันกับชุมชนแก่งคอย ด้วยแนวคิด TOTAL GREEN เพื่อโลกน่าอยู่ คู่หัวใจสีเขียว ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2573

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

ปอดขนาดใหญ่ของคนแก่งคอย 

แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งนี้ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และไม้ประดับกว่า 100 สายพันธุ์ ที่ออกแบบภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงามและร่มรื่นพร้อมด้วย สวนสมุนไพร และพืชผักสวนครัวต่างๆ ที่รอให้ทุกคนไปเรียนรู้ และสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ 

รวมทั้งเป็นแหล่งการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในพื้นที่ เช่น มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จากกังหันลม พลังงานแสงอาทิตย์ จากโซลาร์เซลล์ และพลังงานน้ำ จากกังหันวิดน้ำ เป็นที่มาของการสร้างต้นแบบบ้านอนุรักษ์พลังงาน โดยเป็นบ้าน 2 ชั้น ก่อสร้างด้วยไม้คอนวูดทั้งหลัง

ซึ่งเป็นวัสดุทดแทนไม้ธรรมชาติที่ผลิตจากคอนกรีต 70% และเยื่อกระดาษอีก 30% แต่มีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และจุดประกายความสนใจด้านพลังงานให้กับคนที่เข้ามาชม โดยเป็นสวนสาธารณะต้นแบบที่ได้รับรางวัล Thailand Energy Award จากกระทรวงพลังงาน และ ASEAN Energy Award ในปี 2558 ระดับดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานประเภทอาคารสร้างสรรค์ เพื่อการอนุรักษ์พลังงานอาคารออกแบบ สำหรับภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical Building)

นอกจากนี้ ภายใต้พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ยังมีแหล่งเรียนรู้อีกมากมายรวมไว้ที่นี่ พร้อมรับฟังคำบรรยายความเป็นมาและการดำเนินงานภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และเยี่ยมชมแปลงเกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ แปลงนาสาธิต สถานที่เรียนรู้และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเกษตรอย่างการปลูกผักสวนครัว

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อคนทุกวัย

‘สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา’ จังหวัดสระบุรี เป็นมากกว่าพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะนอกจากอากาศที่สดชื่นและสีเขียวสบายตาจากต้นไม้น้อยใหญ่แล้วยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่สอดรับกับคนทุกช่วงวัย ทำให้พื้นที่แห่งนี้สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้งแหล่งเรียนรู้ และ สันทนาการที่หลากหลายสำหรับชุมชนแก่งคอย บุคคลทั่วไป และครอบครัวพนักงานอินทรี

นอกจากนั้นภายใน ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ยังจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งสำหรับกิจกรรมวิ่งและออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกับสนามออกกำลังกาย ท่าน้ำสวนมิ่งมงคลที่สามารถให้อาหารปลาคราฟ ลานนั่งเล่นในบริเวณโดยรอบ พร้อมรอให้ทุกคนเข้ามาเติมความสดชื่นกับร้านกาแฟในสวน ซึ่งจะเปิดให้บริการในทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น.

สำหรับคนที่สนใจสามารถเดินทางเช็คอินที่ ‘สวนมิ่งมงคลฯ’ ได้ทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-19.00. น. ณ ริมถนนมิตรภาพ บริเวณ กม.125 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยสอบถามเส้นทางได้ที่ 036-720-2043 และติดต่อ ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ บมจ.ปูนซีเมนต์นครหลวง 036-240930 ต่อ 4029, 4104 และ เฟซบุ๊ก สวนมิ่งมงคลฯ อินทรีกรีนพาร์ค

‘สวนมิ่งมงคลฯ’ กรีนพาร์คหัวใจชุมชนยั่งยืน ศูนย์การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

on-ion จับมือ เกทเวย์ แอท บางซื่อ ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สถานีที่ 66 ส่งท้ายปี 2566 ณ ศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดและครบวงจรที่สุดย่านบางซื่อ

วันนี้ (1 ธันวาคม 2566) – ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางณัฐสุดา สกุลไพสิฐ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และสนับสนุนองค์กร บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ซ้ายสุด) นางสาวเอกกฤตา แก้วพูลศรี General Manager ศูนย์การค้า เกทเวย์ แอท บางซื่อ (ที่ 2 จากขวา) และนายนนทวรรษ เรืองจันทร์ Retail Sales and Tenant Services Team Lead ศูนย์การค้า เกทเวย์ แอท บางซื่อ (ขวาสุด) ร่วมเปิดสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า on-ion (ออน-ไอออน) เกทเวย์ แอท บางซื่อ ด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ (AC Charger) และเครื่องอัดประจุไฟฟ้าชนิดกระแสตรง (DC Charger) ขนาดกำลังไฟสูงสุด 40 กิโลวัตต์ รวมทั้งหมด 8 ช่องจอด ด้วยประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานผ่าน on-ion Mobile Application อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าใช้บริการง่ายยิ่งขึ้น มาพร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มส่งท้ายปีให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการภายในศูนย์การค้าครบ 500 บาทต่อวัน รับส่วนลดเครดิตชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าฟรี มูลค่าสูงสุด 50 บาท ตั้งแต่ วันนี้ – 31 มกราคม 2567 หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC Charger พิเศษเพียง 8.5 บาทต่อหน่วย (จากปกติค่าบริการ 9.5 บาทต่อหน่วย) มาที่นี่ทุกอย่างครบจบไว ได้ทั้งชอปปิ้ง และยังได้ชาร์จไฟรถอีกด้วย โดยกลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ on-ion ให้ทั่วประเทศภายในปี 2567 พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและขับเคลื่อนสังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ก้าวไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Source : Energy News Center

ถือเป็นความสำเร็จของคนไทย โดยทีมนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ได้คิดค้นแบตเตอรี่กราฟีน และตั้งเป็นโรงงานต้นแบบผลิตแบตเตอรี่กราฟีน

รวมถึงนวัตกรรมแบตเตอรี่กราฟีน สำหรับใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และในระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคตอันใกล้

รศ.ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า ปัจจุบัน สจล. อยู่ระหว่างการวิจัยแบตเตอรี่กราฟีน เพื่อนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน BESS (Battery Energy Storage System) ซึ่งทาง สจล. นั้นสามารถที่จะผลิตวัสดุ “กราฟีน” ได้เองจากโรงงานต้นแบบผลิตกราฟีน ที่ตั้งอยู่ภายในคณะวิทยาศาสตร์ สจล.

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.สุธี ชุติไพจิตร คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ สจล. กล่าวว่า งานวิจัยวัสดุกราฟีน และการต่อยอดพัฒนาเป็นแบตเตอรี่ โดยการร่วมมือกับบริษัท ซัน วิชั่น เทคโนโลยี ที่ดำเนินธุรกกิจเกี่ยวกับ พลังงานทดแทนถือเป็นต้นแบบที่สำคัญในการสร้างร่วมมือกันของคณะวิทยาศาสตร์และหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดนวัตกรรมอีกมากมายที่เกิดขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.เชรษฐา รัตนพันธ์ หัวหน้าทีมงานวิจัย กล่าวว่า กราฟีน เป็นวัสดุนาโน มีพื้นผิวจำเพาะสูง และยังนำไฟฟ้าที่ดีมาก จึงเหมาะสมสำหรับการนำมาพัฒนาเป็นแบตเตอรี่ ให้สามารถกักประจุไฟฟ้าได้สูงและชาร์จได้เร็ว เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าทดแทนแบตเตอรี่แบบเดิม สำหรับใช้กับงานกับระบบ BESS (Battery Energy Storage System) และในรถยนต์ไฟฟ้า ให้ขับขี่ได้ระยะทางไกล และยังเป็นแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการระเบิดและไม่ติดไฟได้ในขณะใช้งาน สามารถชาร์จซํ้าได้จำนวนหลายรอบ

นอกจากนี้ แบตเตอรี่กราฟีน ยังประหยัดต้นทุนเพราะสามารถผลิตกราฟีนเองได้ในประเทศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ยิ่งกว่านั้น กราฟีน ยังเป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ลดปริมาณขยะสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้าแบตเตอรี่จากต่างประเทศ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดการลดลงของคาร์บอนไดออกไซด์ได้เมื่อมีการนำแบตเตอรี่มาใช้ในกักเก็บไฟฟ้าและใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

สจล.จับมือพันธมิตร ต่อยอดพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีนสู่เชิงพาณิชย์

สำหรับอนุพันธ์กราฟีน (Graphene) ร่วมทั้ง วัสดุกราฟีนออกไซด์ และ รีดิวซ์กราฟีนออกไซด์ (ที่ผลิตได้จากโรงงานต้นแบบเป็นวัสดุนาโน บางหนึ่งอะตอมของคาร์บอน โครงผลึกเกิดจากอะตอมคาร์บอนเรียงตัวเชื่อมต่อกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ลักษณะโครงสร้างคล้ายของรังผึ้ง เมื่อนำกราฟีนมาวางซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ก็คือวัสดุแกรไฟต์ในใส่ดินสอ กราฟีนมีคุณสมบัติเด่นอันที่ประโยชน์ต่อการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ มากหมาย อาทิ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง แกร่งกว่าเหล็ก มีความยืดหยุ่นสูง นํ้าหนักเบา และยังมีพื้นผิวจำเพาะสูง นำไฟฟ้าที่ดี

นายวัชรินทร์ อินเมฆ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน วิชั่น เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า จากความสำเร็จของ สจล. ที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม แบตเตอรี่กราฟีน บริษัทจึงได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันเพื่อร่วมวิจัยและพัฒนา แบตเตอรี่กราฟีน อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ Green Energy and Green Community นำไปสู่การขยายผลไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน การสร้างจุดชาร์จไฟฟ้า และช่องทางการจัดจำหน่าย

Source : ฐานเศรษฐกิจ

พามาดู ธุรกิจแบงก์ที่เดินหน้าลุยสู่ ESG ว่าทำอะไรกันบ้าง ? พร้อมเดินเครื่องปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้ภาคธุรกิจหนุนรักษ์โลก แบงก์ไหนมีพันธกิจอะไรบ้าง ?

นาทีนี้ใครจะทำธุรกิจต้องมีแผนธุรกิจสีเขียวไปคุย และขอสินเชื่อจากแบงก์ หรือสถาบันการเงิน ถึงจะได้รับอนุมัติสินเชื่อ ได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันแบงก์เองก็เปิดแผนสู่ ESG อย่างเต็มสูบ ทั้งในองค์กรของแบงก์เอง และก็การเข้าไปสนับสนุนเงินกู้ให้กับธุรกิจสีเขียว วันนี้ #สปริงนิวส์ จะพาไปดู 3 แบงก์ใหญ่ ที่เดินสู่ ESG อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งปล่อยสินเชื่อสีเขียว ให้ภาคธุรกิจหนุนรักษ์โลก

มาเริ่มกันที่ ธนาคารไทยพาณิชย์

  • 9 เดือนแรก ปี’66 ปล่อยสินเชื่อกรีน 5.2 หมื่นล้านบาท
  • ตั้งเป้าหมาย 3 ปี  1 แสนล้านบาท ในปี 2025
  • เปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าพลังงานทางเลือก 1.2 หมื่นล้านบาท
  • หนุนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า 1หมื่นล้านบาท
  • หนุนเงินเชื่อมโยงความยั่งยืน 2.6 หมื่นล้านบาท
  • ช่วยธุรกิจ SME-SSME และลูกค้าบุคคล 3,000 ล้านบาท

แบงก์เดินหน้ารักษ์โลก
แบงก์เดินหน้ารักษ์โลก

ต่อมา คือ ธนาคารกสิกรไทย

  • ตั้งเป้าสินเชื่อสีเขียว และเงินลงทุนด้านความยั่งยืน ปี’66  2.5 หมื่นล้านบาท
  • ตั้งเป้าปี 2573 ปล่อยสินเชื่อรวม 1-2 แสนล้านบาท
  • ตั้งเป้าสู่ธนาคารปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 1,2) เป็นศูนย์ปี’73
  • ทยอยเปลี่ยนรถยนต์ของแบงก์จากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ให้ครบปี’73
  • เปลี่ยนบริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น

สุดท้าย คือ ธนาคารออมสิน

  • ชู GSB Net Zero Target ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ปี 2030
  • ตั้งเป้าลดคาร์บอนฯ 1.72 ล้านตัน ปี’50
  • ผลงานเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล สร้างอิมแพค 5.5 หมื่นล้านบาท
  • เริ่มใช้เกณฑ์ ESG Score ปล่อยกู้

นอกจากนี้ยังมี ทีทีบี ที่เดินหน้าดึงกูรูเสริมทัพความรู้ด้าน ESGกระตุ้นให้ลูกค้าธุรกิจและ SME เร่งปรับตัวดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ESG เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนที่มาจากคำว่า Environment, Social, Governance โดย ทีทีบี ได้วางกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่ “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Banking) ตามกรอบ B+ESG ที่ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ล่าสุดจัดสัมมนา Sustainable Growth -The way to Business of the Future  ทีทีบี ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่อง ESG และอยากกระตุ้นให้ลูกค้าตื่นตัวในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ง่ายขึ้น พร้อมแชร์ประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ในการปรับตัวเพื่อเข้าถึง ESG เตรียมพร้อมเส้นทางสู่ความยั่งยืนของธุรกิจไทย

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้การสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และสินเชื่อสีฟ้า (Blue Loan) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการพลังงานชีวภาพ โครงการจัดการของเสีย อาคารสีเขียว ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ให้สินเชื่อสีเขียวไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ทีทีบี ยังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อรถยนตร์ EV อีกด้วย

Source : Spring News

ณ ชานเมืองทรอนด์ไฮม์ทางภาคตะวันตกของนอร์เวย์ บริษัทค้าส่งอาหารแอสโกทดลองใช้รถบรรทุกเซลไฮโดรเจนจากผู้ผลิตรถบรรทุกสวีเดน “สแกนเนีย” จำนวนสี่คันมาตั้งแต่ปี 2563 ผลการทดลองมีทั้งบวกและลบ

ต่อมาเกิดปัญหาการบูรณาการ ชิ้นส่วนชำรุด จนจำเป็นต้องหยุดใช้หลังเกิดเหตุสถานีชาร์จแห่งหนึ่งใกล้กรุงออสโลระเบิดเท่ากับว่ารถบรรทุกไฮโดรเจนได้ใช้งานแค่ 30-40% เท่านั้น

โรเจอร์ แซเธอร์ หัวหน้าโครงการของแอสโกยอมรับว่า รถบรรทุกเหล่านี้ยังไม่ถูกใช้งานมากเท่าที่ควรจะเป็น แต่พวกเขาถูกกล่อมว่ามันจะใช้ได้ดี

รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนวิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร คอยส่งของให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วภูมิภาคอันกว้างใหญ่ ส่วนการขนส่งในระยะใกล้แอสโกใช้รถยนต์พลังงานแบตเตอรีที่ปัจจุบันมีระยะวิ่งสั้นกว่า

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมขนส่งยอมรับการแบ่งแยกหน้าที่มานานแล้วว่า รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนใช้สำหรับบรรทุกหนักระยะไกล ส่วนรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าใช้สำหรับบรรทุกเบาระยะทางสั้น ทั้งนี้เพราะข้อดีข้อด้อยของแต่ละเทคโนโลยี แต่ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไป

“วันนี้เรากำลังเห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเมื่อสองสามปีก่อน รถบรรทุกและรถบัสไฟฟ้าแท้จริงแล้วกำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ และมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการลดคาร์บอนมากขึ้นด้วย” เฟเดอร์ อันเทอร์โลห์เนอร์ ผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้าจากองค์กรพัฒนาเอกชน “Transport and Environment” ให้ความเห็น

รถบรรทุกหนักปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6% ของสหภาพยุโรป (อียู) บรัสเซลส์เรียกร้องให้อุตสาหกรรมขนส่งลดการปล่อยก๊าซลง 45% จากระดับปี 2562 ภายในปี 2543 และ 90% ภายในปี 2583

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ามาแรงแซงไฮโดรเจน

ผลการศึกษาของหน่วยงานเยอรมนีเมื่อปีก่อน ผู้ผลิตรถบรรทุกคาดว่า 63%ของรถบรรทุกใหม่ขายในยุโรปในปี 2573 จะเป็นยานยนต์ “ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์” รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจะครองสัดส่วนใหญ่สุด 85% นั่นเพราะความกังวลก่อนหน้านี้เกี่ยวกับรถบรรทุกไฟฟ้าหมดไปแล้ว อีกทั้งเทคโนโลยีสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้ายังได้ประโยชน์จากการที่อุตสาหกรรมรถไฟฟ้าก้าวหน้าไม่เหมือนไฮโดรเจน

รถบรรทุกหนักส่วนใหญ่ในยุโรปขับวันละไม่ถึง 800 กิโลเมตร ระยะทางที่แบตเตอรีรถไฟฟ้าอาจทำได้ในเร็วๆ นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ขับขี่ต้องหยุดพักตามกฎระเบียบที่เคร่งครัด ในระหว่างนี้พวกเขาสามารถชาร์จยานพาหนะของตนได้ รวมถึงจำนวนแบตเตอรีที่ใช้พัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดที่น้ำหนักที่แตกต่างจากรถบรรทุกดีเซลไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันสถานีชาร์จระดับเมกะวัตต์กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา จะพร้อมใช้เร็วๆ นี้สามารถชาร์จได้แรงกว่าสถานีชาร์จเร็วสุดในปัจจุบันนี้ถึง 10 เท่า

การประหยัดต่อขนาด

เมื่อพูดถึงต้นทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากพิจารณาจากกำไรเพียงเล็กน้อยในภาคการขนส่ง รถบรรทุกไฟฟ้าได้เปรียบในแง่ราคาที่ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด อานิสงส์การพัฒนาแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วต้นทุนปฏิบัติการก็เล็กน้อย รถบรรทุกไฟฟ้าต้องการการบำรุงรักษาไม่มากและโดยปกติไฟฟ้าถูกกว่าไฮโดรเจนมาก

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนอาจเป็นตัวเลือกที่ฉลาดกว่า

“ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขับรถโดยมีคนขับสองคนในยุโรป ซึ่งเปิดช่องให้คนขับไม่ต้องหยุดพักได้ หรือเมื่อคุณอยู่ในเขตรอบนอกมากๆ หรือบนเกาะที่ไม่มีไฟฟ้า หรือคุณกำลังขนส่งกังหันลม 80 ตันไปทั่วเยอรมนี ที่คุณต้องปิดถนนตอนกลางคืนและต้องทำงานตลอดทั้งคืน แบบนี้ก็สมเหตุสมผล”อันเทอร์โลห์เนอร์กล่าว

แต่แม้แต่สแกนเนียซึ่งจัดหารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนให้แอสโกสี่คันก็ยังเลือกให้ความสำคัญกับรถบรรทุกหนักพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากความได้เปรียบด้านต้นทุนในการปฏิบัติการโดยรวมและประหยัดน้ำมัน 

ปีเตอร์ ฟอร์สเบิร์ก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสแกนเนีย อธิบายเพิ่มเติม

“สำหรับบางพื้นที่และปฏิบัติการบางอย่าง ยานยนต์ไฮโดรเจนอาจเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ ดังนั้นเราจึงริเริ่มกิจกรรมบางประเภทเพื่อเรียนรู้วิธีที่ระบบนิเวศไฮโดรเจนอาจมีบทบาทสำคัญ”

Source : กรุงเทพธุรกิจ