“บางจาก-บีทีเอส กรุ๊ป”ผุดธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เจ้ากลุ่มเป้าาหมายวินมอเตอ์ไซด์พื้นที่ใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง และขยายเครือข่ายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท วินโนหนี้ จำกัด (Winnonie) บริษัทสตาร์ทอัพในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้ดำเนินการร่วมกับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอส กรุ๊ปฯ) 

ทั้งนี้ เพื่อร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท สมาร์ท อีวี ไบค์ จำกัด (Smart EV Bike) ในสัดส่วนการลงทุนโดย วินโนหนี้ 33.3% และ บีทีเอส กรุ๊ปฯ 66.7% เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ในบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับการร่วมลงทุนกับ บีทีเอส กรุ๊ปฯ นั้น เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) เพื่อการขยายเครือข่ายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ของวินโนหนี้ ให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

โดยมีแผนติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามแนวรถไฟฟ้าเริ่มจากสายสีเขียว ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทร่วมทุนนี้ จะใช้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ผ่านเครือข่ายสถานีฯ ของวินโนหนี้ 

รวมถึงบริการหลังการขายอื่น ๆ เช่น การดูแลซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Call Center ฯลฯ 

อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปวินโนหนี้จะระดมทุน Series B เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำการให้บริการแพลตฟอร์ม Battery as a Service (BaaS) สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมขยายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่อัตโนมัติ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

ส่งเสริมการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

Polestar 4 EV หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ LCA ประเมินว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่ง Polestar 4 EV ปล่อยคาร์บอนออกไซด์เพียง 19.4 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในโลกในปัจจุบัน

Polestar 4 EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในรูปทรง SUV ที่ได้เปิดโชว์ตัวไปที่งานเซี่ยงไฮ้มอเตอร์โชว์ก่อนหน้านี้ ได้ขึ้นแท่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบัน โดย LCA ได้ตรวจสอบว่า Polestar 4 EV ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง “19.4 ตัน” ซึ่งทำให้เห็นว่า Polestar 4 EV กลายรถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุดในโลก

Credit : Polestar

Credit : Polestar

Polestar 4 EV ผลิตในโรงงาน SEA ของ Geely Holdings ในอ่าวหางโจว ประเทศจีน ซึ่งรถยนต์คันนี้เป็นการผสมผสานพลังงานสะอาดที่มีพลังงานน้ำ I-REC เข้ากับไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากหลังคาของโรงงาน 

ซึ่ง Polestar 4 EV ยังมีการใช้อะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำจากโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำในปริมาณที่สูงขึ้นจะช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้อีก นอกจากนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งของอะลูมิเนียมรีไซเคิลยังรวมอยู่ในการประเมินเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Polestar 4 EV รุ่นมอเตอร์เดี่ยว ได้มีการวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศจีน โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 19.4 ตัน รุ่นมอเตอร์เดี่ยวระยะไกลปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 19.9 ตัน ในขณะที่มอเตอร์คู่ระยะไกลใปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 21.4 ตัน ซึ่งอะลูมิเนียมคิดเป็น 23-24% ของ Carbon Footprint ในขณะที่เหล็กและเหล็กคิดเป็น 20% ส่วนโมดูลแบตเตอรี่มีส่วนแบ่ง Carbon Footprint สูงสุดในการผลิตและการกลั่นวัสดุที่ 36-40% ซึ่งนี่ชี้ให้เห็นว่า Polestar 4 EV ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก

Credit : Polestar

Credit : Polestar

Polestar 4 EV ยังได้เผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถทุกรุ่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติสวีเดนรายนี้ยังเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ควรเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงสู่การคมนาคมที่ยั่งยืน และความโปร่งใสคือปัจจัยสำคัญของการผลิตและพัฒนา

Credit : Polestar

Credit : PolestarPolestar 

วางแผนที่จะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 5 รุ่นภายในปี 2569 Polestar 2 รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fast-back ที่เปิดตัวในปี 2562 , Polestar 3 รถเอสยูวีสำหรับยุคไฟฟ้าเปิดตัวในปลายปี 2565, Polestar 4 รถยนต์ SUV แบบคูเป้ได้เปลี่ยนแปลงไป กำลังเปิดตัวเป็นระยะจนถึงปี 2023 และในปี 2024 Polestar 5 ซึ่งเป็น GT สี่ประตูระบบไฟฟ้า และ Polestar 6 ซึ่งเป็นรถโรดสเตอร์ระบบไฟฟ้า กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

ที่มา : Polestar

Source : Spring News

กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายหลัก “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ที่ “เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” ใน 4 มิติพร้อมกัน

ได้แก่

  1. ความสำเร็จทางธุรกิจ เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ
  2. ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ส่งเสริมทำงานร่วมกันระหว่างสถานประกอบการ ชุมชน และสังคม
  3. ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อโอกาสทางธุรกิจ และ
  4. การกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ตั้ง 

ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จึงมอบหมายให้ SME D Bank เป็นหน่วยร่วมดำเนินโครงการสินเชื่อลดโลกร้อน (Decarbonize Loan) ภายใต้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ นำไปยกระดับปรับเปลี่ยนธุรกิจสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุง หรือลงทุนในกิจการ ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร หรือเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG Model (B: Bio Economy เศรษฐกิจชีวภาพ, C: Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน และ G: Green Economy เศรษฐกิจสีเขียว)

“สินเชื่อลดโลกร้อน”1,500 ล้าน  ปรับ - เปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียว

Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เผยผลสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ รวมมูลค่า 7,000 ล้านบาท ยอดจองกว่า 3 เท่าของมูลค่าการเสนอขาย สะท้อนทิศทางบริษัทฯ สู่การพัฒนาพลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโก กรุ๊ป ได้เสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (หุ้นกู้กรีนบอนด์) เป็นครั้งแรก มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ในวันที่ 1-2 พ.ย. 2566 และจัดออกหุ้นกู้ในวันที่ 3 พ.ย. 2566 โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่า  80 ราย ที่แจ้งความจำนงต้องการลงทุนเป็นจำนวนกว่า 20,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.15 เท่าของมูลค่าการเสนอขายเดิมที่ 6,500 ล้านบาท บริษัทฯจึงเพิ่มหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoes) อีก 500 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการและช่วยขยายฐานนักลงทุนใหม่ โดยนักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ในครั้งนี้ ได้แก่ กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสหกรณ์ และนักลงทุนประเภทอื่น ๆ

สำหรับหุ้นกู้กรีนบอนด์ของเอ็กโก กรุ๊ป เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 5 ชุด รวมมูลค่าทั้งหมด 7,000 ล้านบาท ประกอบด้วย หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.35% จำนวน 1,000 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.71% จำนวน 700 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.02% จำนวน 500 ล้านบาท หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.32% จำนวน 1,000 ล้านบาท และ หุ้นกู้อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.65% จำนวน 3,800 ล้านบาท โดยหุ้นกู้กรีนบอนด์นี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA+ จากทริสเรทติ้ง และจัดออกภายใต้โครงการหุ้นกู้ของเอ็กโก กรุ๊ป ปี 2566 วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็น Joint Green Structuring Advisors และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้

“เอ็กโก กรุ๊ป ขอขอบคุณนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ที่ให้ความเชื่อมั่นและจองหุ้นกู้กรีนบอนด์อย่าง ท่วมท้น โดยเฉพาะประเภทหุ้นกู้อายุ 15 ปี แม้สภาวะตลาดในปัจจุบันมีความผันผวนทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน การสนับสนุนดังกล่าวทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม โดยบริษัทมีแผนจะนำวงเงินระดมทุนนี้ไปใช้ชำระคืนเงินทุนสำหรับโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเภทพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่เดิมของบริษัทและบริษัทในเครือ ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนเพื่อโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (2050)” นายเทพรัตน์ กล่าว

สำหรับปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 7,023 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,418 เมกะวัตต์ (คิดเป็นสัดส่วน 20% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่าง ๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “ทีพีเอ็น” โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม “เอ็กโกระยอง” บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน “เพียร์ พาวเวอร์” บริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม “อินโนพาวเวอร์” เอ็กโก กรุ๊ป ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) มา 3 ปีต่อเนื่อง และตั้งเป้าบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050

Source : Energy News Center

ขอเชิญอบรม หลักสูตรการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ENERGY TRANSITION & CLIMATE CHANGE MANAGEMENT (ETC) รุ่นที่ 5

ทุกวันพุธ เริ่ม 24, 31 มกราคม และ 7, 14, 24, 28 กุมพาพันธ์ 2567
ณ ห้อง Budsaba ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน ถนนนพระราม 4

  • เป็นหลักสูตรการอบรมที่ผ่านการรับรองโดยกระทรวง อว. แล้ว
  • สามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม
  • ได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านการฝึกอบรม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

คุณอังศนา 
Email : aungsna.ch@gmail.com
โทร. 084-938-3057

คุณกรวิชญ์
Email : korawit.re100@gmail.com
โทร. 091-804-6643