ไม่น่าเชื่อว่าการปลูกข้าวก็สามารถทำให้โลกร้อนได้เช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่า การปลูกข้าวแบบเดิมๆ นั้น จะมีการปล่อยให้น้ำขังอยู่ในนานั่นเอง ซึ่งก่อให้เกิดการหมักหมมทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ดังนั้นจะมีการคิดค้นวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ ให้เป็น ข้าวลดโลกร้อน ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “Thai Rice NAMA (ไทยไรซ์ นามา)”

โครงการ “Thai Rice NAMA (ไทยไรซ์ นามา)” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2566 ได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากกองทุนที่ก่อตั้งโดยอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (NAMA Facility) 14.9 ล้านยูโร หรือประมาณ 513 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยของไทยใน 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี จำนวน 100,000 ครัวเรือนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการทำนาลดโลกร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว และปรับเปลี่ยนสู่การผลิตข้าวที่ปล่อยมลพิษต่ำ

ข้าวลดโลกร้อน ปลูกยังไง?

สำหรับกระบวนการปลูกข้าวลดโลกร้อนนั้น จะเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตข้าวนั่นเอง โดยจะใช้เทคโนโลยี 4 ประเภท ประกอบไปด้วย การปรับหน้าดิน ลดการใช้น้ำ การใช้ปุ๋ยตามสภาวะของดิน และการจัดการฟางข้าว และตอซัง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น และยังขายได้ราคาดีกว่าเดิมอีกด้วย ทั้งนี้ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้น้ำอีกด้วย ตอนนี้มาดูว่า 4 เทคโนโลยีที่ใช้มีรายละเอียดอย่างไรกันบ้างครับ

1.เทคโนโลยีปรับหน้าดินด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Leveling)

เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำการปรับหน้าดินของพื้นที่นาข้าว ให้มีความราบเรียบเสมอกัน โดยจะเป็นการเกลี่ยดินในแปลงนาทั้งหมด ในระดับความคลาดเคลื่อนบวกลบไม่เกิน 2 เซนติเมตรทั่วทั้งแปลง ซึ่งก็จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าเชื้อพลังสำหรับน้ำไปใช้เพื่อการสูบน้ำเข้าที่นา ลดการสุญเสียปุ๋ย และข้าวได้รับปุ๋ยสม่ำเสมอทั่้งกันทั้งแปลงนา นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดน้ำมากขึ้นราวๆ 30 – 50 % เลยทีเดียว

2.การใช้ปุ๋ยตามสภาวะของดิน

ในการวิเคราะห์ดินนั้น ชาวนาสามารถเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำส่งตรวจกับทางกรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ดูคุณภาพของดินว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน และถ้าจะใช้ปุ๋ยต้องมีอัตราส่วนเท่าไหร่ ซึ่งบางท่านก็เรียกปุ๋ยประเภทนี้ว่า ปุ๋ยสั่งตัด ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับดินในแปลงนาที่มีการวิเคราะห์มาเรียบร้อยแล้ว โดยมีหลักการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง 4 ประการ ได้แก่ 1.ชนิดปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Kind) 2.อัตราปุ๋ยที่ถูกต้อง (Right Rate) 3.ใช้ปุ๋ยให้ถูกจังหวะเวลา (Right Time) 4.ใส่ปุ๋ยในบริเวณที่ถูกต้อง (Right Place) จะช่วยลดต้นทุนการใช้ปริมาณปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น และรักษาแร่ธาตุในดิน สร้างสมดุลของแร่ธาตุทำให้ดินมีความสมบูรณ์มากขึ้น ก็จะช่วยให้ข้าวมีคุณภาพดีขึ้น ดินก็มีความสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น และมีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ลดการใช้ปุ๋ยที่ไม่จำเป็นและมากเกินไป

3.การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง

เนื่องจากการทำนาแบบเก่า จะมีการขังน้ำไว้ในนา ทำให้แปลงนามีการหมักหมมทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน รวมถึงยังเป็นแหล่งเพราะโรคต่างๆ รวมถึงเพิ่มจำนวนแมลงที่เป็นศัตรูพืชอีกด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุในการใช้พวกยาฆ๋าแมลงที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเปลี่ยนสลับแห้งก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ วิธีการนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร สามารถใช้การวางท่อพีวีซีไว้ใต้ดิน และเจาะรูรอบท่อ ตามคำแนะนำคือ ใช้ต่อพีวีซีขนาด 4 นิ้ว ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร เจาะรูรอบๆ ท่อ และวางเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 5 เซนติเมตร ซึ่งจะมีการให้น้ำแต่ต้นข้าวในระยะที่ข้าวต้องการเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้การแตกกอ และความสมบูรณ์ของรวงข้าวดีขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าจะช่วยประหยัดน้ำ ประหยัดค่าเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมราวๆ 50%

4.การจัดการฟางข้าว และตอซัง

เป็นวิธีการหยุดเผาฟาง และตอซังข้าว รวมถึงวัสดุที่เหลือใช้ในนาข้าว เพื่อช่วยลดฝุ่นละอองและหมกควันต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเผา และยังลดการทำลายธาตุอาหารบริเวณหน้าดินอีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ดินเสื่อม ซึ่งในการเผาแต่ละครั้งจะทำให้ธาตุอาหารอย่างฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมถูกทำลายไปด้วย และในการเผายังก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 และเกิดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย โดยคำแนะนำในการจัดการก็ให้ทำอัดฟางเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ จากนั้นให้ทำการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนก่อนการเตรียมดิน มีแนวโน้มให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าข้าวที่ปลูกในแปลงที่มีการเผาฟาง โดยการไถกลบตอซังแล้วปล่อยทิ้งไว้ 15 วัน ในสภาพดินแห้งถึงชื้นก่อนเตรียมดินปลูกข้าว จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวลงได้ในฤดูที่ 2 และฤดูต่อๆ ไป โดยข้าวให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของ ข้าวลดโลกร้อน ซึ่งความจริงแล้วทำกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ในช่วงนั้นก็มีข่าวเผยแพร่ออกมามากมาย แต่ก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องราวสักเท่าไหร่นัก ทางทีมงานเลยขอเก็บเอามาฝากกันอีกครั้ง เพราะใกล้จะจบโครงการในปีนี้แล้ว เผื่อใครเห็นแล้วสนใจก็จะได้นำไปปรับใช้กับการปลูกข้าวของตัวเองได้ หรือใครเห็นว่าสามารถประยุกต์แนวทางไปใช้กับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ก็จะได้นำไปใช้กันครับ

Photo : freepik

สำหรับท่านที่กำลังหาวิธีการประหยัดค่าไฟฟ้าด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ต้องเจอปัญหาอย่างหนึ่งเลยก็คือ จะเลือกใช้บริการกับบริษัท หรือผู้ให้บริการรายไหนดี เพราะในตลาดตอนนี้มีเยอะมาก แค่กดค้นหาใน Google ก็ขึ้นมาจนเลือกไม่ถูกเลย ซึ่งเราไม่รู้เลยว่า เจ้าไหนให้บริการดีหรือไม่ดี รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ก็เข้าใจยากเสียเหลือเกิน

ล่าสุดใครที่เจอปัญหานี้ มีตัวช่วยออกมาแก้ปัญหานี้ให้แล้ว เพราะว่า PEA หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้าเปิดให้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปแล้ว น่าจะเป็นหน่วยงานที่หลายคนมั่นใจว่า จะให้บริการที่ดี รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ มีคุณภาพ และแน่นอนครับว่า เขามีการจับมือร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อให้บริการสินเชื่ออีกด้วย ก็เรียกว่า ครบจบในตัวกันเลยทีเดียวกัน ก่อนจะไปดูขั้นตอน และราคา ก็ขออธิบายสั้นๆ สักเล็กน้อยเผื่อมาอ่านบทความนี้พอดี และยังไม่เข้าใจว่า โซลาร์ รูฟท็อป คืออะไร

โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) คืออะไร?

อธิบายกันแบบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ การนำแผงโซลาร์เซลล์ มาติดตั้งบนหลังคาของที่พักอาศัย รวมถึงอาคารต่างๆ ที่มีพื้นที่ติดตั้งบนหลังคา ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา ก็จะทำหน้าที่รับแสงอาทิตย์ จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยไฟฟ้าที่ได้จะเป็นแบบกระแสตรง ซึ่งจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Inverter ทำหน้าที่เปลี่ยนให้เป็นกระแสสลับเพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้ และหากกระแสไฟฟ้าที่เราใช้มีมากเกินกว่าที่ใช้จริง ส่วนนี้เราสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้อีกด้วย

ราคาค่าติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป ของ PEA เท่าไหร่?

ทาง PEA แพ็คเกจให้เลือก 3 แบบด้วยกัน คือ 3 kW ราคา 212,000 บาท , 5 kW ราคา 300,500 บาท และ 10 kW ราคา 501,500 บาท สามารถดูรายละเอียดความเหมาะสมในการใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และระยะเวลาคืนทุนได้ตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ

แพ็คเก็จการติดตั้งจาก PEA

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเก็จที่มีกำลังผลิตการไฟฟ้าที่สูงมากกว่านี้เช่น 15 kW , 20 kW ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทาง PEA ได้โดยตรงครับ สำหรับ 3 แพ็คเก็จที่แนะนำนี้ก็เหมาะกับการใช้งานในบ้านแล้ว

สำหรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็มีดังนี้

  • รับประกันแผง 20 ปี
  • รับประกันอินเวอเตอร์ 10 ปี
  • รับประกันการติดตั้งและบำรุงรักษา 1 ปี
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการสำรอง ออกแบบ ประมาณการ
  • ฟรีค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนมิเตอร์และสมาร์ทมิเตอร์

หมายเหตุ

  • อัตราค่าบริการยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด
  • การฟรีค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนมิเตอร์และสมาร์ทมิเตอร์ มีจำนวนจำกัด
  • ลูกค้าสามารถเลือกกำลังการผลิตติดตั้งนอกเหนือจากแพกเกจที่กำหนดได้

สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อมีที่ไหนบ้าง

สำหรับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตร ก็ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และธนาคารออมสิน

ขั้นตอนการขอใช้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป

สำหรับขั้นตอนนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ มีรายละเอียดตามนี้เลย

  1. ติดต่อขอรับบริการกับสาขาของ PEA ใกล้บ้าน
  2. ทีมงานและวิศวกรของ PEA จะเข้ามาสำรวจบ้านของเรา และออกแบบวางแผนการติดตั้ง
  3. ชำระเงินค่าบริการ โดยสามารถเลือกชำระเป็นเงินสด หรือจะขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรก็ได้
  4. ทาง PEA จะดำเนินขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งให้
  5. เมื่อขออนุญาติแล้วทาง PEA จะดำเนินการติดตั้งโซลาร์​ รูฟท็อปและอุปกรณ์ต่างๆ ตามมาตรฐานที่กำหนด
  6. เมื่อติดตั้งเรียบร้อยก็ทดสอบระบบ และเริ่มใช้งานได้เลย

นอกจากนี้ทาง PEA เขาจะมีบริการดูแลบำรุงรักษาให้อีก 1 ปี

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลบริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปของ PEA สำหรับคนที่กำลังจะติดตั้ง และยังหาผู้ให้บริการไม่ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ หากมีข้อสงสัยใดๆ แนะนำให้สอบถามกับทาง PEA โดยตรงได้เลย หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ pea.co.th

สำหรับท่านที่ต้องการจะติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า นอกจากจะต้องศึกษาเรื่องของแผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์ต่างๆ การขออนุญาตติดตั้งแล้ว ยังต้องเข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของโซลาร์เซลล์ด้วย โดยเฉพาะปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะว่าหากแผงโซลาร์เซลล์ของเราผลิตไฟฟ้าได้น้อย นั่นจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และบางครั้งอาจจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งานของเราได้ ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์กัน ติดตามได้เลย

1.ประเภทของแผงโซลาร์เซลล์

ก่อนจะไปเรื่องอื่นๆ เราต้องรู้จักประเภทของแผงโซลาร์เซลล์กันก่อนครับ เพราะแผงโซลาร์เซลล์แต่ละแบบนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าได้ต่างกันนั่นเอง มาดูกันว่ามีประเภทไหนบ้าง และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งสรุปแบบสั้นๆ ได้ดังนี้เลย

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • มีประสิทธิภาพสูงที่สุด
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับ แบบ thin film
  • มีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุด ราวๆ 25 ปีขึ้นไป
  • ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีกว่าในภาวะแสงน้อย เมื่อเทียบกับแบบ โพลีคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพงกว่าแบบอื่นๆ
  • หากแผงสกปรก หรือถูกบังแสงบางส่วน อาจจะทำให้วงจรมีปัญหาได้

แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells)

ข้อดี

  • สามารถผลิตได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ปริมาณซิลิคอนในการผลิตน้อยกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเมื่อมีอุณหภูมิสูง ดีกว่า โมโนคริสตัลไลน์ เล็กน้อย
  • ราคาถูกว่าเมื่อเทียบกับ โมโนคริสตัลไลน์

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 13 – 16 % ซึ่งต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • ประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบ โมโนคริสตัลไลน์
  • แบบโพลีคริสตัลไลน์ จะมีสีน้ำเงิน ทำให้อาจจะดูไม่ค่อยสวยงาม ติดตั้งแล้วไม่ค่อยเข้ากับบ้านเท่าไหร่

แผงโซล่าเซลล์ชนิด ฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cells)

ข้อดี

  • มีราคาถูกกว่าแบบอื่นๆ เพราะสามารถผลิตได้จำนวนมากๆ
  • ไม่มีปัญหาเรื่องความสกปรกที่จะส่งผลต่อวงจรการทำงาน
  • เหมาะกับคนที่มีพื้นที่ติดตั้งเยอะๆ

ข้อเสีย

  • ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • ความคุ้มค่าต่อพื้นที่ต่ำกว่าแบบอื่นๆ
  • มีความสิ้นเปลืองในอุปกรณ์อื่นๆ มาก เช่น โครงสร้าง และสายไฟ
  • ไม่เหมาะกับหลังคาบ้าน เพราะต้องใช้พื้นที่มากกว่าแบบอื่นๆ

ดูจากข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแล้ว จะพบว่า แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ จะมีประสิทธิภาพดีที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของความสกปรก และการติดตั้งที่ดีเพียงพอ ที่สำคัญอาจจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าแบบอื่นๆ แต่ใครที่งบไม่เยอะมาก ก็สามารถเลือกแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมได้เลย ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ประสิทธิภาพนั้นจะด้อยกว่าแบบที่มีราคาแพง

2.การติดตั้ง การยึด และวัสดุที่ใช้ประกอบแผงโซลาร์เซลล์

การติดตั้งนั้นสำคัญมากๆ เพราะมีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งควรติดตั้งให้มีความชันในระดับที่เหมาะสม ประมาณ 15 องศา กระจกที่นำมาติดตั้งต้องมีการสะท้อนของแสงให้น้อยที่สุด ตำแหน่งการรับแสงในทิศที่ได้รับแสงแดดได้มากที่สุด รวมถึงการบดบังจากสิ่งต่างๆ แวดล้อมทั้งหมด รวมถึงการต่อแผงโซลาร์เซลล์ที่ควรมีความสม่ำเสมออีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการติดตั้งทั้งหมด ส่วนนี้ถ้าไม่ได้ติดตั้งเอง ก็อาจจะต้องพิจารณาจากผลงานของบริษัทที่รับติดตั้ง และตัวเราเอง ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบการติดตั้งให้มีความถูกต้องและเหมาะสมด้วย

3.ฝุ่นและความสกปรกของแผงโซลาร์เซลล์

โดยปกติแล้ว แผงโซลาร์เซลล์จะมีฝุ่น และสิ่งสกปรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเศษฝุ่นผงลอยมาในอากาศ หรือจะมาจากน้ำฝนที่มีการปนเปื้อนของสิ่งต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็แก้ง่ายๆ ด้วยการทำความสะอาดแผงเป็นประจำ อาจจะทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งผู้ให้บริการติดตั้งหลายๆ ราย ก็มักจะมีโปรโมชั่นแถมเป็นบริการฟรีให้อยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีก็จะมีบริการล้างแผงให้เลือกใช้อยู่ แนะนำว่าควรจะต้องทำความสะอาดครับ มิเช่นนั้นประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงเรื่อยๆ ความคุ้มค่าก็จะน้อยลงตามไปด้วย

4.อุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์

ยิ่งแผงโซลาร์เซลล์มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าก็จะน้อยลงเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าถ้าติดตั้งไปแล้ว ก็แก้ยากเลยครับ เพราะว่าแผงโซลาร์เซลล์ต้องโดนแดด เมื่อโดนแดดก็ต้องร้อนแน่นอน เรื่องนี้แนะนำว่าก่อนจะเลือกแผงโซลาร์เซลล์ให้ดูค่าผลการทดสอบบริเวณฉลากที่ติดมากับแผง ซึ่งจะเป็นค่าของการประเมินผลว่าหากอุณหภูมิของแผงสูงขึ้น จะทำให้มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าเป็นจำนวนเท่าไหร่ ปกติมักจะทดสอบที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส หรือถ้าดูไม่เป็นก็สอบถามจากบริษัทที่รับติดตั้ง และขอเปรียบเทียบกับหลายๆ ยี่ห้อดูก่อนก็ได้ครับ ซึ่งแน่นอนว่าอันไหนผลทดสอบดีราคาจะแพงกว่าอันอื่นๆ อยู่แล้วครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เรามีด้วยว่าจะเลือกแบบไหน

5.ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์สำหรับแปลงไฟ

ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า อินเวอร์เตอร์ ด้วย ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงไฟกระแสตรงเป็นกระแสสลับ เพื่อให้เราใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าได้นั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ตัวนี้ก็สำคัญมากเช่นกันเพราะว่าส่งผลต่อการสูญเสียกระแสไฟได้เช่นกัน ดังนั้นก็ควรเลือกใช้อินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพที่ดี เพื่อลดการสูญเสียพลังงานด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งแน่นอนว่าเราควรจะศึกษา และเก็บเป็นข้อมูลเอาไว้ด้วย อย่างน้อยๆ เวลาคุยกับบริษัทผู้รับติดตั้งจะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถวางแผลการติดตั้ง กำหนดงบประมาณที่เหมาะสมได้ และยังช่วยให้เราทราบว่าจะต้องดูแลอย่างไร มีระยะเวลาคืนทุนเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุด เงินที่เราลงทุนไปมีความคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ

รูปภาพ : Freepik

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยข้อดีในเรื่องของความประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมันเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการชาร์จไฟให้กับรถตัว ใครที่อยู่คอนโดไม่มีสถานีชาร์จ ก็อาจจะต้องไปชาร์จที่สถานีชาร์รถไฟฟ้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์บางยี่ห้อ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ แต่ใครที่มีบ้าน อยากแนะนำว่าให้ติดตั้ง EV Charger ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะได้รับความสะดวกมากที่สุด แต่ก่อนจะติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านก่อนกันครับ

รู้จักกับ EV Charger กันก่อน

เราเริ่มต้นกับการทำความรู้จัก EV Charger กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. Quick Charger แบบ DC เป็นรูปแบบของระบบการชาร์จด้วยตู้ EV Charger ที่มีการจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จที่น้อยกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จที่ตู้ชาร์จสามารถทำได้ รวมถึงกำลังชาร์จที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นรองรับด้วย ปัจจุบันนี้เราจะพบตู้ชาร์จแบบ DC ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ ตามปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์ และสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ
  2. Normal Charger (Double Speed Charge) ในรูปแบบ Wall Box หรือเป็นกล่องตู้ติดตั้งอยู่ที่บ้านนั่เอง ซึ่งจะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสสลับ (AC) พบตามบ้านทั่วไป รวมถึงโรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมีการแปลงไฟกระแสสลับให้เป็นไฟกระแสตรง แบบนี้จะใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการชาร์จรถที่บ้านมาก เสียบสายชาร์จตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นๆ แล้วก็ไปนอน เช้ามาก็เต็มพอดี แนวๆ นี้ครับ ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับกำลังไฟตัวตู้ชาร์จ และการรองรับของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย โดยเฉลี่ยอยู่อยู่ 4 – 9 ชั่วโมง
  3. Normal Charger แบบอุปกรณ์เต้ารับ ลักษณะก็จะเหมือนการต่อไฟจากบ้านเขารถโดยตรงผ่านตัวอุปกรณ์ ซึ่งบ้านที่จะสามารถจ่ายไฟได้ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แบบ 15(45)A เพราะว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงขณะทำการชาร์จนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสายไฟ สะพานไฟ ด้วยว่าสามารถรองรับได้หรือไม่ และอุปกรณ์ชาร์จควรจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หรือตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย สำหรับระยะเวลาในการชาร์จแบบนี้จะช้าที่สุดครับ เวลาที่ใช้ราวๆ 12 – 15 ชั่วโมง

6 สิ่งต้องเช็ค ก่อนติดตั้ง EV Charger

ตอนนี้ก็มาดูกันว่า เราจะต้องเช็คอะไรบ้าง ก่อนจะติดตั้ง EV Charger ไว้ใช้ที่บ้าน สำหรับคำแนะนำจากทางการไฟฟ้านครหลวงนั้น ก็แนะนำไว้ 2 อย่างหลักๆ เลยก็คือ แนะนำให้เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น 30(100)A แบบเฟสเดียว หรือ 30(100)A แบบ 3 เฟส และบ้านไหนไม่สะดวกที่จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ ให้ทำการขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 สำหรับ EV Charger โดยเฉพาะไปเลย โดยสามารถเลือกใช้มิเตอร์แบบ TOU ได้อีกด้วย

1.ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน

เริ่มจากดูขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านเราก่อน ถ้าใครไม่ทราบแนะนำให้ดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้าน หรือสอบถามจากการไฟฟ้าใกล้บ้าน สำหรับคำแนะนำจากการไฟฟ้า สำหรับไฟ 1 เฟส ต้องมีขนาดมิเตอร์ 30 แอมป์ขึ้นไป ส่วนไฟ 3 เฟส แนะนำว่าต้องมีขนาดมิเตอร์ 15/14 แอมป์

2.ขนาดสายไฟเมนของบ้าน

สำหรับขนาดของสายไฟเมนที่เชื่อมต่อมายังตู้ควบคุม ต้องมีขนาด 256 ตารางมิลลิเมตร หรือขนาดที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งขนาดที่ว่านี้เป็นขนาดของเส้นทองแดง นอกจากนี้ตู้ควบคุม Main Circuit Breaker ควรใช้ตู้ที่รองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์

3.ตู้ควบคุมไฟฟ้า Main Circuit Breaker

ตู้ควบคุมไฟฟ้าของบ้านจะต้องรองรับกระแสไฟสูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ มีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker , 1P ขนาด 16A ซึ่งจะต้องเป็นช่องแยกจ่ายไฟออกมาจากส่วนอื่นๆ

4.เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Devices)

เราควรติดตั้งเครื่องตัดวงจร กรณีการรัดวงจรของอุปกรณ์​ มีค่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าออกไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไฟรั่ว ไฟเกินอีกด้วย ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะทำการตรวจสอบกระแสไฟที่ไหลผ่าน หากพบกว่ามีกระแสไฟที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปบางส่วน เช่น รั่วไหลไปลงดิน รั่วไหลไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพราะมีการชำรุดของอุปกรณ์ ก็จะทำหน้าที่ตัดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรือเกิดไฟไหม้ อีกทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีควรมีระบบตัดไฟอย่างน้อย RCD Type B หรือเทียบเท่า

5.เต้ารับ EV Socket Outlet

สำหรับเสียบสายชาร์จ เป็นชนิด 3 รู ต้องทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 A ตาม มอก.166-2549 หรืออาจเป็นเต้าสำหรับอุตสาหกรรม ต้องมีหลักดิน ซึ่งแนะนำให้แยกออกจากหลักดิน ของระบบไฟเดิมของบ้าน โดยใช้สายต่อหลักดิน เป็นสายหุ้มฉนวน ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดิน ควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดิน ควรเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน

6.ตำแหน่งการติดตั้ง EV Charger

ให้สำรวจบริเวณบ้าน ตำแหน่งที่เราจอดรถก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอต่อการจอดรถ และเสียบสายชาร์จหรือไม่ คำแนะนำก็คือ ควรมีระยะห่างระหว่าง EV Charger กับตัวรถไม่เกิน 5 เมตร และพื้นที่นั้นควรจะเป็นที่ร่มมีหลังคา กันแดด กันฝนได้

สำหรับท่านที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีโปรโมชั่นแถม EV Charger มาให้เรียบร้อย ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะจะมีช่างมาช่วยตรวจสอบให้เราทั้งหมด รวมถึงติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย แบบนี้ก็จะสะดวกหน่อย แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อแล้ว เราต้องมาติดตั้งเอง ก็แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อน หากเราไม่ได้มีความชำนาญเรื่องพวกนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อตามออนไลน์แล้วมาติดตั้งเองนะครับ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าค่อนข้างสูง ลองหาช่างหรือบริษัทที่รับติดตั้งมาจัดการให้จะดีทึ่สุดครับ

ภาพประกอบ : Freepik

ใครที่คิดกำลังจะติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้าน แนะนำให้อ่านเนื้อหาในบทความนี้ก่อน อาจจะช่วยให้การตัดสินใจทำได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการนำเสนอจากทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้รวมเอา 10 คำถามหรือข้อสังสัยต่างๆ เกี่ยวกับการติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้านอยู่อาศัยแบบ Solar Rooftop มาไว้เป็นข้อมูล ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้หลายคนเจอค่าไฟแพงๆ เข้าไป ก็อาจจะกำลังหาวิธีลดค่าไฟ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนคิดถึงมากที่สุดนอกจากการประหยัดไฟ การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ก็คือ การลงทุนติดตั้งโซล่าร์เซลล์แบบ Solar Rooftop นั่นเอง มาดูกันว่า 10 คำถามนั้นมีอะไรบ้างครับ

1. บ้านของเราเหมาะกับการติดตั้ง Solar Rooftop หรือไม่ ?

  • ถ้าบ้านของเรามีการใช้ไฟช่วงกลางวันค่อนข้างมาก มีคนอยู่บ้านตอนกลางวันตลอด หรือที่บ้านทำเป็น Home Office ร้านค้า หรือร้านกาแฟ แบบนี้จะสามารถใช้ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ได้เต็มที่ การติดตั้งจะได้ความคุ้มค่าที่สูงมาก และคืนทุนได้ไว้
  • ที่บ้านมีการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟเยอะๆ เช่น แอร์ ตู้เย็น และตู้แช่ เป็นต้น

คำแนะนำ : ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ที่คุ้มค่าที่สุด จะนิยมติดตั้งเป็นระบบที่ใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้

2. หลังคาบ้านเราเหมาะกับการติดตั้งหรือไม่ ?

  • บ้านที่จะติดตั้งต้อง ย้ำว่าต้องมีโครงสร้างของหลังคาที่แข็งแรง และสามารถรองรับน้ำหนักของแผงโซล่าร์เซลล์ได้
  • หลังคาบ้านที่ติดตั้งจะต้องไม่มีเงาต้นไม้ใหญ่ หรือมีอาหารและสิ่งปลูกสร้งต่างๆ มาบดบังแสดงแดด

คำแนะนำ : หลังคาบ้านควรมีความลาดเอียงประมาณ 15 องศา และหันไปได้ทางทิศใต้ จะมีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าได้ดีที่สุด

3. ติดตั้งขนาดเท่าไร จึงจะเหมาะสม ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 2 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว + หลอดไฟ
  • ติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 4 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว 2 เครื่อง + หลอดไฟ
  • ขนาดที่นิยมติดตั้ง 3, 5, 10 กิโลวัตต์ เลือกได้ตามขนาด/จำนวนอุปกรณ์ที่ใช้

คำแนะนำ : หากเลือกขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ต้องลงทุนสูงและคืนทุนช้า

4. พื้นที่หลังคาที่ใช้ติดตั้ง ต้องขนาดใหญ่แค่ไหน ?

  • ขนาด 1 กิโลวัตต์จะใช้พื้นที่ประมาณ 4 – 5 ตารางเมตร ถ้าใช้ขนาดใหญ่กว่านั้นก็คูณจำนวนพื้นที่เพิ่มไป เช่น ขนาด 3 กิโลวัตต์ ก็จะใช้พื้นที่ 1 2 – 15 ตารางเมตร
  • ควรตรวจสอบลักษณะและประเภทของกระเบื้องหลังคา ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่

คำแนะนำ : ปกติหลังคาบ้านส่วนใหญ่จะมีพื้นที่เพียงพอต่อการติดตั้งอยู่แล้ว ยกเว้นจะมีการสร้างบ้านที่มีการแบ่งหลังคาออกเป็นหลายส่วนตามรูปแบบบ้าน

5. เงินลงทุนในการติดตั้งระบบ และระยะเวลาคืนทุน?

  • เงินลงทุนที่ใช้จะอยู่ประมาณ 40,000 – 45,000 บาทต่อ 1 กิโลวัตต์ ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ 6 ปี
  • ราคาจะมีความแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์ และผู้ให้บริการ ควรสอบถามหลายๆ ที่ ก่อนตัดสินใจ
  • อย่าลืมเปรียบเทียบบริการหลังการขายด้วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ระบบผลิตไฟได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบอุปกรณ์ประจำปี การทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์ เป็นต้น

คำแนะนำ : การลงทุนติดตั้งระบบที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้เงินลงทุนต่อ 1 กิโลวัตถ์ถูกลง

6. ประหยัดไฟได้แค่ไหน ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟได้ประมาณวันละ 12 หน่วย (หรือ 360 หน่วยต่อเดือน) หากราคาค่าไฟการไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท จะประหยัดค่าไฟได้ 1,800 บาทต่อเดือน (หรือปีละ 21,600 บาท)
  • คิดระยะเวลาคืนทุน จากการลงทุน ขนาด 3 กิโลวัตต์ ค่าลงทุนประมาณ 120,000 – 135,000 บาท ประหยัดได้ปีละ 21,600 บาท ดังนั้น มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี

คำแนะนำ : หากใช้แผงโซล่าร์เซลล์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น จะผลิตไฟได้เต็มกำลังมากขึ้น ช่วยให้คืนทุนได้ไวมากขึ้น

7. ต้นทุนไฟที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ คิดยังไง?

  • ระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ หากคิดตลอดอายุระบบ Solar Rooftop 15-20 ปี จะผลิตไฟได้ 360 หน่วย/เดือน x 12 เดือน x 15 ปี = 64,800 หน่วย เมื่อคิดค่าลงทุน 120,000 – 135,000 บาท จะมีราคาต้นทุนประมาณ 2 บาทต่อหน่วย

คำแนะนำ : ต้นทุนต่อหน่วยข้างต้น ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษารายปี เช่น การล้างแผง การตรวจสอบรายปี อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกประมาณ 10%

8. อยากติดตั้ง ต้องเริ่มอย่างไรดี ?

  • เลือกผู้ให้บริการติดตั้ง ปัจจุบันมีผู้ให้บริการจำนวนมากราย ทั้งการไฟฟ้า และบริษัทที่ให้บริการติดตั้ง Solar Rooftop
  • การขออนุญาตต่างๆ ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการติดตั้งจะเป็นผู้ดำเนินการให้ด้วย
  • ผู้ให้บริการเข้าสำรวจพื้นที่ติดตั้ง ออกแบบ และเข้าดำเนินการติดตั้ง โดยทั่วไปใช้เวลาโดยรวมไม่เกิน 1 เดือน

คำแนะนำ : ควรเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยอาจพิจารณาจากประสบการณ์/ผลงานที่ผ่านมา/คุณภาพ การให้บริการ/บริการหลังการขาย/การรับประกันสินค้า

9. อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เราจะพิจารณาจากอะไรได้บ้าง?

  • แผง Solar ตรวจสอบตามมาตรฐานที่ได้รับ มอก. 61215 หรือมาตรฐาน IEC 61215 เป็นอย่างน้อย
  • อุปกรณ์ Inverter สามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้การรับรองได้ทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้า
  • ศึกษาเปรียบเทียบการเลือกใช้อุปกรณ์ของผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละรายเพื่อประกอบการพิจารณา

คำแนะนำ : เราสามารถศึกษาข้อกำหนดการติดตั้ง Solar Rooftop และการเชื่อมต่อระบบของแต่ละการไฟฟ้า ได้จากเว็บไซต์ของ กฟน. กฟภ.

10. การขออนุญาตต่างๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  • ขอใบอนุญาตเกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคาร กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ 45 วัน
  • ยื่นแบบติดตั้ง และการขอจดแจ้งยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th)
  • แจ้ง กฟน. กฟภ. ตรวจสอบระบบ และเชื่อมต่อระบบ

คำแนะนำ : ผู้ให้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ บางรายจะมีบริการขออนุญาตให้ฟรี ซึ่งจะทำการติดต่อ ทำเอกสาร ให้เราทั้งหมด ก่อนจะเลือกใช้บริการก็สอบถามผู้ให้บริการก่อนได้เลย