รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยข้อดีในเรื่องของความประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ ที่ต่ำกว่ารถใช้น้ำมันเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการชาร์จไฟให้กับรถตัว ใครที่อยู่คอนโดไม่มีสถานีชาร์จ ก็อาจจะต้องไปชาร์จที่สถานีชาร์รถไฟฟ้าตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์บางยี่ห้อ ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ แต่ใครที่มีบ้าน อยากแนะนำว่าให้ติดตั้ง EV Charger ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะได้รับความสะดวกมากที่สุด แต่ก่อนจะติดตั้งแนะนำให้ตรวจสอบความพร้อมของบ้านก่อนกันครับ

รู้จักกับ EV Charger กันก่อน

เราเริ่มต้นกับการทำความรู้จัก EV Charger กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

  1. Quick Charger แบบ DC เป็นรูปแบบของระบบการชาร์จด้วยตู้ EV Charger ที่มีการจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เข้าไปที่แบตเตอรี่โดยตรง ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จที่น้อยกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังชาร์จที่ตู้ชาร์จสามารถทำได้ รวมถึงกำลังชาร์จที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นรองรับด้วย ปัจจุบันนี้เราจะพบตู้ชาร์จแบบ DC ได้ตามสถานีชาร์จต่างๆ ตามปั๊มน้ำมัน ศูนย์บริการรถยนต์ และสถานที่บริการของเอกชนต่างๆ
  2. Normal Charger (Double Speed Charge) ในรูปแบบ Wall Box หรือเป็นกล่องตู้ติดตั้งอยู่ที่บ้านนั่เอง ซึ่งจะเป็นการชาร์จด้วยไฟกระแสสลับ (AC) พบตามบ้านทั่วไป รวมถึงโรงแรม และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งลักษณะการทำงานก็จะมีการแปลงไฟกระแสสลับให้เป็นไฟกระแสตรง แบบนี้จะใช้เวลาชาร์จค่อนข้างนาน เรียกว่าเหมาะกับคนที่ต้องการชาร์จรถที่บ้านมาก เสียบสายชาร์จตั้งแต่กลับบ้านช่วงเย็นๆ แล้วก็ไปนอน เช้ามาก็เต็มพอดี แนวๆ นี้ครับ ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับกำลังไฟตัวตู้ชาร์จ และการรองรับของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย โดยเฉลี่ยอยู่อยู่ 4 – 9 ชั่วโมง
  3. Normal Charger แบบอุปกรณ์เต้ารับ ลักษณะก็จะเหมือนการต่อไฟจากบ้านเขารถโดยตรงผ่านตัวอุปกรณ์ ซึ่งบ้านที่จะสามารถจ่ายไฟได้ จะต้องติดตั้งมิเตอร์แบบ 15(45)A เพราะว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงขณะทำการชาร์จนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบสายไฟ สะพานไฟ ด้วยว่าสามารถรองรับได้หรือไม่ และอุปกรณ์ชาร์จควรจะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติ หรือตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย สำหรับระยะเวลาในการชาร์จแบบนี้จะช้าที่สุดครับ เวลาที่ใช้ราวๆ 12 – 15 ชั่วโมง

6 สิ่งต้องเช็ค ก่อนติดตั้ง EV Charger

ตอนนี้ก็มาดูกันว่า เราจะต้องเช็คอะไรบ้าง ก่อนจะติดตั้ง EV Charger ไว้ใช้ที่บ้าน สำหรับคำแนะนำจากทางการไฟฟ้านครหลวงนั้น ก็แนะนำไว้ 2 อย่างหลักๆ เลยก็คือ แนะนำให้เพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เป็น 30(100)A แบบเฟสเดียว หรือ 30(100)A แบบ 3 เฟส และบ้านไหนไม่สะดวกที่จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ ให้ทำการขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 สำหรับ EV Charger โดยเฉพาะไปเลย โดยสามารถเลือกใช้มิเตอร์แบบ TOU ได้อีกด้วย

1.ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้าน

เริ่มจากดูขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านเราก่อน ถ้าใครไม่ทราบแนะนำให้ดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหน้าบ้าน หรือสอบถามจากการไฟฟ้าใกล้บ้าน สำหรับคำแนะนำจากการไฟฟ้า สำหรับไฟ 1 เฟส ต้องมีขนาดมิเตอร์ 30 แอมป์ขึ้นไป ส่วนไฟ 3 เฟส แนะนำว่าต้องมีขนาดมิเตอร์ 15/14 แอมป์

2.ขนาดสายไฟเมนของบ้าน

สำหรับขนาดของสายไฟเมนที่เชื่อมต่อมายังตู้ควบคุม ต้องมีขนาด 256 ตารางมิลลิเมตร หรือขนาดที่ใหญ่กว่านี้ ซึ่งขนาดที่ว่านี้เป็นขนาดของเส้นทองแดง นอกจากนี้ตู้ควบคุม Main Circuit Breaker ควรใช้ตู้ที่รองรับกระแสไฟได้สูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์

3.ตู้ควบคุมไฟฟ้า Main Circuit Breaker

ตู้ควบคุมไฟฟ้าของบ้านจะต้องรองรับกระแสไฟสูงสุดไม่เกิน 100 แอมป์ มีช่องว่างสำหรับติดตั้ง Miniature Circuit Breaker , 1P ขนาด 16A ซึ่งจะต้องเป็นช่องแยกจ่ายไฟออกมาจากส่วนอื่นๆ

4.เครื่องตัดไฟรั่ว RCD (Residual Current Devices)

เราควรติดตั้งเครื่องตัดวงจร กรณีการรัดวงจรของอุปกรณ์​ มีค่ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าออกไม่เท่ากัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไฟรั่ว ไฟเกินอีกด้วย ซึ่งเครื่องตัดไฟรั่วจะทำการตรวจสอบกระแสไฟที่ไหลผ่าน หากพบกว่ามีกระแสไฟที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปบางส่วน เช่น รั่วไหลไปลงดิน รั่วไหลไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพราะมีการชำรุดของอุปกรณ์ ก็จะทำหน้าที่ตัดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด หรือเกิดไฟไหม้ อีกทั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีควรมีระบบตัดไฟอย่างน้อย RCD Type B หรือเทียบเท่า

5.เต้ารับ EV Socket Outlet

สำหรับเสียบสายชาร์จ เป็นชนิด 3 รู ต้องทนต่อกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 16 A ตาม มอก.166-2549 หรืออาจเป็นเต้าสำหรับอุตสาหกรรม ต้องมีหลักดิน ซึ่งแนะนำให้แยกออกจากหลักดิน ของระบบไฟเดิมของบ้าน โดยใช้สายต่อหลักดิน เป็นสายหุ้มฉนวน ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 ตารางมิลลิเมตร ส่วนหลักดิน ควรมีขนาด 16 มิลลิเมตร ยาว 2.4 เมตร ตามมาตรฐาน และการต่อสายดินกับหลักดิน ควรเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน

6.ตำแหน่งการติดตั้ง EV Charger

ให้สำรวจบริเวณบ้าน ตำแหน่งที่เราจอดรถก่อนว่า มีพื้นที่เพียงพอต่อการจอดรถ และเสียบสายชาร์จหรือไม่ คำแนะนำก็คือ ควรมีระยะห่างระหว่าง EV Charger กับตัวรถไม่เกิน 5 เมตร และพื้นที่นั้นควรจะเป็นที่ร่มมีหลังคา กันแดด กันฝนได้

สำหรับท่านที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีโปรโมชั่นแถม EV Charger มาให้เรียบร้อย ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก เพราะจะมีช่างมาช่วยตรวจสอบให้เราทั้งหมด รวมถึงติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย แบบนี้ก็จะสะดวกหน่อย แต่ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ซื้อแล้ว เราต้องมาติดตั้งเอง ก็แนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อน หากเราไม่ได้มีความชำนาญเรื่องพวกนี้ ไม่แนะนำให้ซื้อตามออนไลน์แล้วมาติดตั้งเองนะครับ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟฟ้าค่อนข้างสูง ลองหาช่างหรือบริษัทที่รับติดตั้งมาจัดการให้จะดีทึ่สุดครับ

ภาพประกอบ : Freepik

ใครที่คิดกำลังจะติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้าน แนะนำให้อ่านเนื้อหาในบทความนี้ก่อน อาจจะช่วยให้การตัดสินใจทำได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการนำเสนอจากทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้รวมเอา 10 คำถามหรือข้อสังสัยต่างๆ เกี่ยวกับการติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้านอยู่อาศัยแบบ Solar Rooftop มาไว้เป็นข้อมูล ซึ่งเชื่อว่าตอนนี้หลายคนเจอค่าไฟแพงๆ เข้าไป ก็อาจจะกำลังหาวิธีลดค่าไฟ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนคิดถึงมากที่สุดนอกจากการประหยัดไฟ การเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว ก็คือ การลงทุนติดตั้งโซล่าร์เซลล์แบบ Solar Rooftop นั่นเอง มาดูกันว่า 10 คำถามนั้นมีอะไรบ้างครับ

1. บ้านของเราเหมาะกับการติดตั้ง Solar Rooftop หรือไม่ ?

  • ถ้าบ้านของเรามีการใช้ไฟช่วงกลางวันค่อนข้างมาก มีคนอยู่บ้านตอนกลางวันตลอด หรือที่บ้านทำเป็น Home Office ร้านค้า หรือร้านกาแฟ แบบนี้จะสามารถใช้ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ได้เต็มที่ การติดตั้งจะได้ความคุ้มค่าที่สูงมาก และคืนทุนได้ไว้
  • ที่บ้านมีการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟเยอะๆ เช่น แอร์ ตู้เย็น และตู้แช่ เป็นต้น

คำแนะนำ : ไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ที่คุ้มค่าที่สุด จะนิยมติดตั้งเป็นระบบที่ใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้

2. หลังคาบ้านเราเหมาะกับการติดตั้งหรือไม่ ?

  • บ้านที่จะติดตั้งต้อง ย้ำว่าต้องมีโครงสร้างของหลังคาที่แข็งแรง และสามารถรองรับน้ำหนักของแผงโซล่าร์เซลล์ได้
  • หลังคาบ้านที่ติดตั้งจะต้องไม่มีเงาต้นไม้ใหญ่ หรือมีอาหารและสิ่งปลูกสร้งต่างๆ มาบดบังแสดงแดด

คำแนะนำ : หลังคาบ้านควรมีความลาดเอียงประมาณ 15 องศา และหันไปได้ทางทิศใต้ จะมีความเหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าได้ดีที่สุด

3. ติดตั้งขนาดเท่าไร จึงจะเหมาะสม ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 2 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว + หลอดไฟ
  • ติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์ เหมาะกับบ้านที่ใช้ แอร์เบอร์ 5 แบบ 1 ดาว 12,000 BTU 4 เครื่อง + ตู้เย็น 12 คิว 2 เครื่อง + หลอดไฟ
  • ขนาดที่นิยมติดตั้ง 3, 5, 10 กิโลวัตต์ เลือกได้ตามขนาด/จำนวนอุปกรณ์ที่ใช้

คำแนะนำ : หากเลือกขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ต้องลงทุนสูงและคืนทุนช้า

4. พื้นที่หลังคาที่ใช้ติดตั้ง ต้องขนาดใหญ่แค่ไหน ?

  • ขนาด 1 กิโลวัตต์จะใช้พื้นที่ประมาณ 4 – 5 ตารางเมตร ถ้าใช้ขนาดใหญ่กว่านั้นก็คูณจำนวนพื้นที่เพิ่มไป เช่น ขนาด 3 กิโลวัตต์ ก็จะใช้พื้นที่ 1 2 – 15 ตารางเมตร
  • ควรตรวจสอบลักษณะและประเภทของกระเบื้องหลังคา ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่

คำแนะนำ : ปกติหลังคาบ้านส่วนใหญ่จะมีพื้นที่เพียงพอต่อการติดตั้งอยู่แล้ว ยกเว้นจะมีการสร้างบ้านที่มีการแบ่งหลังคาออกเป็นหลายส่วนตามรูปแบบบ้าน

5. เงินลงทุนในการติดตั้งระบบ และระยะเวลาคืนทุน?

  • เงินลงทุนที่ใช้จะอยู่ประมาณ 40,000 – 45,000 บาทต่อ 1 กิโลวัตต์ ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ 6 ปี
  • ราคาจะมีความแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์ และผู้ให้บริการ ควรสอบถามหลายๆ ที่ ก่อนตัดสินใจ
  • อย่าลืมเปรียบเทียบบริการหลังการขายด้วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ระบบผลิตไฟได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น การตรวจสอบอุปกรณ์ประจำปี การทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์ เป็นต้น

คำแนะนำ : การลงทุนติดตั้งระบบที่มีขนาดใหญ่ จะทำให้เงินลงทุนต่อ 1 กิโลวัตถ์ถูกลง

6. ประหยัดไฟได้แค่ไหน ?

  • ขนาด 3 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟได้ประมาณวันละ 12 หน่วย (หรือ 360 หน่วยต่อเดือน) หากราคาค่าไฟการไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท จะประหยัดค่าไฟได้ 1,800 บาทต่อเดือน (หรือปีละ 21,600 บาท)
  • คิดระยะเวลาคืนทุน จากการลงทุน ขนาด 3 กิโลวัตต์ ค่าลงทุนประมาณ 120,000 – 135,000 บาท ประหยัดได้ปีละ 21,600 บาท ดังนั้น มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี

คำแนะนำ : หากใช้แผงโซล่าร์เซลล์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น จะผลิตไฟได้เต็มกำลังมากขึ้น ช่วยให้คืนทุนได้ไวมากขึ้น

7. ต้นทุนไฟที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ คิดยังไง?

  • ระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ หากคิดตลอดอายุระบบ Solar Rooftop 15-20 ปี จะผลิตไฟได้ 360 หน่วย/เดือน x 12 เดือน x 15 ปี = 64,800 หน่วย เมื่อคิดค่าลงทุน 120,000 – 135,000 บาท จะมีราคาต้นทุนประมาณ 2 บาทต่อหน่วย

คำแนะนำ : ต้นทุนต่อหน่วยข้างต้น ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษารายปี เช่น การล้างแผง การตรวจสอบรายปี อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกประมาณ 10%

8. อยากติดตั้ง ต้องเริ่มอย่างไรดี ?

  • เลือกผู้ให้บริการติดตั้ง ปัจจุบันมีผู้ให้บริการจำนวนมากราย ทั้งการไฟฟ้า และบริษัทที่ให้บริการติดตั้ง Solar Rooftop
  • การขออนุญาตต่างๆ ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการติดตั้งจะเป็นผู้ดำเนินการให้ด้วย
  • ผู้ให้บริการเข้าสำรวจพื้นที่ติดตั้ง ออกแบบ และเข้าดำเนินการติดตั้ง โดยทั่วไปใช้เวลาโดยรวมไม่เกิน 1 เดือน

คำแนะนำ : ควรเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ โดยอาจพิจารณาจากประสบการณ์/ผลงานที่ผ่านมา/คุณภาพ การให้บริการ/บริการหลังการขาย/การรับประกันสินค้า

9. อุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เราจะพิจารณาจากอะไรได้บ้าง?

  • แผง Solar ตรวจสอบตามมาตรฐานที่ได้รับ มอก. 61215 หรือมาตรฐาน IEC 61215 เป็นอย่างน้อย
  • อุปกรณ์ Inverter สามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้การรับรองได้ทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้า
  • ศึกษาเปรียบเทียบการเลือกใช้อุปกรณ์ของผู้ให้บริการติดตั้งแต่ละรายเพื่อประกอบการพิจารณา

คำแนะนำ : เราสามารถศึกษาข้อกำหนดการติดตั้ง Solar Rooftop และการเชื่อมต่อระบบของแต่ละการไฟฟ้า ได้จากเว็บไซต์ของ กฟน. กฟภ.

10. การขออนุญาตต่างๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  • ขอใบอนุญาตเกี่ยวกับการก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคาร กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ 45 วัน
  • ยื่นแบบติดตั้ง และการขอจดแจ้งยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th)
  • แจ้ง กฟน. กฟภ. ตรวจสอบระบบ และเชื่อมต่อระบบ

คำแนะนำ : ผู้ให้บริการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ บางรายจะมีบริการขออนุญาตให้ฟรี ซึ่งจะทำการติดต่อ ทำเอกสาร ให้เราทั้งหมด ก่อนจะเลือกใช้บริการก็สอบถามผู้ให้บริการก่อนได้เลย

วิธีประหยัดไฟฟ้าก็มีการนำเสนอกันมามากมาย นั่นเป็นเพราะว่าค่าไฟฟ้านั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่แทบทุกคนจะต้องจ่าย เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในปัจจุบันค่าไฟก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงมาก รวมถึงช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา มีการใช้ไฟไปกับเครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ทำให้หลายคนจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวกันเลยทีเดียว

ในบทความนี้ทางทีมงานของคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จึงได้รวบรวมเอาเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีประหยัดไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงานที่ได้มีการเผยแพร่เอาไว้ ซึ่งจะเป็นเรื่องของการใช้เครื่องไฟฟ้า 10 อย่างยอดนิยมว่า เราควรจะใช้อย่างไร ถึงจะประหยัดไฟฟ้าได้อีกประมาณ 10% ไปชมกันได้เลยครับ

ก่อนจะไปดูวิธีการประหยัดไฟนั้น ก็ต้องบอกก่อนว่า ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอนี้ ใช้พื้นฐานจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนี้

  • เครื่องปรับอากาศ 3 เครื่อง (9,000 / 13,000 / 18,000 BTU)
  • ตู้เย็น 7.7 คิว
  • เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง
  • กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า
  • พัดลมจำนวน 3 เครื่อง
  • หลอดไฟแบบ LED
  • หม้อหุงข้าว
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • คอมพิวเตอร์
  • เครื่องซักผ้า
  • เตารีด
  • ปั๊มน้ำแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเราที่มีกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ต่อไปเรามาดูคำแนะนำกันต่อว่า จะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้เพื่อให้ประหยัดไฟจากเดิมเพิ่มอีก 10% นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

1.เครื่องปรับอากาศ

คำแนะนำ : เพิ่มอุณหภูมิจากปกติอีก 1 องศา เช่น เดิมเคยเปิดเครื่องปรับอากาศตามคำแนะนำที่ 25 องศา ก็ให้ปรับเพิ่มเป็น 26 องศา หรืออาจจะลองเปิดเพิ่มเป็น 27 องศาก็ได้ ถ้ายังเย็นอยู่ และควรตั้งเวลาปิดก่อนตื่นนอนสัก 15 – 20 นาที และควรจะมีการล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ 2 ครั้งต่อปี

ช่วยประหยัดได้ : 290 บาท คิดเป็น 6%

2.เครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้ไฟฟ้า

คำแนะนำ : อย่างแรกเลยก็ใช้เทคนิคการเปิดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น บางคนเปิดตั้งแต่เริ่มอาบน้ำ จนอาบน้ำเสร็จ แบบไม่ปิดเลย แนะนำว่าช่วงตอนฟอกสบู่ หรือกำลังสระผม อาจจะเปิดน้ำอุ่นไว้ก่อนก็ได้ และอาจจะปรับอุณหภูมิให้ลดจากเดิมลง เอาแค่อุ่นๆ ที่พอรับได้

ช่วยประหยัดได้ : 119 บาท คิดเป็น 2.5%

3.กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

คำแนะนำ : หลายคนใช้กระติกน้ำร้อนไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กทิ้งไว้เลย ซึ่งบอกเลยว่าเปลืองไฟมาก ดังนั้นควรเสียบปลั๊กเฉพาะตอนที่เราจะใช้เท่านั้น เมื่อน้ำเดือดแล้วใช้น้ำเรียบร้อยก็ให้ถอดปลั๊กทันที

ช่วยประหยัดได้ : 25 บาท คิดเป็น 0.5%

วิธีประหยัดไฟฟ้า

4.หม้อหุงข้าว เตาไมโครเวฟ ทีวี คอมพิวเตอร์

คำแนะนำ : อันนี้ง่ายมากเลย ก็คือ ถอดปลั๊กหลังใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะหม้อหุงข้าว ที่แม่บ้านหลายคนมักจะเสียบปลั๊กค้างไว้เพื่อให้ข่าวอุ่น บอกเลยว่าเปลืองไฟค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ช่วยประหยัดได้ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

5.ตู้เย็น

คำแนะนำ : อย่างแรกเลย ควรจัดระเบียบของต่างๆ ในตู้เย็นใหม่ อันไหนหมดอายุ หรือไม่ได้ใช้แล้วก็ควรนำไปทิ้งให้เรียบร้อย การมีของในตู้เย็นเป็นจำนวนมากๆ ตู้เย็นก็ต้องทำงานมากตามไปด้วย เพื่อให้ของภายในตู้มีความเย็นตามที่กำหนด และไม่ควรเปิดปิดตู้เย็นบ่อยจนเกินไป แนวๆ ว่ามาเปิดดูตู้เย็นว่ามีอะไรกินบ้าง เปิดแล้วก็ปิด เดี๋ยวก็มาเปิดอีกแบบนี้ก็ไม่เอานะ แล้วก็ใครที่ใช้ตู้เย็นเก่า ปิดแล้วมักจะไม่สนิท ก็แนะนำให้หาพวกตัวล็อคตู้เย็นมาติดเพิ่ม กันตู้เย็นปิดไม่สนิทด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 19 บาท คิดเป็น 0.4%

6.พัดลม

คำแนะนำ : ควรปรับลดความแรงของพัดลมลงอีก 1 ระดับ เมื่อแรงลมน้อยลง วิธีแก้ไขก็คือ ขยับพัดลมให้มาใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้นแทน เราก็จะได้ความแรงของพัดลมเท่าๆ เดิม หากเราใช้คนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดซ้าย ให้จ่อมาที่ตัวเราโดยตรงได้เลย เมื่อใช้เสร็จแล้วอย่าลืมถอดปลั๊กด้วยนะ

ช่วยประหยัดไฟ : 18 บาท คิดเป็น 0.4%

7.หลอดไฟฟ้า LED

คำแนะนำ : ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น หากบ้านไหนที่ช่างเขาทำสวิทซ์รวมประมาณว่า เปิดทีเดียว ติด 4 ดวง อันนี้ก็อาจจะต้องวางแผนระยะยาวก็คือ ให้ช่างมาแยกสวิทซ์ดูตามความเหมาะสมก็ได้ครับ หรือจะไปเลือกใช้พวกหลอดไฟอัจฉริยะแทนก็ได้ สามารถสั่งปิดไฟผ่านเสียง หรือกดปิดจากมือถือได้ รวมถึงสามารถปรับเพิ่มลดความสว่างได้ด้วย ซึ่งก็ช่วยประหยัดไฟได้อีกระดับหนึ่ง แต่เราก็จะมีค่าใช้จ่ายกับราคาหลอดไฟอัจฉริยะที่แพงกว่าหลอดปกตินะครับ อันนี้ลองพิจารณากันให้ดี

ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

8.เตารีดไฟฟ้า

คำแนะนำ : ควรรีดผ้าพร้อมๆ กันทีละมากๆ เพื่อให้เราเปิดใช้งานเตารีดในครั้งเดียวไปเลย ใครที่มีการใช้น้ำผ้ารีดผ้า ควรฉีดผ้าทั้งหมดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วค่อยรีด และเมื่อรีดใกล้เสร็จ เช่น เหลืออีกแค่ 1 – 2 ตัว ก็อาจจะปิดเตารีดเลยก็ได้ และใช้ความร้อนที่เหลืออยู่ แนะนำว่าควรรีดพวกเสื้อผ้าที่รีดง่ายๆ ไว้ตอนท้ายๆ นะครับ

9.ปั๊มน้ำ

คำแนะนำ : ใช้น้ำแบบประหยัดขึ้นอย่างน้อย 10% เพื่อช่วยลดการทำงานของปั๊มน้ำ เช่น เคยล้างรถทุกวัน อาจจะล้างเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้งแทน รวมถึงรดน้ำต้นไม้ อาจจะเลือกรดน้ำในช่วงหัวค่ำวันเว้นวันแทน

10.เครื่องซักผ้า

คำแนะนำ : ควรซักผ้าพร้อมกันครั้งละมากๆ เท่าที่เครื่องรองรับได้ หากเสื้อผ้าตัวไหนมีรอยเปื้อนมาก แนะนำให้ทำความสะอาดคราบก่อนใส่เครื่องซักผ้าด้วย เพราะถ้าเราซักผ้าพร้อมๆ กันเยอะๆ ผ้าจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ และอย่าลืมแยกผ้าสีเข้ม กับอ่อนด้วยนะ

สำหรับข้อ 8 , 9 , 10 ช่วยประหยัดไฟ : 11 บาท คิดเป็น 0.2%

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำการประหยัดไฟฟ้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งอ่านแล้วอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง 100% เพราะแต่ละบ้าน และวิธีการใช้งานแต่ละคนก็แตกต่างกันไปครับ แต่อยากให้รับทราบเป็นแนวทาง เอาที่เราพอจะทำได้ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ติดขัดใดๆ ก็พอ ซึ่งทำแล้ว รับรองว่าประหยัดไฟขึ้นแน่นนอน จะได้เอาเงินที่ประหยัดได้ ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ กันต่อครับ

อ้างอิงข้อมูล : กระทรวงพลังงาน
ภาพประกอบ : freepik

จากปัญหาค่าไฟแพงที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องปรับตัวเรื่องการใช้ไฟฟ้ากันอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ไฟเท่าเดิมก็ตาม ซึ่งหลายๆ คน ก็เลือกแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลดการใช้ไฟบ้าง หรือเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ที่กินไฟมาก เป็นเครื่องไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่กินไฟน้อยลง บางท่านก็มองหาทางเลือกใหม่จากการใช้พลังงานสะอาด อย่างเช่น โซล่าร์เซลล์ ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ ราคายังค่อนข้างสูงอยู่ และต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ทำให้หลายคนไม่สามารถจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์ได้

ดังนั้นหลายธนาคารที่ได้รับทราบปัญหานี้ และมองเห็นโอกาสในเรื่องของธุรกิจ ก็ได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อโซล่าร์เซลล์ออกมาให้บริการกัน รวมถึงมีสินเชื่อสำหรับรถไฟฟ้าออกมาด้วยพร้อมๆ กัน วันนี้ทางทีมงานคณะทำงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย ได้รวบรวมเอาสินเชื่อโซล่าร์เซลล์มาให้พิจารณากัน เผื่อว่าใครกำลังสนใจจะติดตั้งโซล่าร์เซลล์แต่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่เพียงพอ จะได้มีทางเลือกและโอกาสในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ มีธนาคารไหนบ้าง ไปชมกันครับ

ธนาคารกรุงไทย สินเชื่อรักษ์โลก Home for Cash

มาเริ่มกันที่ธนาคารกรุงไทยกันก่อนครับ ซึ่งจะใช้ชื่อว่า “Home For Cash รักษ์โลก” สนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกทางเลือก ลดใช้พลังงาน ดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 1.99% ในปีแรก

สินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก ให้สิทธิสำหรับลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารเท่านั้น โดยยื่นขอสินเชื่อภายใต้หลักประกันเดิม  ส่วนลูกค้ารายใหม่ สามารถยื่นขอสินเชื่อ Home For Cash  รักษ์โลก พร้อมกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารได้ โดยเปิดกว้างสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายในบริเวณที่อยู่อาศัย  เช่น การติดตั้งแผงโซลาเซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) การติดตั้งเครื่องชาร์จ (EV Charger) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นต้น ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ 

  • สำหรับติดตั้ง Solar Rooftop
  • สำหรับติดตั้ง EV Charger สำหรับรถไฟฟ้า
  • สำหรับซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงานฯ

ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี ฟรีค่าธรรมเนียม 3 รายการ

  • ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคา
  • ฟรีค่าธรรมเนียมจดจำนอง
  • ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้

อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน 

ประเภทสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนด (%)อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี (%)EIR*(%)
ปีที่ 1หลังจากนั้น
เงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา
(Term Loan)
1.99MRR5.416.42

ภายใต้แคมเปญนี้ ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ปีแรก 1.99% ต่อปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปีตลอดอายุสัญญา วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขายจริง ระยะเวลากู้นานสูงสุด 30 ปี สำหรับลูกค้าที่สนใจ ติดต่อธนาคารกรุงไทยทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111   

ธนาคารออมสิน GSB Go Green

สำหรับธนาคารออมสินได้ออกโปรโมชั่นสินเชื่อในชื่อว่า GSB Go Green เป็นสินเชื่อสำหรับการซื้อรถไฟฟ้า EV หรือสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

  • เพื่อติดตั้ง Solar Cell หรือ Solar Rooftop ติดตั้ง  EV Charger สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
  • เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงาน
  • ดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 1.99% นาน 3 เดือนแรก
  • ผ่อนต่ำแสนละ 199 บาท/เดือน นาน 3 เดือนแรก

จำนวนเงินให้กู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกันเงินกู้ระยาว (L/T) จำนวนเงินให้กู้สูงสุดไม่เกินรายละ 5,000,000 บาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 90% ของราคาประเมินหลักทรัพย์* ทั้งนี้ เป็นไปตามเกณฑ์การพิจารณาที่ธนาคารกำหนด
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) ให้กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 10 เท่าของรายได้รวม และไม่เกินรายละ 500,000 บาท

ระยะเวลาชำระเงินกู้

  • กรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน ไม่เกิน 30 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 70 ปี (ยกเว้นกรณีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่เกิน 15 ปี) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการกู้ร่วมกับบุคคลอื่นให้นับระยะเวลาชำระเงินกู้ตามอายุของผู้กู้ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียงคนเดียว
  • กรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan) สูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ยกเว้น กรณีเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเจ้าของกิจการ ระยะเวลาชำระเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 5 ปี

อัตราดอกเบี้ย

รายละเอียดกรณีใช้หลักทรัพย์เป็นประกัน
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-31.990%2.490%
เดือนที่ 4-12MRR-3.185%MRR-2.685%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR-0.500%
เฉลี่ย 3 ปี5.219%5.386%
EIR5.831%5.900%
รายละเอียดกรณีไม่มีหลักประกัน (Clean Loan)   
ทำประกันฯไม่ทำประกันฯ
เดือนที่ 1-37.990%8.490%
เดือนที่ 4-12MRR+1.495%MRR+1.995%
ปีที่ 2 เป็นต้นไปMRR+3.254%
เฉลี่ย 3 ปี9.392%9.559%
EIR9.445%9.598%

ยื่นกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2567

ธนาคารยูโอบี U-Solar โครงการยู-โซลาร์

ธนาคารยูโอบี จะเป็นสินเชื่อในชื่อโปรแกรมว่า U-Solar โปรโมชั่นสำหรับการช่วยให้ กลุ่มบริษัท  ผู้ประกอบการ บุคคลทั่วไป ที่สนใจเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องง่ายและครอบคลุมถึงการเริ่มต้นลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวด้านพลังงานโดยธนาคาร UOB จะเป็นเสมือนตัวกลางที่เข้าไปเชื่อมต่อทุกภาคส่วน ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานแสงอาทิตย์ และช่วยในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด สำหรับรายละเอียดของสินเชื่อมีดังนี้

  • รายการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี ที่ออกในประเทศไทยเท่านั้น (ยกเว้นบัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ) หรือสูงสุด 24 เดือนสำหรับบัตรยูโอบี แคชพลัส เมื่อซื้อสินค้า/บริการ ผ่านบริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ณ ร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar)
  • บริการผ่อนชำระ UOB I-Plan ผ่านบัตรเครดิตธนาคารยูโอบี /บัตรยูโอบี แคชพลัส เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุใน คู่มือผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบี / คุ่มือการใช้วงเงินยุโอบี แคชพลัส
  • ระยะเวลาและจำนวนเงินผ่อนชำระเป็นไปตามที่ร้านค้ากำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียด ณ จุดขายก่อนชำระค่าสินค้า/บริการ
  • ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้า/บริการ กรณีเกิดความเสียหาย หรือ ข้อบกพร่องใดๆ กรุณาติดต่อร้านค้าโดยตรง
  • ตรวจสอบร้านค้าที่เป็นพันธมิตรด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของธนาคารยูโอบี ภายใต้โครงการยู-โซลาร์ (U-Solar) ที่ https://www.uob.co.th/personal/promotions/creditcard/others.page

ธนาคารกสิกรไทย สินเชื่อบ้านสีเขียว

สินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยนั้น จะเป็นการทำโปรโมชั่นร่วมกับโครงการบ้านชื่อดังต่างๆ ราวๆ 15 บริษัท ซึ่งจะมีเรื่องของดอกเบี้ยพิเศษ กู้ได้สูงสุด 110% ฟรีค่าประเมิน และมีโปรโมชั่นร่วมกับทาง SCG ในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์เป็นส่วนลดอีกด้วย

รายละเอียดและเงื่อนไข

สำหรับลูกค้าที่ยื่นกู้สินเชื่อบ้านแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 – 30 มิถุนายน 2566 และจดจำนอง ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

รายละเอียดและเงื่อนไข

  • ลูกค้าที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากแคมเปญ “สินเชื่อบ้านสีเขียว” จะต้องมีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
  • ลูกค้าต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้าน โดยมีทุนประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 70% ขึ้นไปของวงเงินสินเชื่อรวมและเลือกระยะเวลาคุ้มครองเต็มระยะเวลากู้ หรือ ทุนประกันคุ้มครองเต็มวงเงินสินเชื่อรวม และเลือกระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำ 70% ของระยะเวลากู้
  • วงเงินกู้ :
    • สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 110% ของราคาซื้อขายหรือ 100% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน
      • วงเงินกู้ 110% ของราคาซื้อขาย แบ่งเป็น สินเชื่อบ้าน 100% และสินเชื่อตกแต่งบ้าน 10%
    • สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับวงเงินกู้สูงสุด 90% ของราคาซื้อขายหรือ 90% ของราคาประเมิน
      หลักประกัน 
  • ค่าประเมินราคาหลักประกัน : ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน (3,000 บาท)
  • ระยะเวลากู้ : ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 30 ปี รวมอายุผู้กู้สูงสุดไม่เกิน 70 ปี

สิทธิพิเศษจาก SCG

  • ติดตั้งหลังคาโซลาร์กับ SCG Solar Roof Solution รับส่วนลดสูงสุด 73,840 บาท ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการติดตั้งหลังคาโซลาร์แพตเกจต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ SCG คลิก
  • ซื้อสินค้าประหยัดพลังงานอื่นๆ กับ SCG ในราคาพิเศษ พร้อมรับคะแนน SCG Family x2 ทุกสินค้าที่ร่วมรายการ
    1. บ้านไม่อบอ้าว อยู่สบาย ถ่ายเทอากาศ แม้ไม่เปิดแอร์ ดัวย Active AIRflow System 
    2. อากาศดียิ่งกว่าเครื่องฟอกอากาศ ด้วยเครื่องเติมอากาศดี SCG Active AIR Quality 
  • ซื้อสินค้าบล็อกปูพื้น SCG รุ่น Modern Block ครบ 10,000 บาท รับส่วนลด 300 บาท / เซลล์สลิป
  • ซื้อสินค้าฉนวนกันความร้อน รุ่น Stay Cool หนา 3 นิ้ว หรือ 6 นิ้ว ครบ 7,500 บาท รับส่วนลด 400 บาท / เซลล์สลิป
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สิทธิพิเศษจาก บุญถาวร

รับสิทธิพิเศษ ส่วนลด จากบุญถาวร สูงสุด 16,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าจากบุญถาวรที่ร่วมรายการ

  • ลด 1,500 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 5,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 70,000 บาทขึ้นไป
  • ลด 10,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป

ระยะเวลา : 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566
เงื่อนไข : เมื่อสมัครสินเชื่อบ้านสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2566 – 28 เม.ย. 2566 และจดจำนองภายในวันที่ 31 พค. 2566 
ระยะเวลาการใช้ส่วนลด 31 ส.ค. 2566

ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) กำลังจะกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดที่ดีสำหรับโลกเราในตอนนี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยให้โลกสามารถลดมลพิษเป็นศูนย์ได้ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นกุญแจสำหรับสู่ Net Zero แม้ว่าไฮโดรเจนสีเขียวยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ว่าสูงนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกัน ในบทความนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทยได้รวบรวมเอาเรื่องราวของไฮโดรเจนสีเขียวมาฝากกัน ไปติดตามอ่านกันได้เลย

ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คืออะไร

ไฮโดรเจนสีเขียว

ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นพลังงานสะอาดชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนที่ไม่ใช้คาร์บอนไดออกไซค์แต่เป็นน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เราทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือก๊าซ ก็สามารถเป็นแหล่งสกักไฮโดรเจนออกมาได้ แต่ว่าจะออกมาเป็นไฮโดรเจนประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบเชื้อเพลิงที่ใช้ รวมถึงการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต โดยสามารถแบ่งประเภทของไฮโดรเจนออกมาได้อีกหลายประเภทดังนี้

  • บราวน์ไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีน้ำตาล เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ถ่านหินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Coal Gasification ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตในประเทศจีนซึ่งถ่านหินเป็นจำนวนมาก
  • เกรย์ไฮโดรเจน (Grey Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีเทา เป็นไฮโดรเจนที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือนำมัน โดยผ่านกระบวนการ Steam Reforming ซึ่งกระบวนการนี้จะก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนประมาณ 9 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตได้
  • เทอร์ควอยไฮโดรเจน (Turquoise Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้าคราม เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากการแยกมีเทนออกมาเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจน ผ่านกระบวนการ Methane Pyrolysis ซึ่งคาร์บอนที่ผลิตออกมาได้นั้นสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเชิงพาณิชย์ได้ แต่ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา และยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ใดๆ เลย
  • บลูไฮโดรเจน (Blue Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้า เป็นไฮโดรเจนที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเดียวกับเกรย์ไฮโดรเจน ซึ่งใช้กระบวนการ Steam Reforming แต่จะมีการเพิ่มเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) เข้ามาเพื่อช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยกระบวนการผลิตบลูไฮโดรเจน จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 3 – 6 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้
ไฮโดรเจนสีเขียว

ดังนั้นหากเทียบประเภทของไฮโดรเจนทั้งหมดแล้ว จะพบว่ากรีนไฮโดรเจน จะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดมากที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกมาเลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงอยู่นั่นเอง ซึ่งในอนาคตหากมีการนำมาใช้อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขั้น ก็น่าจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้อีกมาก

ข้อดีและข้อเสียงของกรีนไฮโดรเจน

สำหรับกรีนไฮโดรเจนนั้นแม้จะมีข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน หากเรานำมาใช้เป็นพลังงานแล้วมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียมีอะไรกันบ้าง

ข้อดี

  • ไม่มีอันตรายใดๆ ไม่เหมือนถังแก๊ส NGV, LPG
  • วัสดุหาง่าย ใช้น้ำเปล่า 100%
  • เครื่องยนต์เผาไหม้ดีขึ้น ช่วยลดควันดำ
  • สามารประหยัดน้ำมันได้ถึง 40 – 60%
  • มีระบบระบายความร้อนที่ควบคุมทางอิเลคทรอนิคส์
  • ปรับการผลิตก๊าซได้ตามรอบเครื่องยนต์

ข้อเสีย

  • มีราคาแพง
  • ประสิทธิภาพเชิงความร้อนต่ำ มีปัญหาเรื่องการจุดระเบิดย้อนกลับ (BACKFIRE)
  • ต้องใช้เงินลงทุนในการผลิตเป็นจำนวนมหาศาล
  • ยากต่อการจัดเก็บ การขนส่งและการบรรทุก
  • ประสิทธิภาพยังทำได้แค่เพียง 1 ใน 4 ของก๊าซธรรมชาติ

แม้ว่ากรีนไฮโดรเจนจะมีข้อเสียต่างๆ ตามที่นำเสนอไปนั้น แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขข้อเสียต่างๆ นั้นได้จนหมด และปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนทั่วโลกกว่า 200 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไฮโดรเจนสีเขียว

โดยซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีการตั้งเป้าหมายในการผลิตไฮโดรเจนให้ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 4 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030 นี้ และ กำลังสร้างโรงงานพลังงานสีเขียวและแอมโมเนียที่ใหญ่ที่สุดในนีโอม ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งอนาคต” นอกจากนี้ ACWA Power บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Air Products บริษัทอุตสาหกรรมเคมีของสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทั้งทะเลทราย และคาดว่าจะขับเคลื่อนซาอุดิอาระเบียสู่การปลอดคาร์บอนในอนาคต

ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีการจัดตั้งโรงงานกรีนไฮโดรเจนอยู่ใกล้กับฟุกุชิมะ โดยจะเน้นผลิตเพื่อนำไปใช้งานเป็นหลักเนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะผลิตเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ สภาพยุโรปได้ประกาศการขยายลงทุนในกรีนไฮโดรเจนขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญ

และในเยอรมันนีก็เป็นอีกประเทศที่มีการผลิตไฮโดรเจนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในเรื่องของการผลิต และยังมีการสนับสนุนภาพอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย โดยมีโครงการ “National Hydrogen Strategy” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน ซึ่งทำเงินได้ถึง 7 พันล้านยูโรสำหรับการเปิดตัวไฮโดรเจนสีเขียวในเยอรมนี และอีก 2 พันล้านยูโรสำหรับพันธมิตรระหว่างประเทศ

ไฮโดรเจนสีเขียว

นอกจากนี้ยังมีประเทศออสเตรเลีย และชิลีที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนรายใหญ่ของโลก เพราะทั้งสองประเทศนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อต่อการผลิตและการส่งออกไฮโดรเจนนั่นเอง โดยชิลีได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนเนื่องจากทรัพยากรลมที่เหมาะสมที่สุด

แหล่งข้อมูล
Green Network Thailand
ฐานเศรษฐกิจ
ภาพประกอบ
Freepik